ต่อรถโดยสารยาวถึงภูเก็ต ภารินธรไม่ตรงไปบ้านน้าแก้วแต่ลัดเลาะสู่ลำธารซึ่งน้องบอกทางโทรศัพท์มือถือของเขาว่าจะไปที่นั่นเหมือนอย่างเคยถึงริมฝั่งน้ำภาพแวบแรกแลดูเศร้าเด็กหญิงย่างเข้าวัยรุ่นแขนขาผอมเก้งก้างลอยตัวมองฟ้าอยู่กลางน้ำเวิ้งว้างพี่ชายตื้อขึ้นในอก
เมฆดำลอยปกคลุมฝนตั้งเค้าแล้ว
“หนูจ้า”เขาเรียกน้องที่ลอยอยู่ค่อนข้างไกลฝั่ง “ขึ้นมาก่อน พี่มีเื่จะบอก”
“อะไรนะ”ร่างกลางน้ำร้องตอบ
เด็กหนุ่มป้องปากะโทีนี้ราวมีกระดาษทรายปาดคอแสบพร่า
“พี่จะต้องไปอังกฤษแล้วหนูจ้า”
“...”
น้องะโกลับมา แต่ฟ้าคำรามกลบเสียงจากกลางน้ำเสียสิ้น
เขากวักมือเรียก
“ขึ้นมาเถอะหนูจ้าอย่ารอเล่นน้ำตอนฝนตกเลย ไปกินโอ้เอ๋วแป๊ะก้วยส่งท้ายกัน พี่จะ...ไม่อยู่แล้ว”
“...”
เด็กหนุ่มกระวนกระวายแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้งเมฆโรยต่ำลงพารอบตัวครึ้มลงอีก ครั้นมองกลับไปน้องกำลังตะกายเหมือนจะจมหัวผลุบโผล่โบกมือพัลวัน
หนูจ้าเป็ตะคริว !!?
เขาทิ้งเป้กระโจนลงน้ำว่ายสุดกำลังไปหาไม่ทันจะถึงตัวได้ยินเสียงกลั้วหัวเราะชอบใจ
“เฮ้คุณชายกระหม่อมบาง น้ำเย็นมั้ย”
ร่างที่ว่ายมาชะงักทันใดต้นเสียงตีขาวาดแขนสบายใจเฉิบ แค่เห็นจอมแกล้งไม่ได้จมน้ำร่างกายที่รู้ตัวเองว่าอ่อนแรงก็จมลงดื้อ ๆ
“โหเล่นซ้อนกลกันง่าย ๆ ต่อหน้าต่อตา”
โสตประสาทรับรู้เสียงทะเล้นล้อเพียงเท่านี้ความทรมานขาดอากาศหายใจสั่งให้ตะเกียกตะกายขึ้นเหนือน้ำ
เด็กหญิงป้องปากะโ“แกล้งคนไม่เป็ก็ไม่ต้องพยายามหรอก พี่อ้วนเอ๊ย”
พี่ชายหมดแรงจมลงใต้น้ำไม่รู้กี่อึดใจทรมานก่อนร่างจะถูกคว้าเขายังพอมีสติรู้ว่าน้องกำลังช่วยลากเข้าฝั่ง ทั้งแรงน้ำปะทะจนใจหวิวเหมือนจะหลุดปลิวทั้งโขดหินครูดกระแทกเวลาคลื่นโยน คนตัวเล็กคงยากจะทรงตัวสำลักน้ำไปหลายอึกทว่ามือที่กุมคอเสื้อเขาไว้ยังคงมั่น สติบางเบาบงการให้ฝากชีวิตไว้กับมือน้องทอดร่างลอยกระเพื่อมตามไป
สายฝนโปรยลงมา...
พี่อ้วน...พี่อ้วน...พี่อ้วน!
ร่างที่นอนแผ่ดิ้นทุรนทุรายตามเสียงร้องเรียกขัดขืนภวังค์หลับใหลลืมตาขึ้นกลางความมืด นอนตัวแข็งฟังหัวใจเต้นโครมครามทะลุอกหายใจหอบกระชั้น เหงื่อเย็นแตกพลั่กเต็มหน้าผาก ไม่รู้สึกกรวดหินระคายเนื้อตัว ไม่ััเสื้อผ้าเปียกซับน้ำแนบหนักและหนาว กลับเป็ผืนผ้าแห้งอุ่นตาพร่ามัวปรับชัดขึ้นเรื่อย ๆ ลมหายใจค่อยผ่อนเบาจนสงบลงเมื่อรู้ว่ากำลังอยู่บนเตียงในห้องนอนตัวเองจริงๆ เหลือบไปหัวเตียงนาฬิกาชี้เวลาจวนสี่ทุ่ม ดวงไฟเฉลียงส่องผ่านบานหน้าต่างในแสงเหลืองหม่นแลเห็นฝนพรำหนาเม็ด ความรู้สึกรำคาญว่าเม็ดฝนชะใบหน้าเข้าจับทันที
เขากะพริบตาถี่จำขึ้นได้ว่า...ถูกลากจากลำธารมาบนฝั่ง
หนูจ้า !!
ผวาขึ้นสุดตัวแต่ทรุดฮวบแทบจะทันใดปวดศีรษะเหมือนจะแตกเป็เสี่ยง ๆ มองไปนอกหน้าต่างอีกหน ฝนยังโปรยสาย...สายฝน
ใช่แล้ว! ร่างเล็กนั้นลากเขาสุดชีวิตกลางสายฝน ก่อนเขาจะหมดสติไป
พี่อ้วน...พี่อ้วน...พี่อ้วน !
เสียงร้องนั่นเองปลุกเขาฟื้นยังคล้ายได้ยินข้างหูอยู่เลย
เสียงน้องเรียกงั้นหรือ...เขาพรวดลุกไปเกาะตรงหน้าต่าง เพ่งฝ่าความมืดลงเบื้องล่าง เห็นเงาราง ๆคล้ายร่างคนใต้ต้นไม้ ค่ำป่านนี้ใครมายืนริมสนามข้างตึกลองสะบัดศีรษะไล่อาการตาลายก็ปวดตึบไปหมด ทรุดวูบลงหลับตาพัก
ครั้นแล้วตกอยู่ในความมืดสนิทยิ่งกว่าความมืดรอบตัวหากแต่ในความมืดหมดจดนั่นเองที่ภาพฉายชัด ณ ริมฝั่งน้ำใบหน้าพร่าจางลอยในสายฝนคลับคล้ายว่าเห็นหยาดน้ำตาเคล้าเม็ดฝนหยดลงเขาเพ้อปลอบน้อง...ว่าอย่างไรก็รางเลือนเต็มที ก่อนแสงมัวซัวยามบ่ายคล้อยวูบดับไป แว่วเสียงน้องราวกับสายฝนหอบพามาแต่ไกล
พี่อ้วน...จ้าขอโทษ
เสียงติดเครื่องยนต์แผดดังในความเงียบเขาลืมตาแข็งใจยันตัวให้ศีรษะโผล่เหนือขอบหน้าต่างเห็นรถเคลื่อนออกจากประตูรั้วในแสงมืดสลัว ไม่รอช้ากัดฟันพาร่างกะปลกกะเปลี้ยลงบันไดโผเผออกไปสวนกับแม่ซึ่งถือร่มเปียกกลับเข้าระเบียงแม่ใคว้ามือลูกชายไม่ให้วิ่งออกนอกชายคา
“จะไปตากฝนทำไมลูก!”
เด็กหนุ่มทันเห็นแค่ไฟท้ายรถที่แล่นไปเกือบสุดสายตาไกลและมืดเกินจะเห็นใครบนรถ
“เมื่อกี้เห็นเงาคนใต้ต้นไม้”แววตาเขาอ้อนวอนโดยไม่รู้ตัว “ดึกแล้ว ใครมาเหรอครับ”
มารดาคลายมือปล่อยลูกชายชะโงกมองทางเล็ก ๆ ทอดสู่ถนนใหญ่
“รื่น...รื่นน่ะลูก”
“ไปยืนทำไมตรงนั้น”
“คือแม่...ให้รื่นเอ่อ...ไปรับยาเพิ่มให้อ้วนน่ะ”
อากาศฉ่ำฝนจนเย็นะเืเขาไอโคลก ๆ
“ดูซิโดนละอองฝนตัวชื้นแล้ว ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าลูก เดี๋ยวแม่เอายาตามขึ้นไป”
แต่ลูกชายยังยืนปักหลัก“ใครพาผมกลับมา หนูจ้าล่ะ”
“แม่พาอ้วนกลับมาเองส่วน...รายนั้น รื่นพาไปส่งบ้านเรียบร้อย” คุณหญิงทาบหลังมือบนหน้าผากและจับตามเนื้อตัวลูกชาย“มีเจ็บตรงไหน บ้างหรือเปล่า บอกแม่ซิ”
“ไม่ครับไม่มีตรงไหนเจ็บ หนูจ้า...”
“เขาไม่เป็อะไรหรอก”แม่พูดทับเสียงเข้ม “เรานี่ล่ะจะไม่แก้ตัวก่อนหน่อยเหรอ หนีลงมาแบบนี้แม่เห็นข้อความที่อ้วนเขียนทิ้งไว้ ลนลานตามมาแทบไม่ทัน"
“ขอโทษครับคุณแม่”ลูกชายจำนนในข้อที่ตัวเองผิดจริง
“ดีที่แม่โทร.หาก่อนถึงรู้ว่าไปที่ธารน้ำเราป่วยอยู่นะ โชคดีคุณอาหมอว่างมาดูอาการอ้วนให้ที่บ้าน”
“คือหนูจ้า...”
“นี่แม่ยังไม่ได้พูดเลยเด็กอะไรเกเรเกตุงแกล้งอ้วนเล่นไม่หยุดหย่อน ตัวเองเป็เด็กผู้หญิงแท้ ๆ”
“หนูจ้าเขา...”
“พอเลยลูกจมน้ำปางตายยังจะแก้ตัวแทน รู้ไหมหัวใจแม่เป็ยังไงตอนเห็นอ้วนนอนแบ็บอยู่ริมน้ำ...อ้วนเป็อะไรไปแม่ก็ตายด้วยไม่ต้องเห็นกับตาแม่ก็รู้ เขาไม่แกล้ง อ้วนจะะโลงน้ำทั้งเป็ไข้แบบนี้เหรอ”
ลูกชายคอตกไปยึดราวลากขาขึ้นบันไดแต่แล้วหมุนขวับกลับมาโพล่งด้วยเสียงแข็งขืน “ผมอยากเรียนให้จบ ม.ปลายที่นี่ก่อน”
“เราพูดเื่นี้กันจบแล้วนะลูก”แม่ตามหลังมาตอบเรียบ ๆ
ลูกชายจับอารมณ์แท้จริงได้ภายใต้น้ำเสียงเกือบปกตินั้นแม่กำลังโกรธทีเดียว แต่ตั้งใจแล้วว่าจะต่อรองอีกรอบ
“ทำไมไปครึ่งๆ กลาง ๆ แถมเร็วกว่ากำหนด ไม่ถามผมก่อนสักคำ”
แม่เอาเสียงเย็นเข้าลูบ“ไปไวก็ได้ปรับตัวไว คุณตาอยากให้อ้วนเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับที่ท่านทวดทรงเรียนสุขภาพคุณตายิ่งไม่ค่อยดีอยู่ แม่อยากให้ท่านชื่นใจอาการจะได้ดีขึ้น”
กล่าวจบจึงตัดบทเลี่ยงไปมือแตะประตูก็ได้ยินเสียงรั้งไว้ ไหล่ตกอย่างอ่อนอกอ่อนใจแต่ยอมหันไปฟัง
“หนูจ้าช่วยชีวิตผมไว้นะครับ”
คุณหญิงนิ่งงันขณะหนึ่งสุดท้ายยอมพยักหน้ารับรู้ปนระอา
ลูกชายขึ้นชั้นบนแล้วมารดาคล้ายจะยืนไม่อยู่ต้องอาศัยผนังพิงกาย ไม่ใช่ง่ายที่จะปั้นหน้าเฉยต่อคำอ้อนวอนของลูกชายผู้เป็ที่ชื่นชมและนำมาแต่ความภาคภูมิใจเป็เด็กวัยรุ่นซึ่งไม่เคยทำฤทธิ์ให้เดือดร้อน ทั้งไม่เคยเรียกร้องสิ่งฟุ้งเฟ้อใด ๆ
ถ้าเพียงแต่...เหตุนั้นไม่เกิดขึ้น
หนึ่งคืนก่อนจะเคลื่อนย้ายร่างสามีกลับบ้านเกิดทนายวิกรมมาเปิดพินัยกรรมต่อหน้าเธอภายในห้องหนึ่งของแมนชั่นโอ่อ่าซึ่งเข้าพักั้แ่นำสามีมารักษาตัวที่กรุงเทพฯเวลานั้นไม่คิดอะไร แค่อดนึกไม่ได้ว่าออกจะรีบร้อนอยู่สักหน่อยทนายอ่านพินัยกรรมด้วยสุ้มเสียงเกรงใจว่ามารบกวนห้วงทุกข์ของหญิงม่ายเธอนั่งสงบฟังั้แ่ต้นจนจบโดยไม่ขัด รู้สึกชาไปหมดทั้งตัว สมองไม่แล่นพอจะแยกแยะรายละเอียดแต่รู้แน่ ๆ ว่าพินัยกรรมมุ่งที่เจตจำนงหนึ่ง
คุณอู๋ใช้มรดกเป็เงื่อนไขกำหนดให้ลูกชายแต่งงานกับลูกสาวเพื่อนรัก
ทนายไล่เรียงบัญชีทรัพย์สินทิ่มแทงหูที่สุดคือชุดของหมั้น
ของหมั้น!! ั้แ่เมื่อไหร่กัน !
คุณอู๋เตรียมการซ้ำยังเก็บงำเงียบเชียบพอสิ้นใจกลับให้เธอรับรู้เป็ผู้รักษา นี่มันมัดมือชกชัด ๆ ในใจเธอเดือดพล่านทั้งที่เพิ่งสลดอาลัยจากการไม่ได้สั่งลาคู่ชีวิตในวาระสุดท้าย น้ำตายังอาบแก้มหลังสิ้นสามีไม่ทันข้ามคืนอารมณ์หลากหลายระคนสับสน เหตุผลอะไรคุณอู๋ถึงทำพินัยกรรมแบบนั้น เสร็จแล้วบังคับไม่ให้เปิดเผยลูกชายจนกว่าจะถึงเวลาเวลาอะไร... ตอนนี้ยังเด็กทั้งคู่ แต่ไม่กี่ปีข้างหน้าล่ะในเมื่อสองคนสนิทสนมกลมเกลียวชนิดแกะไม่ออก
ทั้งหมดตรงข้ามกับกิริยาที่คุณหญิงสงวนไว้ราบเรียบจนถึงบัดนี้
ภารินธรพยายามข่มตานอนแต่จิตพะวงต่อต้าน สุดท้ายต้องย่องลงมาชั้นล่างกลางดึกโทรศัพท์มือถือของเขาจมน้ำใช้ไม่ได้ต้องใช้โทรศัพท์ในห้องรับแขกโทร.ไปบ้านหนูจ้า...ไม่มีใครรับสายมือถือน้าแก้วก็ไร้ผู้ตอบรับ มองข้างนอกฝนยังไม่สร่างเม็ดกลับเตียงไปหลับกระสับกระส่ายทั้งคืน
ฟ้าเพิ่งเริ่มสางเขาฝืนร่างกายอิดโรยลุกขึ้นมีเวลาเพียงเช้านี้เท่านั้น ยังไงต้องไปให้ได้
เขาไม่กล้าใช้รถยนต์เพราะเสียงจะปลุกคนหลับหูไวอย่างแม่ให้ตื่นคว้าจักรยานขี่ต้านลมหนาวเยือกที่ซับความชื้นของฝนพรำตลอดคืนถึงหน้ารั้วบ้านเขากดกริ่งแต่ไม่มีคนอยู่เลย หรือจะไปนครศรีธรรมราษฎร์บ้านเดิมของน้าแก้วกันั้แ่เมื่อคืนทำไมต้องเป็ตอนนี้ด้วย ลังเลชั่วครู่แล้วหยิบของจากเป้คลาดกันแบบนี้เห็นทีจะไม่ได้ส่งของกับมือน้อง คงต้องเขียนข้อความฝากเผื่อไว้ก่อน
หนูจ้า...พี่อยากลาด้วยตัวเอง แต่โอกาสไม่เอื้อเลย
คุณแม่ให้พี่ไปเรียนที่อังกฤษน่ะ ทุกอย่างกะทันหันมาก
น่าเสียดายพี่นึกว่าจะได้กราบลุงจ่างและลาน้าแก้วที่นี่
เลยเตรียมตั๋วเครื่องบินไว้แค่ของหนูจ้า
เราคงไม่ได้เจอกันอีกนานเลย
หนูจ้าขออนุญาตน้าแก้วไปส่งพี่นะ
ยังไงก่อนไปพี่จะโทร.มาอีก
แต่ถ้ายังติดต่อไม่ได้ก็เจอกันที่สนามบินเลย
เที่ยวบินของพี่จดไว้บนตั๋วเราแล้ว
ถึงดอนเมืองโทร.เข้าเบอร์คุณน้าหญิงนะ
ไปส่งพี่ให้ได้ล่ะ แล้วเจอกัน
พี่อ้วน
หยอดซองใส่ตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพฯ-ภูเก็ตซึ่งตรงกับวันเวลาเดินทางไปต่างประเทศพร้อมจดหมายลงในกล่องจดหมายที่แขวนหน้าบ้านเด็กหนุ่มโผเผขี่จักรยานกลับปั่นไปได้ไม่เท่าไหร่ก็วางเท้าห้ามล้อเหลียวหลังแลกล่องจดหมายสีขาวอีกครั้ง มองย้ำกับตัวเองอีกทีว่าซองนั้นรอคนในบ้านมานำออกไปแน่แล้วลมพัดมาวูบใหญ่ เย็นเฉียบจนสะท้านสั่นทั่วร่าง เขากระชับแขนกอดตัวพอได้ไออุ่นจากนั้นทุ่มพลังที่เหลือถีบล้อหมุนไปในอากาศขมุกขมัว
คุณหญิงเดินกระวนกระวายวนหน้าประตูรั้วบ้าน สายตาจับไปที่ปากทางแลเห็นไกล ๆ ยังไร้วี่แววรถสักคันจะเลี้ยวมาเธอเหลียวกลับยังตัวบ้านหลังคืนฉ่ำฝนทิ้งไอโอบล้อมมันอย่างอ้อยอิ่งเมื่อตอนฟ้าสว่างเธอเข้าไปปลุกลูกชาย แต่ภายในห้องว่างเปล่า หาทั่วบ้านก็ไม่เจอรถยนต์ก็ไม่อยู่ ใกล้ถึงเวลารถพยาบาลที่นัดไว้จะมารับแล้วด้วยน่าโมโหจริง...เวลาแบบนี้รื่นมาหายไปไหนอีกคน
คุณหญิงหยุดหันรีหันขวางกลับไปจดจ้องปากทางทิ้งบ้านหลังงามไว้เื้ั บ้านซึ่งเรียบหรูด้วยรสนิยมแปลกตากว่าหลังไหน ๆในเมืองนี้ บ้านซึ่งสองมือเธอบรรจงคัดสรรทุกสิ่งหากบัดนี้เ้าของมือนั้นไม่อิดออดที่จะตัดขาดจากมัน มีแต่ใจร้อนรุ่มไม่ต่างจากตอนรู้ว่าลูกแอบหนีมาคนเดียวโดยเขียนข้อความไว้ ขอไปลาคนที่อ้วนรัก
ตอนนั้นเองใจคนเป็แม่อ่อนยวบและบางทีอาจเปลี่ยนใจให้ลูกเรียนจนจบมัธยมปลายที่นี่ตามคำขอ
ถ้าเพียงแต่...ไม่มาเห็นลูกชายนอนเหมือนตายอยู่กลางฝน!
วินาทีนั้นไม่ลังเลอีกแล้วที่จะแยกตาอ้วนจากเด็กคนนั้นแม้เสียใจต่อการหักหาญที่ไม่คาดฝัน แต่เธอแก้ต่างกับตัวเองว่าถึงเวลานำลูกชายกลับสู่ที่ซึ่งเหมาะสมพินัยกรรมของสามีผู้ล่วงลับยังช่วยแบ่งเบาความรู้สึกผิดลึก ๆ เพราะมันต่างหากเป็ตัวต้นเหตุผลักดันให้ไม่มีทางอื่นนอกจากต้องป้องกันไว้ก่อนเธอตัดสินใจย้ายให้ห่างไกลไปอยู่กรุงเทพฯ ถาวรทั้งที่ก่อนหน้านี้การย้ายจากภูเก็ตยังไม่เป็รูปเป็ร่างในใจแม้ว่าจะสิ้นสามีก็ตามเธอระงับการเคลื่อนย้ายร่างสามีกลับใต้กะทันหันและเปลี่ยนใจจัดพิธีศพในกรุงเทพฯ
และใช่ตาอ้วนต้องไปเรียนต่อต่างประเทศโดยเร่งด่วนเช่นกัน
แม้กระทั่งเงาคนใต้ต้นอโศกเมื่อคืน!
หัวอกสะท้านแปลบปลาบเหตุผลที่ทนายเร่งอ่านพินัยกรรมพลันแจ่มแจ้งขึ้นตรงหน้า คุณอู๋เจตนาให้เป็คำวอนขอครั้งสุดท้ายของคนตายแต่มาถึงขนาดนี้แล้ว เธอนึกโต้สามีผู้ล่วงลับ...อย่าไปลิขิตชีวิตพวกเขาเลย ให้เด็กสองคนเติบโตแยกไปตามทางของตัวเองเถิด
เสียงเครื่องรถยนต์ดังแทรกความคิดสายตารับรู้ภาพรถของที่บ้านเคลื่อนมาตามถนนโรยกรวดเล็ก ๆผ่านไม้พุ่มเตี้ยสองข้างทางเขียวชอุ่มแต่จิตใจไม่เปิดรับความเย็นชื่นตาเพ่งไปด้วยความหวังว่าคนขับจะเป็ลูกชาย ครั้นรถแล่นสู่ระยะที่มองเห็นคนขับก็ผิดหวังวูบใหญ่สักพักรถเข้าจอดที่เดิม เธอร้อนรนบอกคนเปิดประตูลงมา
“รื่นคุณอ้วนหายไป !”
คนสนิทยื่นซองซองหนึ่งให้รายงานว่าเห็นคุณอ้วนขี่จักรยานออกไปแต่หัวรุ่งจึงแอบตามไปห่าง ๆ เธอไปบ้านโน้นอีกเดี๋ยวคงกลับมา ผู้เป็แม่เปิดซองอ่านข้อความลายมือลูกชายแล้วซบหน้าคร่ำครวญกับจดหมาย
“แม่ขอโทษลูกอ้วน...แม่ขอโทษ”
พี่เลี้ยงเก่าแก่แตะแขนปลอบว่าไม่ใช่ความผิดของคุณหนูของรื่นรื่นตัดสินใจทำเอง
“จะแยกคุณอ้วนกับลูกบ้านโน้นต้องใจแข็งไว้นะคะเด็ก ๆ เดี๋ยวก็ลืม”
วันเดินทางท้องฟ้าปลอดโปร่งภารินธรสวมชุดสูทเนื้ออ่อนสีเทาทับเสื้อเชิ้ตขาวที่มารดาจัดหาอย่างประณีต สูทลำลองข่มให้เขาแลดูเด็กกว่าที่เป็พร้อมกับเสริมให้แลคล้ายผู้ใหญ่ขึ้นได้อย่างประหลาดเป็ส่วนผสมทำให้เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งดึงดูดสายตาคนรอบข้าง ขณะเ้าตัวพล่านเดินไปมาทั่วอาคารผู้โดยสารขาออกเหลียวซ้ายแลขวาหาคนที่รอคอย และไม่ว่าจะ โทร.เข้าทั้งหมายเลขบ้านสลับกับมือถือน้าแก้วเท่าไหร่ก็ไม่มีใครรับสายจนกระทั่งมารดามาเร่ง
เขาชะเง้อไปยังผู้คนพลุกพล่านภายในสนามบินดอนเมืองเป็หนสุดท้ายท่ามกลางใบหน้าหลากหลายแต่ไร้คนซึ่งใจจดจ่อรอ...ภาพทั้งมวลเท่ากับว่างเปล่าความวังเวงวาบในอก เขาต้องจากไปทั้งที่ความโศกเศร้าจากการสูญเสียบิดายังหมาดอยู่ หนำซ้ำจะไม่ได้ร่ำลาดีๆ กับคนที่รักและอาลัยเลยเชียวหรือ
ครั้นพอหมดหวังจริงๆ ในนาทีท้ายสุดจึงได้แต่นึกภาพทดแทน...
น้องมาส่งตามนัดหมายอยู่ตรงหน้าเขาจะกอดลาแน่น ๆ เอาคืนให้เจ็บสักทีพอเด็กช่างแกล้งร้องโอดโอยโวยวายค่อยโยกหัวให้โคลงเคลงเล่น พร้อมสั่งว่าอย่าดื้อกับน้าแก้วพี่อ้วนจะรีบกลับมาหา แล้วเราสองคนจะยิ้มให้กัน
ทว่าภาพความเป็จริงคือ...
มารดาก้าวเข้ามากอดอำลาแน่นก่อนถอยไปโบกมือลาน้ำตารื้นภารินธรยิ้มบาง ๆ โบกมือตอบ ได้เวลาเขาหันหลังเดินลับหายไปตามทางขึ้นเครื่อง
ปฐมบทของการพรากจากเริ่มต้นขึ้นแล้ว