บทที่10
สำรวจแผนที่โลก
หนิงหลงดึงหนังสือจากชั้นสองสามเล่มและเปิดมันบนโต๊ะตรงหน้าฉัน
เมื่อหยิบหนังสือครบแล้วเขาลงนั่งข้างฉัน ก้มมองหนังสือเล่มเดียวกันจากด้านหลัง แทบจะแนบกับแผ่นหลังััความร้อนที่แผ่จากร่างกายอีกฝ่ายได้
ฉันต้องรีบตั้งสมาธิกลับไปยังเนื้อหาตรงหน้า
หนังสือเล่มแรกเป็สมุดแผนที่ประเทศที่เขาเปิดให้ดูมีทรงยาวชวนให้นึกถึงกระบวย ทางตะวันออกเป็ทะเลส่วนทางตะวันตกติดกับประเทศอื่น
“นี่คือแคว้นซิงกวนสถานที่ที่พวกเราอยู่ตอนนี้” เขาบอก ฉันจำได้ว่าเขาเคยพูดครั้งหนึ่งในวันที่ฉันมาที่นี่“ปัจจุบันมีทั้งหมดหกเขต ไล่จากทางตะวันตกไปตะวันออก เขตแรกคือเทียนซูเป็ศูนย์กลางการปกครองของแคว้นพระราชวังของโอรส์ตั้งอยู่ในทะเลสาบเป๋ยโต่วซึ่งเป็ส่วนหนึ่งของเขตนี้”
ทะเลสาบเป๋ยโต่วตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างสี่เขตล้อมด้วยูเาทางเหนือ
เสียงทุ้มนุ่มที่ดังอยู่ข้างหูทำเอาสมาธิไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“เขตถัดมาคือเทียนเซวียนบ้านเกิดของซูเหลียง ถัดมาเป็เทียนจี ส่วนมากเป็พื้นที่ทำเกษตรถัดมาทางนี้คือเทียนเฉวียน ศูนย์กลางทางการค้าของแคว้นเพราะอยู่ตรงกลางจึงเป็สถานที่แลกเปลี่ยนสินค้าของทุกคนเขตรวมทั้งเป็ศูนย์รวมสินค้าจากต่างแดน สถานทูตต่างๆ ตั้งอยู่ที่นี่เช่นกัน”
นิ้วของชายหนุ่มเลื่อนไปทางตะวันออก
“ทางนี้คืออี้เหิง บ้านของเราตั้งอยู่แถวนี้ถัดลงมาจะเป็เมืองที่ซูเหลียงไปจับจ่ายเป็ประจำ” เขาอธิบายต่อ “ทางใต้คือไคหยางเป็เขตการประมง สถานที่ตั้งคลังแสง และเป็สถานที่ตั้งกองทัพเรือน้องชายข้าทำงานอยู่ที่นี่”
ไคหยางตั้งอยู่ติดทะเลลักษณะเหมือนแหลมที่ยื่นออกไป
หนิงหลงพลิกหนังสือย้อนไปหน้าหนึ่ง
“แต่ก่อน ซิงกวนมีลักษณะเช่นนี้”
แผนที่นั้นดูไม่ได้ต่างอะไรจากแผนที่ที่เขาเพิ่งให้ดูเพียงแต่เทียนซูซึ่งเป็เมืองหลวงมีขนาดเล็กกว่าและทางใต้ยังมีผืนดินต่อจากไคหยางไปอีก ลักษณะเป็แหลมยื่นออกไปในทะเลรายล้อมด้วยเกาะเล็กๆ มากมาย
“นี่คือเขตลำดับเจ็ดของซิงกวนที่หายไปจากแผนที่ชื่อเหยากวง แต่ก่อนเป็แคว้นเล็กๆ ก่อนจะผนวกรวมกับซิงกวนกลายเป็เขตปกครองตนเองเมื่อสองร้อยปีก่อน มันจมทะเลไปใน่าเหยากวง”
“จมหายเพราะเวทมนตร์เหรอคะ?” ฉันเขียนถาม
“อืม เป็เวทมนตร์ที่...ไม่สมควรถูกนำมาใช้อีกเลยมันคล้ายกับเวทที่พรากคนสำคัญของข้าไป” เขาพูดก่อนจะเปลี่ยนเื่ “พูดถึงเวทมนตร์ข้าไปเขียนรวบรวมเื่ราวที่ควรรู้สำหรับคนที่ไม่รู้จักเวทมนตร์มาแล้วรอสักประเดี๋ยว ข้าจะไปหยิบมา”
ตอนแรกเขาบอกไม่รู้จะสอนเื่เวทมนตร์กับฉันยังไงเพราะตัวเองรู้จักเวทมนตร์มาทั้งชีวิตนี่เขาถึงขั้นไปเขียนมาเลยเหรอเนี่ย?
แต่ก่อนหน้านั้นฉันต้องแก้ความเข้าใจผิดของตัวเองก่อนตอนแรกฉันนึกว่าคนสำคัญของเขาป่วยจนเสียชีวิตแต่ดูเหมือนคนคนนั้นจะเสียชีวิตเพราะเวทมนตร์ประเภทที่คล้ายกับที่ทำให้เหยากวงจมหายไป...นอกเสียจากเขาจะพูดถึงคนละคนกัน
ว่าแต่เวทมนตร์อะไรกันที่ทำให้มันหายไป?เวทมนตร์น้ำท่วม? สึนามิ?
หนิงหลงกลับมาพร้อมสมุดเล่มหนาเตอะที่ทำฉันอ้าปากค้างเขาเขียนทั้งหมดนั่นเพื่อฉันเลยหรือนี่? คนอะไรจะจริงจังขนาดนั้น...
“ข้าว่าเ้าอ่านเองอาจจะเข้าใจมากกว่า”เขาวางสมุดลงกับโต๊ะก่อนจะนั่งลง “แต่ข้าจะขออธิบายคร่าวๆ ก่อน สำหรับพวกข้าแล้วเวทมนตร์คือพลังงานอย่างหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่ในธรรมชาติ รวมทั้งในร่างกายมนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆเราสามารถเรียนรู้ที่จะใช้พลังงานนั้นออกมาในรูปแบบที่้า”
ชายหนุ่มดีดนิ้วทีหนึ่งดวงแสงขนาดเล็กปรากฏบนปลายนิ้ว
ฉันจ้องมองดวงแสงนั้นมันวูบไหวราวกับมีชีวิต เต้นรำบนปลายนิ้วของชายหนุ่มก่อนค่อยๆ ลอยขึ้นช้าๆและจางหายไป
“บางคนเกิดมาพร้อมเวทมนตร์ในแบบเฉพาะตัวสำหรับเ้าแล้วคงเป็การรับรู้ความรู้สึกคนอื่นผ่านเวทมนตร์ความรู้สึกเองสามารถเปลี่ยนเป็เวทมนตร์ได้แต่หลายครั้งมันทำให้ใช้เวทมนตร์ผิดพลาด ข้าจึงมีคาถาสะกดความรู้สึกไว้...คาถาที่ข้าใช้บ่อยๆ เวลาเ้ารับรู้ถึงความรู้สึกของข้า”
ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจแต่พยักหน้าไว้ก่อน
“บางทีเ้าอาจหาวิธีควบคุมเวทมนตร์ของตนเองได้เ้าจะได้ไม่ต้องรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นตลอดเวลา”
ความรู้สึกของหนิงหลงตอนนี้หวานปนขม...คล้ายกับเวลาที่แอบชอบใครคนหนึ่งแต่รู้ว่าเขาคงไม่สนใจตัวเอง
เพราะฉันคล้ายกับคนสำคัญที่จากไปแล้วของเขาอย่างนั้นหรือเขาจึงรู้สึกเช่นนี้?
“ถ้าเ้าอยากรู้อะไรอีกอย่าเกรงใจที่จะถาม” เขาพูด ฉันพยักหน้าและหอบสมุดแผนที่ไปดูต่อที่ห้องนอนในขณะที่เขาไปจัดการกับจดหมายปึกใหญ่ที่เพิ่งได้มา
สมุดมีแผนที่ทั้งทวีป แคว้นซิงกวนอยู่ทางตะวันออกถัดมายังมีอีกแคว้นหนึ่งชื่อโทโคโยะ น่าจะเป็ญี่ปุ่นในแบบฉบับของโลกฝั่งนี้ ลักษณะเป็เกาะใหญ่สี่เกาะมีเกาะใหญ่อยู่ตรงกลางและเกาะที่เล็กกว่าอีกสามเกาะล้อม นอกจากสี่เกาะนั้นยังมีเกาะเล็กเกาะน้อยอีกเพียบ
ทางใต้มีแคว้นกึมซงซึ่งน่าจะเป็เกาหลีในโลกเรา เกาหลีอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน แต่โลกนี้ดันอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้เสียอย่างนั้น
ใต้ลงไปอีกคืออาร์เซียซึ่งผนวกแคว้นเล็กๆหลายแคว้นไว้ด้วยกัน ประเทศไทยในฉบับของโลกนี้คงเป็หนึ่งในแคว้นเ่าั้ฉันสุดจะเดาว่าคืออันไหน
ทางเหนือของซิงกวนคือประเทศใหญ่โตชื่อเซเบลแผนที่ในส่วนที่อยู่ทางเหนือของซิงกวนมีแต่สีเทาพร้อมคำกำกับว่า ทุ่งหญ้าหนาวเหน็บของเซเบลที่ยังไม่ได้รับการสำรวจในระหว่างจัดทำหนังสือเป็เขตพิพาทแย่งดินแดน ถ้าเทียบแผนที่แล้วเซเบลจะตรงกับไซบีเรีย(ซึ่งอยู่ในรัสเซีย)ในโลกเรา
ทางตะวันตกของซิงกวนยังมีอีกแคว้นคืออนาตอเลยาเป็แคว้นรูปสี่เหลี่ยมล้อมด้วยทะเลสามด้าน ฉันไม่แน่ใจว่าเทียบกับโลกฉันแคว้นนี้จะเป็ประเทศอะไร ในสมุดแผนที่กำกับไว้ว่า ศูนย์กลางวิชาการ แหล่งรวมสถานศึกษาเก่าแก่มีชื่อเสียงมากมายทั้งทางวิทยาศาสตร์ ทางศิลป์ และทางเวทมนตร์ ลักษณะเป็ที่ราบล้อมด้วยทะเลสามด้านทางตะวันออกเป็ทุ่งหญ้าและทะเลทราย ตะวันออกไกลไปอีกเป็ซิงกวน
ระหว่างฉันกำลังพลิกแผนที่ดูไปเรื่อยๆก็ได้ยินเสียงเคาะประตู เสียงเบาอย่างนี้ไม่ใช่ซูเหลียงแน่ แสดงว่าต้องเป็ถิงถิง
ฉันเปิดประตูให้เด็กหญิงเข้ามา
“หนิงหลงซิงแซบอกว่าถ้าถิงถิงอยากเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุดต้องให้เจเจ้ดูแล” เธอเข้าเื่ทันที“เพราะเดี๋ยวถิงถิงโดนหนังสือหล่นใส่”
ทำไมเขาถึงต้องกลัวถิงถิงจะโดนหนังสือหล่นใส่?ถึงสงสัยแต่ฉันไม่ถาม จูงมือเธอไปที่ห้องสมุด
เธอสนุกสนานกับการดูหนังสือต่างๆและจินตนาการเกี่ยวกับเนื้อหาข้างในมากกว่าจะอ่านพวกมัน
ถิงถิงคงเหงาที่ไม่มีเพื่อนวัยเดียวกันเลยอย่างน้อยเธอยังมีทั้งหนิงหลงและซูเหลียงที่คอยดูแลอย่างดี ฉันอิจฉาเธออยู่เหมือนกัน...
“เจเจ้!หลังจากนี้ เจเจ้มาห้องสมุดกับถิงถิงอีกนะ! ถิงถิงอยากจะฉลาดแล้วก็อ่านหนังสือเยอะๆ... ไม่สิ ต้องอ่านหนังสือเยอะๆ ถึงจะฉลาดไม่ใช่เหรอ?เอ๋...?”
ฉันหัวเราะและเขียนว่า “อ่านหนังสือเยอะๆแล้วจะรู้เยอะ ถิงถิงที่ฉลาดอยู่แล้วยิ่งฉลาดขึ้นไปอีก”
ถิงถิงใช้เวลาสักพักในการอ่านประโยคยาวๆนั้น
“ถ้าอย่างนั้นถิงถิงจะเป็ท่านปราชญ์ที่ฉลาดมากๆๆๆ!”เด็กหญิงกลิ้งตัวบนพื้น “เจเจ้ฉลาดจังเลย สักวันถิงถิงจะฉลาดแบบเจเจ้แล้วก็จะทำอาหารเก่งแบบซูเหลียง!”
ความฝันของเธอเรียบง่ายเหลือเกิน
ถ้าฉันใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย อยู่ที่นี่ได้จนแก่คงจะดี
ฉันรู้สึกว่าสังคมเมืองช่างซับซ้อน...เรียนจบ เข้ามหาลัย หางานทำ ไขว่คว้าโน่นนี่นั่นแค่เพื่อให้มีเหมือนคนอื่น ต้องเอาแต่เดาใจคนอื่นและคอยรักษาความรู้สึกคนรอบข้าง
ฉันชอบชีวิตง่ายๆ แบบนี้มากกว่า...ถึงแม้ว่าถ้าลุงหรือป้าได้รู้ ฉันจะโดนด่าทันทีว่าอยู่ไปวันๆแบบนี้จะไปเจริญได้ยังไง
ฉันหันกลับไปยังเด็กหญิงที่เริ่มหยิบหนังสือเล่มต่างๆบนชั้นลงมาดู เธอไม่เจอเล่มที่พอจะอ่านได้เลยสงสัยเพราะหนังสือพวกนี้เป็ของหนิงหลง
“ถ้าถิงถิงเจออะไรที่อ่านไม่ได้มาช่วยกันอ่านนะ” ฉันเคาะกระดานเรียกความสนใจของเธอ
“อื้อ!แต่เจเจ้พูดไม่ได้ ถิงถิง... จะรู้ได้ไงว่าคำนี้อ่านยังไง?”
“...”
นั่นสินะ...