บทที่ 1
บุตรคนที่ 5
ณ คฤหาสน์ตระกูลหลี่
บนูเาหิมะอันกว้างใหญ่ที่มีนามว่า ูเาเคลื่อนนภา มีคฤหาสน์ขนาดใหญ่ที่ดูน่าเกรงขามและสวยงามในเวลาเดียวกันตั้งรากฐานอยู่บนูเาแห่งนี้ ภายในคฤหาสน์ถูกตกแต่งอย่างวิจิตงดงาม ทุกห้องที่อยู่ภายในคฤหาสน์ล้วนถูกตกแต่งอย่างประณีตด้วยลวดลายที่สวยงามประดับอยู่บนผนังห้อง ในส่วนอุปกรณ์ตกแต่งและเครื่องประดับก็ถูกจัดวางไว้อย่างเหมาะสมตามแต่ละห้องที่ควรจะเป็
บริเวณหน้าห้องที่มีป้ายประดับอยู่หน้าประตูที่สลักอักษรคำว่า [เหมยเซียว] ในตอนนี้หน้าห้องนั้นมีบุคคลอยู่มากมายนั่งรอคอยบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ภายในห้องด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วง เพียงแค่ชั่วอึดใจก็มีเสียงเด็กทารกน้อยร้องดังผ่านประตูบานนี้ออกมา ก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออกพร้อมกับมีเสียงหญิงชราที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“นายท่าน.. นายท่านเ้าคะ!!ฮูหยินคลอดบุตรแล้วเ้าคะ เป็ทารกน้อยเพศชายสุขภาพแข็งแรง แต่ว่า..”
กล่าวไปเพียงแค่ไม่กี่คำน้ำเสียงของหญิงชราก็ดูสั่นเครือราวกับกลัวบางอย่างจะเกิดขึ้นกับตน เมื่อชายที่ถูกเรียกว่านายท่านเห็นเป็เช่นนั้นก็ได้เกิดความวิตก ก่อนที่จะกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำเพื่อเร่งให้หญิงชรากล่าวออกมาว่ามันคือสิ่งใด
“แต่ว่า? มีอะไรผิดปกติงั้นหรือ? เ้ารีบกล่าวมาโดยเร็ว”
หญิงชราสะดุ้งใกลัวก่อนที่จะรีบกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ติดขัด ราวกับว่าหากกล่าวคำใดที่ผิดออกไปความตายก็อาจจะเกิดขึ้นกับตนได้
“ตะ.. แต่ทารกน้อยมีปานสีแดงอยู่ที่ด้านหลัง นะ.. นอกเหนือจากปานแล้วก็ไม่มีสิ่งอื่นใดที่ผิดปกติเ้าคะ”
ชายที่ถูกเรียกว่านายท่านแสดงท่าทางที่ใเล็กน้อยก่อนที่จะเปลี่ยนกลับมาเป็ตามปกติ พร้อมกับที่มีเสียงของชายชราที่มีอายุราว 50 ปีกล่าวขึ้นมา
“นายท่านไม่ต้องเป็กังวล ถึงอย่างไรนายน้อยก็มีสุขภาพที่แข็งแรง สมกับที่เป็บุตรของนายท่านขอรับ”
ชายที่ถูกเรียกว่านายท่านนั้นมีอายุราว 30 ปี เขาก็ได้พยักหน้าเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปภายในห้องเพื่อรีบไปดูอาการของภรรยาของตน และลูกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นานว่าพวกเขาทั้งสองนั้นเป็เช่นไรบ้าง
“เอาละ เื่นั้นชั่งมันก่อนในตอนนี้รีบพาข้าไปดูอาการภรรยาและลูกน้อยของข้าได้แล้ว”
ภายในห้องสีชมพูถูกประดับตกแต่งอย่างวิจิตงดงาม บนเตียงตอนสีชมพูมีร่างของหญิงผู้หนึ่งนอนอยู่ด้วยสภาพที่อ่อนเพลียเนื่องจากเธอเพิ่งจะเสียเืไปมากกับการคลอดบุตรน้อยของตนออกมา ชายที่ถูกเรียกว่านายท่านเดินเข้ามาและนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ด้านข้างของเตียงนอนบริเวณที่หญิงผู้นี้นอนอยู่ ก่อนที่ชายผู้นี้จะกล่าวถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วง
“เหมยเซียว เ้าเป็อย่างไรบ้าง!?”
หญิงผู้นี้มีอายุราว 20 ปีและมีนามว่า เหมยเซียว เป็ภรรยาคนที่ 5 ของผู้นำตระกูลหลี่คนปัจจุบันที่มีนามว่า หลี่เทียน ที่ในตอนนี้เขาได้นั่งอยู่ด้านข้างของเธอ เมื่อเหมยเซียวได้ยินเช่นนั้นก็ได้ลืมตาด้วยหน้าตาที่ซีดเซียวเนื่องจากเพิ่งเสียเืไป เธอกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“ท่านพี่ ข้าขอบคุณท่านมากที่ท่านเป็ห่วง ในตอนนี้ข้าเพียงแค่รู้สึกเพลียเท่านั้น ว่าแต่ลูกของเรา...”
หลี่เทียนยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับกล่าวขึ้น
“ลูกของเรานั้นปลอดภัยดี อะ!.. เดี๋ยวข้าจะนำเขามาให้เ้าดู ข้าก็ชักอยากจะเห็นแล้วว่าเขาจะได้ความงามจากเ้าและข้าไปมากเท่าใด ฮ่าฮ่า”
หลี่เทียนเดินตรงไปที่เตียงขนาดเล็กที่เอาไว้สำหรับทารกแรกเกิด ด้านข้างนั้นมีหญิงชรายืนอยู่พร้อมกับตรวจดูอาการของทารกน้อย เพียงไม่กี่ก้าวเขาก็เดินมาถึงพร้อมกับก้มตัวลงพลางยืนมือไปอุ้มทารกน้อยอย่างแ่เบา ในขณะนั้นเขาก็ได้ตรวจสอบอาการบุตรชายของเขาไปด้วยก็พบว่าบุตรชายมีสุขภาพที่แข็งแรง แต่สายตาของเขาก็ได้ไปสะดุดกับปานสีแดงที่คล้ายกับใบหน้าของัที่อยู่ด้านหลัง เขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติเพราะเหตุใดปานถึงมีรูปร่างที่คล้ายกับัขนาดนี้ เขาได้แต่คิดและเก็บความสงสัยเอาไว้เพียงในใจก่อนที่จะนำร่างบุตรชายของตนเดินเข้าไปหาภรรยาที่นอนอยู่เตียง
เพียงแค่ได้เห็นหน้าเหมยเซียวก็ถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ความยินดี ความปลื้มปิติ ความดีใจ ที่กลั่นออกมาจากหัวใจของคนเป็แม่ได้ถูกส่งผ่านออกมาเป็น้ำตาและความรู้สึกที่แสดงผ่านออกมาทางรอยยิ้มของเธอ พวกเขาทั้งสองต่างจ้องมองบุตรของตนด้วยรอยยิ้มที่เบิกบาน ก่อนที่จะกล่าวขึ้นมาพร้อมกันว่า
“หลี่เปียว” ทั้งสองมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่หลี่เทียนจะกล่าวประกาศขึ้น “ต่อไปนี้ บุตรคนที่ 5 ของข้าจะมีนามว่า หลี่เปียว”
จากนั้นหลี่เทียนก็ได้เดินไปหาหญิงชราพร้อมกับมอบแผ่นป้ายหยกครามให้แก่เธอ ภายในนั้นบรรจุเงินเอาไว้มากถึง 5 ผลึกเงิน
* จำนวน 100 เหรียญทอง เท่ากับ 1 ผลึกเงิน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วหากมีเงินจำนวนมาก จะมักเอาใส่ไว้ให้ป้ายหยกเพื่อประหยัดพื้นที่ (เดี๋ยวจะมีอธิบายรายละเอียดในตอนถัดๆไป)
เวลาล่วงเลยผ่านไปถึง 10 ปี
ภายในห้องสีฟ้าครามที่ถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังบรรจงวาดภาพบางอย่างลงในสมุดสีแดงด้วยความประณีต ทุกภาพล้วนเป็ภาพที่เกิดจากความฝัน ภาพของชายหนุ่มที่ดูสง่าราวกับเทพบุตรรูปงามที่ได้ทำอะไรบางอย่างแตกต่างกันในแต่ละภาพ บางภาพชายหนุ่มผู้นี้ก็ได้เข้าต่อสู้กับอสูรร้ายที่ดูน่ากลัว บางภาพเป็ชายหนุ่มที่ได้เข้าผจญภัยในหุบเหวที่อันตรายอย่างยิ่ง และบางภาพชายหนุ่มก็ได้เข้าต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งพร้อมที่เขาได้เข้าปกป้องผู้หญิงคนหนึ่งเอาไว้ นี้เป็เพียงส่วนหนึ่งในเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในความฝันของเขา เท่าที่จำความได้เขาก็ได้เริ่มวาดรูปนี้มาั้แ่อายุได้ 5 ปีจนมาถึงปัจจุบันที่ตอนนี้เขาได้มีอายุ 10 ปีบริบูรณ์ แต่แล้วเขาก็ได้หยุดการกระทำทุกอย่างลงเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับมีเสียงของหญิงผู้หนึ่งดังผ่านประตูเข้ามา
ก็อกๆ!!
“ลูกเปียว เ้าเตรียมตัวเสร็จหรือยัง?” เสียงหวานใสดังผ่านประตูห้อง
เด็กหนุ่มผู้นี้ก็คือ หลี่เปียว เมื่อเขาได้ยินเช่นนั้นก็ได้รีบกล่าวตอบพร้อมกับเดินไปเปิดประตูห้อง
“เสร็จแล้วขอรับท่านแม่”
ทันทีที่เปิดประตูห้องก็พบกับสตรีที่มีอายุราว 30 ปี รูปร่างหน้าตาและผิวพรรณที่ดูอ่อนเยาว์เกินวัยของเธอชวนให้น่าหลงใหลต่อผู้ที่พบเห็น นามของเธอคือ เหมยเซียว เธอคือมารดาของหลี่เปียวหรือเด็กหนุ่มที่อยู่ในห้อง เมื่อเธอเห็นหลี่เปียวก็พลันยิ้มหวานพร้อมกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
“ดีมากลูกแม่ รีบลงไปกันเถอะ ท่านพ่อกำลังรอเ้าอยู่”
ทั้งสองเดินออกมาพร้อมกันก่อนที่จะตรงไปห้องโถงหลักของคฤหาสน์ เมื่อพวกเขามาถึงก็พบกับชายสองคนนั่งรออยู่ บนเก้าอี้ที่ดูงดงามมีชายวัยกลางคนนั่งอยู่ เขาที่มีอายุราว 40 ปีผิดกับใบหน้าที่อ่อนเยาว์กว่าวัยพร้อมกับผิวพรรณที่เนียนขาวราวกับหิมะ เผยให้เห็นว่าในอดีตเขาถือว่าเป็หนุ่มรูปงามผู้หนึ่งเลยก็ว่าได้ อีกทั้งการที่เขาสวมเสื้อัดำ(เครื่องสวมใส่ของผู้นำตระกูลหลี่) เสื้อสีดำสนิทที่มีลวดลายัสีแดงเหมาะสมกับร่างกายที่สูงเด่นสง่าของเขา กลิ่นอายที่แพร่ออกมาปกคลุมรอบตัวทำให้เขาดูมีเสน่ห์และอำนาจแก่ผู้คนที่ได้พบเจอ เขาก็คือหลี่เทียน ผู้นำตระกูลหลี่คนปัจจุบัน ส่วนด้านข้างเขาเป็ชายชราอายุราว 60 ปีเขาสวมใส่เสื้อคลุมดำขอบแดง(เครื่องสวมใส่ของผู้าุโสูงสุด) พวกเขากำลังพูดคุยบางอย่างกันอยู่
เมื่อหลี่เปียวและเหมยเซียวเดินมาถึง พวกเขาทั้งสองก็ได้หยุดการพูดคุยลงพร้อมกับมองไปที่หลี่เปียวและเหมยเซียว เมื่อหลี่เปียวเห็นทั้งสองก็ได้ผสานมือพร้อมกับก้มหัวเล็กน้อยเพื่อเป็การเคารพ
“หลี่เปียว คารวะท่านพ่อ” พร้อมกับหันไปหาชายชรา “หลี่เปียว คารวะท่านาุโหลี่ไป๋”
ทั้งสองพยักหน้าพร้อมกับยิ้มด้วยความพึงพอใจ ก่อนที่หลี่เทียนจะกล่าวถามขึ้น
“เ้าพร้อมหรือไม่ลูกเปียว?”
หลี่เปียวพยักหน้าตอบรับพร้อมกล่าวตอบ
“ขอรับท่านพ่อ ข้าพร้อมที่จะเข้าร่วมพิธีการทดสอบพร์แล้วขอรับ”
หลี่เทียนมองหน้าหลี่เปียวพร้อมกับรอยยิ้มอยู่สักพักก่อนที่จะหันไปพยักหน้าให้กับผู้าุโหลี่ไป๋ และกล่าวขึ้นว่า
“ดีมากลูกพ่อ ถ้างั้นพวกเรารีบออกเดินทางกันเถอะ”
การเดินทางในครั้งนี้จะเดินทางเข้าไปที่เมืองดาราทมิฬ เพื่อที่จะพาหลี่เปี่ยวไปเข้าร่วมพิธีการทดสอบพร์ที่จะจัดขึ้นในทุกๆปี ซึ่งผู้ที่จะเข้าร่วมได้นั้นจะต้องมีอายุได้ 10 ปีบริบูรณ์ ทำให้จำนวนคนที่เข้าร่วมงานพิธีนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละปี
ตระกูลหลี่ได้ส่งบุตรชายคนที่ 5 เข้าร่วมงานพิธี การเดินทางเข้าเมืองในครั้งนี้มีทั้งหมด 4 คน คือ หลี่เทียน, เหมยเซียว, หลี่ไป๋ และหลี่เปียว เส้นทางจากูเาเคลื่อนนภาไปถึงเมืองดาราทมิฬนั้นมีระยะทางที่ห่างไกลกันมาก พวกเขาจึงใช้สัตว์อสูรอินทรีเหมันต์ปีกม่วงที่เป็สัตว์อสูรที่บินได้มาเป็พาหนะในการเดินทาง ด้วยความเร็วของสัตว์อสูรอินทรีเหมันต์นั้นทำให้การเดินทางในครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วยามเท่านั้น
ณ เมืองดาราทมิฬ
ในวันนี้ทั่วทุกหนแห่งของเมืองดาราทมิฬ ล้วนเต็มไปด้วยผู้คนมากมายทั้งคนในพื้นที่และหมู่บ้านที่อยู่ในอาณาเขตการปกครองของเมืองดาราทมิฬ อีกทั้งวันนี้ยังเป็วันที่ผู้เยาว์ตั้งตารอคอยที่จะได้มาร่วมงานพิธีการทดสอบพร์ของตน ในทุกๆปีผู้เยาว์ที่ทุกคนจับตามองมากที่สุดคงเป็สี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองดาราทมิฬ ซึ่งมีตระกูลหลี่แห่งูเาเคลื่อนนภา, ตระกูลเว่ยแห่งบึงมรกต , ตระกูลซิคแห่งป่าอสูรทมิฬ และตระกูลไนท์สตาร์แห่งเมืองดาราทมิฬ
บริเวณทางเข้าเมืองฝั่งเหนือผู้คนต่างรีบเดินออกจากบริเวณทางเดิน เนื่องจากมีพยัคฆ์ขนาดใหญ่กำลังเดินผ่านมาทางนี้ ซึ่งบนหลังของมันมีคนคอยควบคุมเอาไว้
“นั้นมัน!! ..คนของตระกูลซิคแห่งป่าอสูรทมิฬมิใช่หรือ?”
“ไหน!? สะ...สัตว์อสูรพยัคฆ์เขี้ยวเพชร เป็ตระกูลซิคจริง ๆ ด้วย”
ความแตกตื่นก็ผ่านไปได้ไม่นาน บริเวณทางเข้าเมืองฝั่งใต้ก็ได้ปรากฏร่างของอสรพิษขนาดใหญ่กำลังเลื่อยผ่านทางเดินเข้ามาสู่ตัวเมือง ผู้คนต่างพาจ้องมองและพูดคุยกัน
“สัตว์อสูรอสรพิษหยก!? นั้นมันตระกูลเว่ยแห่งบึงมรกต!!”
“ใช่จริง ๆ ด้วย….. เอ๊ะ!? นั้นมัน!!”
แต่ไม่เพียงแค่นั้นได้ปรากฏอินทรีั์ขนาดใหญ่หนึ่งตัวบินผ่านเหนือหัวพวกเขาไปอย่างรวดเร็ว
“นั้น!! สัตว์อสูรอินทรีเหมันต์ปีกม่วง.. สัตว์อสูรของตระกูลหลี่แห่งูเาเคลื่อนนภา”
ในตอนนี้สามตระกูลใหญ่ได้เข้ามาถึงตัวเมืองดาราทมิฬเป็ที่เรียบร้อยแล้ว การมาของสามตระกูลใหญ่ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาถึงกับตื่นตลึง ไม่เพียงแค่ชื่อเสียงของตระกูลที่ผู้คนต่างพากันรู้จัก แต่ยังมีสัตว์อสูรประจำตระกูลที่ทำให้ทุกคนพากันตื่นตลึงและกล่าวชื่นชมกับสัตว์อสูรระดับสูงที่ย่างกายเข้ามาในตัวเมือง
ณ ตำหนักฟ้าดิน
ด้านหน้าตำหนักที่เป็ลานกว้างขนาดใหญ่ บัดนี้เต็มไปด้วยผู้เยาว์มากมายที่มาจากทั่วอาณาเขตเมืองดาราทมิฬ ในปีนี้มีผู้เข้าร่วมงานพิธีมากถึง 100 คน ถือว่าเป็จำนวนไม่น้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนๆที่ผ่านมา ด้วยอาณาเขตการปกครองที่กว้างใหญ่ของเมืองดาราทมิฬ จึงทำให้มีหมู่บ้านมากมายที่อยู่ในเขตการปกครอง
ในปีนี้ถึงแม้จะมีผู้เยาว์เข้าร่วมงานพิธีจำนวนมากแต่นั้นก็หาใช่สิ่งที่ผู้คนต่างเฝ้าจับตามองไม่ เพราะผู้ที่เข้าร่วมงานในปีนี้ยังมีผู้เยาว์ของสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองดาราทมิฬมาเข้าร่วมมากถึง 9 คน ผู้คนต่างให้ความสนใจและคาดเดาว่างานพิธีในครั้งนี้ผู้เยาว์ของสี่ตระกูลใหญ่คนใดจะปรากฏเป็ผู้ที่มีพร์มากที่สุด
ทางด้านของสามตระกูลใหญ่ที่ได้เดินทางมาถึงแล้วนั้น พวกเขาก็ได้ทะยานลงจากหลังของสัตว์อสูรด้วยท่าทีที่ไร้ที่ติ ในฝั่งของตระกูลซิคที่มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลหลี่เมื่อผู้นำตระกูลทั้งสองได้พบปะเจอกันก็ได้เข้ามาพูดคุยอย่างออกรส
“คารวะท่านผู้นำหลี่เทียน ในวันนี้เ้าหนูหลี่เปียวก็ได้มีอายุครบ 10 ปีบริบูรณ์แล้ว ข้าหวังว่าบุตรของท่านคงจะแข็งแกร่งไม่แพ้กับท่านแน่นอน” ผู้นำตระกูลซิคได้กล่าวคารวะและแสดงความยินดีบางอย่างแก่หลี่เปียว
“หาไม่ หาไม่ หึหึ..ท่านผู้นำซิคโซดาร์ค บุตรคนเล็กของท่านก็เช่นกัน ด้วยความแข็งแกร่งของหนึ่งใน 8 แม่ทัพแห่งอาณาจักรไวท์สตาร์ของท่านนั้น บุตรชายคนเล็กของท่านคงมีพลังและความแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าท่านแน่นอน ใช่ไหมเ้าหนูซิคฮาร์ท!?”
ทั้งสองต่างก็นำบุตรคนเล็กของตนออกมาแนะนำและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ผู้คนต่างก็รู้ดีว่าทั้งสองตระกูลนี้เปรียบเสมือนพี่น้องกัน ทางด้านซิคฮาร์ทและหลี่เปียวนั้นต่างก็เป็เพื่อนสนิทที่เล่นด้วยกันมาั้แ่ยังเด็กจนตอนนี้พวกเขาทั้งสองก็ได้มีอายุครบ 10 ปีบริบูรณ์
ทางฝั่งตระกูลเว่ยนั้นถึงจะไม่สนิทกับตระกูลทั้งสองมากนัก แต่เขาก็ยังเป็พวกที่มีมารยาทที่ดี เพราะตระกูลเว่ยนั้นเป็ตระกูลสันโดษ พวกเขาเป็ตระกูลที่เชี่ยวชาญด้านโอสถมากที่สุดของอาณาจักรแห่งนี้ ถึงแม้ในเมืองหลวงจะมีตระกูลใหญ่ที่เชียวชาญด้านโอสถเช่นกันแต่นั้นก็หาได้เทียบกับตระกูลเว่ยไม่ เมื่อคนของตระกูลเว่ยทะยานลงมาก็ได้เดินตรงเข้ามาหาตระกูลทั้งสองด้วยท่าทางที่สง่า ผู้นำของตระกูลเว่ยนั้นดูอ่อนเยาว์กว่าตระกูลทั้งสองมากนักถึงแม้เขาจะมีอายุที่ไล่เลี่ยกันก็ตาม เมื่อพวกผู้นำทั้งสามได้มาพบเจอกันต่างก็มีเื่ที่พูดคุยกันมากมายทำให้พากันพูด
คุยอย่างออกรส
* ท่านผู้นำนั้นผมจะนำมาเรียกในหลายกรณีนะครับ อย่างเช่น ผู้นำตระกูล ผู้นำกองทัพ และอื่นๆ
ไม่นานนักก็ได้มีเกวียนม้าที่ดูหรูหราเคลื่อนมาหน้าทางเข้าตำหนักฟ้าดิน ตัวอักษรขนาดใหญ่ที่ประทับเอาไว้ด้านข้างของเกวียนดูเด่นชัดเป็คำว่า[ไนท์สตาร์] เมื่อเคลื่อนเข้ามาด้านในก็มาหยุดลงตรงที่สำหรับพาหนะ ประตูของเกวียนได้เปิดออกพร้อมกับที่มีชายสี่คนเดินลงมาด้วยท่าทางสง่างาม พวกเขาคือตระกูลไนท์สตาร์หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองดาราทมิฬ อีกทั้งยังเป็ตระกูลที่มีความแข็งแกร่งเป็อันดับหนึ่งในเขตเมืองชั้นสอง
แต่แล้วก็ได้มีเงาขนาดใหญ่ลอยอยู่เหนือตำหนักฟ้าดิน ทุกคนต่างพากันมองขึ้นไปก็พบเข้ากับกระบี่เล่มั์ที่มีชายชรายืนอยู่บนนั้น ก่อนที่เขาจะทะยานลงมาที่แท่นพิธีด้วยความรวดเร็วพร้อมกับที่กระบี่เล่มั์นั้นจะหดตัวลงกลายเป็กระบี่ขนาดปกติที่มีประกายงดงามและหายไปทันทีที่ชายชราโบกสะบัดมือ
ทุกคนต่างพากันพูดคุยและชื่นชมในตัวของชายชราผู้นี้เป็อย่างมาก เพราะผู้ที่สามารถมียุทธภัณฑ์ที่สามารถใช้เป็พาหนะได้นั้นจะต้องเป็ผู้ที่ย่างเข้าสู่ขอบเขตเซียนปฐีเท่านั้น ซึ่งยุทธภัณฑ์นั้นก็คือยุทธภัณฑ์ิญญาที่เกิดจากการหลอมรวมพลังปราณและจิติญญาของผู้ที่อยู่ในขอบเขตเซียนขั้นสูงสุดขึ้นไปเท่านั้น แต่นั้นก็ยังมียุทธภัณฑ์บางประเภทที่มีพลังคล้ายกับยุทธภัณฑ์ิญญา
หลังจากที่ชายชราได้ทะยานลงมายืนที่แท่นพิธี เขาก็ได้กวาดตามองผู้เยาว์มากมายที่ยืนอยู่บนลานกว้างขนาดใหญ่ ก่อนที่เขาจะกล่าวบางอย่างขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจบารมี
“ข้านั้นมีนามว่า เฉินหวังฟ่าน ผู้าุโของตำหนักฟ้าดินแห่งอาณาจักรไวท์สตาร์ มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาเป็ผู้กล่าวเปิดงานพิธีของเมืองดาราทมิฬ และข้านั้นก็ขอชื่นชมในตัวผู้เยาว์ที่ได้มาเข้าร่วมงานพิธีการทดสอบพร์ในครั้งนี้...”
ชายชราผู้นี้แท้จริงแล้วคือผู้าุโแห่งตำหนักฟ้าดินของเมืองหลวงแห่งอาณาจักรไวท์สตาร์ มีนามว่า เฉินหวังฟ่าน เขานั้นได้มาร่วมงานพิธีนี้ในครั้งนี้และเป็ตัวแทนของสาขาเมืองหลวงเพื่อทำหน้าที่เป็ผู้ตรวจสอบพร์แก่ผู้เยาว์ที่เข้าร่วม
ผู้าุโหวังฟ่านมองไปที่ผู้าุโคนอื่นๆที่นั่งอยู่บนหอคอยหลักของตำหนักฟ้าดินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะมีผู้ที่ทรงอำนาจพยักหน้าให้แก่เขา เมื่อเห็นเช่นนั้นเขาก็ได้กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงอันทรงพลัง
“จากนี้ต่อไปก็ได้ถึงเวลาอันสมควรแล้ว ข้าขอเริ่มงานพิธีได้ ณ บัดนี้!!”
เฮ!!
ฮู้ว!!
เสียงที่เต็มไปด้วยความยินดีและตื่นเต้นดังก้องกังวานไปทั่วทั้งตำหนักฟ้าดิน พร้อมกับที่ผู้คุมแห่งตำหนักฟ้าดินก็ได้ทะยานออกมาด้านหน้าของเหล่าผู้เยาว์ที่ยืนอยู่บนลานกว้าง พวกเขาทำหน้าที่ในการคัดสรรรายชื่อของผู้เยาว์ที่เข้าร่วมงานพิธีในแต่ละปี เพื่อเป็การบันทึกชื่อของผู้เยาว์และพร์ที่เขาได้มีเอาไว้
เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งก้านธูปการคัดสรรรายชื่อก็เสร็จสมบูรณ์ พวกเขาก็ได้ทะยานเข้าไปหาผู้าุโหวังฟ่านเพื่อยื่นสมุดที่จดบันทึกรายชื่อผู้เยาว์เอาไว้ จากนั้นก็ได้เริ่มงานพิธีอย่างเต็มตัว
การทดสอบพร์นั้นจะจำแนกพร์ออกเป็ 5 ระดับ ได้แก่ พร์สีเหลือง(ระดับต่ำ), พร์สีเขียว(ระดับกลาง) , พร์สีน้ำเงิน(ระดับสูง), พร์สีน้ำตาล(ระดับเซียน) , พร์สีแดง(ระดับ์)
*หมายเหตุ ทุกอย่างสามารถแปรเปลี่ยนไปได้ตามความสามารถของแต่ละคน บางทีพร์สีเหลืองอาจจะย่างเข้าขอบเขตเซียนก็มีความเป็ไปได้ ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่ที่ความขยันมั่นเพียรของแต่ละคนด้วย
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว การทดสอบพร์เป็ไปอย่างราบรื่น มีผู้เยาว์มากมายที่มีพร์สีเหลืองและพร์สีเขียว แต่นั้นก็เป็เพียงส่วนหนึ่งของการทดสอบในครั้งนี้เท่านั้น ยังเหลือผู้เยาว์ที่เป็บุตรสี่ตระกูลใหญ่ที่ยังไม่ได้รับการทดสอบ
ผู้าุโหวังฟ่านกล่าวขึ้น
“คนต่อไป ซิค ฮาร์ท เชิญออกมาหน้าแท่นพิธี”
.
.
.