มันเป็คืนที่ฟ้าฝนกระหน่ำหนัก สาดซัดกระจกหน้าต่างของโรงพยาบาลจนบรรยากาศสลัวหม่น
“เ้านายครับ...”
ทนายวิกรมก้มลงแจ้งข่าวข้างหูชายผู้นอนซมบนเตียงฟังความจากน้ำเสียงราบเรียบแ่เบานั้นแล้วคุณไมตรีพลิกตัวหันหลังซ่อนน้ำตาที่หยดข้างหมอน
“ไอ้จ่าง...แกจากข้าไปอีกคนแล้ว”เสียงขาดห้วงรำพึงคลอสะอื้น “ทำไมเป็ข้าอีกแล้ว...ยังได้หายใจอยู่”
ทนายผู้นี้รีบรุดเดินทางจากปักษ์ใต้หลังทราบข่าวว่าเพื่อนรักของเ้านายเสียชีวิตกะทันหันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์
เงียบงันพักใหญ่คุณไมตรีโพล่งว่า้าแก้ไขพินัยกรรมฉบับที่ตระเตรียมไว้นานแล้วทั้งนี้หวังว่ามันจะช่วยกำกับให้เป็ไปตามปรารถนาแรงกล้าให้จงได้ทนายวิกรมประเมินด้วยสายตา เ้านายอาการทรุดเพียบไปมากจึงทักท้วงให้ห่วงสุขภาพก่อนทว่าพะวงล้ำลึกดูจะช่วยขับพละกำลังให้ผู้ป่วยคิดกลั่นกรองเสริมความรัดกุมของพินัยกรรมทนายผู้ติดตามนายมายาวนานจึงได้แต่จดเงื่อนไขเพิ่มเติมตามความประสงค์
รุ่งเช้าทนายรับหน้าที่นำทายาทคนเดียวของคุณไมตรีมาพบยังห้องพิเศษของโรงพยาบาลใจกลางกรุงเทพมหานครแห่งนี้ขณะนี้หนุ่มน้อยรูปสวยมายืนข้างเตียงคนเจ็บแล้ว
“คุณอ้วนมาแล้วครับเ้านาย”
ภารินธรได้ยินคุณอาทนายรายงานต่อบิดาเช่นนั้นเขานึกฉงนแต่คิดได้ว่าน่าจะเป็ธุระสำคัญ เพราะปกติเขามาหาพ่อที่นี่แทบทุกวันอยู่แล้วจากนั้นทนายออกจากห้องไปให้เ้านายกับบุตรชายอยู่กันตามลำพัง
ร่างเปลี้ยบนเตียงเอ่ย“ดูแลหนูจ้าให้พ่อนะลูก ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นต้องดูแลน้อง”
แค่คำแรกเด็กหนุ่มก็สะท้านเนื้อตัวเย็นเยียบแม้ยังอ่อนเดียงสาต่อทุกข์โศกบนโลก เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่านี่อาจเป็ ‘คำสั่งเสีย’ ที่รินจากใจผู้กำลังจะจากไป
พ่อยกมือโรยแรงลูบหัวลูกชายหมายจะมอบความอบอุ่นปลอบโยนฝ่ามือเย็นชืดค่อยคล้อยลงจับมือลูกชายให้กางรับสิ่งหนึ่ง กอบกุมมือเขาให้กำมันไว้แล้วซบหน้าร่ำไห้กับหลังมือนั้น
เด็กหนุ่มรู้สึก...น้ำตาพ่อไหลเป็ทางลงหลังมือ
“อย่ากลัวชะตาชีวิตที่พ่อมอบให้ในวันนี้พ่อเชื่อว่าวันหน้าลูกจะพบทางที่งดงามของมัน”
เขาค่อยค่อยคลายฝ่ามือดูสิ่งที่รับมอบมามันเป็แหวนงามอ่อนช้อย มองแวบเดียวก็รู้ว่าแหวนวงน้อยสำหรับผู้หญิงสวมเท่านั้นสายตาที่มองกลับยังบิดาจึงฉายรอยงุนงงหากแต่แววตาที่อ่อนล้าจนน่าใจหายของพ่อกลับเปล่งประกายชีวิตเรืองกล้าบ่งความมุ่งมั่นมองสะกดสายตาลูกชายแน่วนิ่ง ถ้อยคำพรั่งพรูบอกเหตุผลที่มอบแหวนก่อนข่มหางเสียงเคล้าสะอื้นกล่าวต่อ
“ทำตามที่พ่อขอนะลูกสัญญากับพ่อ”
ลูกชายพิศหลังมือเปื้อนอาบน้ำตาพ่อแม้สับสนกับถ้อยคำที่ราวจะเพ้อนั้น แต่ก็ซึมซาบความเศร้าลึกซึ้งได้พอ ๆกับถ้อยคำฝากฝังและสัญญาที่ขอ
“คนเราหากไม่รู้จักซาบซึ้งคุณความดีที่ผู้อื่นมอบแก่เราจะไม่เหลือความดีให้กับตัวเองด้วย ลูกอาจสงสัยว่าทำไมต้องร่วมแบกรับเื่ของพ่อแต่จงรู้ไว้ ลูกจะไม่มีชีวิตเหมือนในวันนี้หากไม่ใช่เพราะลุงจ่างแม้แต่...ชีวิตพ่อเอง ลุงจ่างก็... ก็รักษาไว้ให้ แล้วยังจะ...ยังจะ...”ทรวงอกคนเจ็บสะท้อนเป็ห้วง ๆ ราวจะขาดใจ “พ่อต้องชดใช้ แต่รู้ตัว ไม่ไม่...เหลือเวลา ทางข้างหน้ายังอีกแสนไกลแต่พ่อเชื่อเหลือเกินว่า...หวังที่ลูกชายพ่อได้”
พ่อบีบมือเขาแน่นราวจะย้ำทุกคำพูดตอนขอว่าอย่าให้สายสัมพันธ์ของเราสองบ้านขาดไปเพียงเพราะพ่อกับลุงจ่างไม่อยู่แล้ว
ถ้อยคำสุดท้ายของพ่อในวันนั้นคือ
“มีเื่หนึ่งพ่อยังบอกลูกไม่ได้วันหนึ่ง...ลูกอาจได้รู้เมื่อถึงเวลา”
ไม่กี่วันจากนั้นคุณไมตรีจากไปด้วยอาการหัวใจล้มเหลว ภรรยาน้ำตานองกอดร่างสามีใต้ผ้าขาวคลุมจรดมิดลูกชายก้มกราบปลายเท้าบิดา ครั้นแขนกระทบขอบเตียงโลหะเย็นชืดัันั้นย้ำเตือนถึงความตาย ทั้งร่างพลันสะท้านด้วยแรงะเืจากหัวใจตอนโอบไหล่สั่นระริกตามสายสะอื้นของมารดาไปยังประตู สายตามิวายอ้อยอิ่งอยู่ที่ร่างไร้ชีวิตของบุพการีที่รักยิ่งประหนึ่งร่างราบนิ่งนั้นเหลือหัวใจไว้ตัดพ้อ หากเขาละสายตาจากเร็วเกินไปขณะกำลังก้าวพ้นห้องเขาจึงหันกลับไป สายตาพลันสะดุดกับรูปที่ตกอยู่แทบพื้น
เมื่อย้อนไปเก็บรูปถ่ายใบนั้นพลิกดูมันเป็ภาพตัวเขากับหนูจ้าในวัยเด็ก กลางค่ำคืนเดียวดายไร้ภรรยากับลูกชายทันดูใจลมหายใจแ่รินของพ่อกลับอยู่กับภาพถ่ายเด็กหญิงจ้ายิ้มหวานกับเด็กชายอ้วนยิ้มบางๆ
เหตุใดพ่อจึงฝังจิตฝังใจกับรูปใบนี้เหลือเกิน...
ประตูรั้วไม้เก่าแก่เบิกกว้างทั้งบานซ้ายขวา รถยนต์แล่นลอดซุ้มน้อยเหนือประตูไปช้า ๆ ตามทางทอดสู่บ้าน‘สิรินเภตรา’ เด็กหนุ่มชะโงกมองกิ่งก้านไม้ใหญ่ที่แผ่ครึ้มตลอดสองข้างทางท่ามกลางพรรณไม้ทั้งมวลที่จับตาคือท่านผู้เฒ่าขนาดสองสามคนโอบซึ่งแฝงตัวนิ่งสงบอย่างผ่านกาลเวลามาแต่โบร่ำโบราณสนามหญ้ากว้างขวางกับทางปูหินสองฟากฝั่งลัดเลาะไปยังศาลาและเรือนอื่น ๆซึ่งร่วมอยู่ภายในอาณาเขตไพศาล ตัวตึกใหญ่ค่อย ๆปรากฏความอลังการแฝงตระหง่านอยู่ในร่มไม้ใบบัง
เมื่อย่างเข้าโถงหน้าอันสง่าภาคภูมิบรรยากาศพลันตัดกับภายนอกเด็กหนุ่มรู้สึกถึงความอึดอัดครัดเคร่ง ก้มหน้าประหม่าก้าวตามมารดาไปภายในห้องทำงานทรงหกเหลี่ยมอับทึบทั้งที่มีหน้าต่างโค้งสูงโอบวางได้จังหวะสวยงามเพราะเกือบทุกบานงับปิดม่านไว้ประหนึ่งว่าเ้าของพอใจจะกักความมัวหม่นไว้กับตัวมารดาแตะข้อศอกลูกชายที่เดินงุด ๆ ตามหลังไปเข้าพบประมุขของบ้าน นาวาโทหม่อมราชวงศ์ภาติยุทธ์ สิรินเภตรา
ผู้เป็หลานได้พบคุณตาครั้งแรกในวันนั้นเอง
“ไปกราบที่ตักคุณตาสิลูก”แม่บอกข้างหู
ชายผมสีดอกเลานั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้ขัดมันวับไหล่กว้างคงเค้าบึกบึนน่าเกรงขามสมเป็นายทหารเก่าหลานชายรู้จักท่านเพียงเท่าที่แม่เล่า เขาคลานเข่าไปก้มกราบ ท่านเ้าบ้านยกไม้เท้าเคาะหัวเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจกังวาน
“มาแล้วเรอะเ้าลูกปักษ์ใต้”
เขาเพิ่งเห็นว่าคุณตานั่งอยู่บนรถเข็นเมื่อซบลงแทบตักท่าน
แรกทีเดียวภารินธรคิดเพียงว่าแม่มาอาศัยคุณตาเป็ร่มไทรให้กำลังใจเข้มแข็งขึ้นหลังเสร็จพิธีศพพ่อแล้วค่อยกลับบ้านที่ภูเก็ต แม้นลึก ๆจะััท่าทีนิ่งขรึมอย่างตริตรองเื่สำคัญของแม่แต่ไม่เอะใจอะไรนักด้วยจิตใจกำลังเศร้าหมอง เขามองไปรอบตัว บ้านสิรินเภตราใหญ่โตก็จริงแต่ไม่โปร่งสบายตกทอดเก่าแก่แต่ไม่อบอุ่นอ่อนโยน เฉพาะอย่างยิ่งภายใต้ปกครองของท่านเ้าบ้าน
เด็กหนุ่มมักอาศัยใต้ร่มต้นไม้เฒ่าเป็ที่ปลีกตัวรากไม้ซึ่งหยั่งลึกมาเนิ่นนานงอกโตเหนือดินเป็แขนงใหญ่ตวัดสานเป็เนินชวนเชิญให้นั่งพัก เผื่อแผ่แพใบร่มเย็นผิวลำต้นแห้งหยาบเต็มไปด้วยร่องลึกกร้านเสมือนเนื้อหนังคนชราแม้มีแต่ตัวยังเอื้อเฟื้อกายตนทำประโยชน์แก่คนไม่เลือกหน้า เขาเงยมองร่มเงาไม้ใหญ่นึกถึงผู้เฒ่าอีกต้นที่บ้านไร่ลุงจ่างขึ้นมาจับใจ
คืนนี้เขาจะถามแม่ว่าเมื่อไหร่เราจะกลับบ้านกันเสียที
สามวันต่อมาภารินธรอยู่บนรถไฟสายใต้มุ่งหน้าเดินทางโดยฝ่าฝืนคำสั่งมารดาอย่างไม่เคยทำมาก่อนสืบเนื่องจากคืนที่ตั้งใจจะถามถึงวันกลับบ้านเขารอจนแม่ถือถาดยาเข้ามานั่งริมเตียงยังไม่ทันเอ่ยปากแม่ก็ถามขึ้นก่อนว่าเตรียมตัวไปเรียนที่อังกฤษไหวไหมเขาตอบปนหัวเราะว่าอีกตั้งปีถึงจะจบ ม.หก แต่อาการหยิบถ้วยยาแก้ไข้เงียบ ๆของแม่ทำให้ต้องวางหนังสือกับตักท้วงว่ากำหนดเดิมคือเขาไปเรียนต่อเมืองนอกในชั้นมหาวิทยาลัยแม่ว่ายังไงก็ต้องไปอยู่แล้วแค่เปลี่ยนเป็เร็วขึ้น
เมื่อถามถึงกำหนดวันก็ได้แต่อึ้งกับความพร้อมที่แม่เตรียมไว้โดยรวบรัด...สัปดาห์หน้า
เด็กหนุ่มหวิวโหวงในใจแค่เพียงชั่วเดือนชีวิตเขาหลุดจากหลักเดิมเสียพ่อไม่ทันสร่างโศกแม่ก็เร่งเร้าให้จากบ้านไปแสนไกลสุดท้ายบอกตัวเองว่าต้องทำอะไรสักอย่างจึงขอไปลาน้าแก้วกับหนูจ้าผู้เปรียบเสมือนแม่คนที่สองและน้องสาวแม่ทัดทานแข็งขันให้ลาทางโทรศัพท์แทนเหตุผลคือเวลาเตรียมตัวไปต่างประเทศกระชั้นเต็มที เขาจึงตัดใจต่อหมายเลขหาน้อง
“หนูจ้า...”เขาเรียกสวนเสียงที่รับสายทันควัน
“เมื่อไหร่พี่อ้วนจะมาใกล้เปิดเทอมแล้ว” เสียงซึม ๆ ถามกลับ
“หนูจ้าเป็อะไรหรือเปล่าคิดถึงลุงจ่างใช่ไหม”
“อื้อ”
“พี่ก็คิดถึง”
“จ้าคิดถึงลุงอู๋ด้วย”
“อื้อ พี่ก็เหมือนกัน”
“...”
ต่างคนต่างเงียบไปพี่ชายทำเสียงร่าเริงขึ้นก่อน
“เ้าเด่นล่ะหนูจ้า”
“ออกไปตะลอนทุกวัน สงสัยมันจะมีแฟน ใช่ไหม...เ้าเด่น”
ฮ่ง ๆ -- เสียงลอดกระบอกโทรศัพท์ออกมา
เพียงเท่านั้นพี่ชายก็ไม่อาจพูดคำลาได้
นั่นเป็ที่มาของการเดินทางเขาต้องจากไกลไปนานปีไม่รู้จะกลับเมื่อไหร่โดยไม่ร่ำลาน้ากับน้องได้อย่างไรอย่างน้อยผู้ไปส่งที่สนามบินควรเป็คนที่อยากกอดลาจริง ๆ ไม่ใช่เพียงธรรมเนียม
รถไฟแล่นรับลมโหมกระทบไปตามรางเหล็กเขาหอบไอค่อกแค่กเมื่อต้องกลับบ้านเพียงลำพังยิ่งย้ำให้ระลึกถึงผู้เป็ที่รักซึ่งเพิ่งจากไป...พ่อกับลุงจ่างเป็เพื่อนคู่หูสนิทกันมาั้แ่เด็กมันเป็มิตรภาพที่ข้ามพ้นความแตกต่างทางฐานะนับแต่จำความได้ความทรงจำของเขาผูกพันกับบ้านลุงจ่างมาตลอด โดยเฉพาะกับเด็กหญิงน้อยๆ ผู้เกิดมาเป็สมาชิกใหม่ของครอบครัว...หนูจ้า
เสียงกระเทือนฉึกฉักของจักรกลเคล้าความคิดคำนึงเขามองรูปที่พ่อรักและเก็บไว้กับตัวก่อนสิ้นใจเด็กหญิงจ้าวัยเจ็ดขวบสวมชุดกระโปรงลูกไม้สีขาวเข้ากับรองเท้าออกงานและถุงเท้าระบายลูกไม้สีเดียวกันสองมือกุมช่อดอกไม้ขาวแซมดอกชมพู เด็กชายอ้วนวัยสิบเอ็ดขวบสวมสูทขาวผูกเนกไทเล็ก ๆสีชมพูเข้มยืนเคียงข้าง
เขาเพ่งเป็พิเศษที่ขวัญตรงขมับขวาอันเป็เอกลักษณ์เฉพาะตัวของหนูจ้าแม่บอกโบราณเชื่อว่าเป็ขวัญเด็กแก่นซนหรือร้ายกาจ
เขาอมยิ้ม...ท่าจะจริง
รูปนี้ถ่ายวันงานเปิดกิจการของพ่อกับแม่ครั้งนั้นท่านเ้าสัวประธานในพิธีกำลังตัดริบบิ้นเปิดโรงแรม ‘ไอโซรา เพิร์ล’ทันใดนั้นร่างเล็ก ๆ พรวดทะลุกลางระหว่างลุงอู๋กับคุณน้าหญิงไปเด็กหญิงหน้าทะเล้นพุ่งหัวลอดใต้ริบบิ้นกางแขนเป็ปีกร่อนไปหยุดกลางล็อบบี้กว้างใหญ่ได้เป็คนแรก
“ทั้งหมดนี่ของลุงอู๋จ้าจะมาวิ่งเล่นทุกวันเล้ยยย...”
ชายเ้าของโรงแรมยิ้มปลื้มนำแขกที่ยืนออหลังริบบิ้นเข้ามายองตัวลงให้เท่าเด็กหญิงแล้ววางฝ่ามือบนศีรษะน้อย “อีกหน่อยหนูจ้าโตขึ้นมาเป็ลูกสาวลุงโรงแรมนี้ก็เป็ของหนูจ้า...เอาไหมลูก”
เ้าตัวเปี๊ยกยิ้มจนตาหยีให้ลุงอู๋พยักหน้าชอบใจแล้วซอยเท้าวิ่งร้องหา “พี่อ้วนนน...”
จากนั้นชายเ้าของโรงแรมปล่อยหน้าที่ต้อนรับไว้กับภรรยาส่วนตัวเองง่วนหามุมงาม ๆ ถ่ายรูป เวลานี้กล้องตั้งขาพร้อมถ่ายรูปคู่แล้วคุณอู๋เล็งผ่านช่อง เด็กชายอ้วนกับเด็กหญิงจ้ายืนเคียงกัน คนพี่วางท่ารับกล้องดูภาคภูมิราวกับคุณชายน้อยๆ ติดตรงมือต้องคอยตะปบคนน้องให้อยู่นิ่ง ๆเ้าตัวเล็กกำช่อดอกไม้ขนาดน่าเอ็นดูไว้ในมือหนึ่งอีกมือเกาขาคันคะเยอตรงชายกระโปรงฟูฟ่องยิก ๆ ทำหน้าลิงเล่นกับกล้องไปด้วย
ตากล้องต้องเงยหน้าร้องกำกับ
“ลิงจ๋อไม่เอาลูกขอนางฟ้าแสนสวย”
เด็กหญิงจ้าจึงยิ้มหวานคู่กับเด็กชายอ้วนยิ้มบางๆ
แชะ!
มันเป็ภาพถ่ายในวันแห่งความสุขของสองครอบครัว
ความเร็วฝีจักรผ่อนลงเรื่อยๆ กระทั่งขบวนรถไฟเข้าเทียบที่สถานีปลายทางสุราษฎร์ธานี ไม่นึกเลยว่าเขากับน้องต้องสูญเสียบิดาในเวลาไล่เลี่ยกันลุงจ่างสิ้นลมก่อนเพื่อนรักเพียงไม่กี่วัน เวลานั้นพ่อเขาทรุดหนักหัวใจอ่อนแอคนบ้านเอื้อบุญจึงไม่ได้แม้กระทั่งไปงานศพแต่ที่ค้างคาใจ...เหตุใดแม่ถึงไม่นำพ่อมาจัดพิธีศพยังบ้านเกิดอันพรั่งพร้อมด้วยมิตรสหาย
เด็กหนุ่มกระชับสายเป้กับบ่าก่อนย่างเท้าลงบันไดเหล็กสู่พื้นชานชาลาใกล้จะถึงบ้านใจยิ่งคะนึง เขายังไม่ได้กราบอัฐิลุงจ่างเลยหนูจ้าที่ลุงอู๋แสนห่วงหาก็ไม่ได้ลาครั้งสุดท้ายแม้เพียงหน้าแท่นศพ
ไม่ควรเป็อย่างนั้นมิใช่หรือ...