เื่เลวร้ายของหลิวซินยังไม่จบสิ้น เพราะหลังจากนางไว้ทุกข์ให้จ้าวหยุนได้ไม่นาน เผิงหลงก็เผยธาตุแท้ที่ชั่วร้ายออกอย่างเจน มันบังคับให้หลิวซินแต่งงานเป็เมีย ด้วยเหตุที่ว่า... บิดาของนางนั้นติดหนี้พนันเป็จำนวนเงินมหาศาล หากไม่ชดใช้เผิงหลงจำต้องจับเขาส่งทางการ หลิวซินพอได้ทราบก็ทั้งโกรธทั้งแค้นเป็อย่างมาก ใจหนึ่งนางไม่อยากช่วยเลยแม้แต่น้อย เพราะมันเป็บิดาต่ำช้าที่เคยย่ำยีนาง แต่อีกทางจะไม่ช่วยก็ไม่ได้ เพราะถ้าไม่ช่วย คงโดนชาวบ้านติฉินนินทาว่าเป็บุตรสาวอกตัญญูเป็แน่ อีกทั้งมารดาของนางคงลำบากไปด้วย...
ในคืนเข้าหอหลิวซินในชุดเ้าสาวสีแดงนั่งก้มหน้านิ่งเงียบอยู่บนเตียง ส่วนเผิงหลงนั้นดื่มสุราเมามายอยู่กับมิตรสหายของมันอยู่ด้านนอก เวลาผ่านไปนานถึงได้เข้ามาในห้อง พอเข้ามามันก็พล่ามพรรณนาไม่หยุด ว่ามันหลงรักหลิวซินมานานแค่ไหน และจะทำให้นางมีความสุขอย่างไรบ้าง ทว่า...หลิวซินยามนี้ก็ยังนั่งนิ่งเป็ตอไม้อยู่ดี เผิงหลงที่เมามายบวกกับความหงุดหงิดจึงคิดที่จะใช้กำลังข่มเหงนาง ทว่า... หลิวซินก็ได้เอ่ยบางอย่างขึ้นเสียก่อน
“ข้ากำลังตั้งครรภ์อยู่” ประโยคสั้น ๆ เพียงประโยคเดียวก็มากพอจะทำให้ เผิงหลงเบิกตากว้าง สติที่ถูกสุราครอบงำพลันกลับคืนมารวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด
มันผละออกจากตัวของหลิวซิน และก้าวถอยไปด้านหลังหลายก้าว ใบหน้าแต้มไปด้วยความผิดหวัง ผสมกับความโกรธ เด็กในท้องไม่ใช่ลูกของมันอย่างแน่นอน และคงจะเป็ลูกของผู้ใดไปไม่ได้นอกจาก... จ้าวหยุน สหายในวัยเด็ก ที่ตัวของเผิงหลงพึ่งจะวางแผนชั่วสังหารไปก่อนหน้า หัวใจของเผิงหลงโดนบดขยี้ให้แหลกละเอียดอีกครั้ง อารมณ์กามราคะก่อนหน้ามลายหายสิ้น มันหมุนกายออกจากห้องหอไปอย่างรวดเร็ว
ไม่ทราบว่านี้เป็โชคดี หรือโชคร้ายของหลิวซินกันแน่ โชคดีที่ว่าก็คือ เผิงหลง ไม่เคยมาล่วงเกินนางอีกเลยนับจากนั้น ส่วนโชคร้าย สถานะของหลิวซินนั้นพลันเปลี่ยนเป็อนุภรรยาเพียงข้ามคืน เพราะเผิงหลงได้พาหลานซิ่วอิง ซึ่งเป็เมียคนแรก เข้ามาอยู่ที่คฤหาสน์ด้วย สิ่งที่ตามมาติด ๆ ก็คือ หลิวซินกลายเป็หญิงแพศยาในสายตาของชาวเมือง ทุกคนกล่าวหาว่านางสองใจ เพราะผัวคนแรกตายไปไม่นาน ก็มีผัวใหม่ทันที แถมผัวใหม่ก็มีเมียอยู่แล้วด้วย หลิวซินอับอายมาก เพราะไม่รู้จะอธิบายเื่ทั้งหมดอย่างไร สุดท้ายนางจึงขอปลีกวิเวกไปอยู่่ท้ายสุดของคฤหาสน์ตาลำพังเงียบ ๆ
เผิงหลงนั้นไม่สนใจที่นางทำแบบนั้น ทว่า...เื่ที่หลิวซินกำลังจะกำเนิดทายาทของจ้าวหยุนก็ทิ่มแทงใจมันอยู่ดี สุดท้ายความชั่วช้าเลวทรามจึงพลันเกิดขึ้นในกมลสันดาน มันไม่ปรารถนาจะให้เด็กในท้องคลอดออกมา จึงไว้วางแผนใช้ยาพิษบางอย่างเพื่อทำให้หลิวซินแท้ง...
ไม่ทราบสิ่งที่เผิงหลงทำลงไปนั้นได้ผลหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ มันไม่ได้พบหน้าหลิวซินนานหลายปี จวบจนวันหนึ่ง ขณะที่มันกำลังเดินตรวจตราคฤหาสน์อยู่นั้น ก็ได้มีเด็กชายคนหนึ่งวิ่งมาชนจนล้มก้นจ้ำเบ้า
“โอย เจ็บจัง” เด็กชายร้องขึ้น ก่อนจะมีเสียงของชายชราข้างกายเผิงหลงตวาดเสียงดัง
“เ้าเด็กน้อยวิ่งระวัง ๆ หน่อยสิวะ!! รู้หรือไม่ว่าเ้าวิ่งมาชนผู้ใด” เด็กน้อยก้มหน้าลงไปกับพื้นด้วยความกลัว ๆ เพราะมันไม่ทราบคนที่วิ่งไปชนเป็ผู้ใด
“ไม่ต้องเอะอะโวยวายไปพ่อบ้านเซิน ก็แค่เด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ลูกของพวกคนรับใช้เท่านั้นเอง" เผิงหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแฝง ก่อนที่มันจะหันมาพูดกับเด็กน้อยตรงหน้า "ว่าแต่เ้าเป็ลูกเต้าเหล่าใครกัน ไหนเงยหน้ามาให้ข้าดูหน่อย”
“เอ้า เ้าหนูไยไม่เงยหน้าขึ้นมาอีก ไม่ได้ยินที่นายท่านบอกหรือ” เมื่อได้ยินคำสั่งของพ่อบ้านเซิน เด็กน้อยจึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมา และเมื่อนั้นเอง ที่รอยยิ้มแห่งความใจดีของเผิงหลงก็ค่อย ๆ พลันเปลี่ยนไปเป็ความหวาดกลัวสุดขีด เพราะใบหน้าของเด็กน้อยในเวลานี้ เหมือนใบหน้าของจ้าวหยุนในวัยเด็กทุกประการ!!
“ปะ...เป็ เป็ไปไม่ได้...!!.” เผิงหลงซีดปากสั่น ก่อนที่ความโกรธจัดจะปรากฏชัดบนใบหน้าอันแดงก่ำ เท้าข้างหนึ่งยกขึ้น และหมายจะถีบเด็กน้อยตรงหน้าสุดแรง ทว่า...สตรีนางหนึ่งก็พลันวิ่งเข้ามากอดร่างของเด็กชายเอาไว้เสียก่อน
“อย่ามาแตะต้องบุตรชายของข้านะ!!” นางตวาดเสียงดังด้วยความโกรธ ซึ่งในคฤหาสน์สกุลหวู่แห่งนี้มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้ แถมไม่ถูกลงโทษอีกด้วย ซึ่งก็คือ หลิวซินนั้นเอง
เผิงหลงแม้นไม่ได้พบหน้าหลิวซิวมานาน ทว่าความรัก ความเกลียดชังนั้นไม่เคยจางหายไม่แม้แต่น้อย...
“ลูกชายกระนั้นรึ!?”
ใช่แล้ว เด็กน้อยผู้นี้เป็บุตรชายของหลิวซิน มีนามว่า ‘จ้าวเยียน’ แต่จะพูดว่าเป็ลูกแท้ ๆ หรือ เป็เด็กที่นางเก็บมาเลี้ยงก็มิมีผู้ใดล่วงรู้ได้ เพราะเมื่อหลายปีก่อนหลิวซินได้รับยาพิษจากเผิงหลงตอนใกล้จะคลอดจนเกือบตาย เลยไม่มีผู้ใดทราบว่า นางแท้งบุตรในท้องไปั้แ่ตอนนั้นแล้ว เลยไปรับเด็กที่หน้าเหมือนสามีเก่ามาเลี้ยง หรือสามารถให้กำเนิดเด็กในท้องออกมาได้อย่างปลอดภัย...
เผิงหลงถลึงตาใส่สองแม่ลูกตรงหน้าด้วยความเดือดดาล ก่อนที่มันจะสะบัดแขนเสื้อ และเดินจากไปอย่างไม่ไยดี เด็กน้อยได้แต่มองตามด้วยความประหลาดใจ ผสมกับความรู้สึกอึดอัดบางอย่าง มันรู้สึกไม่ชอบชายร่างอวบอ้วนหน้าตาน่ากลัวผู้นี้เลย ไม่ชอบเอามาก ๆ คล้ายคนผู้นี้เคยทำร้ายทุบตีมันให้าเ็มาก่อน ซึ่งในความเป็จริงเป็ไปไม่ได้ เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่ทั้งสองเคยพบหน้ากัน
...
วันเคลื่อน เดือนผ่านไปเรื่อย ๆ จนล่วงไป หลายสิบปี จ้าวเยียนค่อย ๆ เติบโต เป็หนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ แม้นอายุยังไม่มากเท่าไหร่ แต่ ใบหน้าฉายแววหล่อเหลาไม่ต่างจากผู้เป็จ้าวหยุนในวัยหนุ่ม ไม่สิ หากจะกล่าวต้องกล่าวว่าเหมือนกันราวกับเป็ฝาแฝดเลยก็ว่าได้ แถม นิสัยใจคอในด้านดีไม่ว่าจะเป็ ความกล้าหาญ ความมีคุณธรรมมีเหมือนกันทุกประการ แต่หาใช่จ้าวเยียนจะได้มาแต่ด้านดี ๆ ในด้านของความทะลึ่งทะเล้น ก็ได้รับมาเต็ม ๆ เช่นกัน..
...
ฉับ ๆ ๆ ๆ ๆ เสียงมีดหั่นผักในมือของสตรีนางหนึ่งกำลังดังอย่างต่อเนื่องอยู่ในครัว และทางด้านหลังของนาง ห่างออกไปเล็กน้อย ก็ได้มีเงาร่างของใครบางคนค่อย ๆ ย่องเข้ามาอย่างเงียบงัน มันก้าวเข้ามาเรื่อย ๆ ก่อนที่จะ...
หมับ!! ว้าย!!! สตรีผู้นั้นร้องอุทานออกมาด้วยความตื่นใสุดขีด เพราะโดนเงาร่างลึกลับร่างนั้นใช้แขนสองข้างรวบกอด แถมมือมันยังจับปทุมถันนางอย่างจังอีกด้วย
“จ้าวเยียน!! นี่เ้าเล่นอันใดของเ้าแม่ใหมด เดี๋ยวแม่ก็ตีให้ซะนี่” หลิวซินเอี้ยวคอ แค่นเสียงดุบุตรชายจอมทะลึ่งของนาง
“ข้าแค่กอดท่านแม่เท่านั้นเอง ท่านจะใจร้ายถึงขั้นจะตีข้าเชียวหรือ” จ้าวเยียนระบายยิ้มทะเล้นก่อนเอ่ยขึ้น มิหนำซ้ำมันยังหอมแก้มหลิวซิวอีกหนึ่งฟอด
“กะ...กอดอย่างเดียวที่ไหนกัน มือเ้าจับ...จับ...หน้าอกแม่อยู่ แถม...แก่นกายของเ้าก็ยังแข็งถูไถกับก้นแม่ด้วย แม่บอกหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ ว่าทำแบบนี้ไม่เหมาะสม แม่เป็แม่ของเ้านะ” หลิวซินอธิบายเสียงสั่นเครือ ใจนางทราบดีว่าสิ่งที่จ้าวเยียนทำอยู่นั้นไม่ใช่สิ่งที่บุตรชายสมควรกระทำกับมารดา ทว่า...เพราะใบหน้ากับนิสัยใจคอของจ้าวเยียน ที่ช่างเหมือนกับจ้าวหยุนราวกับคนคนเดียวกัน มันก็เลยทำให้หลิวซินเกิดความรู้สึกประหลาดภายในใจมาตลอด ครั้นจะดุก็ดุได้ไม่เต็มปาก ครั้นจะปล่อยให้ทำตามใจชอบก็ไม่ได้อีก
“ไม่เห็นเป็อันใดเลยท่านแม่ หน้าอกของท่านข้าก็บีบจับมาั้แ่สิบห้าขวบแล้วมิใช่หรือ ส่วนแก่นกายข้าก็คือถูไถอยู่ภายนอกเท่านั้น ให้ข้าทำเถิด เพราะข้ารักท่านแม่นะ” คำกล่าวที่ดูไร้เดียงสาของจ้าวเยียนนั้นมักทำให้หลิวซินใจอ่อนได้ทุกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ก็เช่นกัน
“งะ...งั้นก็ได้ แต่เ้าต้องรับปากแม่นะ ว่าจะเป็ลูกทีดี เชื่อฟังที่แม่บอก”
“ข้ารับปาก ข้าจะเป็ลูกที่ดี(แต่หม) เชื่อฟังท่านทุกอย่าง” จ้าวเยียนพยักหน้า เอ่ยวาจาหนักแน่น ก่อนที่มันจะออกแรงบีบเคล้นเต้าอวบอัดของหลิวซินหนักขึ้นเล็กน้อย ส่วนท่อนเอวก็บดแก่นกายถูไถสะโพกงามมารดาไปเรื่อย ๆ
“อืมส์สสสส...สสสส อ๊ายยยย....ยยย” หลิวซินรู้สึกเสียวซ่านมาก นี่คล้ายกับสิ่งที่จ้าวหยุนเคยทำกับนางในอดีตเลย แต่จะให้เหมือนกันเป๊ะ ๆ ก็ต้องทำอีกอย่างควบคู่กันไปด้วย ซึ่งสิ่งที่ว่านั้น หลิวซินลำบากใจที่จะทำเป็อย่างมาก สุดท้ายนางจึงกลั้นใจเอ่ยออกมา
“จ้าวเยียนปีนี้เ้าจะใกล้จะเป็ผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วสินะ”
“ใช่แล้วท่านแม่ ท่านมีอันใดหรือ?”
“เพราะเ้าขาดพ่อ จึงขาดการสั่งสอนในเื่บางเื่ไป เช่นนั้นแม่คงต้องเป็คนสอนเอง”
“สอนข้าหรือ? สอนเลยท่านแม่จะสอนอันใดข้า สำคัญหรือไม่” จ้าวเยียนตาเบิกกว้างก่อนกล่าวถามด้วยความกระตือรือร้น เมื่อนั้น หลิวซินจึงดึงมือบุตรชายออกก่อนที่นางจะหันมาหามัน
“ย่อมสำคัญอยู่แล้ว มันเป็เื่ที่เ้าควรทำทีเดียว แต่ว่า...แม่สอนให้ตอนนี้ไม่ได้หรอกนะ ต้องเป็คืนนี้ก่อน”
“ท่าทางน่าตื่นเต้นยิ่งนัก ข้าชักรอไม่ไหวแล้ว” จ้าวเยียนยิ้มกว้างด้วยท่าทางลิงโลด ก่อนจะมีสาวใช้อีกสองคนเดินเข้ามาในครัวพร้อมท่าหน้าประหลาดใจ
“เอาล่ะ ยามนี้เ้าไปทำงานต่อเถอะ แม่เองก็ต้องทำครัวต่อเช่นกัน” จ้าวเยียนพยักหน้ารับอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหมุนกายเดินจากไป จากนั้นหลิวซินจึงหันมาหั่นผัก หั่นเนื้อเตรียมทำอาหารต่อ นางทำไปก็คิดไม่ตกไปด้วยว่า
‘เื่การสำเร็จความใคร่ด้วยมือ’ ‘เื่ความสัมพันธ์ทางกายระหว่างชาย กับหญิง’ ที่จะสอน จ้าวเยียนในค่ำคืนนี้ คือสิ่งที่นางควรสอนเขาจริง ๆ หรือไม่...
จบบท