ขบวนรถหุ้มเกราะสีทรายที่ขับเคลื่อนออกจากเขตเมืองหลวงบัดนี้กำลังแล่นลัดเลาะไปตามร่องเขาหินทรายที่ซับซ้อนและทุรกันดาร เสียงล้อรถออฟโรดที่บดเบียดกับพื้นทรายและกรวดหินดังประสานไปกับเสียงลมทะเลทรายที่พัดหวีดหวิวอยู่ภายนอกภายในห้องโดยสารที่เย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศ มนัสวียังคงนั่งเงียบหัวใจของเธอยังคงเต้นไม่เป็จังหวะจากเหตุการณ์เมื่อครู่ที่เธอเสียหลักจนเกือบกลิ้งตกเนินทรายและััจากวงแขนแกร่งของชีคอัมรันที่คว้าเอวเธอไว้ยังคงทิ้งร่องรอยความร้อนผ่าวไว้บนผิวกาย
หญิงสาวแสร้งทำเป็สนใจการเช็กรูปในกล้องมิลเลอร์เลสตัวเก่งทั้งที่นิ้วมือยังสั่นเทาเล็กน้อยภาพใบหน้าคมเข้มของชีคหนุ่มในระยะประชิดที่เธอเผลอกดชัตเตอร์ถ่ายไว้ ปรากฏขึ้นบนหน้าจอมันคมชัดจนเธอเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในแววตาสีดำคู่นั้นมนัสวีรีบกดเลื่อนผ่านภาพนั้นไปอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าคนข้างๆจะจับได้ว่าเธอแอบเก็บภาพเขาไว้เป็คอลเลกชันส่วนตัว
มนัสวีหรือ 'แมว' นักเขียนนิยายรักคอมเมดี้เ้าของนามปากกา'แมวเซาหาวนอน' ผู้ซึ่งเคยมีชีวิตอันแสนสุขสบายในฐานะคุณหนูมหาเศรษฐีที่เมืองไทยเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าการตัดสินใจดั้นด้นมาหาแรงบันดาลใจถึงทะเลทรายอาหรับที่ร้อนจนไข่สุกได้ตามที่อริสาเพื่อนรักเคยเตือนไว้นั้นเป็การตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่ยิ่งเมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับความอันตรายจากการถูกชายฉกรรจ์ดักฉุดในตรอกแคบ และต้องมาเดินทางร่วมกับชีคผู้ทรงอำนาจที่เต็มไปด้วยความลึกลับผู้นี้
จนกระทั่งสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เธอต้องลืมความเขินอายและความกังวลไปจนหมดสิ้น...
เบื้องหน้าของขบวนรถคือหุบเขาลึกที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านทรายมันคือโอเอซิสขนาดใหญ่ที่ถูกซุกซ่อนไว้อย่างแเีน้ำสีเขียวมรกตใสสะอาดสะท้อนแสงแดดระยิบระยับราวกับอัญมณีล้ำค่าที่ถูกวางประดับไว้บนผ้ากำมะหยี่สีส้มอิฐของผืนทรายต้นอินทผลัมสูงตระหง่านและพืชพรรณสีเขียวขจีหลากหลายชนิดเจริญเติบโตโอบล้อมแหล่งน้ำนั้นไว้หนาแน่นสร้างร่มเงาและความชุ่มชื้นที่ขัดแย้งกับความแห้งแล้งของทะเลทรายโดยรอบอย่างสิ้นเชิงราวกับเป็์เล็กๆ ที่พระเ้าประทานไว้เพื่อปลอบประโลมผู้เดินทาง
“เตรียมตัวเก็บข้อมูลของคุณได้เลยแคลเพราะนี่คือหัวใจที่แท้จริงของดินแดนแห่งนี้”
อัมรันเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบน้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาไม่ได้ราบเรียบและเ็าเหมือนตอนที่เจอกันครั้งแรกที่สนามบินแต่มันเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและความรักอันลึกซึ้งที่มีต่อแผ่นดินเกิดแววตาของเขาทอดมองไปยังโอเอซิสเบื้องหน้าด้วยความอ่อนโยนที่หาดูได้ยาก
เมื่อรถหุ้มเกราะจอดสนิทใต้ร่มเงาของต้นอินทผลัมขนาดใหญ่มนัสวีรีบก้าวลงจากรถพร้อมกับกล้องคู่ใจทว่าสิ่งที่ทำให้เธอต้องหยุดชะงักไม่ได้มีเพียงแค่ทัศนียภาพทางธรรมชาติที่สวยงามราวกับภาพวาดสีน้ำมันแต่เธอเห็นภาพวิถีชีวิตที่ทรงพลังและมีชีวิตชีวา
เด็กๆจากเผ่าท้องถิ่นที่แต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองหลากสีสัน ทั้งสีแดงเพลิง สีน้ำเงินเข้มและสีเหลืองมัสตาร์ด ต่างวิ่งกรูเข้ามาหารถทันทีที่มันหยุดนิ่งใบหน้าที่เปื้อนฝุ่นทรายของพวกเขามีรอยยิ้มกว้างขวางและดวงตาที่เปล่งประกายด้วยความหวัง
“ท่านชีค! ท่านชีคกลับมาแล้ว!” เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆดังระงมไปทั่วบริเวณพวกเขาวิ่งล้อมรอบอัมรันราวกับฝูงนกตัวน้อยที่เฝ้ารอคอยพ่อแม่กลับรัง
ชีคอัมรันผู้ซึ่งเคยสวมบทบาทท่านชีคผู้เ็า เด็ดขาดและสามารถจัดการกับโจรฉกรรจ์สองคนจนหมอบกระแตได้ในเวลาไม่ถึงนาที กลับย่อตัวลงบนพื้นทรายที่ร้อนระอุอย่างไม่ถือตัวและไม่ห่วงชุดพื้นเมืองสีขาวสะอาดตาของตนเองเลยแม้แต่น้อยเขาลูบหัวเด็กชายคนหนึ่งอย่างอ่อนโยน พร้อมกับส่งสัญญาณให้ซาอีด องครักษ์คนสนิท นำกล่องขนมและของเล่นที่เตรียมมาลงมาจากท้ายรถเพื่อแจกจ่าย
ภาพความอ่อนโยนนั้นทำให้มนัสวีชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวไปถ่ายรูปแหล่งน้ำมรกตเธอรีบยกกล้องขึ้น ปรับโฟกัส และกดชัตเตอร์รัวๆเพื่อบันทึกมุมมองที่ไม่มีใครเคยเห็นของผู้ชายที่ภายนอกดูแข็งกระด้างและอันตรายคนนี้
“นี่คุณ ดูสนิทกับพวกเขานะค่ะ” เธอเดินเข้าไปใกล้ หยุดหาคำพูดที่เหมาะสมขณะมองเขาพูดคุยหยอกล้อกับพวกเด็กๆ ด้วยภาษาท้องถิ่นอย่างเป็กันเอง
“ใช่ พวกเขาเป็ครอบครัวของผม”
อัมรันเงยหน้าขึ้นมองเธอรอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากหยักลึกและมันเป็รอยยิ้มที่ทอดยาวไปถึงดวงตาคู่คมเป็รอยยิ้มที่มนัสวีรู้สึกว่ามันคือของจริงยิ่งกว่าท่าทีเยือกเย็นหรือรอยยิ้มเ้าเล่ห์ยามที่เขาต้อนเธอให้จนมุมที่บาร์ของโรงแรม
เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าช้าๆ
“การเป็ชีคไม่ได้หมายถึงการนั่งอยู่บนบัลลังก์ทองคำเพื่อรับการสรรเสริญหรอกนะแคล”เขาตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและยื่นมือหนามาตรงหน้าเธอ
“แต่มันคือการเป็หลังคาให้กับคนที่ไม่มีที่ไปเป็โล่กำบังให้ผู้ที่อ่อนแอเลิกทำตัวเป็นักสังเกตการณ์ชั่วคราวแล้วมาช่วยผมทำงานหน่อยสิ คุณหนูแคล”
มนัสวียิ้มกว้างตอบรับคำท้าทายนั้นด้วยการวางมือบางลงบนฝ่ามือหนาที่หยาบกร้านของเขาทั้งคู่ช่วยกันแจกจ่ายสิ่งของที่บรรทุกมาเต็มท้ายรถหุ้มเกราะ ซึ่งประกอบไปด้วย:
มนัสวีทิ้งกล้องถ่ายรูปราคาแพงลงข้างกายชั่วคราวเธอไม่สนใจเื่การเก็บข้อมูลเพื่อนำไปแต่งนิยายอีกต่อไป ในนาทีนี้เธอคุกเข่าลงบนพื้นหญ้าที่ขึ้นแซมอยู่ใกล้แหล่งน้ำ เพื่อช่วยเด็กหญิงตัวเล็กๆผิวสีน้ำผึ้งคนหนึ่งใส่รองเท้าผ้าใบสีชมพูคู่ใหม่ที่เพิ่งได้รับมา
“ขอบคุณค่ะพี่สาวคนสวย”เด็กน้อยพูดภาษาท้องถิ่นพร้อมรอยยิ้มกว้างที่เผยให้เห็นฟันหลอมนัสวีแม้จะแปลความหมายของคำพูดไม่ออกแต่เธอสามารถััได้ถึงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งผ่านแววตาคู่นั้นเธอจึงลูบผมหยักศกของเด็กหญิงเบาๆ
ในจังหวะนั้นเองหัวหน้าเผ่าซึ่งเป็ชายชราที่มีใบหน้ากร้านแดดและเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาได้ก้าวเดินอย่างเชื่องช้าเข้ามาหาชีคอัมรันชายชราโค้งศีรษะลงต่ำสุดเพื่อแสดงความเคารพต่อผู้นำสูงสุดของแผ่นดินก่อนจะหันมามองมนัสวีที่กำลังเล่นกับเด็กๆ ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา
“ท่านชีค และหญิงต่างแดนผู้มีจิตใจงดงาม” ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเป็ภาษาถิ่นที่อัมรันต้องทำหน้าที่แปลให้มนัสวีฟังแบบประโยคต่อประโยค
“นางไม่ใช่เพียงแขกที่มาเยือนดินแดนที่ร้อนระอุแห่งนี้แต่นางคือแสงสว่างที่สะท้อนจากผิวน้ำมรกตในโอเอซิสของเราความเมตตาของนางคือแสงในดินแดนที่มืดมิดของเรา”
คำยกย่องที่งดงามราวกับบทกวีนั้นทำให้มนัสวีถึงกับอึ้งไปชั่วขณะเธอรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าและมั่นใจว่ามันไม่ใช่เพราะอุณหภูมิที่สูงลิ่วของแสงแดดยามบ่ายแต่เป็เพราะสายตาของชีคอัมรันที่ทอดมองมาที่เธอนั้น มันทำให้เธอเขินอายได้ชะงักนัก
ความหมายในดวงตาคมปลาบคู่นั้นไม่ได้มีเพียงความสงสัยในตัวตนของเธอหรือความอยากเอาชนะเหมือนตอนที่เขาบังคับให้เธอเรียกชื่อเล่นของเขาว่าราม อีกต่อไปแต่มันมีความชื่นชม ความหลงใหลและความอบอุ่นที่ลึกซึ้งแฝงอยู่จนคนถูกมองแทบจะหลอมละลาย
“ดูเหมือนว่าหัวหน้าเผ่าจะถูกคุณลวงตาเข้าให้อีกคนแล้วนะแคล”อัมรันก้าวเข้ามากระซิบข้างหูเธอ น้ำเสียงทุ้มพร่าของเขาแข่งกับเสียงลมขณะที่ทั้งคู่เดินเลี่ยงออกมายืนอยู่ริมแหล่งน้ำมรกต ปลีกตัวออกจากความวุ่นวาย“หรือบางที... คุณอาจจะเป็แสงสว่างจริงๆ อย่างที่เขาว่า”
“ถ้าฉันเป็แสงสว่างจริง ๆ” มนัสวีสูดลมหายใจเข้าลึกพยายามรวบรวมสติและเถียงกลับตามสไตล์คู่กัดที่มักจะต่อปากต่อคำกับเขาเสมอ
“คุณก็คงเป็พายุทรายที่คอยจะพัดกระหน่ำให้แสงของฉันดับอยู่ตลอดเวลาแหละค่ะท่านชีคจอมบงการ”
อัมรันไม่สะทกสะท้านกับคำค่อนแคะนั้นเขาขยับกายเข้ามาใกล้ขึ้นอีกใกล้จนเงาร่างสูงใหญ่ของเขาซ้อนทับเงาของเธอที่ทอดทาบลงบนผิวน้ำสีมรกตเบื้องล่างกลิ่นน้ำหอมบุรุษเพศผสมกลิ่นอายทะเลทรายของเขาโอบล้อมรอบตัวเธอ
“ถ้าอย่างนั้น” เขาโน้มใบหน้าลงมาจนชิดแววตาจริงจังและเปี่ยมไปด้วยความปรารถนา
“ผมก็จะภาวนาให้พายุทรายของผมพัดพาคุณไปในที่ที่ไกลแสนไกลไกลจนไม่มีใครตามหาเจอ ที่ที่มีเพียงผม และแสงสว่างของคุณเท่านั้น”
มนัสวีรีบก้มหน้าลงงุดมองสมุดบันทึกเล่มเล็กที่ยังคงว่างเปล่าในมือหัวใจของเธอเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เธอรู้ดีอยู่แก่ใจว่าข้อมูลสำหรับการเขียนนิยายในวันนี้คงไม่ได้มีแค่การพรรณนาฉากความงามของโอเอซิสซัคคาราอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่มันจะมีเื่ราวของผู้ชายอันตราย ผู้ชายที่ไม่ควรไว้ใจแต่กลับกำลังขโมยหัวใจของเธอไปทีละน้อยท่ามกลางเงาอันร่มรื่นของต้นอินทผลัมแห่งนี้
เื้ัความสงบสุข...เงาทมิฬกำลังคืบคลาน
ขณะที่ความรู้สึกระหว่างสองหนุ่มสาวกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันซาอีด องครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ ได้เดินเข้ามาขัดจังหวะด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเขาก้มศีรษะให้มนัสวีเล็กน้อยก่อนจะหันไปกระซิบรายงานผู้เป็นายด้วยเสียงแ่เบา
“ท่านครับ สายของเราจากตลาดมืดรายงานมาว่ากองโจรของจาร์กัลเริ่มเคลื่อนไหวแล้วครับ”ซาอีดรายงานถึงหัวหน้ากองโจรผู้โเี้ที่มักจะดักปล้นกองคาราวานและจับตัวผู้หญิงไปประมูลขายในตลาดมืด
“พวกมันรู้ตัวแล้วว่าเราเดินทางออกมาจากเมืองหลวงและกำลังระดมกำลังพลมุ่งหน้ามาทางทิศใต้ ใกล้กับเขตโอเอซิสแห่งนี้”
อัมรันกรามเป็สันั์ตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็ความดุดันและเยือกเย็นประดุจเพชฌฆาต
“เพิ่มกำลังอารักขารอบโอเอซิส จัดเวรยามตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง”อัมรันสั่งการเฉียบขาด
“และจำไว้ห้ามให้ผู้หญิงคนนี้คลาดสายตาพวกเ้าเด็ดขาด หากมีอันตรายใดๆ กล้ำกรายมาถึงตัวเธอ ข้าจะเอาชีวิตพวกเ้าแทน”
“รับทราบครับท่าน” ซาอีดรับคำสั่งก่อนจะถอยออกไปจัดกำลังพล
อัมรันหันกลับมามองแผ่นหลังบางของมนัสวีที่กำลังยืนเหม่อมองดวงอาทิตย์ที่กำลังคล้อยต่ำลงแตะขอบฟ้า เขาให้สัญญากับตัวเองในใจว่าเขาจะไม่ยอมให้แม่เสือดาวของเขาตกเป็เหยื่อของคนเถื่อนอย่างจาร์กัลเด็ดขาดไม่ว่าจะต้องแลกด้วยเืเนื้อของใครก็ตาม
เมื่อความมืดเข้าปกคลุมทะเลทรายอุณหภูมิที่เคยร้อนระอุก็ลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว กองไฟขนาดใหญ่เริ่มถูกจุดขึ้นที่ลานกว้างใจกลางโอเอซิสแสงไฟสีส้มสาดส่องกระทบใบหน้าของทุกคนที่มารวมตัวกันเสียงดนตรีพื้นเมืองและเสียงหัวเราะดังแว่วมาตามสายลม
มนัสวีปลีกตัวออกมานั่งอยู่บนโขดหินริมน้ำที่ค่อนข้างเงียบสงบเธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันบันทึกเสียงสายตาทอดมองไปยังเงาสะท้อนของดวงดาวนับพันล้านดวงบนผิวน้ำที่นิ่งสนิท
เธอกดปุ่มบันทึกเสียงเบาๆน้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความสับสนทว่าลึกซึ้ง
“บทที่ 5... หรืออาจจะเป็บทที่ 6 แล้วนะ... วันนี้ฉันได้เรียนรู้ว่า บางครั้งโอเอซิสอาจไม่ได้หมายถึงเพียงแค่แหล่งน้ำสะอาดที่ช่วยดับกระหายท่ามกลางความแห้งแล้งเท่านั้น...แต่มันอาจหมายถึงใครบางคนใครบางคนที่ทำให้เราลืมความโหดร้ายของโลกภายนอกไปจนหมดสิ้นใครบางคนที่พร้อมจะกางปีกปกป้องเราจากพายุทรายที่บ้าคลั่ง...”
เธอหยุดพักหายใจภาพใบหน้าของอัมรันตอนที่เขาลูบหัวเด็กน้อยและตอนที่เขาประกาศกร้าวว่าจะปกป้องเธอจากอันตราย ฉายชัดขึ้นมาในความทรงจำ
“...แม้ว่าในความเป็จริงแล้ว คนคนนั้น อาจจะเป็ตัวอันตรายที่สุดที่พร้อมจะพัดพาหัวใจของเราไปตลอดกาลก็ตาม”
เธอกดหยุดบันทึกเสียงปล่อยให้ความเงียบของโอเอซิสโอบกอดเธอไว้ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าในเงามืดหลังต้นอินทผลัมใหญ่ ร่างสูงสง่าของชีคอัมรันกำลังยืนทอดมองเธออยู่เงียบๆพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากรอยยิ้มของพายุทรายที่พร้อมจะโอบกอดแสงสว่างนี้ไว้ด้วยชีวิต