"น่าจะเป็ท่านปู่ของข้ามาแล้ว" สวี่ิอี้กล่าว
"อืม" อู๋ย่างพยักหน้า เขาเองก็ได้ยินเช่นกัน
เมื่อเห็นเขายังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ สวี่ิอี้ก็เงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า "...ถ้าเช่นนั้นคุณชายอู๋ก็ไปเสียสิ"
หรือว่าเขาคิดว่าพวกเขาสองคนสามารถยืนรอท่านปู่ของนางอยู่ตรงนี้ด้วยกันอย่างเปิดเผย โดยไม่ถูกเข้าใจผิดอย่างนั้นหรือ
อู๋ย่างเงียบไปครู่หนึ่งเช่นกัน
ชั่วขณะนั้นเขาไม่ได้คิดอะไรมากถึงเพียงนั้น
การอบรมสั่งสอนั้แ่เล็กทำให้เขารู้สึกไปตามสัญชาตญาณว่า ในเมื่อเจิ้นกั๋วกงมาแล้ว ในฐานะผู้น้อยย่อมไม่มีเหตุผลให้ต้องจงใจหลบเลี่ยง
เป็เขาเองที่สะเพร่า
"ขอตัว"
เขาเอ่ยเสียงต่ำประโยคหนึ่ง แล้วหันหลังเร้นกายจากไป
เ้านกตัวใหญ่เดินตามหลังเขาไปพลางหันกลับมามองครั้งแล้วครั้งเล่า
หนึ่งคนหนึ่งนกยังเดินไปได้ไม่ไกล เสียงพูดคุยจากด้านหลังก็แว่วเข้าหู
"ท่านปู่"
"ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้คนเดียว แล้วยังให้พวกสาวใช้ไปเฝ้าเสียตั้งไกล... เกิดหลับไปอีกจนล้มลุกคลุกคลานขึ้นมาจะทำอย่างไร"
"รู้สึกว่าในห้องอุดอู้ไปหน่อยจึงมาเดินเล่นในสวนเ้าค่ะ หลับไปตั้งค่อนวัน ตอนนี้พอมีเรี่ยวแรงอยู่บ้าง"
อู๋ย่างไม่ได้ใส่ใจฟังบทสนทนาธรรมดาระหว่างปู่หลานนี้นัก ฝีเท้ายังคงก้าวเดินไม่หยุดพัก
ทว่าประโยคต่อมาของเด็กสาวกลับดึงดูดความสนใจของเขาขึ้นมา
"ท่านปู่ พัดผ้าไหมเล่มนี้ฮองเฮาทรงประทานให้ ท่านว่าสวยหรือไม่เ้าคะ"
— ท่านอาหญิง?
อู๋ย่างหยุดฝีเท้าลงตามสัญชาตญาณ แววตาสั่นไหวเล็กน้อย
สวี่ิอี้เป็ถึงคุณหนูภรรยาเอกจวนเจิ้นกั๋วกง การที่ท่านอาหญิงจะประทานของรางวัลให้บ้างไม่ใช่เื่แปลกอะไร
ที่แปลกก็คือ เด็กสาวคนหนึ่งกลับไปถามท่านปู่ของตนที่รูปร่างกำยำล่ำสัน เพียงแค่ยกง้าวใหญ่ขึ้นมาก็สามารถบุกเดี่ยวทลายรังโจรได้สบาย... ว่าพัดที่ลูกผู้หญิงใช้สวยหรือไม่เนี่ยนะ
เด็กสาวคนนี้แม้เวลาหัวเราะจะดูทึ่มทื่อไปบ้าง แต่จากบทสนทนาเพียงไม่กี่ประโยคเมื่อครู่ ก็เห็นได้ว่าเป็คนมีความคิดลึกซึ้ง
อู๋ย่างคาดเดาบางอย่างในใจ จึงยืนนิ่งอยู่กับที่และตั้งใจฟัง
"อืม... สวยสิ เหมาะกับเจาเจามาก" ภายในระเบียงทางเดิน เจิ้นกั๋วกงรับพัดมาพินิจพิเคราะห์ดูครู่หนึ่งอย่างจริงจัง— พัดที่บอบบางประณีตเช่นนี้ เขาหักทิ้งรวดเดียวห้าสิบเล่มยังได้สบาย ๆ หากเป็ตอนหนุ่ม ๆ ล่ะก็ คงหักได้มากกว่านี้อีก
"ท่านปู่ดูสิเ้าคะ บนนี้ยังมีตัวอักษรเล็ก ๆ ปักไว้ด้วยว่า อ่อนโยนเปี่ยมเมตตา ระมัดระวังรักษากาย... และคำว่า 'ระวัง' ตัวนี้ ดูเหมือนจะใช้ด้ายสีเข้มกว่าตัวอื่น ๆ เล็กน้อย"
เมื่อเห็นหลานสาวพูดพลางชี้ให้ดูพลาง เจิ้นกั๋วกงที่ไม่มีความรู้เื่พวกนี้เอาเสียเลยก็ทำได้เพียงเออออตาม แล้วพยักหน้าอย่างจริงจัง
"ท่านปู่ ท่านว่า... ฮองเฮาทรงอยากจะใช้พัดเล่มนี้เพื่อตักเตือนอะไรจวนเจิ้นกั๋วกงของเราหรือไม่เ้าคะ"
การเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างกะทันหัน ทำให้สีหน้าของเจิ้นกั๋วกงเปลี่ยนไป
"เจาเจา คำพูดแบบนี้จะพูดส่งเดชไม่ได้นะ"
"ข้าเพียงรู้สึกว่ามีความเป็ไปได้เท่านั้นเ้าค่ะ" สวี่ิอี้ลดเสียงลงเล็กน้อย "พัดเล่มนี้ไม่ถูกส่งมาเร็วหรือช้ากว่านี้ แต่กลับส่งมาในวันที่ท่านกลับถึงเมืองหลวงพอดี บางทีอาจเป็เพราะฮองเฮาที่ประทับอยู่ในวังทรงระแคะระคายเื่อะไรเข้า จึงได้ตักเตือนเช่นนี้"
แววตาของเจิ้นกั๋วกงสั่นไหวไปชั่วขณะ
ก่อนจะกล่าวว่า "เจาเจาคงจะคิดมากไปแล้ว นั่นคือฮองเฮาเชียวนะ"
"เป็ฮองเฮาก็ไม่ผิดหรอกเ้าค่ะ" สวี่ิอี้เอ่ย "แต่พระองค์ทรงแซ่อู๋"
เจิ้นกั๋วกงมองหลานสาวตรงหน้าอย่างประหลาดใจ
"สกุลอู๋และสกุลสวี่ล้วนเป็ขุนนางใหญ่ผู้ร่วมบุกเบิกแผ่นดิน แม้สกุลสวี่จะอยู่ในเมืองหลวง ส่วนสกุลอู๋อยู่ที่หนิงหยาง ทว่าสถานการณ์ของทั้งสองตระกูลก็นับว่ามีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง หากสกุลสวี่เกิดเื่ขึ้นมาจริง ๆ ภายใต้สถานการณ์ที่เสียสมดุล ต่อให้สกุลอู๋จะมีรากฐานลึกซึ้งเพียงใด ก็ใช่ว่าจะรอดพ้นไปได้" สวี่ิอี้น้ำเสียงแ่เบาแต่กลับหนักแน่นชัดเจน "การที่ซื่อซุนแห่งติ้งหนานอ๋องถูกเรียกตัวเข้าเมืองหลวงในครั้งนี้ รวมถึงการเผชิญหน้ากับโจรูเาระหว่างทาง สองเื่นี้ล้วนควรค่าแก่การนำมาคิดใคร่ครวญให้ถี่ถ้วนเ้าค่ะ"
"เจาเจา คำพูดพวกนี้ใครเป็คนบอกเ้า" ในแววตาของเจิ้นกั๋วกงแฝงความสงสัยใคร่รู้
"เป็หลานที่อยู่ว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำจึงคิดใคร่ครวญขึ้นมาเอง และไม่เคยปริปากพูดกับใครแม้แต่ครึ่งประโยคเ้าค่ะ" สวี่ิอี้ตอบ "หากท่านปู่เห็นว่าพอจะฟังขึ้น ก็ลองรับฟังดูเถิดเ้าค่ะ"
ท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรี สีหน้าของอู๋ย่างเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
นางจงใจพูดให้เขาฟังจริง ๆ ด้วย—
เป็การเตือนสกุลอู๋ว่าไม่อาจประมาทได้ และยังเป็การเตือนให้เขาระมัดระวังตัวให้มากขึ้นขณะอยู่ในเมืองหลวงด้วย
แต่ว่า ทำไมนางถึงต้องมาแสดงน้ำใจต่อเขาเช่นนี้ด้วย
บนโลกนี้ไม่มีความปรารถนาดีที่ไร้ต้นสายปลายเหตุ ยิ่งไปกว่านั้นสกุลสวี่กับสกุลอู๋ก็ไม่ลงรอยกันอยู่แล้ว
อู๋ย่างครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าพลันแปลกประหลาดไปอย่างบอกไม่ถูก
หรือว่าเมื่อครู่ที่พบกัน เด็กสาวคนนี้จะ...
เขายั้งความคิดที่จะคิดลึกซึ้งถึงความเป็ไปได้อันชวนให้ขนลุกขนพองนั้น แล้วก้าวเท้ายาว ๆ เดินจากไป
เดินไปได้สองก้าว จู่ ๆ เขาก็หยุดชะงัก
ก้มมองของในมือตน—
เมื่อครู่ถึงกับลืมคืนของให้นางเสียสนิท
เครื่องประดับของหญิงสาวเป็ของติดกาย การที่เขาเอาติดตัวมาเช่นนี้ย่อมไม่ถูกธรรมเนียม
เมื่อคิดเช่นนี้ เขาก็ยกมือขึ้นเตรียมจะโยนทิ้งไป
ทว่าไม่ได้
หากมีใครเก็บไปได้แล้วบังเอิญก่อให้เกิดเื่ยุ่งยากจนเสื่อมเสียถึงชื่อเสียงของนาง ถึงตอนนั้นนางคงหนีไม่พ้นต้องมาโทษเขาแน่
ช่างเถอะ เขาเก็บรักษาไว้แทนก่อนก็แล้วกัน วันหน้าหาโอกาสคืนให้นางก็สิ้นเื่
สวี่ิอี้ตั้งใจฟังอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าเสียงฝีเท้านั้นห่างออกไปแล้ว ในใจจึงสงบลง
ทางด้านนี้ เจิ้นกั๋วกงกำลังมองหลานสาวด้วยความรู้สึกสลับซับซ้อน
เด็กสาวบ้านอื่นเวลาอยู่ว่าง ๆ มักจะนึกถึงแต่งานเย็บปักถักร้อย เครื่องประทินโฉม เครื่องประดับอัญมณี แต่หลานสาวบ้านเขากลับ...
"เจาเจาโตแล้ว คำพูดพวกนี้ปู่จะเก็บไปใส่ใจ เื่ทุกอย่างในบ้าน ปู่กับพ่อเ้าจะเป็คนจัดการเอง ตอนนี้เ้าเพียงแค่ทำใจให้สบาย รักษาตัวให้หายดี ส่วนเื่อื่นไม่ต้องไปคิดมากให้กังวลใจ"
"ท่านปู่ ข้าอายุสิบหกปีแล้วนะเ้าคะ ไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว ตอนท่านปู่อายุสิบหกปีก็เริ่มระดมพล นำพาราษฎรขจัดความอยุติธรรม เป็ห่วงเป็ใยเื่ราวของแผ่นดิน—" สวี่ิอี้แววตาหนักแน่น "เจาเจาไม่อาจเทียบท่านปู่ที่ห่วงใยทุกชีวิตบนโลก เวลานี้เพียงอยากจะออกแรงช่วยเหลืองานในครอบครัวบ้างก็เท่านั้นเอง
ข้ารู้ว่าท่านปู่หักใจให้ข้าต้องมากลุ้มใจกับเื่พวกนี้ไม่ได้ หวังเพียงอยากให้ข้าเติบโตมาอย่างไม่มีเื่ทุกข์ร้อนใจ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาตลอด แต่หากความปลอดภัยของครอบครัวยังไม่อาจรักษาไว้ได้ แล้วจะเอาอะไรไปพูดถึงเื่อื่นอีกเล่า"
เจิ้นกั๋วกงฟังแล้วถึงกับตกตะลึง
ในความคิดเขา ไม่เคยคิดว่าเกิดเป็ลูกผู้หญิงจะต้องถูกจำกัดอยู่แต่เื่ในเรือนหลัง เพียงแต่เป็อย่างที่เจาเจาพูด เขา 'ทำใจไม่ได้' ในสายตาเขา การปกป้องจวนเจิ้นกั๋วกงคือความรับผิดชอบในฐานะผู้นำตระกูลของเขาต่างหาก
เด็กคนนี้นอกจากจะรู้ความแล้ว ยังรู้จักเห็นอกเห็นใจความรู้สึกของเขาด้วย
เจิ้นกั๋วกงถอนหายใจด้วยความรู้สึกสลับซับซ้อนทว่าปลาบปลื้มใจ
"ไม่ได้พบกันแค่ปีเดียว ไม่รู้เลยว่าเจาเจาเข้าใจเื่พวกนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน"
สวี่ิอี้มองดูชายชราผมขาวโพลน
นางกับท่านปู่ ไม่ได้ไม่พบกันแค่ปีเดียวเสียหน่อย
"เอาล่ะ เจาเจาไม่ใช่เด็กอีกแล้ว งั้นวันนี้เราปู่หลานมาเปิดอกคุยกันสักหน่อยเถอะ" เจิ้นกั๋วกงนั่งลงตรงระเบียงคด แล้วกวักมือเรียกหลานสาว
สวี่ิอี้ยิ้มพลางนั่งลงข้างเขา
สองปู่หลานคุยกันั้แ่เื่สัพเพเหระในบ้านไปจนถึงเื่การเมืองในราชสำนัก สวี่ิอี้มองชายชราข้างกาย ในใจรู้สึกสงบและอุ่นใจเป็อย่างยิ่ง
นางมีท่านปู่ที่ดีที่สุดในโลก ไม่เพียงรักและตามใจนาง แต่ยังรู้จักรับฟังคำพูดของนาง ขอเพียงนางพูดอย่างมีเหตุผลอยู่บ้าง ท่านปู่จะตั้งใจฟัง และยอมเปลี่ยนมุมมองต่อนางอย่างเป็กลาง ไม่มองนางเป็เพียงเด็กที่ไม่รู้เื่รู้ราวอะไรอีก
"จริงสิ ท่านปู่ไม่ได้กำลังหารือธุระกับอาจารย์หลายท่านที่ห้องหนังสือเรือนหน้าหรือเ้าคะ เหตุใดถึงมาที่นี่ได้"
เมื่อได้ยินหลานสาวถามเช่นนี้ เจิ้นกั๋วกงจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าจุดประสงค์ที่ตนมาที่สวนแห่งนี้คืออะไร
"จริงด้วย... ปู่มาตามหาชายหนุ่มที่อยู่เรือนหน้าคนนั้นต่างหาก! เ้าเห็นเขาบ้างหรือไม่"
เขาไปถามหาคนเพื่อจะสอบถามความที่เรือนหน้า พอรู้ว่าอีกฝ่ายมาเดินเล่นในสวนจึงตามมา
สวี่ิอี้ไม่ตอบแต่กลับเป็ฝ่ายถามว่า "ไม่ทราบว่าท่านปู่ตามหาเขามีธุระอะไรหรือเ้าคะ"
"สองวันนี้มีเื่วุ่นวายมากมาย ปู่ยังไม่ทันได้ซักไซ้ไล่เลียงประวัติครอบครัวเขาให้ชัดเจนเลย—" ก่อนที่เื่ราวจะแน่ชัด เขายังไม่อาจนำข้อสันนิษฐานที่ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จไปเล่าให้หลานสาวฟังได้
ทว่ากลับได้ยินเด็กสาวข้างกายเอ่ยเสียงเรียบว่า "เขาหรือเ้าคะ... หลานลองสืบดูแล้ว เขาคือซื่อซุนแห่งติ้งหนานอ๋องเ้าค่ะ"