บทที่8 เข้าเมืองตัวเปล่า
ในที่สุดนกน้อยตระกูลอิงก็มีไม้ใหญ่ให้พึ่งพิง มู่ฮวาพาเด็กๆ กลับบ้านไปหลังจากนั้น เช้าวันนี้หนานชิงตัดสินใจว่าต้องพาลูกๆ เข้าเมืองเพื่อหาเสบียงมาเพิ่มเติม
ตอนนี้บ้านสกุลหยางไม่มีข้าวสารเหลือแม้แต่เมล็ดเดียวแล้ว
เ้าตัวโตเกือบจะโพล่งบอกบ้านสกุลอิง โชคดีที่เหมยลี่เตือนเอาไว้ได้ทัน ไม่งั้นบ้านอิงต้องคิดมากว่ากลายมาเป็ภาระเพิ่มขึ้นแน่ๆ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่หญิงสาว้าเลย
“คุณแม่คะ หนูพร้อมแล้วไปกันเถอะ… ไม่ชวนพี่สะใภ้ไปด้วยจริงๆ หรือคะ” เหมยลี่ะโออกมาจากห้องพร้อมหยิบเหลียงขึ้นสะพายหลัง เด็กสาวร่าเริงมากเพราะไม่ได้เข้าเมืองเลยนับั้แ่หิมะตกหนักเมื่อเดือนก่อน
“ยังก่อน ตอนนี้ยังไม่มีการสู่ขออย่างเป็ทางการ ่นี้ก็อย่าเพิ่งไปหามู่ฮวาล่ะอาเทียน”
“แต่มู่ฮวาาจะพาน้องๆ มากินช้าวที่บ้านเราใช่มั้ยครับ”
“ไม่ เดี๋ยวขากลับแม่จะให้เหมยลี่ไปส่งข้าวสารอาหารแห้งให้บ้านสกุลอิง หลังงานแต่ง เราถึงจะไปมาหาสู่บ้านอิงได้ตามปกติ” หนานชิงทำแบบนี้เพื่อช่วยปกป้องชื่อเสียงลูกสะใภ้ และจำเป็ต้องอธิบายให้ลูกชายได้เข้าใจ
“พี่ใหญ่อดทนอีกนิดเดียวก็จะได้อยู่บ้านเดียวกันกับพี่สาวมู่ฮวาตลอดไปแล้ว” เหมยลี่ตบไหล่พี่ชายตัวโตที่ตอนนี้แบกเหลียงขนาดใหญ่ไว้บนหลัง
“ว่าแต่คุณแม่คะ เข้าเมืองคราวนี้ไม่เอาอะไรไปฝากส่งให้พี่รองเหรอคะ” ถึงแม้ว่าหนานชิงได้ชื่อเป็หญิงร้ายกาจ แต่เธอเป็แม่ที่ดีมาก ลูกชายคนรองส่งเงินกลับบ้านมาทุกเดือน เธอก็ส่งของให้เขาทุกเดือนเช่นเดียวกัน
“ใช่ เดือนที่แล้วไม่ได้ส่งเพราะพายุหิมะ เดี๋ยวแม่ค่อยมองหาอะไรระหว่างทางไปยังสำนักงานส่งของก็ได้”
“พี่รองต้องดีใจมากแน่ๆ” เหมยลี่ยิ้มกว้าง กอดแขนพาแม่เดินออกจากบ้าน
“รอพี่ด้วยเ้าเล็ก” ิเทียนรีบปิดประตูบ้านให้สนิท วิ่งตามแม่ละน้องสาวไปราวกับว่ากำลังโดนทิ้ง
เดินออกจากหมู่บ้านมาสักพัก ิเทียนก็เอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“เราจะเดินไปเหรอครับ”
“ถ้าไม่เดินแล้วเธอจะไปยังไง หมู่บ้านเราอยู่ไม่ไกลจากเมืองเลยไม่มีรถรับส่งประจำทาง ของกองพลน้อย ถ้าไม่เดินก็ต้องรอรถที่ไม่รู้ว่าจะผ่านมามั้ย” ปกติหนานชิงมักจะรอรถประจำทาง แต่คราวนี้เธอมีแผนการในใจจึงไม่ได้รอ
“แต่ร่างกายของแม่ไม่ค่อยแข็งแรงนะคะ จะเดินไหวเหรอ” เด็กๆ เติบโตมาโดยรู้ว่าแม่มีร่างกายที่อ่อนแอป่วยง่าย
เมื่อพ่อหายตัวไปในสนามรบกลายเป็บุคคลหายสาบสูญ แม่ล้มป่วยอยู่เป็เดือน หลังจากนั้นก็ยังฮึดสู้ขึ้นมา ต่อสู้กับญาติๆ และคนเห็นแก่ตัวในหมู่บ้าน จนไม่มีใครกล้ารังแกพวกเขา นั่นคือเหตุผลที่หนานชิงได้รับฉายาว่าเป็หญิงร้ายกาจ เพราะหล่อนไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบนั่นเอง
“ให้ผมแบกแม่ดีกว่า” ว่าแล้วิเทียนก็มาคุกเข่าขวางตรงหน้าแม่บ่งบอกว่าเขาพูดจริง
“แม่ยังไม่แก่ขนาดนั้น” ถึงปากจะบอกแบบนั้น แต่เมื่อลูกชาย้ากตัญญูหนานชิงก็ไม่ขัดใจ ปีนขึ้นบนหลังเขาแล้วก็ออกปากว่า
“ไปสิ”
“...” ิเทียน
“...” เหมยลี่
“เดินตรงไป เดี๋ยวเราจะแวะเก็บของป่าไปขายด้วย” หนานชิงบ่ายเบี่ยงไปเื่อื่นเมื่อพบว่าลูกๆ เงียบไป พวกเขาคงคิดอะไรแปลกๆ กันอีกแล้ว
“ตรง แบบตรงเข้าป่าเลยเหรอครับแม่” ิเทียนเอ่ยถามอย่างสงสัยตามประสาคนซื่อ
“พี่ใหญ่ แม่ก็ต้องหมายถึงเดินไปตามทางสิคะ ใช่มั้ยคะแม่” เหมยลี่น้องสาวคนฉลาดยื่นศรีษะเข้าหามารดา บ่งบอกว่า ‘ลูบหนูสิ เด็กดีที่เข้าใจแม่ที่สุด’
“ใช่ น้องของลูกพูดถูก อาเทียนควรเอาอย่างอาเหมยบ้าง” หนานชิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม ลูบหัวเด็กน้อยสองทีแล้วผลักเบาส่งให้เ้าตัวเล็กเดินต่อ
“มางุ้งงิ้งอะไรกันอยู่ลับหลังผม” ิเทียนอดบ่นไม่ได้ เขาก็เป็ลูกชายที่ดีของแม่เหมือนกัน ยัยน้องจะแบกแม่แก่ได้เหมือนเขามั้ยล่ะ แต่เขาไม่มีทางพูดคำนี้ออกไปเด็ดขาดถ้ายังไม่อยากโดนแม่โกรธ
“เขาเรียกว่า ข้างหลังค่ะ ข้างหลัง” เหมยลี่แก้ประโยคคำผิดให้พี่ชาย
“นั่นแหละ มาทำอะไรกันอยู่ข้างหลังผม เหมยลี่เดินนำไปเลย”
เห็นพี่ชายงอนแล้วเหมยลี่ก็ทำปากยื่นเดินนำหน้าไป หนานชิงแอบขำกับท่าทางเหมือนเด็กไม่รู้จักโตของทั้งคู่ ถึงตอนอยู่ต่อหน้าคนอื่นจะเป็คนยังไง เด็กๆ ก็เป็เด็กเสมอในสายตาพ่อแม่จริงๆ
“อาเทียน” เดินมาสักพักหนานชิงก็พูดขึ้นอีกครั้ง “วางแม่ลงก่อน” ว่าแล้วก็ตบเบาๆ ที่ไหล่ของลูกชาย
“จะเข้าป่าเหรอครับแม่ ให้ผมแบกแม่ไว้ดีกว่า”
“แม่ไม่ได้แก่ขนาดนั้น” หนานชิงเอ่ยค้านอีกครั้ง ทำให้ิเทียนต้องวางแม่ลงก่อนที่แม่แก่ของเขาจะะโลงจากหลังเอง แน่นอนว่าเขาไม่มีวันเรียกแม่แบบนี้นอกความคิดเพราะยังอยากมีชีวิตอยู่
“ไหนคะแม่ ไปทางไหน” เหมยลี่ตื่นตาตื่นใจ นึกถึงอดีตที่แม่เคยพาเธอและพี่ชายเข้าป่า แต่หลังจากแม่ล้มป่วยก็แทบไม่ได้ไปไหนเลย อย่างมากเวลาลูกๆ มีเื่โดนรังแก ก็ถือไม้วิ่งไล่กวดเด็กอันธพาล ผู้ใหญ่อันธาลไปรอบหมู่บ้านเท่านั้นเอง
เหมยลี่รู้สึกเหมือนมีอะไรผิดปกติในความทรงจำของตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าอะไรที่ผิดปกติ
“มัวคิดอะไรไร้สาระ ตามแม่มา” หนานชิงหันไปมองลูกๆ ที่ตกอยู่ในความทรงจำเก่าก่อน ตัวเธอไม่ได้ออกจากบ้านนานแล้ว แต่เพราะในอดีตนั้นี้เีจะออกไปเท่านั้น ไม่ได้ร่างกายอ่อนแอถึงขนาดทำอะไรไม่ได้อย่างที่ลูกๆ คิด
“แม่รอผมด้วย เดินเร็วๆ สิตัวเล็ก แม่ยิ่งไม่ค่อยสบายเดี๋ยวก็สะดุดกิ่งไม้ล้ม ป่วยขึ้นมาอีกจะทำยังไง” ว่าแล้วิเทียนก็เดินเร็วๆ แซงหน้าน้องสาวไป ตามหลังแม่แก่ของเขาไปติดๆ
“...” เหมยลี่มองตามพี่ชายที่แทบจะเดินไม่ทันแม่ก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างผิดปกติจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าเป็ตรงไหน ช่างเถอะ
คิดแล้วก็วิ่งตามแม่และพี่ชายไปด้วยความยากลำบาก
“โอ้ย แม่คะรอด้วย หนูสะดุดกิ่งไม้ล้มเลย”
“เด็กโง่” ิเทียนหันไปเห็นน้องสาวกองอยู่บนพื้นก็วิ่งเข้าไปพยุง แล้วลากให้เดินตามเขาให้ทัน โชคดีที่แม่ชะลอฝีเท้าลงเขาและน้องสาวเลยเดินตามทันในเวลาไม่นาน
‘รู้สึกเหมือนมีบางอย่างไม่ปกติ’ ิเทียนมองแม่แล้วมองน้องสาว ก่อนจะยิ้มออกมา
“แม่ครับ เ้าเล็กเตี้ยมาก”
“พี่ใหญ่! แม่คะ พี่ใหญ่ล้อหนู ฮือ~” เหมยลี่งอแงเมื่อถูกล้อเื่ความสูงของตัวเอง
หนานชิงหันกลับไปมองลูกทั้งสองที่ล้อเลียนกันราวกับเด็กๆ ก่อนจะปิดปากหัวเราะหลังจากมองเห็นความสูงที่แตกต่างกันของทั้งคู่
“อาเทียนอย่าล้อน้อง เธอได้พ่อเลยสูงแบบนี้”
“แล้วหนูล่ะคะ” เหมยลี่ที่ตอนนี้ะโขึ้นเกาะหลังพี่ชายราวกับปลิง หันไปถามแม่ด้วยความคาดหวัง ราวกับเขียนไว้ที่หน้าว่า ‘หนูได้แม่มาใช่มั้ยคะ’
“เรามาถึงกันแล้ว” หนานชิงตัดสินใจเบี่ยงประเด็นออกไปเพื่อจะได้ไม่ต้องตอบคำถามให้ลูกสาวต้องเศร้า
‘ไม่เลยอาเหมยไม่เหมือนแม่สักนิด เหมือนพ่อทุกอย่างบนใบหน้า แต่ทำไมนะ…ส่วนสูงกลับได้แม่มา’
“...” เหมยลี่เห็นแม่หันไปทางลานกว้างที่มีผลไม้สีแดงอยู่เต็มพื้นไปหมดก็ได้แต่บ่นในใจ ‘แม่ไม่ตอบมันชัดเจนยิ่งกว่าแม่บอกหนูตรงๆ อีกค่ะ เอาเถอะหนูจะเป็ลูกที่ดี’ คิดแล้วก็ตอบรับอย่างร่าเริงเหมือนเดิม
“ว้าว เฉาเหม่ยเต็มเลย พี่ใหญ่นั่งลงเร็วเข้า”
“แต่มันเล็กไปหน่อย แบบนี้ทั้งเปรี้ยวแล้วก็ขม” ิเทียนเหมือนสังเกตเห็นนานแล้ว เขาเหวี่ยงน้องสาวลงจากหลัง จนก้นกระแทกพื้นดัง ปัก!
“พี่ใหญ่อ่ะ หนูเจ็บนะ”
“อย่ามัวงอแงเถอะ แม่ครับ เราจะเก็บพวกนี้ไปขายในเมืองเหรอครับ แต่มันไม่ค่อยอร่อย ปกติก็ขายไม่ได้ ยกเว้นแต่เอาไปทำถังหูลู่”
“แม่จะเก็บไปทำถังหูลู่เหรอคะ” เหมยลี่ลุกขึ้นปัดตูดปัดมือ มองพี่ใหญ่อย่างคาดโทษ ก่อนจะหันไปถามมารดาที่นั่งลงบนพื้นอย่างสงบ
“พวกลูกอาจจะลืมไปอีกแล้วว่าแม่มีพลัง” หนานชิงกลอกตาใส่ลูกทั้งสองคนที่ขยันลืมเหลือเกินว่าเธอมีพลังเทพๆ และมันเทพกว่าที่ลูกๆ คิดไว้มาก
“...” เด็กทั้งสองอ้าปากค้างเมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เพียงแค่มารดาเอื้อมมือออกไปวางไว้บนพื้นดินตรงหน้า พลันปรากฎภาพอัศจรรย์
ดงเฉาเหม่ย* (สตอเบอรี่) ตรงหน้ากลายเป็เหี่ยวเฉาฉับพลันก่อนจะเกิดขึ้นงอกใหม่ั้แ่เป็ต้นอ่อน เติบโตและยืนต้นสูงกว่าเดิม ผลิดอกออกผลโตๆ มาเต็มไปหมด จากผลสีขาวเปลี่ยนเป็สีแดงสุกงอม
“มัวยืนทำอะไรกันอยู่ เก็บเร็วเข้า เราจะสายแล้ว”
“แม่คะ??” เหมยลี่ชี้ไปตรงหน้า เพิ่งสังเกตเห็นว่าต้นไม้ข้างๆ ตนเองเติบโตขึ้นมาั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็ต้นพุทราจีนที่สุกพร้อมเก็บแล้ว
“แม่ครับ แม่ปลูกต้นไม้จนโตได้ขนาดนี้เลยเหรอ” ิเทียนหันไปโอบต้นพุทราจีน เขาพบว่าคนโอบไม่รอบราวกับมีอายุมากกว่าสามสิบปีแล้ว
“แม่พอจะทำได้ แต่ต้องพักผ่อนสักหน่อย” ว่าแล้วก็นั่งลงอิงต้นพุทราจีนทำทีเป็หลับตางีบพักผ่อน
“ชู่ว์ พี่ใหญ่อย่ากวนแม่เลยค่ะ เราแยกกันเก็บผลไม้ดีกว่า เอิ่ม…งั้นพี่เก็บพุทรา ฉันเก็บเฉาเหม่ยแล้วกัน”
“เธอเลือกงานสบายอีกแล้ว” ิเทียนมองน้องสาวอย่างรังเกียจ
“งั้นพี่จะให้ฉันใส่กระโปรงนี่ปีนต้นพุทรามั้ยคะ” เหมยลี่ตอกกลับพี่ชายด้วยสายตารังเกียจไม่ต่างกัน
“แหะๆ พี่ลืมมอง รีบๆ เก็บเร็วเข้าอย่าส่งเสียงดังให้แม่รำคาญ” ิเทียนเกาหัวแกรกๆ หัวเราะแห้งให้น้องสาว ก่อนจะเก๊กท่าเป็พี่ใหญ่ที่น่านับถือสั่งงานแล้วตนเองก็วางตะกร้าสะพายหลัง ก่อนจะปีนขึ้นไปบนต้นพุทราเพื่อเก็บเกี่ยว
“...” เหมยลี่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังรังแกพี่ชายตัวโตยังไงก็ไม่รู้ บอกทีว่าเธอยังเป็น้องสาวและลูกที่ดี
“...” หนานชิงรู้สึกว่าความคิดของลูกๆ เธอค่อนข้างแปลก แต่ไม่รู้ว่าแปลกตรงไหน พวกเขาชอบคิดอะไรแปลกๆ อยู่เสมอเลย
...talk...
ขอบคุณทุกคนที่เอ็นดูเด็กๆบ้านหยางนะคะ นี่แค่สองคนนะ ถ้าพี่รองหยางตงกลับมาจะขนาดไหน
นิยายสโลไลฟ์ + คลายปมอย่างช้าๆ คอยเฝ้ามองลูกๆเติบโตไปด้วยกันนะคะ
ละออขออนุญาตติดเหรียญแบบถาวร + ปั่นเล่มออกมาให้เร็วที่สุด
E-book ออกวันที่5-10พฤษจิกายนนี้ค่ะ