“กาย…” เสียงใส ๆของพี่สาวดังขึ้นพร้อมกับการเปิดประตูห้องทำให้ทีปกรถึงกับสะดุ้งใจหายวาบผละตัวออกจากชายผู้เป็นที่รักทันที
“พี่ไปบอกพยาบาลแล้วนะว่าห้องเย็นมาก”
“พี่ ๆ มาดูนี่สิ”เกียกกายไม่สนใจในสิ่งที่ธาริณีพูด กลับกวักมือเรียกแฟนสาวให้เข้ามาใกล้ ๆและสายตาก็ไม่ได้ละไปจากเพื่อนสนิท
“อะไร ทีฟื้นแล้วเหรอ”
“ไม่ใช่… พี่มาดูนี่”เกียกกายชี้ไปยังใบหน้าของเพื่อนรัก หลังจากที่นั่งจ้องมานาน “พี่ดูสิหน้าไอ้ทีมันมีเลือดฝาด” ธาริณีคิ้วขมวด พร้อมก้มลงไปมองหน้าน้องชายด้วยอีกคน
“จริงด้วยก่อนที่พี่จะออกไปหน้ายังซีดอยู่เลย ทำไมจู่ ๆ หน้าถึงแดงได้ล่ะ”
‘ติ๊ดๆ ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ’ เสียงจากเครื่องวัดสัญญาณชีพจรดังขึ้นถี่ ๆ แทรกเข้ามาทำให้พี่สาวละสายตาจากน้องชายชั่วขณะ มองไปยังเครื่องที่อยู่ด้านข้างนั้นแทน“มันดังถี่ ๆ แบบนี้นานรึยัง พี่ไม่ทันสังเกต”
“ก็สักพักแล้วนะพี่มีอะไรผิดปกติรึเปล่า”
“ไม่มีอะไรหรอกแค่ชีพจรมันเต้นเร็วขึ้นกว่าเดิม เหมือนคนกำลังตื่นเต้นหรือตกใจกับอะไรบางอย่างน่ะมิน่าล่ะทำหน้าถึงแดง เลือดลมสูบฉีดนี่เอง”
“ไอ้ทีอาจจะกำลังฝันอะไรที่ตื่นเต้นอยู่หรืออาจจะหาทางกลับมาก็ได้นะพี่”
“ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆพี่ก็หวังว่าทีจะกลับมาหาพวกเราไว ๆ” น้ำเสียงสดใสเมื่อครู่เริ่มเบาลงน้ำตาของพี่สาว กลับมาคลอที่เบ้าตาอีกครั้ง
เกียกกายทำได้เพียงแค่โอบไหล่ของธาริณีเอาไว้แล้วถูต้นแขนเบา ๆ เพื่อเป็นการปลอบใจแต่ก็รู้สึกมั่นใจว่าถึงยังไงเพื่อนรักจะต้องกลับมาเร็ว ๆ นี้แน่นอนเพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้บรรยากาศดูเศร้าไปมากกว่านี้ ‘คงต้องทำอะไรสักอย่าง’เมื่อคิดได้ดังนั้น เจ้าตัวก็พูดพรวดออกมา
“แล้วพี่ล่ะอยากทำอะไรตื่นเต้นไหม”
“ฮะ!”แฟนสาวคิ้วขมวดหันกลับมามองแฟนหนุ่มที่ยังคงทำหน้านิ่ง ๆแต่แฝงไปด้วยความยียวนกวนประสาทจากความเศร้าเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิดทันทีธาริณีใช้ศอกกระทุ้งท้องเกียกกายอย่างไม่เต็มแรงนักเพราะรู้ว่าร่างกายยังไม่แข็งแรงเต็มร้อย
“นี่แหนะไอ้กาก หน้าสิ่วหน้าขวานพูดเล่นไม่รู้เรื่อง”
“โอ๊ยพี่แขนผมเข้าเฝือกอยู่นะ ถ้าแขนผมขาด พี่ต้องดูแลผมไปตลอดชีวิตเลยนะ”เกียกกายพูดแล้วก็กุมท้องทำสำออยลงไปนั่งกองกับพื้น
“อย่าเว่อร์ให้มากไอ้กากเมื่อกี้ฉันกระทุ้งโดนท้องไม่ได้โดนแขนสักหน่อย”
“ก็มันกระเทือนนี่นาพี่ดึงผมขึ้นไปหน่อยสิ ผมเจ็บจนลุกไม่ไหวแล้วเนี่ย”เจ้าตัวทำตาเป็นประกายพร้อมทั้งชูแขนข้างที่ไม่เจ็บเพื่อให้คนรักมาจับ
“ไม่ดึงอะไรทั้งนั้นถ้าไม่ลุกขึ้นมาเองก็นั่งอยู่ตรงนั้นแหละเพื่อนนอนเป็นผักอยู่อย่างนี้ยังจะมาพูดเล่นไม่รู้เรื่อง” น้ำเสียงที่แข็งกร้าวพร้อมสายของธาริณีจ้องเขม็งไปยังเกียกกาย ทำให้ฝ่ายตรงข้ามทำหน้าสลดลงมาบ้าง
“โถ่พี่ไอ้ทีนอนเป็นผักได้ไม่นานหรอก เดี๋ยวมันก็ฟื้นเพราะเขม…” จู่ ๆเกียกกายก็หยุดชะงัก เหมือนจะนึกขึ้นมาได้ว่าไม่ควรพูดชื่อ ‘เขมทัต’ ให้ฝ่ายตรงข้ามรับรู้
“อะไรไอ้กากทีจะฟื้นเพราะอะไรนะ”
“ไม่มีอะไรหรอกพี่แต่เชื่อผมเถอะ ไอ้ทีต้องฟื้นเร็ว ๆ นี้แน่นอน” เกียกกายพูดอย่างมั่นใจแต่ก็ทำให้คนฟังยิ่งหงุดหงิดมากกว่าเดิม
“ถ้าทีฟื้นเมื่อไรค่อยออกมาเรียกแล้วกันฉันจะไปรอข้างนอก” เมื่อพูดจบก็หันขวับเดินออกไปยังประตูทันทีไม่สนใจคนที่นั่งอยู่บนพื้นแม้แต่น้อย
“พี่…” เกียกกายเรียกด้วยน้ำเสียงออดอ้อนทำท่าลุกจะตามออกไปแต่แฟนสาวหันกลับมาชี้หน้าเหมือนรู้ทันจนทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องหยุดการกระทำนั้น
“ไม่ต้องออกมาเรียกถ้าทียังไม่ฟื้นชิ!” สาวเจ้าสะบัดหน้าหนีก่อนจะเดินออกจากห้องไปทิ้งให้เกียกกายต้องนั่งคอตกอยู่คนเดียว
“เฮ้อ! ไม่น่าเลยเรา”
บทสนทนาระหว่างธาริณีกับเกียกกายแทรกเข้ามาเสียงดังจึงทำให้สติของทีปกรเริ่มกลับมาอีกครั้ง“นี่เรากำลังทำอะไรอยู่เนี่ย บ้าจริง”เจ้าตัวรำพึงรำพันกับตนเองพลางจับไปยังหน้าอกด้านซ้ายก็รู้สึกประหลาดใจ
“เป็นอันใดไปเด็กน้อยของข้าเจ้าผลักข้าออกทำไม”