“ยังขาดของอีกหลายอย่างเลย”
~~อัดชิ๊ว~~
“สงสัยเป็หวัดแล้วล่ะเรา”
หลังจากยุ่งกับการเก็บของต่างๆเข้าตู้อยู่สักพักใหญ่ ก็พบว่ายังขาดของอยู่อีกหลายอย่างที่ต้องใช้
~ครืด~~~ครืด~~
เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น พร้อมโชว์หน้าจอที่คุ้นเคย
“ว่าไงถิงถิง กำลังจะโทรหาอยู่พอดีเลย ฉันจัดของแล้วยังขาดของที่ต้องใช้ทั่วไปอีกหลายอย่างเลย เราไปช็อปปิ้งกันไหม”
“ก็…ที่โทรหาแกก็เื่เดียวกันนี่แหละ แล้วอีกอย่าง….ก็คือ ตงหยางชวนฉันไปกินข้าวด้วย เลยว่าจะให้แกไปเป็เพื่อนหน่อยจะได้ไปซื้อของด้วยกันเลยไง”
“อ๋อออออ เหตุผลคืออันหลังมากกว่ามั้งเพื่อน แต่ไม่เป็ไรฉันไปก็ได้ ไหนๆก็จะไปซื้อของเข้าห้องอยู่แล้ว”
“โอเค แล้วเจอกันหน้ามหาลัยนะ”
ฉันรีบหยิบชุดเดรสสีขาวลายกระต่ายน้อยขึ้นมาใส่ และหยิบกระเป๋าสะพายข้าง ก่อนจะเดินออกจากห้องไป
“ทำไมใส่แมสล่ะ แกไม่สบายหรอ”
“น่าจะเป็หวัดนะ ยังปรับตัวกับอากาศไม่ได้”
การเจอกันสามคน ทำให้ฉันรู้สึกเป็ก้างแปลกๆยังไงไม่รู้ แต่พอจะขอตัวเพื่อให้พื้นที่กับเพื่อนได้นั่งคุยกันสองคน ยัยถิงถิงก็ดึงชายเสื้อฉันไม่ให้ไปไหนตลอด อย่างกับตงหยางเป็คนแปลกหน้าไปได้ จนฉันต้องใช้อุบายต่างๆแทน
“อุ๊ย ปวดท้องอ่ะถิงถิง ฉันขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ ตงหยางกับถิงถิงกินกันไปก่อนเลยนะ ไม่ต้องรอล่ะ รู้สึกเหมือนจะนาน”
ฉันพูดไทยบ้างจีนบ้างแล้วรีบวิ่งออกมาจากตรงนั้น หลังจากเป็อิสระจากมือของยัยถิงถิง ฉันก็รีบซอยเท้าเดินออกมาอย่างไว โดยไม่ได้หันกลับไปมองอีก
“วู๊วว~”
ฉันถอนให้ใจยาวเมื่อมาถึงหน้าลิฟท์
“ไปอยู่ข้างบนสักพักก่อนดีกว่า ให้เวลาสองคนนั้นหน่อย”
//ဝ.ဝ//
แต่ยังไม่ทันได้เข้าลิฟต์ไป อยู่ๆก็มีผู้ชายคนหนึ่งใส่หมวกใส่แมสเดินมาจากไหนไม่รู้ ดึงฉันเข้าไปด้านในสุดของลิฟต์ ใช้มือมาปิดปากฉันไว้ไม่ให้ส่งเสียง แล้วก้มหน้าลงมาที่ข้างหูและกระซิบเบาๆ
“ขอโทษนะครับ รบกวนช่วยผมหน่อยนะครับ มีคนตามผมอยู่”
เสียงของเขาทุ่มใหญ่แต่อ่อนนุ่ม อีกทั้งลมหายใจที่รดต้นคอฉันอยู่กับกลิ่นน้ำหอมที่หอมอ่อนๆจากดอกไม้ชนิดหนึ่งจากคนตรงหน้าทำให้ฉันทั้งใและขาอ่อนไปในเวลาเดียวกัน หลังจากประตูลิฟต์ปิดและลิฟต์ก็ค่อยๆพาฉันกับผู้ชายปริศนาคนนี้ขึ้นไปถึงยังชั้นบน ประตูลิฟต์เปิดออกเขาก็รีบวิ่งออกจากลิฟต์ไปเลย ปล่อยทิ้งให้ฉันรับบทเป็แม่นางอิหยังหว่าอยู่คนเดียว ฉันเรียกสติตัวเองอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะค่อยๆเดินออกมาจากลิฟท์ กำลังทบทวนเื่เมื่อสักครู่ที่เกิดขึ้นอยู่
~ครืด~~~ครืด~~
“ทำไมเข้าห้องน้ำนานจัง รีบมาได้แล้ว เดี๋ยวจะได้ไปซื้อของอีก หอปิดสี่ทุ่มนะ ต้องรีบกลับ”
“อ่อ โอเคๆ”
หลังจากผ่านเื่ราวต่างๆที่พบเจอที่ห้างแห่งนั้น ฉันก็กลับมานั่งอยู่บนเก้าอี้โต๊ะทำงานที่ห้องพร้อมของใช้ต่างๆมากมายกองอยู่บนพื้น ที่ตัดสินใจซื้อกลับมา แต่เหตุการณ์ก่อนหน้าก็ยังคงสร้างความสงสัยและหวาดกลัวอยู่ในใจลึกๆของฉันอยู่เลย
“อือออ พอนึกๆดูผู้ชายคนนั้นก็รู้สึกหน้าคุ้นๆอยู่หรอกนะ เห้อ… แต่ก็ชั่งมันเถอะคงไม่ได้เจอกันแล้วแหละ รีบจัดการของพวกนี้ดีกว่า”
ฉันบนพึมพำกับตัวเองสักครู่ ก่อนจะหยิบข้าวของไปเก็บ และนอนลงบนเตียงอย่างเหนื่อยล้าแล้วเผลอหลับไป
~แคร๊ก~~~แคร๊กแคร๊ก~~
//ဝ.ဝ//
ฉันลืมตาขึ้นมาพร้อมกับความมืดและความเย็นที่แผ่ไปทั่วห้อง แต่หูของฉันก็ยังคงได้ยินเสียงปริศนาที่อยู่ตรงหน้าห้อง ฉันได้แต่นอนแข็งทื่อเป็ท่อนเหล็กเพราะมัวแต่ใกับเสียงนั้น แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้หยิบของป้องกันตัวใดๆนั้น
~แคร๊ก!!~~~แฮ๊ดดดด~~
ประตูเ้ากรรมก็ค่อยๆเปิดขึ้น ทำให้เห็นเงาปริศนาที่ถืออะไรอยู่ในมือกับผมที่สยายยาวสะท้อนแสงไฟจากด้านนอกสาดเข้ามายังในตัวห้อง ฉันหลับตาปี๋พร้อมกับเริ่มสวดมนต์ ผีจีนก็คงกลัวบทสวดเหมือนกันหมดทุกที่แหละมั้ง ตอนนี้คิดแค่ว่าทำอะไรได้ก็ทำไปก่อน ฉันจะมาเจอผีที่จีนครั้งแรกแบบนี้ไม่ได้นะ
“นะโมตัสสะ ภัคคะวะโต อะระอะโต สัมมาสัมพุทธัสสะๆๆๆๆๆๆ”
// T _ T ///
เ้ากรรม ลืมสิ้นบทสวดที่เคยสวดมาตลอด แต่ยังไม่ทันได้ส่งเสียง กรี๊ดใดๆ เพราะอยู่ๆก็มีเสียงของคำตอบปรากฎขึ้นมาเสียก่อนที่คนในหอจะตื่นจากเสียงกรี๊ดของฉันกันหมด
“เธอ นี่เธอ!! ฉันเป็เพื่อนร่วมห้องของเธอ ไม่ใช่เป็ผีสักหน่อย ลืมตาขึ้นมาดูก่อน”
หลังจากนั้นไฟในห้องก็สว่างขึ้น พร้อมหญิงสาวคนจีนคนนึงที่หน้าตาน่ารัก ถือหนังสืออยู่ในมือกับผมที่ดัดเป็คลื่นที่น่าจะผ่านลมมรสุมระหว่างทางมาสักพัก ยืนอยู่ข้างเตียงของฉันแล้วใช้สายตาที่กลมโตจ้องมองฉันด้วยความสงสัย
“อ้อ ขอโทษทีค่ะ ฉันนึกว่าผีจีนหลอกฉันั้แ่วันแรกซะแล้ว ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ฉันชื่อเ้าข้างฟาง เรียนปริญญาโทปีหนึ่ง สาขาการแปล อายุ 25 ค่ะ มาจากประเทศไทยค่ะ เรียกฟางฟาง เฉยๆก็ได้ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”
ฉันร่ายยาวแนะนำตัวกับเพื่อนร่วมห้องที่เจอกันครั้งแรก เขาทำหน้าครึ่มอยู่สักแป็บก่อนจะยิ้มร่า เผยให้เห็นลักยิ้มน้อยๆที่ข้างแก้มทั้งสองข้างของเธอ ก่อนจะเดินเข้ามากอดฉันอย่างเป็มิตรและอ่อนโยน
“ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันชื่อเฉินเสี่ยวเหมย เรียกสั้นๆว่าเสี่ยวเหมยก็ได้ เรียนปริญญาโท สาขาการออกแบบ ปี3 อายุ27 ปี ที่กลับดึกๆแบบนี้ไม่ต้องในะ เป็แบบนี้เกือบทุกวัน พอดีฉันเรียนไปทำงานไปนะ เลยไม่ค่อยมีเวลาได้อยู่ห้อง ต่อไปก็ฝากตัวด้วยนะ”
“อ๋อค่ะ นั้นฉันเรียกว่าพี่เสี่ยวเหมยนะคะ”
ฉันพูดไปก็ยิ้มไป ดีใจที่มีรูมเมททั้งสวยและน่ารักแถมยังนิสัยดีและยังเป็มิตรกับฉันอีกด้วย โชคดีเสียจริงๆเลยฉัน //// >___<///
“ได้สิ ว่าแต่เมื่อกี้เธอยกมือมาประกบกันแล้วบ่นอะไรหรอ”
หลังจากนั้นพี่เสี่ยวเหมยก็ทำท่าทางประกอบ เพราะเห็นฉันงงกับภาษาจีนที่เธอพูดมา
“อ๋อออ ไม่มีอะไรค่ะ ฉันขอตัวไปนอนก่อนนะคะ”
“//^--^//”
พอนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านั้นทำเื่น่าอายเอาไว้ ความรู้สึกง่วงก็เริ่มทำงานขึ้นมาทันที
หลังจากผ่านการปรับตัวมาได้สักระยะ ฉันก็เริ่มคุ้นชินกับอากาศและผู้คนที่นี้มากขึ้น ไม่ค่อยตื่นเต้นเหมือนวันแรกๆ ถิงถิงมักจะชวนฉันออกไปเดินเล่นในมหาลัยเพื่อทำความรู้จักเส้นทางและคณะที่ต้องไปเรียน และอีกทั้งยังได้รู้จักพี่ตงหยางของถิงถิงมากขึ้นไปในระดับนึง พี่ตงหยางมักจะชวนถิงถิงและฉันไปหาของกินที่ใกล้มหาลัย ซึ่งเป็แหล่งช็อปปิ้งของหนุ่มสาวทั้งจีนและต่างชาติได้มาจับจ่ายใช้สอยกันเยอะแยะเต็มไปหมด
อีกทั้งพี่ตงหยางก็เริ่มพูดมากขึ้นกว่าตอนที่เจอกันใหม่ๆอีก ทำให้ถิงถิงเริ่มกลายเป็คู่รักในรั่วมหาลัยไปโดยปริยาย และแล้วเช้าเปิดเทอมวันแรกที่รอคอยก็มาถึง
“กำลังไปๆๆ”
ฉันกดวางสายถิงถิงจากการโทรมาตามฉันไปยื่นรายงานตัววันแรกแบบยิ๊กๆ แต่เ้ากรรมไม่ปล่อยฉันไปเลย
“หลงทางจนได้ ไปทางไหนล่ะทีนี้”
ฉันที่ใส่ชุดเสื้อเชิ้ตตัวโปรดสีขาวกับกระโปรงยาวสีน้ำตาลถึงเข่ากำลังหมุนตัวเองไปรอบๆเพื่อดูเส้นทางที่ต้องเดินไปที่อาคารสำนักงานเพื่อรายการตัวตามที่ถิงถิงบอกไว้ก่อนหน้าที่มาเดินดูเส้นทางกัน แต่สมองของฉันกลับต่อต้านกับทิศต่างๆเสียทุกครั้งไป
“อ่าวน้องปีหนึ่งคนนั้นนิ”
อยู่ๆฉันก็ได้ยินเสียงของผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นจากด้านหลังของฉัน ฉันหันกลับไปเพื่อที่ถามทางกับผู้ชายคนนั้นพอดี แต่…..โอ๊ะ รุ่นพี่ เออ รุ่นพี่อะไรแล้วนะ ฉันยืนจ้องไปยังรุ่นพี่ที่ใส่กางเกงยีนขายาวกับเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตสีขาวนั่งอยู่บนจักรยานที่ปั่นมาหยุดอยู่ข้างหลังฉัน รุ่นพี่คงเห็นฉันทำหน้าคิ้วขมวดเหมือนกำลังนึกอะไรบางอย่าง ก็เลยบอกชื่อตัวเองอีกรอบ
“พี่ไง จำได้ไหม พี่ชื่อซีอ่าว รุ่นพี่ปีสามน่ะ”
“อ๋อ จำได้แล้วค่ะ ขอโทษทีค่ะ หนูความจำไม่ค่อยดี”//^—^៴//
“ว่าแต่ เหมือนหลงทางเลย จะไปไหนอ่ะเดี่ยวพี่ไปส่ง”
พี่ซีอ่าวยิ้มร่าพร้อมตีไปที่เบาะด้านหลังจักรยานให้ฉันขึ้นไปนั่ง
“ฉันจะไปรายงานตัวที่อาคารสำนักงานค่ะ ไม่รบกวนดีกว่าค่ะ แค่บอกทางมาก็พอค่ะ”
ฉันตอบกลับคำถามรุ่นพี่อย่างสุภาพ เพราะฉันมักจะคิดว่าคนเราไม่มีใครช่วยใครแบบฟรีๆหรอก เลยเอาตัวเองออกมาจากจุดนั้นดีกว่า แต่ทว่า…..
“แต่เธอจะไปรายงานตัวไม่ทันและจะเข้าเรียนสายเอาน๊าา”
ฉึก….. คำพูดของเขาทำเอาฉันไปต่อไม่ถูกเลย ก็ถูกอย่างที่รุ่นพี่ว่ามาตอนนี้ฉันสายมากแล้วด้วยสิ ครั้งเดียวคงไม่เป็ไรหรอกมั้ง
“เอออ ก็ได้ค่ะ รบกวนรุ่นพี่หน่อยนะคะ”
หลังจากพูดจบฉันก็รีบพาตัวเองไปนั่งที่เบาะจักรยานด้านหลังของเป็คนซ้อนทันที และรุ่นพี่ก็เอามือของฉันไปจับไว้ตรงเอวของเขา
“จับแน่นๆสิ เดี่ยวก็ตกหรอก”
//ဝ.ဝ// ฉันได้แต่นั่งตัวเกร็งพร้อมใช้มือข้างหนี่งจับเอวรุ่นพี่ไว้อย่างว่านอนสอนง่าย ว่าแต่กลิ่นน้ำหอมกลิ่นหวานละมุนแต่ยังให้ความรู้สึกเซ็กซี่อ่อนๆที่ค่อยๆลอยตามลมมาปะทะกับจมูกของฉัน มือที่จับเอวไว้อยู่ยังััได้ถึงเนื้อหน้าท้องที่ผ่านการออกกำลังกายมาอย่างหนักกำลังเคลื่อนไหวอยู่ ทำเอาหัวใจน้อยๆของฉันเต้นไม่เป็จังหวะเหมือนกันนะเนี่ย //// >___<///
“ถึงแล้ว ชั้นสองนะไปถูกใช่ไหม”
“ไปถูกค่ะ ขอบคุณรุ่นพี่มากนะคะที่พามาส่ง”
“เจอกันครั้งต่อไป เลี้ยงข้าวพี่ด้วยล่ะ ถือว่ารู้จักกันแล้วนะ”
ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดอะไรตอบ รุ่นพี่ก็ปั่นจักรยานออกไปซะก่อน
“เอาอีกแล้วนะ ชอบไม่รอคำตอบคนอื่นตลอดเลยอีตารุ่นพี่คนนี้”
ฉันได้แต่ยืนดูหลังของรุ่นพี่ที่ปั่นจักรยานออกไปไกลลับตา หลังจากนึกขึ้นได้ว่าต้องรีบไปรายงานตัวก็รีบใส่เกียร์หมาวิ่งอย่างไวทันที