เมื่อได้ยินเช่นนั้นาาภูตที่กำลังจะกล่าวแก้ตัวออกมันรีบปิดปากของมันทันที ใบหน้าที่เหย่อหยิ่งของมันซีดลงในทันใด เวลานี้มันบินไปรอบๆมองไปทั่วทั้งสี่ทิศอย่างกับคนที่หวาดระแวง
หนิงเทียนที่มองดูท่าทีของมันถึงกับส่ายศีรษะในทันที
‘เ้าภูตตัวนี้ช่างกลิ้งกลอกนัก ถึงกับแสดงละครเช่นนี้ออกมา’ ก่อนที่หนิงเทียนจะได้กล่าวอะไร
น้ำเสียงที่เย็นเหยียดของาาภูตดังออกมา “คุณชาย...คุณชายข้าสัมผัมได้ถึงพลังของมารจันทรา”
เมื่อหนิงเทียนได้ยินน้ำเสียงของอู๋ชาง มันเริ่มที่จะแปรเปลี่ยนความคิดพร้อมกล่าวอย่างจริงจัง“มารจันทราคือใคร?”
“ไม่เป็ไปไม่ได้ ต้องไม่ใช่มัน าาผู้นี้เห็นมันตายไปกับตาตัวเอง” าาภูตพึมพำกับตนเองโดยไม่สนใจคำถามของหนิงเทียน
หนิงเทียนนั้นโมโหกับท่าทีของอู๋ชางที่ไม่ตอบคำถามมันมาก มันจึงได้เอ่ยถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเย็น “อู๋ชาง ข้าถามว่ามารจันทราเป็ตัวอะไร”
เมื่อกล่าวถึงมารจันทราน้ำเสียงที่เหย่อหยิ่งเสมอของาาภูตเปลี่ยนไป มันกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นและเย็น
“คุณชายมารจันทราหรือจักรพรรดิมารจันทราเป็ตัวตนจักรพรรดิาในยุคเดียวกับท่านหวงตี้”
ได้ยินเช่นนั้นคิ้วของหนิงเทียนขมวดเข้าหากันเป็ปมมันกล่าวออกอย่างระวังว่า
“เ้าบอกว่าจับััของตัวตนเช่นนั้นได้”
“ต้องไม่ใช่มันแน่นอนคุณชาย ตัวตนของมันตกตายไปหลายหมื่นปีแล้ว มันไม่มีทางจะฟืนจากความตายได้แน่”
“แต่เ้าััได้ถึงพลังของมันหมายความว่าอย่างไร”
าาภูตครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ “าาเองก็ไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไร แต่ต้องเป็ััิญญาของมันแน่ าาผู้นี้ไม่มีวันลืมััของมันเป็อันขาด”
หนิงเทียนมองไปยังท่าทางของอู๋ชางไม่บ่อยครั้งเลยที่มันจะแสดงท่าทีวิตกเช่นนี้ออกมา
“จักรพรรดิมารจันทราอะไรนั้นแข็งแกร่งถึงขนาดที่ทำให้เ้าหวาดกลัวได้?”
“คุณชายมารจันทราเป็จักรพรรดิที่ท่านหวงตี้ใช้เวลาปราบถึง49วัน49คืน
1ใน10ส่วนของพื้นที่รอบนอกเป็น้ำทะเลก็เพราะผลมาจากการต่อสู้ของพวกเขาทั้งสอง”
“แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น อู๋ชางเ้าััถึงจิติญญามันได้ที่ใด”หนิงเทียนที่ได้ฟังเช่นนั้นถึงกับร่างกายเย็นเฉียบขึ้นมาทันที
าาภูตหลับตาลงปราณบริสุทธิ์ภายในตัวมันแพร่ออกมาเพียงชั่วครู่มันเปิดตาลง
“จิตของมันอยู่ภายในกระโจมมนุษย์ตัวเหม็นที่เป็หัวหน้าขบวน คุณชาย ขอให้ข้าไปไขข้อข้องใจนี้ด้วยเถอะ”
“จงไป แต่จงจำไว้ อย่าได้เปิดเผยตนเองและถ้ามีอันตรายใดๆอย่าได้กระทำโดยพละการเด็ดขาด ” สิ้นเสียงของหนิงเทียนาาภูตหายตัวไปราวกับอากาศ
ในขณะที่หนิงเทียนกำลังครุ่นคิดถึงเื่มารจันทราอยู่ มันได้หยิบเนื้อแรดหลังเหล็กออกมาจากแหวนมิติ ทันทีที่หนิงเทียนกำลังจะนำชิ้นเนื้อเข้าปาก มันได้ยินถึงเสียงฝีเท้าของคนผู้หนึ่ง
ชั่วครู่ก็ปรากฏร่างของหลี่เฟิงในสายตา มันเดินมาหาหนิงเทียนอย่างรวดเร็วและกล่าวว่า“น้องชายหนิงข้ามาตามเ้า เปาเปาได้ทำอาหารจากเนื้อสัตว์ป่าระดับสองพวกเราไปกินด้วยกันเถอะ”
หนิงเทียนกล่าวตอบด้วยความขอบคุณ “ตัวข้าพอมีเนื้อแห้งติดตัวมาบ้างไม่ขอรบกวนพวกท่าน”
“อย่าได้กล่าวเช่นนี้กับพวกเรา เ้าไม่ได้รบกวนอะไรพวกเราทั้งนั้น ไป เราไปกัน”
หลี่เฟินดึงแขนหนิงเทียนไปทันที
หนิงเทียนระบายลมหายใจออกในความคิด ‘ข้านั้นกำลังจะกินเนื้อสัตว์อสูรขั้นที่3 แต่พวกเ้ากับลากข้าเพื่อไปกินเนื้อสัตว์ป่า’
ที่สุดแล้วหนิงเทียนจึงพยักหน้าและกล่าวว่า “เช่นนั้นพวกเราไปกัน”
มันเก็บเนื้อแรดหลังเหล็กอย่างรวดเร็ว เวลานี้มีเื่ของมารจันทราเข้ามา มันไม่้ากลายเป็จุดสนใจจนกว่าจะไขข้อข้องใจนั้นได้
“ทางนี้หลี่เฟิง หนิงเทียน” ราวกับละครที่กำลังฉายภาพซ้ำ เสียงะโนั้นดังมากจากเปาเปาเหมือนกับคร่าแรกที่พวกมันพบเจอกันไม่ผิดเพี้ยน
ทั้งสองส่ายศีรษะและอดที่จะยิ้มออกไม่ได้พวกมันทั้งคู่เดินไปยังเปาเปาทันที
“แท๊นแทนน นี้คือเนื้อกวางหิมะ สัตว์ป่าขั้นที่2 ที่พี่ใหญ่หลานล่ามา”เปาเปากล่าวออกด้วยความภาคภูมิ
“เปาเปา เหตุใดเ้าต้องแบ่งให้คนนอกด้วย”เสียงของเหลียวเหยียนดังออกมาจากกลุ่มที่นั่งผิงไฟอยู่
“คนนอก? รองหัวหน้าเหลียวหมายถึง” เปาเปาถามออกอย่างไม่รู้
“ใช่เ้าเด็กมนุษย์นั้น มันไม่ได้ทำประโยชน์อันใดให้กลุ่มเราเลย ที่พี่ใหญ่หลานให้เมตตาช่วยคุ้มครองมันก็นับว่าบุญแล้ว เหตุใดยังคงต้องแบ่งเนื้อกวางหิมะที่ทั้งชีวิตของมันก็ไม่มีปัญญาล่าเองได้ ให้แก่มันด้วย”
ได้ยินคำกล่าวเช่นนั้น ความไม่พอใจบังเกิดขึ้นภายในใจของหลี่เฟิง
“รองหัวหน้าเหลียว น้องชายหนิงเป็สหายของข้า หาใช่คนนอกไม่”
“หลี่เฟิง เ้ากล้าไม่ให้ความเคารพข้า ข้าเป็ถึงรองหัวหน้า เ้าเป็เพียงแค่คนในกลุ่มเท่านั้น” เหลียวเหยียนตะหวาดเสียงดัง ด้วยเสียงที่ดังของมันนั้นทำให้คนอื่นๆหันมามองเป็สายตาเดียวกัน
“เอาละ พอได้แล้ว เหลียวเหยียน เ้าเป็ถึงรองหัวหน้าต้องใจกว้างกว่านี้หน่อย”หลานเหลียงกล่าวเชิงตำหนิออกไป
ได้ยินคำตำหนิของพี่ใหญ่หลานทำให้เหลียวเหยียนนั้นเปี่ยมไปด้วยโทสะ
มันรู้สึกเสียหน้าเป็อย่างมาก “พี่ใหญ่หลานข้าขอตัว ข้าไม่อาจกินอาหารร่วมกับพวกมนุษย์ชั้นต่ำได้ เปาเปา เอาเนื้อกับสุรามาให้ข้า”
เมื่อเหลียวเหยียนรับเนื้อกับสุรามาแล้วมันกล่าวออกเสียดัง “พวกเราไป กลุ่มของเหลียวเหยียนสิบกว่าคนเดินออกจากกองไฟไปทันที เมื่อกลุ่มปัญหาออกไปหมดแล้วเวลานี้พวกที่เหลืออยู่นั้นทั้งกินและร้องรำกันอย่างสนุกสนาน
เวลาผ่านไปชั่วพักใหญ่ เสียงของชายหนุ่มด้านข้างหลานเหลียงดังขึ้น “พี่ใหญ่หลาน นั้นผู้คุ้มกันโจวกำลังเดินมา”
ชายฉกรรณ์คนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาในกลุ่มที่หนิงเทียนอยู่ มันสวมใส่ชุดนักรบเต็มเครื่องแบบ
ผู้คุ้มกันโจวอายุประมาณ40-50ปี เขาเป็ผู้คุ้มกันที่อยู่กับหัวหน้าเกามานาน แม้เขาจะอยู่ในระดับองครักษ์ขั้นกลาง แต่เนื่องจากเขาเป็คนสุภาพทุกคนในกอง คาราวานจึงให้ความเคารพแก่เขาเป็อย่างสูง
“หัวหน้าหลาน ท่านเกาซุนเชิญกลุ่มของพวกท่านไปร่วมกินมื้อเย็นกับพวกเรา”ผู้คุ้มกันโจวกล่าวเชิญอย่างอบอุ่น
“รบกวนเกินไปแล้ว ผู้คุ้มกันโจว พวกเราเตรียมอาหารมาเองบ้าง ยิ่งกว่านั้นพวกเรามีจำนวนมาก ข้าเกรงว่าจะเป็การรบกวนท่านเกาเสียมากกว่า” หลานเหลียงปฎิเสธอย่างสุภาพ
“หัวหน้าหลาน ท่านเกรงใจเกินไปแล้ว พวกเรานั้นร่วมงานกันมานานอีกทั้งท่านเกาอยากเลี้ยงอาหารขอบคุณที่พวกท่านได้ทำงานอย่างหนักและยัง้าสนทนาเื่การเดินทางข้างหน้าด้วย” ผู้คุ้มกันโจวกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เช่นนั้นต้องรบกวนท่านแล้ว”หลานเหลียงกล่าวอย่างสุภาพพร้อมทั้งสั่งการออกไป
“เปาเปา เ้าไปตามเหลียวเหยียนมา”
ขณะเดียวกันมันหันไปกล่าวกับลูกน้องคนอื่นๆ “พวกเ้าจงดื่มกินกันให้สนุกอยู่ที่นี้”
หลานเหลียงตัดสินใจไม่พาพี่น้องทั้งหมดของมันไป มันพาไปเฉพาะคนสำคัญอย่าง เหลียวเหยียน หลี่เฟิงและเปาเปาเท่านั้น
สำหรับหนิงเทียนมันมิได้มีความ้าที่จะพาไปแต่ด้วยคำขอร้องของหลี่เฟิงที่กล่าวอ้างในเื่ความปลอดภัย จึงทำให้หลานเหลียงพาหนิงเทียนไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้
‘เหตุใดพี่ใหญ่หลานถึงเอาเ้าเด็กนี้ไปด้วย’ ภายในใจของมันนั้นเกิดความไม่พอใจนัก แต่มันก็ไม่กล้ากล่าวคำพูดใดออกมา ต่อหน้าผุ้คุ้มกันโจว นั้นมันยังให้ความเคารพพี่ใหญ่มันเป็อย่างมาก
ในขณะที่หนิงเทียนกำลังเดินตามกลุ่มของผู้นำโจวไป ชั่วพริบตาร่างของาาภูตปรากฎขึ้นภายในแขนเสื้อของมัน
หนิงเทียนส่งเสียงด้วยลมปราณอย่างแ่เบา‘อู๋ชางได้เื่ว่าอย่างไร’
‘คุณชาย จิติญญาของมารจันทราที่ข้าััได้นั้น มันเปล่งออกมาจากกล่องเหล็กจงหลี’
‘กล่องเหล็กจงหลีคือ?’
‘คุณชาย มีคำเล่าลือกันว่าจักรพรรดิมารจันทราได้ทิ้งมรดกบางอย่างไว้ในกล่องเหล็กจงหลีก่อนที่จะไปต่อสู้ตัดสินเป็ตายกับท่านหวงตี้’
‘แต่มีบางเื่ที่าาผู้นี้ยังติดใจอยู่ด้วยของสำคัญเช่นนี้เหตุใดมนุษย์หน้าโง่ถึงใช้ผู้คุ้มกันที่มีพลังต้อยต่ำแค่แดนแห่งปราชญ์’
‘นี้ไม่ใช่เื่แปลกอะไร ถ้าเ้าใช้ผู้คุ้มกันที่แข็งแกร่งไม่เท่ากับเป็การเปล่าประกาศออกไปหรือว่าเ้ากำลังขนของที่สำคัญมาก
อีกอย่างข้ามั่นใจว่าพวกมันเองก็ยังไม่รู้ถึงความเป็มาของกล่องเหล็กจงหลีนั้น’
หลี่เฟิงที่เห็นถึงท่าทีเหม่อลอยของหนิงเทียนจึงะโเรียกด้วยความเป็ห่วง“น้องชายหนิง น้องชายหนิง เ้ากำลังคิดอะไรอยู่”
หนิงเทียนส่ายศีรษะเล็กน้อย“ไม่มีอะไร ข้าเพียงคิดไปเรื่อยเปือยเท่านั้น”
กลุ่มของหนิงเทียนมาถึงกลุ่มขบวนคาราวานของเกาซุนที่กำลังล้อมกองไฟ ดื่มกินสุรากันอย่างสนุกสนาน บางคนหยิบเนื้อปรุงสุกมาเคียวกันอย่างอร่อย
เกาซุนมองไปยังหลานเหลียงพลางยิ้มแล้วกล่าว “นั่งลงสิ”
“ขอบคุณหัวหน้าเกาที่เชื้อเชิญ” หลานเหลียงประครองมือแสดงความเคารพ
เมื่อผู้คุ้มกันโจวนำกลุ่มหลานเหลียงมาถึงแล้วมันได้เดินจากไปอย่างเงียบๆ
‘คุณชายกล่องจงหลีอยู่ภายในตัวมนุษย์ตัวเหม็นผู้นี้’เสียงของาาภูตดังขึ้นข้างหูของหนิงเทียน
ได้ยินเช่นนั้น หนิงเทียนหรี่ตายลงเล็กน้อยก่อนจะจับจ้องไปยังเกาซุน มันส่งเสียงผ่านลมปราณออก‘เวลานี้ลืมเื่ของกล่องจงหลีไปก่อนคืนนี้พวกเราจะตัดสินใจเกี่ยวกับมันอีกครั้ง’
มันสั่งการอู๋ชางอย่างระวังก่อนที่จะละสายตายังกลุ่มของเกาซุน
ในกลุ่มของเกาซุนนั้นเต็มไปด้วยผู้คุ้มกันแดนองครักษ์มากมายอีกทั้งยังมีบุคคลในดินแดนแห่งปราชญ์รวมอยู่ด้วยนับสิบคน
แต่ทั้งเกาซุนและผู้คุ้มกันคนอื่นๆต่างทำตัวเป็กันเองกับกลุ่มของหลานเหลียงอย่างไม่ได้ถือตัวอะไร
ดังนั้นพวกเขาทั้งหมดจึงดื่มกินอย่างสบายใจ ไม่ได้มีอาการเคอะเขินแต่อย่างใด
เนื้อสัตว์อสูรตรงหน้าพวกมันเป็สัตว์ป่าขั้นที่2ทั้งนั้น เนื้อกวางหิมะ เนื้อไก่ฟ้า
แม้กระทั่งเนื้อกระต่ายเทาที่เป็อสูรลมปราณขั้น1ก็ยังมีให้กินอย่างเหลือเฟือ
เนื้อชั้นดี มากมายวางอยู่ตรงหน้าให้เลือกทานอีกทั้งยังมีสุราใบสายฟ้า สุราลมหวน แม้พวกมัน จะได้ชื่อว่าเป็สุราแต่สรรพคุณของมันเทียบเท่ากับสมุนไพรในระดับโลกที่2
เวลานี้หนิงเทียนนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างหลี่เฟิงและเปาเปา โดยมีหลานเหลียงและเหลียวเหยียนนั่งอยู่ที่ด้านหน้าของพวกมัน
พวกมันทั้งหมดได้นั่งดื่มกินสุราและเนื้อสัตว์อย่างเอร็ดอร่อย ในระหว่างมื้ออาหารนั้น
เสียงฝีเท้าของผู้คุ้มกันโจวก็ได้นำคนนับสิบเดินมาตรงยังกลุ่มของเกาซุน
ผู้คุ้มกันโจวกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นอย่างเป็กันเอง “นายน้อยซิน เชิญ ท่านเกาซุนกำลังรอพวกท่านอยู่”
“ในเมื่อท่านเกาให้เกรียติพวกเราเช่นนี้ วันนี้ข้าจะละเว้นกฎให้พวกเ้าได้ดื่มสุราระหว่างปฎิบัติหน้าที่สักวัน”น้ำเสียงอันภาคภูมิดังมาจากบุรุษที่ถูกเรียกว่านายน้อยซิน
ในขณะที่หลี่เฟิงมองไปยังกลุ่มของผู้ที่กำลังเดินมานั้น มันกล่าวออกด้วยเสียงจริงจัง “น้องชายหนิงเ้าอย่าได้อยู่ห่างข้า พวกที่กำลังมานั้นเป็กลุ่มของสำนักไป๋หลง”
เมื่อกลุ่มดังกล่าวมาถึง ผู้คุ้มกันโจว แสดงความเคารพแก่เกาซุนและหันไปยิ้มให้กับหลานเหลียงที่กำลังนั่งอยู่
เกาซุนมองไปยังกลุ่มผู้มาใหม่ สายตาของมันมองไปยังบุรุษที่สง่างามมันจับจ้องราวกับกำลังพิจาณาอะไรอยู่ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ประกายแสงสีขาวแห่งฉางผิง สง่างามสมบุรุษเป็อย่างคำเล่าขานมิผิดเพี้ยนไปเลย”
“ท่านเกา ท่านกล่าวชมเกินไปแล้ว”มันก้มศีรษะรับคำชมเล็กน้อยก่อนจะกล่าวให้ผู้ติดตามมันนั่งลง
ชายหนุ่มวัยเยาว์ที่ยืนอยู่ด้านข้างซินเฉาตลอดเวลาสายตาที่ประดุจดวงตาจองจิ้งจอกจับจ้องไปยังกลุ่มของหลานเหลียงพร้อมกล่าวขึ้นมา
“ผู้เฒ่าโจว เหตุใดกลุ่มกันภัยชั้นต่ำเช่นนี้ถึงได้มาร่วมกินอาหารกับพวกเราด้วย?”
ผู้คุ้มกันโจวกล่าวอย่างใจเย็น “คุณชาย จ้าวหยาง ท่านหลานเป็หัวหน้ากลุ่มคุ้มตระกูลหลานที่มีชื่อเสียงไม่แพ้สำนักคุ้มภัยไป๋หลง”
“บัดซบตาแก่โจว กล้าเปรียบเทียบสำนักคุ้มภัยของพี่ชายข้ากับเปาเปียวชั้นต่ำเช่นนี้ได้อย่างไร”
จ้าวหยางคำรามอย่างเดือดดาลมันไม่ได้ให้เกรียติผู้าุโอย่างผู้คุ้มกันโจวเลยแม้แต่น้อย มันยังหันไปกล่าวต่อกับเกาซุนว่า “อาเขยเหตุใดถึงให้พวกชั้นต่ำเช่นนี้มาร่วมรับประทานอาหารกับพวกเรา”
หลานเหลียงยังคงสงบท่าทีของมันไว้แม้จะโดนดุถูกจากเด็กหนุ่มคราวลูกเช่นนี้
เกาซุนขมวดคิ้วพร้อมกันเอ่ยปรามในความยโสของจ้าวหยาง “จ้าวหยาง อย่าได้เสียมารยาทกับผู้าุโ”
“อาเขย ข้าพูดอันใดผิดไป ตระกูลหลานนั้นเป็เพียงตระกูลชั้นกลางเท่านั้น”
ตระกูลขนาดกลางแม้จะมีอำนาจมากขนาดไหนก็ตาม แต่มันไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกับสามตระกูลใหญ่อย่างจ้าว ซางและมู่ได้
มันมีความแตกต่างอย่างมากระหว่างตระกูลระดับสูงและตระกูลชั้นกลาง
ตระกูลชั้นกลางส่วนมากจะมาจากตระกูลชั้นต่ำที่เคยเป็อาณัติของตระกูลใหญ่เมื่อพวกมันทำงานอย่างหนักจนได้รับอิสระภาพแล้ว มันจึงเรียกตัวเองว่าเป็ตระกูลชั้นกลาง
เกาซุนได้แต่ส่ายศีรษะ แม้ว่าตัวมันจะเป็ผู้พิทักษ์แดนฟ้าแต่อีกสถานะหนึ่งของมันก็ยังเป็บุตรเขยแห่งสกุลจ้าวอยู่ด้วย
หนิงเทียนนั้นจำได้แต่บุรุษชุดขาวที่แสดงกายกรรม กำราบสัตว์ลมปราณขั้นที่1เมื่อกลางวันได้
แต่มันไม่รู้จักเด็กหนุ่มที่มีดวงตาจิ้งจอกที่กำลังกล่าววาจาโอหังอยู่ตอนนี้มันจึงกระซิบถามไปยังหลี่เฟิง “เ้าเด็กนั้นเป็ใคร”
“มันคือจ้าวหยาง บุตรชายคนเล็กของตระกูลจ้าวหนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งฉางผิง”
จ้าวหยางหันไปตามเสียงซุบซิบของหลี่เฟิงกับหนิงเทียนพร้ะโกนออกมา
“อ้าว!! นั้นมันสหายเก่าข้านี้นา ไอ้ขยะหลี่เฟิง”มันกล่าวออกด้วยน้ำเสียงดูถูก
“บัดซบ จ้าวหยางว่าใครเป็ขยะ”หลี่เฟิงที่ปกติเป็คนใจเย็นนั้นถึงกับยืนขึ้นทันที
จ้าวหยางไม่ได้สนใจกับท่าทีของหลี่เฟิงมันเพียงปลายตาผ่านไปยังหนิงเทียนทันที
เมื่อมันจับจ้องไปยังหนิงเทียนมุมปากของมันเหยียดยิ้มอย่างดูถูก
พร้อมทั่งเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงขบขัน “ฮ่าๆ เป็การรวมกลุ่มของพวกชั้นต่ำจริงๆ ถึงขนาดมีพวกแดนมนุษย์อยู่ในกลุ่ม
ข้านั้นไร้ซึ่งคำกล่าวใดๆอีกแล้ว”จ้าวหยางหัวเราะเยาะเสียงดัง
ก่อนที่จะกล่าวสั่งคนของมัน “ไล่มันออกไป พวกชนชั้นทาสที่ไม่มีแม้แต่ปัญญาจะได้เห็นทักษะบ่มเพาะ เหตุใดถึงมีสิทธิ์มานั่งร่วมวงกับชนชั้นสูงเช่นข้า”
ได้ยินเช่นนั้นดวงตาของหนิงเทียนมืดลง จิตสังหารปะทุอยู่ภายในใจ สองมือของมันนั้นเย็นเหยียบเฉกเช่นน้ำแข็ง
ในขณะที่มันจะก้าวออกไปข้างหน้ากลับมีร่างของบุรุษผู้หนึ่งปรากฎตรงหน้ามัน
หนิงเทียน “…..”
เป็อีกครั้งที่หลี่เฟิงมายืนอยู่เบื้องหน้าของหนิงเทียนมันกล่าวออกด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“จ้าวหยางนี้คือน้องชายของข้า ไม่ใช่ทาสอย่างที่เ้ากล่าวมา” ตัวของหลี่เฟิงเวลานี้เต็มไปด้วยความโทสะ
จ้าวหยาง ยิ้มเยาะ “ข้าจะเตือนเ้าในฐานะที่เราเป็ศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันสักเล็กน้อย
เกี่ยวกับพวกชั้นต่ำนี้ เ้าไม่ควรที่จะมีส่วนร่วมกับพวกมัน มันจะไม่คุ้มค่า ถ้าหากเ้าสูญเสียชีวิตของเ้าเพื่อขยะอย่างพวกมัน”น้ำเสียงของจ้าวหยางเต็มไปด้วยความโอหัง
ซินเฉาที่มองดูเหตุการณ์อยู่ด้านหลังมันมีท่าทีที่เรียบเฉยเป็อย่างมาก
โดยปกติแล้วจ้าวหยางนั้นให้ความเคารพแก่มันมาก
เพียงแค่มันเอ่ยปากออก ก็สามารถยุติเื่ราวผิดใจกันได้ทันที แต่ทว่าเื่นี้เกี่ยวข้องกับ กลุ่มกันภัยตระกูลหลาน ทำให้มันไม่อาจมองข้ามได้
กลุ่มกันภัยตระกูลหลานนั้นมีชื่อเสียงอย่างมากใน่4-5ปีมานี้ เนื่องจากหลานเหลียงเป็คนมีฝีมือคิดอ่านกว้างไกลรู้จักในการใช้คนและที่สำคัญค่าใช้จ่ายในการจ้างงานยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก
ส่งผลให้ทุกๆงานคุ้มกันของของเมืองฉางผิง ตลอดยังชนเผ่าบริวารไม่ได้ถูกผูกขาดโดยสำนักคุ้มภัยไป๋หลงเหมือนเช่นเดิมอีกต่อไป
มันจึงไม่มีความคิดที่จะห้ามปราบจ้าวหยางเลยแม้แต่น้อย เป็การดีเสียอีกที่จะให้จ้าวหยางฉีกหน้าพวกตระกูลหลานเสียบ้าง
หลี่เฟิงคำรามออกมา “จ้าวหยาง วันนี้ข้าจะทำให้เ้าถอนคำพูดให้ได้”
“ฮ่าๆเดรัจฉานตัวนี้กำลังล้อข้าเล่น?”
พวกมันทั้งสองเป็ผู้เยาว์มีพลังบ่มเพาะอยู่ในแดนองครักษ์ขั้น4เหมือนกันทั้งยังมีอายุเท่ากันด้วย พวกมันจึงถืออีกฝ่ายเป็ศัตรูที่ไม่อาจหายใจร่วมกันได้
พวกมันทั้งคู่เร่งพลังปราณพุ่งเข้าใส่กันอย่างรวดเร็ว หมัดของทั้งสองปะทะกลางอากาศ
จ้าวหยางเหยียดยิ้มอย่างมีความสุข “เ้าโง่เอ่ย...”
สิ้นเสียงมันเร่งพลังปราณมากขึ้นกว่าเดิมกลิ่นอายของมันเวลานี้ของมันอยู่ในแดนองครักษ์ขั้น5ส่งผลให้หมัดของหลี่เฟิงถูกกระแทกกลับอย่างรุนแรง
จ้าวหยางยิ้มอย่างโเี้ ด้วยหมัดที่สองของมันนั้นหมาย้าให้หลี่เฟิงกลายเป็ผู้พิการไปตลอดชีวิต มันยิ้มออกอย่างชั่วร้ายและต่อยหมัดที่สองไปที่กลางอกของหลี่เฟิง
ก่อนที่หมัดของจ้าวหยางจะเข้าปะทะกับหน้าอกของหลี่เฟิงเพียงชั่วเสี้ยววินาที
ลดราคาพิเศษสุด ติดต่อ Facebook ภพทนันท์ นักเขียน ข้ามกำแพง เพิ่มเพื่อนแล้ว ทักมาหาผมได้เลย
ตัวหนังสือในกลุ่มอ่านง่ายกว่านี้ และ สนุกกว่านี้ รับประกัน100%