บทที่ 1 แค่ฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น?
แอ๊กกกก แอ๊ก!!
เสียงนกแสก หรือนกอีกาอันใดมากู่ร้องในปรโลก ช่างหนวกหูเสียจริง!
อิงเยว่สูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอดด้วยความรำคาญ ทวยเทพจะกลั่นแกล้งคนไปถึงไหน แม้แต่ยามตายเป็ผีก็ยังไม่ยอมมอบความเงียบสงบให้อย่างนั้นหรือ! แต่เพราะความน่ารำคาญเหล่านี้ จึงทำให้อิงเยว่หลับตาทึบต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เอาเถอะ! ปรโลกจะน่ากลัวสักเท่าไหร่กันเชียว ทว่าหลังคลี่ม่านตาเปิด สิ่งที่ประจักษ์แจ้ง ดันแตกต่างจากที่นางคิดอย่างสิ้นเชิง
ดวงตากลมโตเบิกกว้าง แสงแรกที่แผ่หลาจักษุ คืออรุณสดใสแห่งความบริสุทธิ์ในพงไพร ขณะนี้นางอยู่ในท่านอนหงายมือก่ายหน้าผาก เกลือกกลั้วบนผืนหญ้าอย่างไม่รู้ถนอมร่างกาย สีนวลผ่อง...สะท้อนเรือนยอดไม้สว่างเจิดจ้าลงมาแยงตาเป็ระลอก จนต้องรีบยกฝ่ามือขึ้นมาบดบัง
อิงเยว่กำลังเกิดใจฉงนฉงาย ว่าเหตุใดตัวนางถึงได้มาโผล่ยังสถานที่แห่งนี้ได้เล่า หรือว่าป่าชื้นสมบูรณ์ผืนนี้จะเป็ดินแดนปรโลก แต่จะเป็ไปได้อย่างไร ลัทธิตงฉินสอนให้เชื่อในธรรมชาติก็จริง แต่ก็นิยามว่าปรโลกคือดินแดนอันมืดมิดและไร้ทางออกมิใช่หรือ?
ระหว่างที่ครุ่นคิดอย่างชาญฉลาด อิงเยว่ก็ยังคงนอนแผ่หลาสบายอยู่ในท่าหงาย พลางมองนกตัวนั้นบินวนกู่ร้องอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จู่ ๆ หญิงสาวก็ต้องกรีดร้องเสียงดังลั่นออกมาด้วยอาการผวาแตกตื่น เมื่อพบว่าจากมุมมองของนางที่แหงนขึ้นบนน่านฟ้า มีหัวของใครก็ไม่ทราบชะโงกมองนางด้วยสีหน้าคับข้องสงสัยเช่นกัน
สาวน้อยนางนี้แต่งกายเรียบร้อยมีระเบียบ อาภรณ์ที่สวมห่มมีสีอ่อน ส่วนหัวมัดผมรวบตึงคล้ายจุกสองข้างตามรูปแบบของสาวใช้จวนขุนนางใหญ่ เดาได้ไม่ยากว่าแม่นางน้อยคนนี้ คงเป็สาวใช้ของใครสักคน แต่ป่าอันกว้างขวางผืนนี้ คงไม่ใช่สถานที่ที่สาวใช้อย่างนางจะออกมาเดินเล่นได้กระมัง? เช่นนั้นนางมาทำอะไรที่นี่?
ชั่วครู่เดียวน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยของนางก็ดังลอดขึ้นมา
“คุณหนูฟื้นแล้วหรือเ้าคะ ขออภัยที่บ่าวมาช้า พวกเรารีบหนีกันเถอะ”
อ้อ! วาจาของนางไขข้อสงสัยให้แล้ว อิงเยว่รู้ในทันทีว่าแม่นางน้อยคนนี้ก็คือสาวใช้ของนางนั่นเอง ห๊ะ! แต่เดียวก่อน อิงเยว่มั่นใจว่าไม่เคยรู้จักสาวใช้คนนี้มาก่อน หากเป็คนในจวนลู่ นางจะต้องคุ้นตาอยู่บ้าง
ถึงแม้จะใจนตาแทบถลนหลุดจากเบ้า อิงเยว่ก็เอาแต่นอนนิ่ง ไร้วาจาบ้าใบ้ไม่กล้าพูดอันใดและไม่กล้าขยับเขยื้อน เพราะขาของนางนั้นยังไม่สามารถใช้งานได้ แต่แล้วหญิงสาวปริศนาผู้นั้นดูเหมือนจะรีบร้อนและไม่ยินยอม ถึงขั้นเร่งประคองร่างของอิงเยว่ให้อยู่ในท่านั่ง พร้อมแบกขึ้นหลังโดยไม่ลังเล
เพื่อไม่ให้แม่นางน้อยคนนี้ต้องยุ่งยาก อิงเยว่จึงทิ้งน้ำหนักไปที่ก้นให้ตัวเองอยู่ในท่านั่งติดกับพื้น ขณะนั้นก็สบโอกาสได้ปรายตามองไปโดยรอบ จึงนึกขึ้นได้ในทันทีว่า บริเวณเหล่านี้ช่างคุ้นตานัก ราวกับว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ใช่! อิงเยว่เคยเห็นมันในฝัน และอิงเยว่ก็ฝันถึงเหตุการณ์กระเสือกกระสนหนีตายของแม่นางผู้หนึ่งอยู่ซ้ำซาก ไม่ผิดแน่ มันต้องใช่เหตุการณ์เดียวกัน!
[คงไม่ใช่ว่า…ตัวข้าเข้ามาอยู่ในฝันกระมัง]
ในฝันของอิงเยว่มักจะฝันถึงเหตุการณ์นี้อยู่ซ้ำ ๆ แต่ก็ไม่เคยฝันไปไกลกว่านี้ ดังนั้นอิงเยว่จึงไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรต่อไป และยังไม่รู้ด้วยว่าที่จริงแล้ว แม่นางคนงามกำลังหนีอะไรกันแน่ เอาเถอะ! ถ้าหากมีคนปรากฏตัวขึ้นมาเช่นนี้แล้ว อิงเยว่ก็จะถามให้รู้แจ้งเห็นจริงกันไปเลย หลังจากเงียบตรึกตรองเพียงลำพังไปได้ครู่หนึ่ง อิงเยว่ก็ยอมเปล่งเสียงลอดไรฟันออกมาถามหญิงสาวคนนั้นว่า
“พวกเรากำลังหนีอะไร?”
สาวน้อยที่นั่งฟังอยู่ด้านข้าง ได้ยินเช่นนี้ก็รีบยื่นมือเข้ามาอังที่หน้าผากของอิงเยว่กะทันหัน สีหน้าและแววตาของนางส่อแววว่าเป็ห่วงอิงเยว่ยิ่งนัก ยามนี้ลู่อิงเยว่ได้แต่ขมวดคิ้วสงสัย พลางทุ่มเถียงกับตนเองในใจว่า แม่นางน้อยผู้นี้เสียสติไปแล้วหรืออย่างไร คนถามดันไม่ตอบ แถมยังล่วงเกินข้า ออกท่าทีเป็ห่วงเป็ใยทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
ทว่าไม่นานนัก สาวน้อยผู้นั้นก็เปล่งเสียงประหม่าออกมาประโยคหนึ่งว่า
“อาการกำเริบอีกแล้วหรือเ้าคะ?”
“ใช่! ข้าอาการกำเริบ อ้อ! ข้ากลิ้งตกจากที่สูง ความจำท่าจะฟั่นเฟือน เช่นนั้นเ้าช่วยทวนความจำให้ข้าหน่อย เริ่มจากตัวตนของเ้าและตัวตนของข้า ปิดท้ายด้วยเหตุที่เรากำลังหนี ตกลงว่าพวกเรากำลังหนีอะไร” อิงเยว่ไม่รู้ว่านางกำลังหมายถึงอาการบ้าบออันใด เพื่อเข็นเรือตามน้ำ จึงต้องกล่าวอย่างนั้นออกไปก่อน แต่ทว่าระหว่างที่รอฟังคำตอบ! อิงเยว่ก็เกิดอาการประหลาดพิลึก นางรู้สึกปวดปลายขมับเข้าขั้นรุนแรง จนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ภาพความทรงจำหลากหลายแล่นเข้ามาครองปลายประสาทของนาง พลางหล่อเลี้ยงไปพร้อมกับเสียงพูดของสาวน้อย
“บ่าวชื่อ ‘หมานซัว’ เ้าค่ะ รับใช้คุณหนูสิบปีแล้ว ส่วนคุณหนูของบ่าวนามว่า ‘จือหยวนเป่า’ บุตรสาวคนโตแห่งจวนราชครูสกุลจือ ผู้ใดต่างก็ขนานนามว่าท่านคือ ยอดหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งต้าถัง”
“เ้าหมายถึง ‘จือหลางกง’ ขุนนางเฒ่าโฉดชั่วที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงผู้นั้นนะหรือ” อิงเยว่เผลอไผลลืมตัว สบถคำหยาบโลนออกมา ทั้งที่จือหลางกง ท่านราชครูาุโอยู่ในสถานะเป็บิดาของจือหยวนเป่า
หมานซัวพยักหน้ายิ้มเจื่อน แต่นางก็ไม่ได้แปลกใจนักที่คุณหนูของนางจะเรียกบิดาเช่นนั้น เพราะแต่ไหนแต่ไรมา จือหยวนเป่าใช่ว่าจะถูกกับบิดา หยวนเป่าเป็ไม้เบื่อไม้เมาของบิดา แม้จะเป็บุตรแท้ ๆ ของจือหลางกง แต่นางไม่เคยนับถือบิดาเลยสักครั้ง เหตุผลก็เพราะบิดาของนางบ้าอำนาจมักใหญ่ใฝ่สูง กับคนในบ้านยังไม่รู้จักงดเว้น ชอบเอาตำแหน่งหน้าที่มาบีบคั้นให้บุตรสาวทำสิ่งที่ตนเอง้า โดยเฉพาะเื่ที่จะทำให้ตนเองรุ่งโรจน์ในหน้าที่การงาน
แน่นอนว่าที่จือหยวนเป่ากำลังหนีอยู่นี้ ก็คงเกิดจากการถูกบิดาบีบบังคับอีกตามเคย กาลก่อนนางยินยอมให้บิดาหลายครั้งหลายหนก็จริง เพราะนั่นมันไม่เหลือบ่ากว่าแรง แต่ทว่าหนนี้นางไม่สามารถทำตามความ้าของบิดาได้อีกแล้ว อย่างไรนางก็ต้องกระเสือกกระสนหนีโชคชะตาตนเองอย่างสุดชีวิต
คาดไม่ถึงว่าระหว่างทาง จือหยวนเป่าจะมีอาการกำเริบขึ้นมาจริง ๆ นางป่วยเป็โรคหัวใจั้แ่กำเนิด ไม่ใช่เื่ง่ายเลยที่นางจะโตมาได้ขนาดนี้ หลายครั้งหลายหนมันเกือบจะพรากลมหายใจไปจากนาง แต่หยวนเป่าก็รอดมาได้ทุกครั้ง เพราะมี ‘ชวนอี้เฉียน’ คอยดูแลเอาใจใส่
เพราะความใกล้ชิดนานนับสิบปี ทำให้หยวนเป่าและอี้เฉียน เกิดสายสัมพันธ์บางอย่างแอบถักทอขึ้นโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ทั้งคู่ต่างชอบพอกันอย่างสมัครใจ แต่เพราะอี้เฉียนเป็ศิษย์คนโปรดของจือหลางกง เขาจึงก้ำกึ่งไม่กล้าสู่ขอหยวนเป่ากับผู้าุโเสียที กระทั่งดำเนินมาถึงวันนี้ วันที่นางต้องออกเรือนเพื่อแต่งให้ชายอื่น
อี้เฉียนรู้ว่าตนเองช้าไปหลายก้าว จึงอ้อนวอนขอโอกาส และตกลงปลงใจว่าต่อให้ต้องหนีไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว ขอเพียงได้เคียงข้างจือหยวนเป่า ชวนอี้เฉียนคนนี้ก็พร้อมแหกกฎไปพร้อมกันกับนาง
ระหว่างที่หมานซัวเล่าเื่ราวทั้งหมดนี้ด้วยวาจาอันอ่อนหวาน ลู่อิงเยว่ที่อยู่ในร่างของจือหยวนเป่า ก็รู้ได้ทันทีว่า อันที่จริงนางไม่ได้กำลังอยู่ในฝัน และไม่ได้อยู่ในปรโลก แต่นางได้เกิดใหม่ในร่างของจือหยวนเป่าผู้นี้ต่างหาก เพราะถ้านำห้วงฝันของอิงเยว่เข้ามาปะติดปะต่อ ก็พอจะเข้าใจได้ว่า หลังจากที่จือหยวนเป่าทิ้งตัวลงนอนบนพื้นและแน่นิ่งไป นั่นเท่ากับว่านางหัวใจวายตายเฉียบพลันเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
แต่ทว่าอิงเยว่ในร่างของหยวนเป่าก็ยังสงสัยอยู่เนือง ๆ ว่า ในเมื่อตกลงหนีไปตายเอาดาบหน้าพร้อมกันกับชวนอี้เฉียน ไหนล่ะชวนอี้เฉียน? แล้วเหตุใดแม่นางหยวนเป่าในฝันของอิงเยว่ ถึงได้มีทีท่าแตกตื่นและลนลานขนาดนั้น คงไม่ใช่กำลังตามหาอี้เฉียน หรือกำลังหนีตาเฒ่าจือหลางกงหรอกนะ!
ระหว่างที่วาจาของหมานซัวเงียบงันลง อาการปวดศีรษะของอิงเยว่ในคราบของหยวนเป่า ก็ทุเลาเบาบางลงจนแทบไม่รู้สึกอะไรเลย เสียงอินทรีย์ตัวโตที่กำลังกู่ร้องกึกก้องก็เงียบสงบลงเช่นกัน หยวนเป่าหลุดยิ้มขบขันออกมาโดยไม่ปิดบัง พลางครุ่นคิดว่า มันคงเหนื่อยแล้วกระมัง ถึงยอมหุบปากลงเสียได้ แต่เพราะเสียงกู่ร้องหายไปนั่นแหละ หมานซัวถึงได้ออกอาการร้อนรนกระอักกระอ่วนขึ้นเป็เท่าตัว หญิงสาวกำลังจะเอื้อนเสียงเตือนผู้เป็นายว่า
“พวกเรากำลังหนี…”
“เจอคนแล้วขอรับ!” มีเสียงของบุรุษอื่นดังแทรกเข้ามา