ฮั่วิจูชูศีรษะที่ถือมาให้พี่น้องในกองทัพสกุลฮั่วเห็น จากนั้นก็โยนลงบนพื้นดินราวกับว่าเป็เพียงเศษขยะไร้ค่า
หลังจากได้รับชัยชนะ กองทัพสกุลฮั่วกู่ร้องดังสุดเสียง การแสดงออกในลักษณะนี้ คือการประกาศก้องว่ากองทัพสกุลฮั่วที่ยังมีชีวิตอยู่ สามารถเรียกคืนความเป็ธรรมให้กับดวงิญญาเหล่าผู้กล้าที่ดับสูญไปได้สำเร็จ
ฮั่วหนานอันกับบุตรสาวยืนอยู่ด้านหน้ากองทัพสกุลฮั่ว ทิ้งตัวลงคุกเข่าบนพื้น ดึงถุงผ้าใบเล็กที่แขวนอยู่ข้างเอวมาถือเอาไว้ในมือ
ทหารกองทัพสกุลฮั่วคุกเข่าเช่นเดียวกับผู้นำสกุลฮั่วที่เหลืออยู่ ทุกคนดึงถุงผ้าใบเล็กที่แขวนอยู่ข้างเอวออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ขอให้ดวงิญญาทหารกล้าผู้ภักดีต่อต้าฉีจงสงบสุขชั่วนิรันดร์”
ฮั่วหนานอันะโก้องพร้อมกับเทดินที่อยู่ในถุงผ้าลงบนพื้นในอาณาเขตของวังหลวง ดินเหล่านี้คือดินที่กลบหน้าหลุมศพผู้กล้าของสกุลฮั่วที่พวกตนนำติดตัวมาด้วย
ทหารสกุลฮั่วหลั่งน้ำตาให้กับความเจ็บแค้นที่สั่งสมมาถึงสี่ปีเต็ม ในที่สุดพวกเขาก็สามารถเรียกเกียรติและศักดิ์ศรีกลับคืนมาได้เสียที
กองทัพของสกุลอื่นที่เข้าร่วมในการก่อฏ ยืนมองการกระทำของกองทัพสกุลฮั่วด้วยท่าทางสงบ พวกเขากล่าวสรรเสริญทหารผู้ภักดีต่อแผ่นดินต้าฉีที่จากไปอยู่เงียบๆ
หลังจากก่อฏได้สำเร็จ ราชสำนักที่ถูกเก็บกวาดจนสะอาดเอี่ยมด้วยฝีมือสกุลฮั่วและผู้ร่วมมือในการก่อฏ ได้สถาปนาฮ่องเต้พระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์
ตัวการสำคัญที่ทำให้สกุลฮั่วล่มสลาย บัดนี้กำลังถูกฮั่วิจูแล่เนื้อเถือหนังทีละนิดอย่างช้าๆ อัครมหาเสนาบดีหลี่ที่เคยมีอำนาจจนผู้คนทั่วต้าฉีกลัวเกรง บัดนี้เขาคือชายพิการที่ยังไม่สิ้นลมหายใจ ความทรมานจากการถูกแล่เนื้อเถือหนังบวกกับแขนทั้งสองข้างถูกตัด ทำให้บุรุษเยือกเย็นเก็บความรู้สึกเก่งอยู่ตลอดเวลา เ็ปจนต้องร้องขอความตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ฮั่วหนานอันยืนกอดอกมองร่างของขุนนางจำนวนหนึ่ง นอนตายตาเหลือกเรียงกันอยู่บนผ้าขาว คนพวกนี้ถูกทัณฑ์เลาะกระดูกเล่นงานจนทนความเ็ปไม่ไหว สิ้นใจลงั้แ่ยังเลาะกระดูกขาไม่แล้วเสร็จ
จัดการเก็บกวาดขยะและแก้แค้นจนสำเร็จ ฮั่วหนานอันจึงพาบุตรสาวคนเดียวที่เหลืออยู่ มาเคารพหลุมศพของคนสกุลฮั่วที่จากไปไม่มีวันหวนกลับ
ผู้ใดจะคาดคิดนอกเสียจากเ้าตัว ในขณะที่กำลังโขกศีรษะเคารพหลุมศพของคนในสกุล สกุลฮั่วต้องสูญเสียสายเืไปอีกหนึ่งชีวิต
ฮั่วิจูที่ต้องต่อสู้กับอาการาเ็ภายในมาถึงสามปี จบชีวิตลงอย่างสงบในท่านั่งคุกเข่าหน้าผากแนบชิดอยู่กับพื้นดินบริเวณหลุมศพของคนในสกุล บริเวณมุมปากทั้งสองข้างของนางมีรอยยิ้มเล็กน้อย
การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของฮั่วิจู สร้างความโศกเศร้าให้แก่ฮั่วหนานอันและคนของสกุลฮั่ว จนพวกเขานั่งคุกเข่าอยู่ที่เดิมไม่ยอมลุกไปไหนเป็เวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ถ้าไม่ต้องจัดเตรียมงานศพเกรงว่าพวกเขาจะนั่งคุกเข่ายาวนานเป็เวลาหลายวันคืน
……...
เด็กน้อยฮั่วิจูในวัยเจ็ดขวบลืมตาขึ้นมาอย่างฉับพลัน กะพริบตาเพื่อปรับให้เข้ากับความมืด ภาพที่ปรากฏในสมองล่าสุดคือภาพ่ก่อนที่นางจะตายไม่ใช่หรือ
ยกมือเล็กๆ ขึ้นมอง หยิกแขนของตัวเองอย่างแรง ครั้นรู้สึกเจ็บจึงเป็สิ่งที่ยืนยันได้ว่านางไม่ได้ฝันไป นางหวนกลับมาตอนเป็เด็กอีกครั้ง และบ้านดินหลังที่นางอาศัยอยู่ในตอนนี้คือหมู่บ้านซานไห่ หมู่บ้านชาวประมงที่อยู่ติดกับชายทะเลทางตอนเหนือ
บิดาของนางมีนามว่าฮั่วหนานอัน เป็ทายาทลำดับที่สามของสกุลฮั่ว อุปนิสัยของฮั่วหนานอัน กิน ดื่ม เที่ยวเล่นผลาญเงินสกุลไปวันๆ ราวกับว่าสามารถผลิตเงินขึ้นมาเองได้ เรียกได้ว่าเป็บุรุษที่ไม่เอาไหนชนิดที่ผู้ใดเห็นต้องส่ายหน้าให้กับความฟุ่มเฟือย จนผู้คนทั่วเมืองหลวงยกย่องเยินยอว่าเป็คุณชายจอมเสเพลอันดับหนึ่งของเทียนอัน
สาเหตุที่ครอบครัวทายาทลำดับที่สามของสกุลฮั่ว ต้องมาตกระกำลำบากอยู่ที่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แห่งนี้ เป็เพราะฮั่วหนานอันไปก่อเหตุทะเลาะวิวาทกับหลู่อ๋อง พระอนุชาของฮ่องเต้
เหตุทะเลาะวิวาทในครานั้นค่อนข้างรุนแรง เพราะบิดาของนางเตะขาหลู่อ๋องจนหัก เื่นี้สร้างความพิโรธให้แก่ฮ่องเต้และไทเฮาเป็อย่างยิ่ง ทว่าคนในวังยังคงระลึกถึงคุณูปการของสกุลฮั่ว จึงให้เกียรติสกุลฮั่วจัดการลงโทษฮั่วหนานอันด้วยตนเอง
บรรดาเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง ราษฎร ทุกสายตาต่างจดจ้องกดดันสกุลฮั่วกับความผิดที่ฮั่วหนานอันได้ก่อขึ้น เพียงไม่กี่วันก็มีสาสน์ด่วนจากผู้นำสกุลฮั่วที่ยืนหยัดปกป้องชายแดนมายังจวนที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวง
เพียงสาสน์ด่วนจากผู้นำตระกูลเดินทางมาถึงมือของฮูหยินผู้เฒ่าสกุลฮั่ว บทลงโทษก็ได้เริ่มต้นขึ้น ฮั่วหนานอันถูกโบยจนก้นปริแตก นอนรักษาแผลยังไม่หายดี ต้องถูกเนรเทศไปใช้ชีวิตยังถิ่นทุรกันดารจนกว่าจะมีคำสั่งจากผู้นำตระกูลให้กลับเข้ามายังเมืองหลวง ซึ่งไม่รู้ว่ามันจะยาวนานสักเพียงใด
สำหรับบทลงโทษ แท้จริงแล้วผู้นำตระกูล้าลงโทษบุตรชายลำดับที่สามเพียงผู้เดียว แต่ผู้ใดจะคิดว่าบุตรีตัวน้อยวัยเพียงเจ็ดขวบอย่างฮั่วิจูจะรักบิดามาก ถึงขนาดร้องขอเดินทางไปยังถิ่นทุรกันดารด้วย
ถ้าเกิดไม่ให้นางเดินทางไปด้วย เด็กน้อยประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมกินข้าวปลาอาหาร แม้แต่น้ำสักหยดก็จะไม่ยอมให้ไหลผ่านลำคอ
แม่หนูน้อยฮั่วิจูเป็เด็กที่เกิดก่อนครบกำหนดคลอด จึงมีร่างกายที่เล็กและอ่อนแอ พอนางไม่ยอมให้สิ่งใดไหลผ่านลำคอแม้แต่น้อย ผู้เป็มารดาและคนในจวนสกุลฮั่วจึงร้อนใจ
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นว่าหลานสาวคนเล็กรักบิดามากถึงเพียงนี้ ใจหนึ่งก็โมโห อีกใจหนึ่งก็พึงพอใจที่บุตรชายมีบุตรสาวกตัญญู จึงเอ่ยอนุญาตให้เด็กน้อยไปร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้เป็บิดา
ฮูหยินผู้เฒ่าอนุญาต ทว่าผู้ให้กำเนิดแม่หนูน้อยฮั่วิจูกลับไม่ยินยอม พยายามเหนี่ยวรั้งบุตรสาวด้วยเหตุและผล แต่กลับไม่เกิดผลใด เพราะความรักที่เด็กน้อยฮั่วิจูมีให้กับบิดา มันมากกว่าสิ่งที่มารดานำมาอธิบายและหลอกล่อ
ต่อให้ผู้อื่นมองบิดาไม่ดี แต่เด็กน้อยฮั่วิจูกลับมองว่าบิดาของตนเองดีที่สุดในใต้หล้า
ในเมื่อเหนี่ยวรั้งจนสุดความสามารถ บุตรสาวคนเล็กก็ไม่ยอมเชื่อฟัง แถมยังล้มป่วยในเวลาต่อมา หวังซื่อจึงยอมแพ้กับความดื้อด้านของเด็กน้อย ยินยอมหอบบุตรทั้งสองเดินทางไปยังถิ่นทุรกันดารพร้อมกับผู้เป็สามีด้วยใจมิจำยอม
สาเหตุที่ิญญาของฮั่วิจูในวัยสิบเจ็ด ได้ย้อนกลับมาอยู่ในร่างของตัวเองในวัยเจ็ดขวบอีกครา เนื่องจากเด็กน้อยใจนตาย ที่มาของการใจนต้องจบชีวิตลง ก็มาจากเห็นผู้เป็บิดาถูกรุมทำร้ายจนเือาบใบหน้า
ครอบครัวของพวกตนถูกเนรเทศมาอยู่ที่หมู่บ้านชาวประมงได้ประมาณสองอาทิตย์แล้ว แต่บิดาของนางไม่เคยปรับเปลี่ยนนิสัย ชอบกิน ดื่ม เที่ยวเล่นเหมือนอย่างเคย
วันที่เกิดเหตุ บิดาของนางนั่งดื่มสุรากับพวกอันธพาลในหมู่บ้าน ไม่รู้ว่าดื่มกันอิท่าไหนจึงได้ถูกรุมทำร้ายอยู่คนเดียว
ในตอนนั้นเด็กน้อยฮั่วิจูกำลังเล่นอยู่กับเด็กในหมู่บ้าน พอทราบว่าบิดาถูกทำร้ายจึงรีบวิ่งไปยังที่เกิดเหตุ พอไปถึงเห็นภาพบิดาถูกรุมกระทืบจนใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยเืก็กรีดร้องเสียงหลง หมดสติล้มพับลงบนพื้นดินทันที
การหมดสติในครานั้น คือการทำให้ดวงิญญาของฮั่วิจูในวัยสิบเจ็ด หวนกลับเข้ามาอยู่ในร่างของตนเอง่วัยเด็ก
ฮั่วิจูกำลังนึกถึงเื่ราวน่าเหลือเชื่อท่ามกลางความมืด ต้องสะดุ้งแล้วผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างฉับพลัน
ชาติที่แล้ว คืนนี้เป็คืนที่มารดาของนางจะทำการสังหารบิดา แต่กลับไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะบิดาตื่นขึ้นมาเห็นการกระทำของผู้เป็ภรรยาพอดี หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของสองสามีภรรยาจึงห่างเหิน
“น้องสาว เ้าฟื้นแล้ว” ฮั่วเจินจูหันไปจุดตะเกียง หันมาอีกทีก็เห็นเพียงเงาตะคุ่มของน้องสาวตัวน้อยที่วิ่งเท้าเปล่าออกจากห้องไป
ฮั่วิจูอาศัยความทรงจำเดิม จึงสามารถเดินฝ่าความมืดได้อย่างว่องไว
“ท่านแม่” ตัวยังไม่ถึงห้องนอนของบิดา ทว่าฮั่วิจูกลับส่งเสียงเรียกมารดาเสียก่อน เผื่อว่าจะช่วยหยุดยั้งการกระทำที่เป็ชนวนเหตุให้บิดามารดาหมางเมินต่อกัน
หวังซื่อกำลังใช้หมอนกดทับใบหน้าของผู้เป็สามีที่นอนหลับอยู่บนเตียง ต้องหยุดชะงักเพราะเสียงเรียกของบุตรสาว นางรีบปล่อยหมอนตกลงบนพื้น หันมองประตูที่ถูกเปิดออก เห็นร่างของบุตรสาวคนเล็กเดินฝ่าความมืดเข้ามาในห้อง