"เมื่อสร้างเรือนเสร็จ ข้าก็จะได้มีห้องส่วนตัวของตนเองเสียที ในที่สุดก็ไม่ต้องทนดมกลิ่นเท้าเหม็นของพี่รองอีกต่อไปแล้ว..."
เหยียนิเฝ้าจับจ้องมองดูเรือนหลังใหม่พลางยิ้มหัวเราะโง่งมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน มองอย่างไรก็ไม่นึกเบื่อหน่ายเลยสักนิด หากไม่นับบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว ย่อมเป็เรือนหลังนี้ของตระกูลเหยียนที่ดูโอ่อ่าสง่างามน่าเกรงขามที่สุดในหมู่บ้าน
"เ้าต่างหากที่เท้าเหม็น..." เหยียนหลางถลึงตาใส่อีกฝ่าย ทว่าในใจกลับเปี่ยมล้นไปด้วยความยินดีและตื้นตันใจอย่างยิ่ง
พี่ใหญ่มีอายุได้สิบห้าปีแล้ว ใกล้จะถึงวัยตระเตรียมแต่งงานออกเรือนแล้ว ใน่หลายปีที่ผ่านมา เด็กทั้งสามคนต้องเบียดเสียดอยู่ร่วมห้องเดียวกัน เื่คู่ครองของพี่ใหญ่จึงไม่เคยมีผู้ใดไต่ถามเลยสักครั้ง ยามนี้ในที่สุดครอบครัวก็พอจะมีหน้ามีตาและความมั่นใจขึ้นมาบ้างแล้ว
หลายวันมานี้ หลินซื่อมีรอยยิ้มประดับอยู่บนดวงตาและคิ้วเสมอ ในใจปลอดโปร่งโล่งอกขึ้นไม่น้อย ตามปกติแล้วหนุ่มสาวมักจะเริ่มทาบทามดูตัวกันั้แ่อายุสิบสี่สิบห้าปี อย่างช้าที่สุดไม่เกินสิบหกปีก็ต้องแต่งงานออกเรือน พี่ใหญ่ถือว่าล่าช้าเนิ่นนานเกินไปแล้ว
"ขุดรูเ้าค่ะ..." ซุ่ยซุ่ยชี้นิ้วป้อม ๆ ลงบนพื้นดิน หลินซื่อมองนางพลางขำขันเอ็นดู
"พี่ใหญ่ของเ้าวางแผนเอาไว้แล้วล่ะ แต่ห้องใต้ดินจะขุดตามอำเภอใจเช่นนี้ไม่ได้ ต้องรอให้เรือนใกล้จะสร้างเสร็จสมบูรณ์ก่อน พวกเราคนในครอบครัวจึงจะแอบขุดกันเงียบ ๆ "
ใน่ภัยแล้งไม่กี่ปีมานี้ จิตใจของผู้คนยากจะทานทนต่อการทดสอบ การขุดห้องใต้ดินเพื่อซ่อนเสบียงอาหารเอาไว้ หากเกิดภัยอันตรายขึ้นมา ผู้คนยังสามารถหลบซ่อนตัวเพื่อลี้ภัยได้อีกด้วย
"แม่บ้านน้อยตัวกระเปี๊ยก อายุเพิ่งจะสามขวบครึ่งก็ห่วงกังวลสารพัดเื่ระแวดระวังปานนี้ ระวังวันหน้าจะออกเรือนไม่ได้นะ"
หลินซื่อยื่นมือไปบีบปลายจมูกของซุ่ยซุ่ยเบา ๆ ก่อนจะคีบเนื้อชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากในหม้อ สับแบ่งเป็ชิ้นเล็ก ๆ ให้เด็กทั้งสามคนนำไปแทะกินกันอย่างเอร็ดอร่อย นี่คือของกำนัลแสดงความขอบคุณที่ฮูหยินเซี่ยส่งมามอบให้
เป็เสบียงอาหารห้าร้อยชั่ง เนื้อเค็มห้าสิบชั่ง อีกทั้งยังมีผ้าฝ้าย เมล็ดพันธุ์ และสิ่งของจิปาถะอื่น ๆ อีกเล็กน้อย ซึ่งล้วนเป็ของที่รวบรวมมาได้จากการออกตรวจตระเวนรอบด้าน ของกำนัลชิ้นนี้ช่วยให้รู้สึกมั่นคงปลอดภัยยิ่งกว่าเงินทองเสียอีก นับว่านางใส่ใจและเอื้ออารีอย่างแท้จริง
"เนื้อเค็มนี้มันเยิ้มแต่ไม่เลี่ยน เนื้อแดงก็ไม่เหนียวหยาบกระด้าง ทั้งยังนุ่มละมุนลิ้นเหลือเกิน ข้าไม่เคยได้ลิ้มลองเนื้อชั้นดีถึงเพียงนี้มาก่อนเลย"
หลินซื่อชิมไปคำหนึ่งพลางผงกศีรษะยอมรับไม่หยุด ซุ่ยซุ่ยหรี่ดวงตาแอบหัวเราะร่าอยู่ในใจ 'ข้าแอบเอาเนื้อและเสบียงในมิติวาจาสิทธิ์มาสับเปลี่ยนต่างหากเล่า'
เมล็ดพันธุ์ เกลือ น้ำตาล และสิ่งของอื่น ๆ ล้วนเป็นางที่แอบเพิ่มเติมเข้าไปอย่างลับ ๆ ทั้งสิ้น นางยังลอบยัดปุยนุ่นหนานุ่มเข้าไปในนั้นด้วย ฤดูหนาวปีนี้ในที่สุดสมาชิกทุกคนในครอบครัวก็ไม่ต้องทนเหน็บหนาวอีกต่อไป
ฮูหยินเซี่ยใกล้จะคลอดเต็มที ยามนี้จะมีเวลาไปเสาะหาข้าวของจุกจิกเหล่านี้มาจากที่ใดได้ ท่ามกลางของกำนัลเ่าั้ ยังมีดาบยาวคมกริบเล่มหนึ่ง ดาบเล่มนี้คมปลาบชนิดที่เป่าเส้นผมขาดสะบั้นได้ในพริบตา ดูน่าเกรงขามและน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ยามนี้มันถูกซ่อนเอาไว้ใต้เตียงนอนอย่างมิดชิด เมื่อมีดาบเล่มนี้อยู่ หลินซื่อจึงมีความมั่นใจและรู้สึกปลอดภัยอย่างเต็มเปี่ยม เด็กทั้งสามคนเคี้ยวเนื้อเค็มอันแสนนุ่มละมุนลิ้น รอยยิ้มเปี่ยมไปด้วยความอิ่มอกอิ่มใจฉายชัดบนใบหน้า
หลินซื่อเร่งรีบนึ่งข้าวกล้องหม้อใหญ่ จากนั้นก็นึ่งซาลาเปาไส้ผักผสมเนื้อสัตว์อีกสามซึ้ง แล้วใช้กระดูกท่อนใหญ่ต้มน้ำแกงฟักเขียวกับเนื้อเค็ม ตบท้ายด้วยการผัดผักจานง่าย ๆ อีกสองสามอย่าง เป็อันเสร็จสิ้น
"มาช่วยงานตระกูลเหยียนครั้งนี้ ตลอดสามปีที่ผ่านมา กลับกลายเป็่ที่ได้กินดีอยู่ดีที่สุดเสียอย่างนั้น" ช่างก่อสร้างคนหนึ่งเอ่ยขึ้นขณะตักน้ำแกง
"จะไม่ใช่ได้อย่างไร ได้ซดน้ำแกงกระดูกหมูใส่ฟักเขียวสองชาม กินข้าวกล้องอีกชามใหญ่ แถมด้วยซาลาเปาไส้เนื้ออีกสองลูก แม้แต่ยามฉลองปีใหม่ในปีก่อน ๆ ยังไม่มีน้ำมันเนื้อหนังให้อิ่มหนำปานนี้เลย"
บางครั้ง หลินซื่อยังใช้น้ำแกงกระดูกหมูลวกบะหมี่ แถมยังใส่ไข่ไก่ต้มสุกให้อีกสองฟองอย่างใจกว้าง ไม่มีความตระหนี่ถี่เหนียวแม้แต่น้อย
"พวกเราต้องร่วมแรงร่วมใจสร้างเรือนหลังนี้ให้เสร็จภายในสองเมืองให้ได้ ฤดูหนาวจะได้ย้ายเข้าไปอยู่เรือนหลังใหม่กัน" ชายผู้หนึ่งปาดเหงื่อบนใบหน้า เขาคือบุตรชายคนโตของหัวหน้าหมู่บ้าน
"ตกลง" เหยียนฮั่นเซิงว่าจ้างคนมาแปดคน ซึ่งทั้งแปดคนนี้ล้วนเป็ช่างฝีมือดีที่มีชื่อเสียงในหมู่บ้าน พวกเขาทุกคนทำงานได้รวดเร็วคล่องแคล่วและประณีตบรรจงยิ่งนัก หลินซื่อจึงถือโอกาสนี้สั่งทำตู้ไม้เพิ่มอีกหลายใบ สำหรับเตรียมไว้ให้บุตรชายคนโตใช้ยามแต่งงานในภายภาคหน้า
"เปิดประตู! เปิดประตูเร็วเข้า!" ทั้งครอบครัวเพิ่งจะกินข้าวเสร็จสิ้น พลันได้ยินเสียงเคาะประตูดังปัง ๆ ขึ้นมาจากด้านนอกเรือน
"เป็เสียงของท่านอาสะใภ้รองขอรับ" เหยียนหลางสะดุ้งโหยงรีบลุกขึ้นมาเก็บซ่อนซาลาเปาเนื้อและน้ำแกงกระดูกหมูบนโต๊ะทันที อาสะใภ้รองเป็คนตระหนี่ถี่เหนียวและชอบเอาเปรียบผู้อื่นยิ่งนัก แม้แต่กระดูกที่แทะจนเกลี้ยงแล้วก็ไม่ควรปล่อยให้ตกถึงมือนาง
"เหมียว เหมียว เหมียว..." ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน เ้าเมี้ยวเมี้ยวก็ดูเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ยามนี้ตัวโตเท่ากับแมวบ้านทั่วไปแล้ว ทว่ายามมันอ้าปากร้องกลับส่งเสียงร้องเหมียว ๆ ใครเล่าจะคาดคิดว่ามันคือเ้าป่าผู้เกรียงไกร!
ทั่วทั้งร่างของเ้าเมี้ยวเมี้ยวปกคลุมด้วยขนสีขาวบริสุทธิ์ ไม่มีขนสีอื่นปะปนแม้แต่เส้นเดียว หากพินิจดูอย่างละเอียด จะพบว่าในดวงตาของมันแฝงเร้นไปด้วยพลังิญญาอันเปี่ยมล้น เสือโคร่งขาวตัวนี้มีความเฉลียวฉลาดรับรู้ภาษาคนได้อย่างดียิ่ง
หลินซื่อรีบก้าวเท้าเข้าไปเปิดประตู ทันทีที่ถอดสลักประตูออก บานประตูก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงจนเกือบกระแทกนาง "พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านจะยืนดูพวกเราทั้งครอบครัวล้มตายไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้หรือ? พี่สะใภ้ใหญ่ เหตุใดท่านจึงมีจิตใจโเี้อำมหิตถึงเพียงนี้?
เรือนของพวกเราถูกไฟไหม้จนมอดไหม้ ท่านแม่ก็กำลังล้มป่วย หม่านชางยังถูกคนทุบตีจนหัวร้างข้างแตก เมื่อคืนเรือนถูกไฟเผาไปกว่าครึ่ง เสบียงอาหารก็มอดไหม้ไปจนหมดสิ้นแล้ว!"
เสี่ยวเฉินซื่อเพิ่งก้าวข้ามธรณีประตูก็เริ่มร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญถึงความยากลำบากทันที ทั้งยังพาเหยียนจูจูที่เนื้อตัวมอมแมมมีน้ำมูกไหลเปรอะเปื้อนใบหน้ามาด้วย เหยียนจูจูผมเผ้ายุ่งเหยิงหลุดลุ่ย ปลายเท้ามีรูโหว่จนนิ้วเท้าโผล่ออกมาพ้นรองเท้าเก่าขาดรุ่งริ่ง
"พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านจะนิ่งดูดายไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วยชีวิตพวกเราไม่ได้นะ!"
ยามที่เสี่ยวเฉินซื่อก้าวเข้ามาใกล้ พลันเหลือบไปเห็นฐานรากเรือนที่ตระกูลเหยียนกำลังก่อสร้าง ความริษยาก็แล่นพล่านจนดวงตาแทบเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ เรือนใหญ่โตถึงเพียงนี้ ทั้งยังก่อขึ้นด้วยอิฐสีเขียวทั้งหมด นี่มันดูสง่างามน่าเกรงขามยิ่งกว่าบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านเสียอีก!
นางลอบนับดูอย่างละเอียด พบว่ามีห้องหับถึงเจ็ดแปดห้อง เรือนเดิมตระกูลเหยียนยังมีห้องเพียงหกห้องเท่านั้น ผู้เฒ่าทั้งสองพำนักร่วมกันห้องหนึ่ง บุตรชายทั้งสามคนแยกย้ายกันไปคนละห้อง ส่วนหลานชายที่เหลือก็ต้องเบียดเสียดอยู่ด้วยกันอย่างยากลำบาก
ไม่กี่วันก่อนนางยังรู้สึกยินดีปรีดาที่สามารถขับไล่หลินซื่อออกไปได้ จนทำให้ตนเองมีห้องหับเพิ่มขึ้นมาอีกห้องหนึ่ง ทว่ายามนี้เพียงหันกลับมา... หลินซื่อกลับกำลังจะได้เรือนหลังใหญ่ที่โอ่โถงกว้างขวางปานนี้ ดวงตาของเหยียนจูจูจับจ้องไปที่เหยียนซุ่ยซุ่ยเขม็ง
เห็นเพียงเหยียนซุ่ยซุ่ยกำลังคาบกระดูกหมูเค็มชิ้นโตไว้ในปาก นางมัดรวบผมสีดำขลับเป็แกละกลมสองข้างสลวย สวมใส่ชุดกระโปรงยาวตัวใหม่เอี่ยมอ่อง ทั้งขาวสะอาดสะอ้านสะดุดตาเป็อย่างยิ่ง
เหยียนจูจูลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคออย่างหิวกระหาย ในอดีตมีแต่ตัวนางที่เป็ฝ่ายได้กินเนื้อหนัง โดยมีเหยียนซุ่ยซุ่ยคอยกลืนน้ำลายจ้องมองดูนางอยู่เสมอไม่ใช่หรือ!
"เอามาให้ข้าเดี๋ยวนี้นะ! คนปัญญาอ่อนอย่างเ้าจะกินของดี ๆ เช่นนี้ไปเพื่อสิ่งใด? หากเ้าไม่ส่งมันมาให้ข้า ข้าจะไปฟ้องท่านย่า ให้ท่านย่ามาเฆี่ยนตีเ้า!" เหยียนจูจูพุ่งตัวเข้าไปข้างหน้าในพริบตา หมายจะแย่งชิงของกินจากมือของเหยียนซุ่ยซุ่ยทันที
ทว่านางยังไม่ทันก้าวเข้าไปใกล้ ก็ถูกเหยียนหลางใช้เท้าถีบจนล้มคว่ำคะมำไปกับพื้น เสียงดังปังร่างลอยกระเด็นไปไกลหลายก้าว ก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นร่ำไห้จ้าเสียงดังลั่น
"ข้า... ข้าจะไปฟ้องท่านย่า... ข้าจะให้ท่านย่าตีเ้าลูกนอกคอกอย่างเ้าให้ตาย! เ้าไม่ใช่คนตระกูลเหยียนเสียหน่อย ไม่มีสิทธิ์มากินเสบียงอาหารของตระกูลเหยียนของพวกเรา!" เหยียนจูจูร้องไห้จนน้ำตาและน้ำมูกไหลนองเต็มหน้า
เสี่ยวเฉินซื่อพลันร้องห่มร้องไห้โอดครวญเสียงดังลั่นทันที "อาหลาง เหตุใดเ้าจึงมีจิตใจโเี้อำมหิตถึงเพียงนี้? นี่คือจูจูน้องสาวของเ้านะ!
นี่ต่างหากที่เป็น้องสาวเพียงคนเดียวของตระกูลเหยียนของเ้า นังเด็กนอกคอกที่อยู่ข้างหลังเ้านั่นไม่ใช่คนในตระกูลเหยียนเสียหน่อยจ้าถึงกับกล้าลงไม้ลงมือถีบน้องสาวแท้ ๆ ของตนเองเพื่อปกป้องคนนอกอย่างนั้นหรือ! พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านยังไม่รีบสั่งสอนเขาอีก!" เสี่ยวเฉินซื่อโกรธขึ้งจนก่นด่าเสียงดังลั่นอย่างไม่เกรงใจ
"น้องสาวของข้ามีเพียงซุ่ยซุ่ยคนเดียวเท่านั้น! นางเป็กาลกิณีสิ่งใดกัน? ถึงคู่ควรมาเป็น้องสาวของข้า? เอาเนื้อไปโยนให้สุนัขกิน ยังดีกว่ามอบให้นางเสียอีก! น้องสาวตระกูลเหยียนของข้าย่อมต้องได้กินของที่ดีที่สุด สวมใส่เสื้อผ้าที่นุ่มนวลที่สุด มันกงการอันใดของเ้ากัน!"
เหยียนหลางกุมมือซุ่ยซุ่ยไว้แน่น พลางปกป้องนางสุดกำลัง สำหรับเขาแล้วเหยียนจูจูไม่นับเป็ตัวอันใดเลย เสี่ยวเฉินซื่อโกรธจัดจนแทบจะหมดสติล้มพับลงไป ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความอัดอั้นยากระงับ
"พี่สะใภ้ใหญ่ ต่อให้ท่านไม่แยแสจูจู ทว่าเื่ของท่านพ่อท่านแม่ท่านก็ต้องดูแลไม่ใช่หรือ? บ้านของท่านทั้งสร้างเรือนหลังใหม่ทั้งซื้อที่ดิน
เมื่อวานยังมีผู้ใดขนเสบียงอาหารมาให้ตั้งสามเกวียน ต้องแบ่งให้เรือนเดิมสองเกวียน! เสบียงอาหารของเรือนเดิมถูกไฟไหม้หมดสิ้นแล้ว ท่านจะอกตัญญูต่ำช้าเช่นนี้ไม่ได้นะ!" เสี่ยวเฉินซื่อปั้นหน้าบึ้งตึงถมึงทึงเอ่ยอ้างคุณธรรมและบุญคุณ
"ท่านแม่ยังคงนอนป่วยซมอยู่บนเตียง ท่านกลับไม่ไปเหลียวแลเยี่ยมเยียนเลยสักนิด" เสี่ยวเฉินซื่อรู้ดีว่าพี่สะใภ้ใหญ่ผู้นี้มีนิสัยอ่อนแอหัวอ่อนมาแต่ไรมา ยามอยู่เรือนเดิมมักจะยอมอดทนกล้ำกลืนฝืนทนเสมอ
วันนี้นางจึงจงใจเลือกยามที่พี่ใหญ่ไม่อยู่มาหาเื่ถึงเรือน หลินซื่อปรายตามองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาบางเบาชวนขนลุก
"สะใภ้รอง ที่เมื่อก่อนข้ายอมอดทนต่อเ้า ก็เพราะเห็นแก่ที่พวกเ้าเป็ครอบครัวของสามีข้า การที่พวกเ้าเหยียบย่ำหัวข้า รังแกบุตรธิดาของข้า ก็เพราะสามีข้าเห็นพวกเ้าเป็ครอบครัวเดียวกันเท่านั้น ทว่ายามนี้ สามีของข้าแยกบ้านแบบตัวเปล่า
ไม่ได้รับแบ่งทรัพย์สินหรือเสบียงอาหารของตระกูลเหยียนแม้แต่เสี้ยวเดียว กระทั่งทะเบียนราษฎร์ก็แยกย้ายกันไปอย่างเด็ดขาดแล้ว พวกเราหาใช่ครอบครัวเดียวกันอีกต่อไปไม่
ส่วนเื่ที่หญิงเฒ่าผู้นั้นต้องนอนซมอยู่บนเตียง ไม่ใช่เพราะนางทำเื่ชั่วช้าเลวทรามมากเกินไปจนถูกอัสนีบาตฟาดใส่หรอกหรือ? โดนฟ้าผ่าเช่นนั้นก็ควรจะสงบเสงี่ยมเจียมตัวลงบ้าง ระวังเถอะว่าวันใดวันหนึ่งจะถูกฟาดจนตกตายคาที"
น้ำเสียงของหลินซื่อไร้ซึ่งความเกรงใจแม้แต่น้อย ช่างแตกต่างจากหญิงหัวอ่อนว่าง่ายในอดีตราวฟ้ากับเหว ปานห่างไกลกันถึงสิบหมื่นแปดพันลี้!