คังอิงวางโครงสร้างและกฎระเบียบคร่าวๆ ไว้ในใจแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้กำหนดรายละเอียด เธอเตรียมจะปรับปรุงกฎระเบียบเหล่านี้ให้สมบูรณ์
ในฐานะที่เคยเป็นผู้จัดการใหญ่มานานกว่าสิบปี คังอิงจึงเชี่ยวชาญเรื่องการบริหารจัดการ เรื่องพวกนี้ย่อมเป็นเรื่องง่ายสำหรับเธอ
กวนเสี่ยวได้ยินแล้วก็รู้สึกใจหายใจคว่ำ คิดว่าเจ้านายคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เธอจึงรีบหาลูกกุญแจห้างสรรพสินค้าออกมาจากพวงกุญแจ แล้วเปิดประตูเหล็กของห้าง
ตอนที่คังอิงกับกวนเสี่ยวเดินเข้าไป ก็ได้กลิ่นอับๆ โชยมา ชั้นวางสินค้าที่เต็มไปด้วยสินค้าเมื่อวานนี้ว่างเปล่า กวนเสี่ยวอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจแล้วพูดว่า
“สินค้าถูกขนย้ายออกไปจนหมดเลย เป็นแบบนี้ก็รู้สึกว่าห้างสรรพสินค้าดูแปลกตาไปเลยนะคะ”
คังอิงยิ้มพลางพูดว่า “พอห้างตกแต่งเสร็จแล้วคุณจะรู้สึกว่ามันดูแปลกตามากยิ่งกว่านี้อีก”
พอได้ฟังดังนั้น กวนเสี่ยวพลันรู้สึกคาดหวังขึ้นมา ในเมื่อการปฏิรูปเป็นสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ตอนนี้เธอทำได้เพียงแค่หวังว่าจะยึดขาของคังอิงไว้ให้แน่นๆ ก็พอแล้ว
ในเวลานั้นก็ได้ยินเสียงดังจอแจมาจากหน้าประตู คังอิงเดินออกไปดู พบว่าเป็นอาจารย์โจวที่พาคนงานมาถึงแล้ว
คนงานพวกนั้นบางคนขี่รถสามล้อเครื่อง บางคนขี่มอเตอร์ไซค์ ‘เจียหลิง’ สีดำ บางคนก็ขี่จักรยาน พวกเขามารวมตัวกันอยู่ที่หน้าประตูห้างสรรพสินค้า
พออาจารย์โจวเห็นคังอิงก็พูดว่า “สหายคัง ผมพาคนงานมาแล้ว คุณอยากจะตกแต่งแบบไหนก็บอกมาเลย”
คังอิงพูด “คุณให้คนอื่นๆ ช่วยรื้อถอนชั้นวางสินค้ากับเคาน์เตอร์ทั้งหมดออกไปก่อนก็แล้วกันค่ะ พวกคุณมีใครดูแบบแปลนการตกแต่งเป็นบ้างคะ?”
อาจารย์โจวรับแบบแปลนปึกหนึ่งจากมือของคังอิงมาดูครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “ผมดูเป็นครับ ผมเคยเป็นช่างตกแต่งที่เซินเจิ้นอยู่หลายปี”
คังอิงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง เธอจึงพูดว่า “ดีเลย งั้นคุณลองวัดขนาดตามแบบแปลนพวกนี้ดูสิ”
ในแบบแปลนที่คังอิงวาดเอาไว้นั้น ไม่ได้มีคำอธิบายอะไรมากมาย มีเพียงตัวเลขกับรูปทรง เหมาะสำหรับช่างฝีมือที่เรียนรู้ด้วยตนเองแบบอาจารย์โจว
อาจารย์โจวเคยไปทำงานเป็นช่างตกแต่งที่เซินเจิ้น จึงมองออกทันทีว่าการออกแบบของคังอิงล้ำสมัยมาก เขาให้คนอื่นๆ ทำตามที่คังอิงสั่ง รื้อชั้นวางสินค้ากับเคาน์เตอร์ออกไป ส่วนตัวเขาเองก็พลิกดูแบบแปลนอย่างสนใจ จากนั้นก็พูดว่า
“สหายคัง การออกแบบของคุณ ผมเคยเห็นแค่ที่เซินเจิ้น ถ้าตกแต่งตามแบบแปลนของคุณ รับรองเลยว่าห้างสรรพสินค้ามิตรภาพต้องโด่งดังไปทั่วอำเภอหลี่ว์แน่ๆ”
“คุณอยู่ที่เซินเจิ้นนานแค่ไหนคะ?” พอเห็นว่าอาจารย์โจวมีวิสัยทัศน์ คังอิงก็รู้สึกสนใจขึ้นมา
“ผมไปอยู่ที่นั่นสองปี ทำงานเป็นช่างตกแต่งให้โรงแรม แต่ที่บ้านมีลูกคนที่สอง ภรรยาผมดูแลคนเดียวไม่ไหว เธอให้ผมกลับบ้าน ผมจึงต้องลาออกจากงานที่เซินเจิ้นแล้วกลับมา”
เมื่ออาจารย์โจวพูดเช่นนั้น คังอิงก็ยิ่งรู้สึกวางใจมากขึ้น อย่างน้อยๆ อาจารย์โจวก็เคยใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ น่าจะเข้าใจแนวคิดการออกแบบของเธอ ผลลัพธ์คงออกมาไม่ต่างจากที่เธอคิดไว้นัก
ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ การหาทีมออกแบบตกแต่งแบบเดียวกับที่เซินเจิ้นนั้นเป็นไปไม่ได้ ต่อให้เป็นหลังปี 2000 การตกแต่งในเมืองเล็กๆ ก็ยังคงใช้วิธีที่เจ้าของบ้านพูดคุยกับช่างตกแต่งโดยตรง
เดิมทีคังอิงไม่ได้คาดหวังว่าอาจารย์โจวจะมีความสามารถมากขนาดนั้น ขอแค่เขาสามารถสื่อสารกับเธอ และเข้าใจผลลัพธ์การตกแต่งที่เธอต้องการก็พอ พอเสร็จงานแล้ว อย่างน้อยๆ แค่ออกมาคล้ายคลึงกับสิ่งที่เธอต้องการสักเจ็ดส่วนก็พอใจแล้ว
ตอนนี้ดูเหมือนว่าความสามารถของอาจารย์โจวจะสูงกว่าที่คังอิงคิดไว้ เขามีความสามารถมาก คังอิงจึงไม่ต้องเหนื่อยเรื่องการตกแต่ง
หลังจากพูดคุยกับอาจารย์โจวเรียบร้อย อาจารย์โจวก็เรียกลูกศิษย์คนหนึ่งมาช่วยวัดขนาด
ส่วนคังอิงก็ไปสำนักงานบริหารการพาณิชย์ รวมถึงธนาคารกับกวนเสี่ยวเพื่อดำเนินการเรื่องจดทะเบียนพาณิชย์ เปลี่ยนแปลงข้อมูล ยืนยันตราประทับ และเรื่องราวต่างๆ
โชคดีที่กวนเสี่ยวไม่ได้เป็นหัวหน้าสำนักงานแต่ชื่อ เรื่องพวกนี้มีความเกี่ยวข้องกับเธอ เพราะสำนักงานดูแลห้องการเงินด้วย ดังนั้นเธอจึงรู้เรื่องต่างๆ ดี เธอจึงเป็นคนพาคังอิงไปจัดการเรื่องต่างๆ มาหลายวันแล้ว
เรื่องไหนที่คังอิงไม่ต้องดำเนินการด้วยตัวเอง เธอก็ให้กวนเสี่ยวเป็นคนจัดการทั้งหมด
จากประสบการณ์ในชาติก่อน ไม่ว่าสำนักงานไหน หัวหน้าสำนักงานจะเป็นคนที่เก่งที่สุด ดังนั้นคังอิงจึงให้กวนเสี่ยวอยู่ข้างๆ เธอเพื่อทำเรื่องต่างๆ
ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่า สายตาของคังอิงนั้นแม่นยำมาก กวนเสี่ยวยังคงสามารถทำหน้าที่ต่างๆ ได้ดี
แน่นอนว่าการที่กวนเสี่ยวมีความสามารถนั้นเป็นเรื่องดีสำหรับคังอิง ไม่ใช่ว่าเธอไม่คุ้นเคยกับเรื่องพวกนี้ เพียงแต่เธอไม่รู้จักใครที่นี่เท่านั้นเอง
ในยุคสมัยนี้ คนรู้จักมักจะได้รับการช่วยเหลือ ขอแค่มีคนรู้จัก ถึงแม้ว่าเอกสารจะมีข้อผิดพลาดบ้าง ก็สามารถผ่อนปรนให้กันได้
แต่ถ้าไม่มีคนรู้จักล่ะก็ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่
คังอิงเล็งเห็นความสัมพันธ์อันดีที่กวนเสี่ยวสะสมมาเป็นเวลานาน
นอกจากการดำเนินการต่างๆ แล้ว การฝึกอบรมพนักงานเก่าก็เป็นเรื่องใหญ่เช่นกัน
คังอิงเร่งรีบใช้เวลาสองคืนเพื่อจัดทำโครงร่างการสอนและกฎของพนักงานขึ้นมา
แน่นอนว่ามีคำพูดมากมายที่เขียนอยู่ในกฎระเบียบต่างๆ แต่ถ้าจะสรุปให้สั้นๆ หลักการสำคัญมีเพียงข้อเดียวคือ ขยันมากก็ได้มาก!
ใครทำงานมากก็ได้มาก และยังใช้ระบบการจูงใจด้วยหุ้นอีกด้วย ซึ่งเป็นระบบที่หาได้ยากในรูปแบบธุรกิจของเมืองเล็กๆ ในยุคสมัยนี้ แต่คังอิงกลับกล้าที่จะนำมันมาใช้กับรูปแบบการดำเนินธุรกิจของเธอที่ห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ
จากการปฏิบัติจริงในชาติก่อน ระบบการจูงใจด้วยหุ้นเป็นระบบที่ดี เพราะระบบแบบนี้ช่วยเพิ่มความรู้สึกเป็นเจ้าของให้กับพนักงาน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความสามัคคีและความทุ่มเทให้กับพนักงานด้วย
คังอิงเชื่อว่าห้างสรรพสินค้ามิตรภาพจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เธอจะต้องทำให้ที่นี่กลายเป็นห้างสรรพสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเอกลักษณ์ของอำเภอหลี่ว์ได้แน่
ร้านค้าที่มีคุณภาพนั้นสามารถอยู่รอดได้นานกว่าร้อยปี หากต้องการให้ร้านค้าอยู่รอดได้นานกว่าร้อยปี จะต้องทำให้พนักงานมีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน
แล้วจะทำอย่างไรให้พนักงานรู้สึกว่าบริษัทนี้เปรียบเสมือนเป็นบ้านของพวกเขา? การศึกษาอบรมและคำขวัญต่างๆ นั้นยังไม่เพียงพอ จะต้องให้ผลประโยชน์ของพนักงานมีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของบริษัทโดยตรงด้วย นั่นก็คือระบบการจูงใจด้วยหุ้น
คังอิงจัดเรียง 'ผลงาน' ที่เธออดหลับอดนอนเพื่อทำขึ้นมา แล้วก็ไปพิมพ์ออกมาสามชุด จากนั้นก็นำมันมาเย็บเล่ม เธอมอบชุดหนึ่งให้กับสือเจียงหย่วน ส่วนอีกชุดเก็บไว้ที่ห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ และชุดสุดท้ายเธอก็จะนำไปใช้เป็นสื่อการสอนสำหรับพนักงาน
สือเจียงหย่วนได้รับข้อความจากคังอิงที่บอกว่าจะเอาข้อบังคับสำหรับพนักงานห้างสรรพสินค้ามาให้เขาดู เขาก็เลยละทิ้งหนิงชิ่งเซิงที่กำลังนั่งดื่มชาอยู่ด้วยกัน แล้วรีบออกจากห้องไปทันที
หนิงชิ่งเซิงที่ถูกทิ้งให้นั่งดื่มชาอยู่คนเดียวคิดว่า ธุรกิจของลูกพี่ลูกน้องในช่วงนี้คงกำลังไปได้สวย ทำให้เขาไม่ค่อยว่าง พอได้รับข้อความปุ๊บ ก็ต้องรีบไปจัดการเรื่องต่างๆ ปั๊บ
พอเห็นว่าลูกพี่ลูกน้องของตนยุ่งจนหัวหมุนเช่นนี้ หนิงชิ่งเซิงก็รู้สึกว่าการทำงานอยู่ในหน่วยงานของรัฐบาลก็ดีอยู่แล้ว เขาไม่มีความกล้าหาญ และไม่อยากทำงานหนักเหมือนลูกพี่ลูกน้อง เขาจึงเลือกที่จะรับเงินเดือนอย่างสบายใจ ทำงานไปวันๆ แล้วก็ใช้ชีวิตอยู่ในหน่วยงานเช่นนี้ต่อไป
กว่าสือเจียงหย่วนจะรีบมาถึงบ้านของคังอิง เวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงบ่ายสี่โมงกว่าๆ พอวั่งฉายได้ยินเสียงฝีเท้าของสือเจียงหย่วน มันก็วิ่งออกมาจากบ้านอย่างร่าเริง แล้วเดินวนไปวนมาอยู่ข้างๆ ขาของเขา
ตอนนี้วั่งฉายคุ้นเคยกับเสียงฝีเท้าของสือเจียงหย่วนมากแล้ว มันไม่เห่าเสียงดังเหมือนแต่ก่อนเมื่อได้ยินเสียงรถจี๊ปอีก