บทที่ 3
อาเฉียวกับความลับ...ของนาง
เมื่อกลับถึงเรือนหมู่ตานซึ่งใช้อาศัยเป็เวลากว่าสองวันพักผ่อนจนร่างกายที่อ่อนแอฟื้นกำลังหลี่หว่านเอ๋อร์สั่งหลินลั่วสาวใช้คนสนิทให้ดูแลอาหารการกินอีกทั้งมอบเงินและปล่อยหญิงสาวนิรนามผู้นั้นไป
แต่ภายหลังได้รับรายงานว่าหลี่เหวินกวงหรือบิดาของนาง ณ ปัจจุบันนี้ เขาเรียกพบหญิงสาวผู้นั้นเป็การส่วนตัวด้วยเหตุใดไม่ทราบ
นางเชื่อว่าเขาเป็ผู้ใหญ่มีเหตุผลพอน่าจะไม่ทำเื่เหลวไหล
คิดดังนั้นแล้วจึงวางใจ รับประทานอาหารเย็นสบายอารมณ์ด้วยการเอาใจใส่จากหลินลั่วสองวันมานี้นางกินมากเกินไปแล้ว
จนััได้ราง ๆว่าตนมีพุงอยู่หน่อย ๆ ...
หลังกินอิ่มหญิงสาวเอนกายพิงหมอนหยิบตำราที่อ่านค้างไว้ขึ้นมาอ่านต่อ
หน้าปกเขียนว่า 'เหมยแดงกลางหิมะ' ทั้งที่อ่านจบหลายรอบก็ต้องอ่านต่ออีกรอบมันเป็ตำราเื่รักใคร่ระหว่างใต้เท้าหนุ่มกับคุณหนูชนชั้นสูงตกอับความจริงเื่มันก็ไม่ได้สนุกจนต้องอ่านหลายรอบ
ทว่ามันเป็เพราะสิ่งนี้คือของที่นักพรตชรานำมาให้ด้วยตัวเองเมื่อวานก่อน
ซึ่งเขาย้ำนักย้ำหนาให้นางอ่านและทำความเข้าใจตัวละครรองในเื่ผู้เป็สหายสนิทของตัวเอกหญิงของเื่เนื่องจากตัวละครดังกล่าวถูกสร้างขึ้นโดยมีหลี่หว่านเอ๋อร์เป็ต้นแบบ
เวลานั้นหลังฟังนักพรตซูกล่าวจบนางก็อึ้งไปไม่เป็เลย
เขายังเล่าอีกว่าตำราเล่มนี้โด่งดังอย่างมากเมื่อสองปีที่แล้วเหล่าคุณหนูในเมืองหลวงต่างชื่นชอบ และหาซื้อเก็บสะสมไว้ในซึ่งปัจจุบันหาอ่านได้ยากมาก
นั่นมันคือความจริง!
เมื่อก่อนนางเองก็เคยให้นางกำนัลแอบออกจากวังมาซื้อแต่ก็หาอ่านไม่ได้...
ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้อ่านมันอย่างที่ตั้งใจตอนอยู่ในฐานะคุณหนูหลี่บุตรสาวขุนนางผู้หนึ่ง แถมยังเป็หนึ่งในตัวละครที่มีตัวตนจริง ๆดูแล้วนักเขียนคงต้องทำการบ้านอย่างหนัก อีกทั้งต้องโรคจิตไม่เบาไม่ใช่ว่านักเขียนคงต้องไปเฝ้าสังเกตพฤติกรรมแต่อย่าง แล้วนำมาเขียนหรอกหรือมันถึงละเอียดลออ จนนักพรตซูไป๋เฉิงต้องนำมาให้อ่านทำความเข้าใจ
หลังจากศึกษาอยู่หลายรอบหญิงสาวก็สามารถทำความเข้าใจอุปนิสัยของหลี่หว่านเอ๋อร์ได้คร่าว ๆ
โดยปกติหลี่หว่านเอ๋อร์มักมีรอยยิ้มอยู่เสมอ จิตใจดี เรียบง่าย ขี้อาย พูดน้อย ใสซื่อรักสงบถ้าไม่จำเป็จะไม่ออกจากจวน ส่วนสาวใช้ที่ดูแลก็มีเพียงห้าคน ในจุดนี้ดี เพราะจะได้ไม่มีคนเข้ายุ่งวุ่นวายกับนางมากนัก
สำหรับกับคนใกล้ชิดอย่างคนในครอบครัวเช่นบิดามีนิสัยออกจะขี้เล่นอยู่หน่อย ๆเรียกได้ว่าหลายสิ่งที่ผู้อื่นไม่กล้าทำต่อหน้าหลี่เหวินกวง แต่นางกล้า
ชอบทานหวาน ไม่ทานเผ็ดอีกทั้งชอบทานผัก...
ซึ่งนางไม่ชอบทานผักต่อหน้าคนในครอบครัวตระกูลหลี่ก็พอฝืนทานได้ ยังไม่ใช่ปัญหาหนัก
ด้านศิลปะทั้งสี่อย่างหมากฉิน การเขียนพู่กัน และการวาดภาพนั้น ไม่ต้องเอ่ยถึงด้วยร่างกายอ่อนแอขี้โรคจึงมักใช้เวลาจดจ่อกับอะไรนานไม่ค่อยได้ส่งผลให้มีความสามารถแบบครึ่งกลาง ๆ ไม่แย่ ทว่าก็ไม่ดี
สรุปไม่มีสิ่งใดโดดเด่น
โดยรวมนิสัยของหลี่หว่านเอ๋อร์ตัวจริงกับนางคล้ายกันอยู่หลายส่วนยกเว้นก็แต่เื่เรียบร้อยอ่อนหวาน จิตใจดีอะไรนั่น
นางผู้เกิดมาในสถานที่อย่างวังหลังจะให้จิตใจดีใสซื่อบริสุทธิ์ดุจผ้าขาวได้อย่างไร...
"ลูกสาวตัวน้อยของข้ากำลังอ่านอะไรอยู่หรือ..."
เสียงทุ้มอ่อนโยนของชายชราดังขึ้นอย่างไม่การแจ้งเตือนทำเอาหลี่หว่านเอ๋อร์สะดุ้ง ทำตำราในมือตก ก่อนจะรีบก้มลงเก็บแล้วนำไปซ่อนไว้ใต้หมอนเลิ่กลั่ก
"มีความลับกับพ่อด้วยหรือ"หลี่เหวินกวงเดินเข้ามาอย่างยิ้ม ๆ นั่งบนตั่งยาวริมหน้าต่าง
หลี่หว่านเอ๋อร์ฉีกยิ้มตาหยีลุกขึ้นจากเตียงเดินตามบิดาไปริมหน้าต่างขณะเดียวกันก็ลอบสูดลมหายใจเข้าเพื่อดึงสติ เดินไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเอ่ยเสียงใสหวาน
"ท่านพ่อท่านอย่าล้อเลียนสิเ้าคะ"
ได้ยินดังนั้นหลี่เหวินกวงหัวเราะพอใจ
"ลูกสาวข้าโตแล้วสินะ..."ปากเอ่ยพูดหยอกล้อมือหยิบผลผิงกั๋วสีแดงมาปอกเปลือกจัดวางใส่จานกระเบื้องอย่างชำนาญและผลักจานมาตรงหน้าของบุตรสาว
"วันนี้หนีออกไปเที่ยวเป็อย่างไรสนุกหรือไม่"
หลี่หว่านเอ๋อร์มองจานผิงกั๋วที่ถูกปอกั์ตาสั่นไหว การกระทำของใต้เท้าหลี่บิดาของคนปัจจุบันทำให้ใจของนางทำให้เกิดความรู้สึกแปลกประหลาด
"สนุกเ้าค่ะวันหลังลูกจะซื้อขนมอร่อย ๆ มาฝากนะเ้าคะ"
หลี่เหวินกวงยิ้มพลางหยิบส้มมาปอกเปลือก
"แม่นางเฉียวที่ช่วยเ้าไว้ พ่อให้พ่อบ้านหลิวจัดที่พักให้นางเ้าไม่ต้องกังวล"
นางหยิบผิงกั๋วในจานเข้าปากยิ้มทะเล้นหัวเราะคิกคัก
"แน่นอนๆ ข้าเชื่อใจท่านเ้าค่ะ"
"เ้าหนูน้อยนี่"สายตาชรามองค้อน ส่วนมือเหี่ยวย่นกลับยื่นส้มมาตรงหน้าบุตรสาว
ดวงตาหลี่หว่านเอ๋อร์ปรากฏความเศร้าครู่หนึ่งก่อนสลายไปกลับมามีความสดใสร่าเริงอ้าปากกินส้มอย่างมีความสุข
"ท่านพ่อหลายวันก่อนที่ข้าหลบหน้าท่านหากทำให้ท่านทุกข์ใจ ข้าขออภัยนะเ้าคะ..." นางหลบตาก้มมองมือที่ประสานกัน นิ้วโป้งเขี่ยกันไปมา
ยิ่งอีกฝ่ายทำดีต่อนางมากเท่าใดนางยิ่งสึกไม่ดีเลย...
มือหนาเรียวยาวที่ตลอดชีวิตจับแต่ด้ามพู่กันวางบนศีรษะหญิงสาวพลางลูบเบาๆ
หลี่หว่านเอ๋อร์ไม่รู้ว่าเขามายืนอยู่ข้างนางั้แ่เมื่อใด
"อย่ารู้สึกผิดไปเลยแค่พ่อเห็นเ้ายังหายใจก็ดีมากแล้ว"
"ท่านพ่อ..."มือหนาของหลี่เหวินกวงดึงนางเข้ามากอดปลอบโยน
"เด็กดี"
หยดน้ำใส ๆที่คิดว่าจะไม่หลั่งออกมาอีกแล้วในชาตินี้ กลับทรยศไหลออกมาไม่หยุดยิ่งกลั้นมันยิ่งออกมาหนักกว่าเดิมกลายเป็ว่านางกอดผู้เป็บิดาร้องไห้โฮราวกับเด็กน้อยไม่รู้ประสา
นางไม่รู้ว่าหลี่หว่านเอ๋อร์ตัวจริงจะเป็เช่นนี้หรือไม่
พรุ่งนี้เขาจับนางไปทำพิธีไล่ิญญาก็ช่างปะไรไม่สนแล้ว
ก่อนอื่นแค่เขียนจดหมายให้ท่านนักพรตซูหนีไปก็เท่านั้น
เช้าวันต่อมาหลี่หว่านเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาดวงตาบวมหนักเหตุมาจากการร้องไห้อย่างเอาเป็เอาตายเมื่อคืนวาน ทำให้หลินลั่วร้อนใจหาผ้าเย็นมาประคบสุดท้ายจึงดูเป็ผู้เป็คนขึ้นบ้าง
นางถือกระจกบานเล็กฝังอัญมณีส่องดูเงาสะท้อนของตนเองพยักหน้าพอใจ ตาไม่บวมเท่าใดแล้ว หวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนรู้สึกว่าตนทำพฤติกรรมน่าขายหน้ายิ่ง
โตจนป่านนี้ยังกล้าร้องไห้เป็เด็กอีกสาบานเลยตัวนางเมื่อก่อนไม่เคยเป็เช่นนี้
ยิ่งโดนปลอบกลับยิ่งอยากร้องไห้ นี่มันพิลึกมาก
"คุณหนูนายท่านให้พาคนมาพบเ้าค่ะ"หลินลั่วเอ่ยรายงานอยู่ด้านนอกห้องนอน
ผู้ใดกัน?
หลี่หว่านเอ๋อร์เก็บกระจกไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งก่อนเดินออกไปยังเรือนด้านหน้าที่ใช้ต้อนรับแขก
"อรุณสวัสดิ์เ้าค่ะคุณหนู...หลี่"
ยังไปทันก้าวพ้นประตูเสียงสตรีนางหนึ่งพลันะโขึ้นมาจนถูกหลินลั่วดุให้
"สำรวมหน่อยแม่นางอาเฉียว"
"แม่นงแม่นางอะไรกันลั่วลั่ว เรียกข้าอาเฉียว" อีกฝ่ายรีบแย้ง
หลินลั่วไม่สบอารมณ์ถลึงตามอง "ข้าไปสนิทกับเ้าตอนไหน"
หลี่หว่านเอ๋อร์ยืนยิ้มมองทั้งสองถกเถียงก่อนเดินไปนั่งเก้าอี้ไม้ หลินลั่วรีบรินชาให้ นางก็ยกขึ้นมาจิบ
"แม่นางมีนามว่าอาเฉียวหรือ"สายตาจ้องหญิงสาวที่แม้จะอยู่ในชุดสาวใช้แต่ยังคงสวมแว่นตาทรงกลมยืนยิ้มกว้างสบตานาง
"ทุกคนต่างเรียกอย่างนั้นไม่มีแซ่ มีแต่ชื่อเ้าค่ะคุณหนูหลี่" คำว่าหลี่ถูกเน้นเสียจนหลี่หว่านเอ๋อร์ต้องขมวดคิ้ว
ขณะเดียวกันฝ่ามือจากคนด้านข้างตีเข้าที่แขนอาเฉียวจนเกิดเสียงดัง "เรียกแค่คุณหนูไม่ต้องเอ่ยแซ่"
"รู้แล้วๆ เ้ามือหนักเสียจริง ทั้งที่ตัวก็เล็กนิดเดียว"
หลินลั่วเลิกสนใจคนด้านข้างรายงานสถานการณ์ให้เ้านายทราบ "นายท่านเห็นนางไม่มีที่ไปจึงรับนางเข้าเป็สาวใช้กรณีพิเศษ ส่งมาให้มารับใช้คุณหนูเ้าค่ะ"
"คุณหนูขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะเ้าคะ"อาเฉียวย่อกายเคารพเงอะงะ เรียกสายตาขบขันจากคู่ปรับด้านข้าง
หลินลั่ว "ทำได้งดงามจริง ๆ"
อาเฉียว "แน่นอน คนงามทำอย่างไรก็งาม"นางรอยยิ้มซื่อ ๆ ให้หลินลั่วจากนั้นจึงล้วงตำราเล่มหนึ่งออกจากแขนเสื้อ
"คุณหนูเ้าคะข้ามีของขวัญจะมอบให้ นี่เป็ตำราที่เหล่าคุณหนูนิยม เวลานี้หาซื้อได้ยากกว่าจะได้มาเืข้าแทบหลั่งเลยเ้าค่ะ ท่านโปรดรับไว้อย่าได้รังเกียจ"
ตำราดังกล่าวถูกยื่นมาเผยให้เห็นหน้าปกเขียนว่า 'เหมยแดงกลางหิมะ'
หลี่หว่านเอ๋อร์เห็นมันเข้าใจนัยแอบแฝงที่อีกฝ่ายพยายามสื่อ นางเอะใจมาแต่ตอนแรก เพราะท่าทีแปลก ๆทุกอย่างมันดูจงใจทำเกินไป
"อาเฉียวช่างรู้ใจเห็นทีเราต้องพูดคุยกันสักหน่อยน่าจะถูกคอไม่น้อย" หลี่หว่านเอ๋อร์รับตำรามาเปิดอ่านเผยยิ้มเป็มิตรมองผู้มอบของขวัญ
"ลั่วลั่วเ้าช่วยไปนำของว่างมาให้ทีสิแล้วบอกสาวใช้ด้านนอกด้วยว่าถ้ามีธุระอะไรก็ไปทำเถอะ ข้าจะพักผ่อน"
"เ้าค่ะคุณหนู"
หลังจากร่างหลินลั่วเดินออกจากเรือนอาเฉียวชะโงกหน้ามองหน้าต่างไม่พบเงาคนอื่นอีกจึงเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามหลี่หว่านเอ๋อร์ ยกน้ำชาขึ้นชดดับกระหาย
"เ้าเป็คนของท่านนักพรตหรือ"
"ใช่แล้ว"อาเฉียวรินชาให้ตน และไม่ลืมรินให้ฝั่งตรงข้าม
"ตาเฒ่านั่นชอบสร้างเื่ท่านว่าไหม"นางถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย
"คงงั้นกระมัง"นางตอบยิ้ม ๆ นิ่งสักพักนางนึกเื่ที่ข้องใจได้ จึงเอ่ยถาม"เ้ากับหลินลั่วรู้จักกัน..."
นางสงสัยั้แ่ตอนออกจากจวนกับท่าทีแปลกๆ ของสาวใช้คนสนิทอย่างหลินลั่ว ปกติเป็คนเงียบขรึม รับคำสั่งไม่ค่อยแย้งแม้ตอนนางบอกจะออกไปเดินเล่นนอกจวนหลินลั่วจะเอ่ยแย้งเล็กน้อยแต่เหมือนทำพอเป็พิธี
นอกจากนั้นตอนอยู่ข้างนอกยังทำตัวประหลาดทำราวกับกลัวผู้อื่นจะไม่เห็น...
"ก็ไม่เชิง...ข้ากับนางไม่เคยรู้จักกันมาก่อนนางรู้จักกับตาเฒ่าซูและทราบเพียงว่าข้าเป็คนของเขาอยากเข้ามาเป็สาวใช้ที่จวนนี้ "
หากเป็อย่างที่อาเฉียวว่าเหตุการณ์ก่อนหน้าก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ แต่เป็การจัดฉาก
อาเฉียวคงแอบตามพวกนางมาั้แ่ประตูจวนหรือไม่ก็เป็เพราะขบวนองครักษ์ที่เด่นสะดุดตานั่นนี่ก็น่าจะอธิบายได้แล้ว
"ถ้าเ้าไม่รู้จักกันมาก่อนแล้วหลินลั่วจะทราบได้อย่างไรว่าเ้าเป็คนของนักพรตซู" หลี่หว่านเอ๋อร์สงสัยในเื่นี้ ทั้งที่ปกติหลินลั่วอยู่ข้างกายนางตลอด
"เื่มันค่อนข้างฉุกละหุกตาเฒ่าตอนมาพบท่านที่นี่เขาได้แอบตกลงเื่รหัสลับกันหากข้าเอ่ยนางก็จะทราบว่าข้าคือใคร... อย่างเช่นคำว่า ตอนนี้ไม่มีเงินกินข้าว..." เอ่ยไปอาเฉียวก็หัวเราะแห้ง รู้สึกปวดหัวกับชายชรา
เื่นี้ทำเอานางต้องขบคิดหัวแทบแตกว่าจะสร้างสถานการณ์อย่างไรให้เป็ธรรมชาติ อยู่ ๆ จะให้เอ่ยประโยคนั้นไปมันไม่ต่างกับคนบ้า
"อ๋อ..."
"เราอย่าไปพูดถึงมันอีกเลยตาเฒ่าให้ข้ามาอยู่ข้างกายท่านเพื่อให้ความช่วยเหลือ...ท่านอย่าทำหน้าข้องใจอย่างนั้นสิ"
เห็นคู่สนทนาเลิกคิ้วอาเฉียวจึงเตรียมอธิบายต่อ "เห็นข้าเป็แบบนี้ที่จริงข้าเป็คนที่รู้จักหลี่หว่านเอ๋อร์ดีที่สุดผู้หนึ่งเลยนะ"
คู่สนทนาของอาเฉียวยังคงมีสีหน้าข้องใจนางจึงคิดหนักและพยายามตัดสินเื่อะไรสักอย่างครู่หนึ่ง ดูลำบากใจไม่น้อยในที่สุดก็ตัดสินใจได้
นางโน้มหน้าเข้าไปใกล้กระซิบเสียงเบา "ข้าจะบอกความลับอย่างหนึ่งของข้าให้ท่านฟัง"
"..."
"ข้าน่ะความจริงแล้ว...เป็ผู้เขียนเื่เหมยแดงกลางหิมะที่ขายดีเป็อันดับหนึ่งในหลายแคว้น"
"เป็เ้าเองหรือ"
หลี่หว่านเอ๋อร์รู้สึกใทว่าเมื่อคิดดูดี ๆ กลับไม่แปลกใจอะไรมาก
นางขบคิดถ้อยคำพูดที่เมื่อก่อนอยากจะเอ่ยกับนักเขียนผู้นี้เหลือเกิน
"ทางที่ดีชาตินี้เ้าอย่าได้เปิดเผยเื่นี้อีกเด็ดขาด ...ถ้าผู้อื่นรู้เ้าอาจตายได้"
ที่เอ่ยเตือนเป็เพราะนางเคยอ่านตำราหลายเื่ที่อาเฉียวแต่งมีทั้งเกี่ยวกับคนธรรมดาไปจนถึงเชื้อพระวงศ์ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะทุ่มเทเหมือนกับเื่ 'เหมยแดงกลางหิมะ' หรือไม่
อาเฉียวพยักหน้าตอบหนักแน่นพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังยิ่งกว่าเดิม
"ข้าจะบอกความลับอีกหนึ่งเหตุผลที่ข้าเข้ามาที่นี่ หนึ่งมาช่วยท่าน สองข้ามาหาวัตถุดิบในการเขียนตอนนี้ข้าเริ่มมีแรงบันดาลใจขึ้นมานิด ๆ เเล้ว"
หลี่หว่านเอ๋อร์ถึงกลับอึ้งไม่อาเฉียวที่เป็คนบ้าคนหนึ่งไม่ก็เป็นางเองที่ไม่เข้าใจความยากลำบากของเหล่านักประพันธ์
"ทำไมเ้าไม่ลองเขียนเื่ราวชีวิตเ้าดูล่ะ"หลี่หว่านเอ๋อร์แนะนำ
"น่าสนใจ!หากข้าจะนำไปเขียนละก็...ถ้างั้นข้าจะตั้งชื่อบทนี้ว่า อาเฉียวกับความลับของนางฮ่าฮ่า"
"ข้าขอถามอีกหน่อยสิเ้ากับนักพรตซูไป๋เฉิงเป็อะไรกัน" หลี่หว่านเอ๋อร์เอ่ยถามเพราะดูเหมือนนักพรตชราจะค่อนข้างไว้ใจอาเฉียวถึงกล้าบอกเื่ที่ตนทำพลาด ซึ่งอาจนำสู่ความตาย
"เขาเก็บข้าได้ข้าจึงเป็ศิษย์ของเขา" อาเฉียวตอบเสียงเหนื่อยแถมท้ายประโยคยังถอนหายใจเฮือกใหญ่
"...อ๋อ"
หลี่หว่านเอ๋อร์จึงไม่แปลกใจว่าศิษย์ที่เป็เช่นนี้เพราะมีอาจารย์เป็นักพรตซูไป๋เฉิงนี่เอง ไม่ธรรมดาจริง ๆ