ซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที

    บทที่ 21. ตอนที่ 1. เจ้ามหาชีวิต

    พญาพรหมเสกยืนนิ่งมองตามแผ่นหลังของเจ้านางซอมพอที่กำลังเดินจากไป ความเงียบงันของชายป่าตีนเขาวัดสบปินดูจะหนักอึ้งขึ้นมา หัวใจของขัตติยหนุ่มว้าวุ่นด้วยเงื่อนงำที่ทับซ้อน ทั้งเรื่องแม่เจ้าเกสรผู้กุมอำนาจแห่งเวียงสรวง ครูบาเจ้าผู้ชำนาญเพลงดาบโบราณแห่งเวียงซัว แลชะตากรรมของเวียงสรวงที่กำลังถูกสั่นคลอน

    “มิได้การ...หากชักช้าแม้เพียงคืนเดียว หมากกระดานนี้อาจเปลี่ยนจนแก้ไม่ตก” พญาพรหมเสกพึมพำกับตนเอง

    พระองค์เร่งฝีเท้ากลับมายังเรือนรับรอง แล้วทรงสั่งการหมื่นมั่นอิงแลพันแก้วลูน ให้เตรียมม้าเก็บข้าวของเตรียมออกเดินทาง ข่าวการผลัดผ้ากาสาวพัสตร์ของครูบาเจ้า แลความตายของพ่อครูผา เป็นเสมือนลางบอกเหตุว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะพัดเข้าหาเมืองเล็กแห่งลุ่มน้ำของ

    ในขณะที่พระองค์กำลังกระชับอานม้า มัดข้าวของทั้งของตนแลของหญิงคนรักไว้บนหลังของมัน เสียงฝีเท้ากระหืดกระหอบก็ดังขึ้นจากทางเดินเลียบเลาะกำแพงวัด อีเอื้องสายวิ่งหน้าตื่นมา จนลูกปัดห้อยคอแกว่งไกวไร้ระเบียบผ้าพาดบ่าหลุดลรุ่ย มือหนึ่งกุมห่อข้าวที่เตรียมมาอย่างร้อนรนด้วยใจห่วงหาคนเร่งรีบร้อนจักจากไป

    “บาทเจ้า! จักรีบไปใยยามนี้ เหตุใดมิพักเอาแรงเสียก่อน เมื่อคืนก็ยังมิได้หลับนอน ยามนี้เหตุใดถึงรีบร้อนเดินทาง ออกเดินทางยามนี้ อย่างเก่งคงมืดค่ำที่บ้านสบทา” เอื้องสายละล่ำละลัก พลางยื่นมือไปดึงรั้งสายบังเหียนไว้ด้วยความอาวรณ์

    พญาพรหมเสกทอดสายตามองหญิงคนรักอย่างอ่อนโยนแต่เด็ดเดี่ยว “เอื้องมึงฟังพี่...เวียงสรวงในยามนี้หาใช่ที่อันปลอดภัยสำหรับมึงแลเจ้านางซอมพออีกต่อไปไม่ มึงสองต้องดูแลตนเองให้ดี มีดที่พี่ให้จงติดตัวไว้ ไม่จำเป็นก็อย่าไปไกลจากเรือน พี่ต้องเร่งไปดูให้เห็นกับตา ว่าทางทุ่งหลวงคิดเห็นประการใด หากช้าไปกว่านี้ มิรู้ว่าพวกกูสมควรเตรียมรับมือกับผู้ใด จะเวียงซัวหรือทุ่งหลวง หรือแม้แต่เวียงสรวง การเปลี่ยนเจ้าเหนือหัว มีเมืองไม่น้อยที่คิดแข็งข้อแยกตน เพียงแต่ไม่คิดว่า เวียงสรวงก็จะเป็นหนึ่งในนั้นด้วย”

    พันแก้วลูนรีบเข้ามารับห่อข้าวจากนางไปผูกมัดกับคอม้า

    “แต่ทางนั้นไกลนัก...พี่ท่านยังมิได้พักผ่อนเอาแรง เร่งออกเดินทางเยี่ยงนี้จักดีฤา หากเจ็บไข้ระหว่างทางทุกสิ่งที่ตั้งหมายจักพลันเสียเปล่าเอานา”

    “อย่าห่วงไปเลย หนักกว่านี้พี่ก็ผ่านมาแล้ว พี่สัญญา...เสร็จกิจที่ทุ่งหลวงแล้ว พี่จักรีบตีม้ากลับสุวรรณโคมคำ เพื่อทูลเรื่องนี้ต่อเจ้าพี่อินทร์ถวาย เสร็จการงานยุ่งยาก พี่จักรีบเร่งกลับมารับเจ้า” พญาพรหมเสกก้มลงจูบกลางหน้าผากของเอื้องสายที่ชุ่มเหงื่อ ก่อนจะดึงเชือกบังเหียนจากมือนางตวัดตัวขึ้นบนหลังม้า หมื่นมั่นอิงและพันแก้วลูนควบม้านำหน้าออกไปก่อนแล้ว “รอพี่หนาเอื้อง…” วรองค์สูงใหญ่ทอดสายตามองหญิงคนรัก แล้วกระตุกบังคับม้าให้วิ่งออกไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นดินและหยาดน้ำตาของหญิงสาวที่มองตามจนสุดสายตา

     

    การเดินทางลัดเลาะตามป่าเขาลำเนาไพรเป็นไปอย่างเร่งร้อน จนกระทั่งมาถึงยังหมู่บ้านสบทา หมู่บ้านใหญ่ริมน้ำของอันคึกคักหนาตาไปด้วยผู้คน แม้ตลาดการค้าจักมิใหญ่เท่าสุวรรณโคมคำ แต่ก็นับว่าคึกคักหนาตา บ้านสบทาอยู่ในเขตการดูแลของเมืองคำทา อันเป็นเมืองบริวารของเวียงสรวง เป็นจุดพักแรมสำคัญของเหล่าพ่อค้าวานิช ที่ต้องการเดินทางค้าขายขึ้นเหนือล่องใต้ ล้วนต้องผ่านบ้านท่านี้เพื่อพักเรือแลกเปลี่ยนข้าวของ

    แสงตะวันรอนแดงฉานเริ่มฉาบทาจับขอบฟ้า แสงของมันพาดผ่านสายนทีที่ไหลเชี่ยว พญาพรหมเสกชะลอม้าลงเมื่อมาถึงท่าน้ำ สายตาคมกริบเหลือบไปเห็นเงาร่างชายผู้หนึ่งบนลำเรือที่กำลังล่องไปกับสายน้ำ บนเรือลำนั้นนอกจากข้าวของของผู้คน ยังมีม้าอีกตัว ชายผู้นั้นนุ่งห่มผืนผ้าเช่นชาวบ้านป่า โพกผ้าเคียนหัว แต่ท่วงท่าการยืนแลก้าวเดินกลับสง่างามผิดแผกคนทั่วไป แลที่สำคัญที่สุดคือดาบโบราณ ที่สะพายแล่งอยู่บนบ่าใหญ่ รูปทรงและลวดลายบนฝักดาบนั้น พญาพรหมเสกจดจำได้ติดตา...ว่ามันคือดาบเล่มเดียวกันกับที่ครูบาเจ้าสบปินใช้ประลองกับพระองค์!

    “ครูบา! ครูบาเจ้า! รอข้าพเจ้าก่อนขอรับ” พญาพรหมเสกตะโกนก้องคุ้งน้ำ ไม่สนใจผู้คนที่หันมามอง พระองค์รีบชักม้าควบลงจากแนวตลิ่งสูง ตะบันไปบนพื้นทรายที่ทอดยาวไปจนถึงแนวน้ำไหล ด้วยเป็นช่วงแล้ง น้ำลดจนเกิดเป็นหาดทรายกว้างไกลเลียบเลาะไปตามสายน้ำขุ่น ด้วยบ้านสบทาเป็นช่วงน้ำโอบ จึงไร้โขดหินแต่เป็นพื้นทราย จึงเหมาะต่อการหยุดพักเรือ

    ไอ้พันแก้วลูนรีบลงจากม้า เข้าไปติดต่อเรือข้ามฟากจากคนคุมท่า ด้วยเห็นว่าเย็นมากแล้ว หากชักช้า อาจไม่มีเรือให้ข้ามไปฝั่งกระโน้น สายตาก็มองผู้เป็นนาย ที่ควบม้าตามเรือที่กำลังล่องไหลไปกับสายน้ำ ไม่นานพระองค์ก็หยุดม้าลง ทรงมองดูเรือที่มีม้ายืนอยู่บนนั้นแล่นจากไป แล้วพระองค์จึงชักม้าเดินกลับมา

    เมื่อจ่ายค่าเดินทางเรียบร้อย มันทั้งสองก็รีบชักม้าผ่าฝูงลงแนวตลิ่งไปหาผู้เป็นนายเหนือหัว “พระบาทเจ้าทรงมองเห็นครูบาท่านฤา”

    ทรงพยักหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า “กูจำได้ว่าต้องใช่ แต่กูร้องเรียกจนคอแหบ ท่านกลับไม่หันมามองกูเลยแม้แต่น้อย ราวกับไม่ได้ยินเสียงเรียกขาน หรืออาจจะเป็นเจตนา ที่จะไม่หันกลับมามองกู”

    เรือลำนั้นเคลื่อนห่างออกไปไกลตามแรงน้ำที่เชี่ยวกราก พญาพรหมเสกได้แต่ยืนมองด้วยความกังขา อดีตพระเถระผู้ทรงศีล บัดนี้กลายเป็นนักรบพเนจรที่มุ่งหน้าสู่เวียงซัวด้วยภารกิจลับที่ไม่มีใครล่วงรู้

    “พ่อหนุ่ม สูเขาจักข้ามฟากหรือไม่ เรือมาแล้วนะเร็วหน่อย วันนี้เรือลำนี้เป็นลำสุดท้ายแล้ว หากไม่ทัน คืนนี้ก็ต้องพักที่นี่" คนเก็บค่าเรือ รีบวิ่งลงมาตามชายหนุ่มทั้งสามด้วยความเป็นห่วง ชาวบ้านหลายคนเริ่มเดินแถวไปขึ้นเรือกันแล้ว เหลือเพียงพวกเขาทั้งสาม ที่ยืนห่างออกไป

    พญาพรหมเสกหันไปมองคนเรือ คนผู้นี้ดูท่าทางซื่อ ๆ ไม่มีเล่ห์กล “ท่านลุง จากนี่ไปเวียงทุ่งหลวง ต้องใช้เวลาอีกกี่มากน้อยเท่าใด แลเส้นทางน้ำหรือทางบกจักเร็วกว่ากัน”

    คนเรือเกาหัวแกรก “โอ๊ย...พ่อหนุ่ม กูนั้นเป็นเพียงคนคุมท่า มิเคยไปไกลถึงเพียงนั้นดอก ทางไปทุ่งหลวงต้องไปทางบกเท่านั้น แลเส้นทางก็แสนจักซับซ้อน ข้ามดอยข้ามห้วยมากหลาย หากมิมีคนนำทางที่ชำนาญ เห็นทีจะหลงป่าหรือโดนเสือขบกัดตายเสียก่อน เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ พวกสูทั้งสามพักที่นี่สักคืนก่อนเถิด พรุ่งนี้กูจะลองถามพวกคนดอยให้ เผื่อมีผู้ใดเคยไป น่าจักพอนำทางให้พวกสูเขาได้”

    คำตอบนั้นทำให้พญาพรหมเสกขบกรามแน่น พระองค์ไม่มีเวลาเหลือมากพอที่จะเสียไปกับการรอคอย  ทรงมองดูทิวเขาหร่านฟากน้ำฝั่งตรงข้าม ที่บัดนี้เริ่มมีแสงสีแดงฉาบทับแผ่นฟ้า ดวงอาทิตย์หล่นจมแนวเขาไปแล้ว อีกไม่นานจักมืดค่ำ ภายใต้ห่วงคำนึงขบคิด เสียงอาชาควบตะบึงก็ดังแว่วมาจากด้านหลัง พร้อมเสียงตะโกนที่คุ้นหูจนคนทั้งสามต้องหันกลับไปมอง

    “พี่ท่านพรหมเสก! รอข้าก่อนพระเจ้าข้า!”

    เจ้าหาญควบม้าฝ่าฝูงชนเข้ามาด้วยท่าทีรีบร้อน เหงื่อไหลโทรมกาย ไม่ต่างจากผู้ที่ผ่านการเดินทางมายาวไกล

    “เจ้าหาญ? มึงตามกูมาทำไม แล้วนี่พี่สาวมึงรู้หรือไม่ มึงนี่หนาเหตุใดชอบทำตัวเยี่ยงเด็กมิรู้ความ” พญาพรหมเสกถามด้วยความฉงนแลไม่พอใจ

    “พี่ท่านใจเย็นก่อน พี่ท่านจักไปเวียงทุ่งหลวง เหตุใดมิแจ้งต่อข้า ทางไปเวียงทุ่งหลวงนั้นซับซ้อน ข้าเคยแอบหนีเที่ยวไปกับพวกนายพรานปะหล่อง แลเมื่อปีก่อนก็เพิ่งไปท้าปะลองชนกว่างจนได้ชัยชนะมา ข้าจักเป็นคนนำทางให้พี่ท่านเอง...ส่วนเรื่องแม่เจ้าแลพี่นาง ก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะคนที่มาแจ้งแก่ข้า ก็คือพี่นางซอมพอ พี่นางห่วงพระองค์ยิ่งนัก จึงให้ข้าเร่งตามมานำทางให้…ไปกันเถิด ก่อนที่ความมืดจะบังตาจนมองไม่เห็นรอยเท้าเสือ!”

    “เสือฤา…” ผู้ติดตามทั้งสองมองหน้ากัน


    แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :

    เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh

    เล่ม 2  https://shorturl.asia/BxnNW

    เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH

    คล้ายกับเรื่องซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604