ซูอี้หว่านไม่คิดถึงเื่น่าปวดหัวเ่าั้อีกต่อไปตรงเข้าไปเริ่มทำขนมเปี๊ยะทันที
นางทาน้ำมันลงบนกระทะก่อนจากนั้นจึงนำขนมเปี๊ยะที่ทำไว้ใส่ลงไปทีละแผ่น จนกระทั่งแป้งเหลืองกรอบทั้งสองด้านขนมเปี๊ยะไส้ต้นหอมก็เป็อันเสร็จ
ซูอี้หว่านตั้งใจทำขนมเปี๊ยะอย่างแน่วแน่จนกระทั่งใกล้เสร็จจึงเงยหน้าขึ้นนางมองเห็นซูอี้โจวพาเซียวจวิ้นอันกลับมาั้แ่เมื่อไรไม่รู้ ทั้งสองยืนอยู่ข้างๆดวงตาเบิกกว้างราวกับอยากจะลงมือด้วยตนเอง
"ระวังร้อน"
ซูอี้หว่านมองดูครอบครัวที่น้ำลายสอเพราะกลิ่นหอมของขนมเปี๊ยะไส้ต้นหอมก็อดหัวเราะไม่ได้ ยื่นจานส่งให้พวกเขาโดยตรง
ซูอี้โจวไม่เกรงใจรับไปแล้วฉีกด้วยมือ ได้ยินเสียงกรอบดังขึ้นเป็เสียงแป้งขนมเปี๊ยะที่แตกออกจากกันอย่างกรอบนอกนุ่มใน
"ข้าไม่เกรงใจแล้วนะ!"
ซูอี้โจวกัดคำโตทันทีร้องออกมาด้วยความใ "ร้อน! โฮ...แต่อร่อยจัง!"
เขาอ้าปากแลบลิ้นแดงก่ำออกมาแต่ก็ไม่ยอมคายความอร่อยในปากทิ้งไป กลัวว่าจะเย็นแล้วไม่อร่อยก็รีบกัดคำใหญ่อีกคำ
มองดูท่าทางโง่ๆของซูอี้โจว จางอ้ายหลินและซูอี้หว่านก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
เมื่อเทียบกับซูอี้โจวที่ตะกละตะกลามการกินของเซียวจวิ้นอันกลับดูสุภาพเรียบร้อยเป็พิเศษ
เขารับขนมเปี๊ยะมาแผ่นหนึ่งแล้วเป่าก่อนจะฉีกออกแล้วกัดเบาๆ
ความกังวลใจที่มีอยู่แต่เดิมมลายหายไปทันทีที่ได้ลิ้มรสคำแรกดวงตาเป็ประกายวาววับ
"อร่อยจริงๆ"
เมื่อเห็นคนในครอบครัวกินอย่างเอร็ดอร่อยซูอี้หว่านก็รู้สึกมีความสุขไปด้วย
ในค่ำคืนนี้ทุกคนกินอิ่มท้องแล้วจึงเริ่มวางแผนสำหรับสิ่งที่ต้องทำต่อไป
ตอนนี้น้ำจิ้มไข่ปูถูกหงเต๋อฝู่ซื้อไปหมดแล้วแม้ว่าในมิติยังมีสินค้าอยู่บ้าง แต่เื่นี้ปิดบังเซียวจวิ้นอันไว้ไม่สะดวกที่จะนำออกมาอีก
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือตอนนี้ซูอี้โจวตั้งใจจะขายสูตร ไม่ใช่เพียงขายแรงงาน
"พรุ่งนี้ข้าจะไปคุยกับหงเต๋อฝู่ ให้เขาจ่ายเงินซื้อสูตรไปแต่ว่าแค่สูตรน้ำจิ้มไข่ปูคงขายไม่ได้ราคาเท่าไร หว่านหว่านเ้ายังมีสูตรอะไรอีกที่ขายได้ ต้องเป็แบบที่ทำง่ายและมีเอกลักษณ์ด้วย"
"ข้าจะลองคิดดูเ้าค่ะ"
หลังจากที่ทุกคนตกลงกันแล้วก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนโรงฟืนถูกใช้เป็ที่พักสำหรับสตรี ส่วนซูอี้โจวและเซียวจวิ้นอันก็หาที่เหมาะๆในลานบ้านพักผ่อน
ในขณะเดียวกันไม่ไกลจากบ้านของซูอี้หว่าน ซูไท่ไท่กำลังปรึกษากับซูฉงกวงลูกชายคนโตเกี่ยวกับแผนการในภายหลัง
"ท่านแม่ ทำแบบนี้จะดีจริงหรือ?"
ซูฉงกวงยังคงขลาดเขลาเมื่อนึกถึงเื่ที่ถูกซูอี้หว่านสั่งสอนเมื่อครั้งก่อนก็ยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่
ดูเหมือนว่าคนในครอบครัวนี้จะเปลี่ยนไปจริงๆไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ยอมให้พวกตนข่มเหงแต่โดยดี
"มีอะไรให้ต้องกลัว? คนกล้าได้กินเหล้าคนขลาดได้กินเกลือ! คราก่อนซึ่งหน้าไม่อาจสำเร็จ ครานี้จักลอบเข้ามิได้เชียวหรือ?ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพวกมันจะไม่นอนตอนกลางคืน!"
ซูไท่ไท่มองดูลูกชายที่อ่อนแอเช่นนี้ก็โกรธขึ้นมา
ที่นางทำเช่นนี้ก็เพื่อครอบครัวทั้งนั้น!
"เ้าไม่คิดถึงต้าฟู่กับต้าไฉบ้างหรือ ขาของพวกเขาจะรักษาหายหรือไม่?คำพูดของเสี่ยวฉินย่อมไม่ผิดพวกนางแพศยาตัวน้อยนั่นคงกอบโกยเงินทองไปมากแล้วพวกเราจะปล่อยให้พวกมันสุขสบายได้อย่างไร!"
เมื่อได้ยินคำพูดของซูไท่ไท่ซูฉงกวงก็กัดฟันแน่น เขาไม่อยากทนอยู่ในสภาพที่ต้องกินแต่ผักจิ้มน้ำเกลืออีกต่อไป
่ไม่กี่วันที่ผ่านมาพวกเขากินแต่ผักป่าประทังชีวิต หากเป็เช่นนี้ต่อไปคงต้องอดตายจริงๆ แน่
"ตกลง!"
"ชู่ว! เบาๆ หน่อย เดี๋ยวคนอื่นก็ตื่นกันหมดหรอก!"
ซูไท่ไท่จ้องเขม็งไปที่ลูกชาย"ฟังข้าให้ดี เข้าไปในบ้านก็จับพวกสารเลวสองคนนั้นมัดไว้ก่อนควบคุมพวกมันให้ได้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าไอ้เด็กเวรซูอี้โจวจะกล้าทำอะไร!"
ก่อนหน้านี้พวกเขาให้พวกต้าฟู่สองคนล่อให้ซูอี้โจวออกไปจากนั้นนางก็พาลูกชายคนโตไปหาเื่ซูอี้หว่านกับแม่แต่ไม่คิดว่าซูอี้โจวกับเซียวจวิ้นอันจะร่วมมือกันทุบตีพวกซูต้าฟู่จนสะบักสะบอมจนตอนนี้บนหน้าก็ยังมีรอยแผลอยู่เลย
ซูไท่ไท่ไม่ได้โง่ขนาดนั้นนางเรียนรู้จากบทเรียนครั้งก่อน จึงคิดจะควบคุมจางอ้ายหลินกับลูกสาวไว้ก่อนเมื่อมีพวกนางเป็ตัวประกัน ซูอี้โจวก็คงต้องยอมจ่ายเงิน
"แล้ว…ถ้าเกิดพลาดขึ้นมาเล่าขอรับ?"
"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องทำให้ถึงที่สุด! ทำลายทุกอย่างให้ราบคาบข้าไม่เชื่อว่าพวกมันจะมีวันได้ผงาดอีก!" ซูไท่ไท่กล่าวอย่างดุดัน
"ก็ควรทำเช่นนั้น!"
ซูฉงกวงไม่ได้สังเกตเห็นสายตาอำมหิตของซูไท่ไท่เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนั้นก็เห็นดีเห็นงามด้วย
หากพวกตนไม่ได้เปรียบก็จงทำลาย่เวลาอันสุขสันต์ของครอบครัวอี้หว่านเสียให้พวกมันได้ลิ้มรสชาติของการไม่มีอะไรเช่นกัน!
หลังจากทั้งสองพูดจบก็ย่องเข้าไปหาโรงฟืนอย่างเงียบเชียบ
เซียวจวิ้นอันลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็วดวงตาคมคล้ายสุนัขจิ้งจอกไม่ได้อ่อนโยนเหมือนเช่นเคย แต่กลับแฝงไปด้วยความคมกริบ
เขามองไปรอบๆเอื้อมมือไปสะกิดซูอี้โจวที่นอนหลับสนิทอยู่ข้างๆ
"จวิ้นอัน มีอะไรหรือ?"
ซูอี้โจวขยี้ตาที่ง่วงงุนกำลังจะพูด ก็เห็นเซียวจวิ้นอันยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ทำเสียงเบาๆบอกให้เขาอย่าส่งเสียง
ความง่วงของซูอี้โจวหายไปในพริบตาสีหน้าเปลี่ยนเป็เคร่งขรึม
เขาหลับตาลงตั้งใจฟังก็ได้ยินเสียงพูดคุยและเสียงฝีเท้าเบาๆ
เมื่อซูอี้โจวได้ยินบทสนทนาของทั้งสองก็โกรธจนแทบคลั่ง
คนแก่สองคนนี้ช่างไร้มนุษยธรรมสิ้นดี!
เขาไม่โวยวายมองสบตาเซียวจวิ้นอัน ถึงแม้จะไม่มีการสื่อสารด้วยคำพูดแต่ทั้งสองก็มีความเข้าใจกันที่สั่งสมมาใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา
เซียวจวิ้นอันชี้ไปทางด้านหลังโรงฟืนซูอี้โจวเข้าใจทันที ทั้งสองค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ๆ
ซูอี้หว่านเหนื่อยมาทั้งวันอาจเป็เพราะหาเงินได้แล้ว จิตใจจึงสงบลงและหลับไปอย่างรวดเร็ว
แต่ด้วยความเป็คนที่ผ่านยุควันสิ้นโลกมานางจึงตื่นขึ้นเพราะเสียงเล็กๆ น้อยๆ
นางกำลังจะลุกขึ้นก็ถูกจางอ้ายหลินดึงไว้
เมื่อเห็นดังนั้นซูอี้หว่านก็เข้าใจและตั้งสติ รอคอยดูว่าเกิดอะไรขึ้น
ไม่นานนักก็เห็นประตูโรงฟืนถูกเปิดออกอย่างระมัดระวังร่างสองร่างที่น่าสงสัยเข้ามาแล้วเริ่มค้นข้าวของ
"ท่านแม่ ดูเร็ว ที่นี่มีของกิน!"
ซูฉงกวงไม่ได้กินอาหารดีๆมาหลายวันแล้ว เมื่อเห็นขนมเปี๊ยะไส้ต้นหอมที่กินไม่หมดบนเตา ก็ตาโตขึ้นมาทันทีรีบเอื้อมมือไปหยิบมากัดคำโต เคลิบเคลิ้มไปกับรสชาติที่แสนอร่อย
ซูไท่ไท่ที่อยู่ข้างๆกลับไม่สนใจลูกชายที่ไม่ได้เื่ คว้าขนมเปี๊ยะไส้ต้นหอมสองสามแผ่นใส่ในอกแล้วหยิบมีดทำครัวข้างๆ มากำไว้ในมือแน่น
"ไป ไปจับพวกสารเลวสองคนนั้นมัดไว้!"
เมื่อซูฉงกวงได้ยินก็ไม่กล้าละเลยรีบยัดขนมเปี๊ยะไส้ต้นหอมเข้าปาก หยิบเชือกที่เตรียมไว้เดินตรงไปยังจางอ้ายหลินและบุตรี ทำท่าทีจะจับพวกนางมัด
"พวกท่านบุกรุกบ้านคนอื่นถือว่าผิดกฎหมายนะ ไม่กลัวพวกเราจะแจ้งทางการหรือ?"จางอ้ายหลินทนไม่ไหวอีกต่อไป ะโเสียงดัง
เมื่อนางพูดเช่นนี้ซูฉงกวงก็ใจนมือสั่น เชือกในมือหลุดลงพื้น
"ผิดกฎหมายหรือ? ข้าจะเปิดหูเปิดตาเ้าว่าใครคืออำนาจสูงสุด!"
ซูไท่ไท่หัวเราะเยาะแล้วเงื้อมีดในมือขึ้นฟันจางอ้ายหลินทันที!