กู้หยูม่านยอดเกษตรกรหญิง (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 44 ลืมข้าไปแล้ว?

            เวินถิงเซินยังบ่นถึงเรื่องภัยแล้งและปากท้องของชาวบ้านให้มู่หรงซีซวนฟังไม่หยุด กู้หยูม่านกับเฮ่อหลานจวินก็นั่งฟังอยู่เงียบๆ

            “พวกเจ้านั่งฟังข้าตั้งนาน มีวิธีแก้ปัญหาดีๆ มาช่วยข้าบ้างไหม” เวินถิงเซินนั่งห่อไหล่ “หากรู้ว่าภาระจะหนักขนาดนี้ ข้าขออยู่เป็นคุณชายเจ้าสำราญที่เมืองหลวงดีกว่า”

            “ท่านคิดว่าเสด็จพ่อกับเสด็จแม่จะยอมหรือ” มู่หรงซีซวนพูดยิ้ม “ก็ใครใช้ให้ท่านเป็นบัณฑิตมากความสามารถกันเล่า สอบได้เป็นจอหงวนอันดับหนึ่งแต่กลับประกาศว่าไม่อยากอยู่เมืองหลวง เป็นอย่างไร เสด็จพ่อย้ายให้มาเป็นนายอำเภอที่อำเภอฉาง ถูกใจท่านหรือไม่”

            “ต่อให้ข้าบอกว่าข้าอยากใช้ชีวิตอยู่เมืองหลวง เจ้าคิดว่าเสด็จพ่อกับเสด็จแม่จะยอมหรือไร” เวินถิงเซินทำหน้าเซ็ง

            “ข้าก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่าเสด็จย่าย้ายมาอยู่ที่นี่ เสด็จพ่อกับเสด็จแม่จึงอยากย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วยหลังจากที่เสด็จพ่อสละราชบัลลังก์ ก็เลยเป็นหน้าที่ของท่านที่ต้องมาปูทางไว้” มู่หรงซีซวนบอก

            “สุขภาพของเสด็จย่าเป็นอย่างไร นางสบายดีใช่หรือไม่” 

            “นางยังบ่นได้ไม่หยุดเหมือนเดิม” มู่หรงซีซวนมองหน้าพี่ชายบุญธรรมแล้วยิ้ม “ท่านคิดถึงนางหรือ เดี๋ยวข้าบอกให้เสด็จย่ามาอยู่เป็นเพื่อนท่านสักสองสามวันดีไหม”

            เวินถิงเซินรีบโบกมือ “อย่าเลย อย่าเลย ให้ข้าปวดหัวกับเรื่องงานอย่างเดียวก็พอแล้ว นั่งฟังเสด็จย่าบ่นแต่ละครั้ง ข้าแทบจะขอปลงผมบวชเสียเดี๋ยวนั้น”

            “พี่ถิงเซิน ตอนนี้ที่นาของข้า ม่านม่านกำลังจะปลูกข้าวด้วยวิธีใหม่ เป็นการปลูกข้าวแบบนาดำไม่ใช่นาหว่านเหมือนเมื่อก่อน ท่านสนใจจะไปดูหรือไม่ขอรับ” เฮ่อหลานจวินพูดขึ้น

            “การปลูกข้าวแบบนาดำ? ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน” เวินถิงเซินเปลี่ยนมาเป็นท่าทางจริงจัง “เจ้าลองพูดข้อแตกต่างให้ข้าฟังหน่อยสิ เผื่อว่าข้าจะได้เอาไปปรับใช้”

            “เรื่องนี้คงต้องให้ม่านม่านเป็นคนเล่าแล้วขอรับ” 

            “ม่านม่าน เจ้าช่วยเล่าให้พี่ชายฟังได้หรือไม่” เวินถิงเซินตาเป็นประกาย “ข้าได้ยินว่าสวนผัก สวนผลไม้ และเป็ดไก่ของเจ้าให้ผลผลิตดีมาก บางทีวิธีปลูกข้าวของเจ้าอาจเป็นประโยชน์กับผู้อื่น”

            “วิธีปลูกข้าวแบบนาหว่านท่านคงรู้อยู่แล้ว ส่วนวิธีปลูกข้าวแบบนาดำ อีกสองวันข้าจะเริ่มให้คนงานดำนาแล้ว ท่านไปดูวิธีการดำนาตอนนั้นได้เจ้าค่ะ ฉะนั้นวันนี้ข้าจะพูดถึงข้อดีและข้อเสียของการปลูกข้าวทั้งสองวิธีให้ท่านฟังก่อน” กู้หยูม่านยิ้มแล้วอธิบาย “การปลูกข้าวแบบนาดำมีข้อดีคือต้นข้าวจะเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่เพราะมีระยะห่างที่เหมาะสม กำจัดวัชพืชได้ง่าย แต่เราต้องใช้แรงงานและเสียเวลาค่อนข้างมากกว่าจะดำนาเสร็จ อีกทั้งการปลูกข้าววิธีนี้น้ำต้องเพียงพอหรืออยู่ใกล้แหล่งน้ำจะดีที่สุด ส่วนวิธีปลูกข้าวแบบนาหว่าน ข้อดีคือจะใช้น้ำในการปลูกน้อยกว่า จำนวนต้นข้าวจะได้มากและขึ้นเร็ว แต่ข้อเสียคือต้นข้าวจะเจริญเติบโตไม่เต็มที่เพราะมีความหนาแน่นมากเกินไป ทำให้เรากำจัดวัชพืชได้ยากด้วยเจ้าค่ะ”

            “หมู่บ้านจงเตี้ยนของพวกเจ้ามีแม่น้ำไหลผ่านตลอดทั้งปี วิธีปลูกข้าวแบบนาดำก็ไม่น่ามีปัญหา” เวินถิงเซินทำท่าคิด “แล้วผลผลิตเล่า วิธีไหนให้ผลผลิตดีกว่า”

            “ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่เจ้าค่ะ อย่างที่บอกไว้ พื้นที่ที่มีระบบชลประทานที่ดีสามารถปลูกข้าวแบบนาดำได้ แต่ถ้าเป็นพื้นที่ที่ต้องอาศัยฝนฟ้าตามฤดูกาล ปลูกข้าวแบบนาหว่านจะเหมาะสมกว่า แต่หากถามถึงแนวโน้ม ข้าคิดว่าการปลูกข้าวแบบนาดำน่าจะให้ผลผลิตมากกว่าเจ้าค่ะ” กู้หยูม่านตอบ

            เวินถิงเซินยิ้มกว้าง “หลานจวินของเราช่างมีบุญวาสนาโดยแท้ ได้ภรรยาที่ทั้งสวยและมีความรู้กว้างขวางเช่นนี้ ทำให้ข้าอิจฉาเสียจริง”

            “ข้าก็คิดเช่นนั้นขอรับ” เฮ่อหลานจวินจับมือภรรยามากุมไว้ “ได้เป็นสามีของม่านม่าน นับว่าข้าเป็นคนที่โชคดีมาก”

            “เจ้าเปลี่ยนไปมากจริงๆ หากเป็นเมื่อก่อนแค่มีสตรีเดินผ่านหน้า หากเจ้าไม่ทำท่ารังเกียจเจ้าก็ต้องถอยห่างไปหลายก้าว แต่เดี๋ยวนี้ถึงกับกล้าแสดงความรักต่อหน้าผู้อื่น” เวินถิงเซินยิ้มอย่างพอใจ “ทำตัวแบบนี้ค่อยเหมือนคนธรรมดาขึ้นมาหน่อย ไม่เช่นนั้นข้าคงคิดว่าเจ้าเป็นโรคแพ้สตรีเสียแล้ว”

            “พี่ถิงเซิน ท่านอิจฉาพี่เขยกับพี่สะใภ้ของข้าหรือ” มู่หรงซีซวนยิ้มอย่างมีเลศนัย “ให้ข้าไปบอกเสด็จย่าให้หาคู่ครองให้ท่านดีไหม เผื่อว่าท่านจะได้ทำตัวเป็นคนธรรมดาเหมือนพี่เขยกับพี่สะใภ้ของข้าบ้าง”

            เวินถิงเซินมองน้องชายตาขวาง “ก่อนจะหาคู่ครองให้ข้า เจ้าก็ไปบอกให้เสด็จย่าหาคู่ครองให้องค์ชายใหญ่กับองค์ชายรองก่อนสิ หรือจะให้ข้าไปบอกเซียงเซียงว่าเจ้าอยากเลื่อนงานแต่ง หรือไม่ข้าอาจจะบอกเซียงเซียงว่าเจ้าไปหลงรักสตรีอื่น เอาอย่างนี้ดีไหมเล่า”

            “ข้าว่าเรามาพูดเรื่องงานกันต่อดีกว่า” มู่หรงซีซวนเปลี่ยนเรื่อง

            “ใต้เท้าขอรับ” เสียงเจ้าหน้าที่เรียกอยู่หน้าห้องทำงาน “เถ้าแก่เจียงกับหลิ่วซิ่วไฉมาขอพบขอรับ”

            เวินถิงเซินขมวดคิ้ว “ข้าบอกไปแล้วว่าวันนี้ข้าไม่รับแขก เจ้าไปบอกให้พวกเขากลับไปเถอะ”

            “แต่เถ้าแก่เจียงมาติดต่อเรื่องการส่งเสบียงไปชายแดนนะขอรับ”

            “ท่านให้เขาเข้ามาพบเถอะ เดี๋ยวเราก็จะกลับกันแล้ว” มู่หรงซีซวนบอก

            “เถ้าแก่เจียงกับลูกเขยของเขาเคยทำงานรับใช้นายอำเภอฉิน เจ้าคิดว่าที่พวกเขามาพบข้าจะมีวัตถุประสงค์ใด” เวินถิงเซินเบ้ปาก “หากไม่มาขอโทษที่เคยล่วงเกินก็คงมาดูว่าจะติดสินบนข้าอย่างไรมากกว่า”

            “ในเมื่อพวกเขาบอกว่าเป็นเรื่องเสบียงที่ต้องส่งไปชายแดน ท่านยิ่งต้องให้เขาเข้าพบ เสด็จพี่รองยังรอเสบียงส่วนนี้อยู่นะขอรับ”

            “ได้ อีกสองวันข้าจะไปดูวิธีการดำนากับพวกเจ้าก็แล้วกัน”

            “เช่นนั้นเราสามคนขอตัวกลับก่อนนะขอรับ” มู่หรงซีซวนกล่าวลา

            ทั้งสามคนเดินออกจากห้องทำงานโดยไม่ได้สนใจมองเถ้าแก่เจียงกับหลิ่วซานกั๋ว แต่เป็นหลิ่วซานกั๋วที่เอาแต่มองกู้หยูม่าน ใบหน้าที่งดงามของแม่นางผู้นี้ทำให้เขานึกไปถึงเมื่อครั้งที่เขาได้พบกับอดีตภรรยาเป็นครั้งแรก ด้วยใบหน้าที่งดงามและผิวที่ขาวเนียนทำให้เขาใช้คำลวงเพื่อล่อหลอกพานางไปข่มเหง หลิ่วซานกั๋วมองกู้หยูม่านอย่างไม่ละสายตา

            เถ้าแก่เจียงที่ไม่เห็นลูกเขยเดินตามหลัง เขาจึงหันกลับไปมอง แต่เมื่อเห็นลูกเขยเอาแต่จ้องสตรีอื่นไม่วางตา เขารู้สึกโกรธแทนลูกสาว “ลูกสาวของข้าไม่น่ามองแล้วหรือไร ทำไมสายตาของเจ้าถึงเอาแต่มองสตรีของผู้อื่น”

            หลิ่วซานกั๋วยิ้มเจื่อน “ท่านพ่อตาพูดอะไรเช่นนั้นขอรับ ข้าแค่รู้สึกว่าแม่นางคนนี้ดูคล้ายกับคนที่บ้านเกิดของข้าเท่านั้น”

            “เป็นแค่คนหน้าคล้ายก็แล้วไป ข้าหวังว่านางคงไม่ใช่ภรรยาเก่าของเจ้า หรือต่อให้เป็นภรรยาเก่า เจ้าก็ไม่ควรติดต่อกับนางอีก หากเจ้ากล้าทำให้ลูกสาวของข้าเสียใจ อย่าว่าแต่ตำแหน่งผู้นำตระกูล แม้แต่ตำแหน่งลูกเขย ข้าก็จะยึดมันคืน” เถ้าแก่เจียงจ้องลูกเขยเขม็ง “ต่อให้ข้าจะชื่นชอบที่มีลูกเขยเป็นถึงซิ่วไฉ แต่ถ้าเจ้าทำให้ลูกสาวข้าเสียใจ ข้าก็ไม่คิดจะเก็บเจ้าไว้เหมือนกัน”

            หลิ่วซานกั๋วไม่เคยเห็นพ่อตาโมโหขนาดนี้มาก่อน หรือว่าเรื่องที่เขาแอบไปมีบ้านเล็ก พ่อตากับภรรยาก็เริ่มระแคะระคายแล้ว หลิ่วซานกั๋วปั้นหน้ายิ้ม “ท่านพ่อตาพูดอะไรอย่างนั้นขอรับ ข้ารักเซียงเอ๋อยิ่งกว่าชีวิตของข้าเสียอีก แล้วข้าจะกล้าทำเรื่องไม่ดีลับหลังนางได้อย่างไร”

            “ไม่กล้าก็ดี เจ้าอย่าเห็นว่าข้าใจดีแล้วจะทำอะไรได้ตามใจ” เถ้าแก่เจียงพูดจบก็เดินนำหน้าลูกเขยเข้าห้องทำงานของนายอำเภอไป โดยไม่สนใจลูกเขยที่ยังยืนอยู่ข้างหลัง

            หลิ่วซานกั๋วมองตามหลังพ่อตา ‘หากนายอำเภอฉินไม่ถูกจับข้อหาทุจริต เจ้าจะกล้ามาพูดกับข้าเช่นนี้หรือ? รอก่อนเถอะ หากข้าเข้าหานายอำเภอเวินได้เมื่อไหร่ เจ้าจะต้องมานอบน้อมต่อข้าอีกครั้ง’

     

            “ท่านย่าทวด ข้าอยากกินถังหูลู่ขอรับ” มู่หรงซิ่วบอกพร้อมกับชี้ไปที่คนขายถังหูลู่ “เหลือถังหูลู่อยู่สี่ไม้พอดี ท่านย่าทวดซื้อให้เราเถิดนะขอรับ”

            “ม่านม่านสั่งห้ามไม่ให้พวกเจ้ากินขนมหวาน ข้าจะกล้าซื้อให้พวกเจ้าได้อย่างไร” ฮูหยินผู้เฒ่าไม่กล้าขัดคำสั่งหลานสะใภ้เพราะกลัวหลานสะใภ้จะลดอาหารจานเนื้อของนางอีก

            เฮ่อเฟิงเฉิงจึงใช้ท่าไม้ตาย เขาเงยหน้าขึ้นมองท่านย่าทวดด้วยดวงตาใสซื่อ “ท่านย่าทวด ท่านจะทนเห็นเหลนชายทั้งสี่คนอย่างเราเศร้าใจได้จริงหรือขอรับ”

            เด็กชายตัวน้อยทั้งสี่เงยหน้าขึ้นมองฮูหยินผู้เฒ่าเป็นตาเดียว ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นอย่างนั้นมีหรือจะทนเฉยได้ “ได้! ย่าทวดจะซื้อถังหูลู่ให้พวกเจ้าคนละหนึ่งไม้ รีบไปสิ เดี๋ยวย่าทวดตามไปจ่ายเงินให้”

            เด็กชายทั้งสี่คนรีบวิ่งไปที่คนขายถังหูลู่ พวกเขาถือถังหูลู่ไว้ในมืออย่างดีใจ จนกระทั่งฮูหยินผู้เฒ่ากับกู้เฉินซีเดินมาจ่ายเงิน เสียงเล็กๆ ของเด็กเกเรสองคนก็ดังขึ้น

            “พวกเจ้าเอาถังหูลู่มาให้ข้า อยากได้เงินเท่าไหร่ข้าจะจ่ายให้ หรือไม่...ข้าให้เงินพวกเจ้าหนึ่งตำลึงก็ได้” หลิ่วเยี่ยนปิงพูดขึ้น

            “ไม่เอา เราไม่ต้องการเงิน” มู่หรงซิ่วเอาถังหูลู่ซ่อนไว้ข้างหลัง

            “พวกโง่ เงินหนึ่งตำลึงซื้อถังหูลู่ได้ตั้งหลายไม้แต่กลับไม่ยอมแลก” หลิ่วเยี่ยนหว่านบอกพี่ชาย “พี่ใหญ่อย่าสนใจ แย่งมาเลยเจ้าค่ะ”

            “ใครกล้ามาแย่งของของเหลนชายข้า” ฮูหยินผู้เฒ่าผลักหลิ่วเยี่ยนปิงกับหลิ่วเยี่ยนหว่านออกก่อนที่มือของเด็กเกเรทั้งสองจะสัมผัสโดนเหลนชายสุดที่รัก “เป็นเด็กเป็นเล็กแต่กลับทำตัวยิ่งใหญ่คับฟ้า ครอบครัวของพวกเจ้าช่างสั่งสอนพวกเจ้าได้ดีจริงๆ”

            “ยายแก่ปากมาก เจ้ากล้าตำหนิท่านพ่อท่านแม่ข้าหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าท่านตาของข้าเป็นใคร” หลิ่วเยี่ยนปิงพูดขึ้นอย่างโมโห

            “ข้าต้องรู้จักท่านตาของเจ้าด้วยหรือ” ฮูหยินผู้เฒ่ายืนกอดอก 

            เจียงเฉาเซียงเดินมาหาลูกชาย “ลูกชายของข้ายังเด็กเพียงนี้ ท่านเป็นผู้ใหญ่แต่เหตุใดยังถือสาหาความกับเด็ก”

            “ใครใช้ให้ลูกชายของเจ้ามาหาเรื่องเหลนชายของข้ากันล่ะ” ฮูหยินผู้เฒ่าเชิดหน้าใส่ “ครั้งนี้ข้าจะอภัยให้ก็ได้ แต่ครั้งหน้าอย่าหวังว่าจะรอด”

            “ข้าจะไปฟ้องท่านตา” หลิ่วเยี่ยนหว่านร้องไห้เสียงดัง

            “จะไปก็ไปสิ ข้าไม่กลัว” ฮูหยินผู้เฒ่าเชิดหน้าสูงขึ้น

            “ท่านย่า มีเรื่องอะไรกันหรือเจ้าคะ” กู้หยูม่านเดินมาพร้อมกับเฮ่อหลานจวิน

            ทันทีที่หลิ่วเยี่ยนปิงเห็น เขาก็จำนางได้ “เป็นเจ้า! คราวที่แล้วเป็นเจ้าที่แย่งข้าซื้อถังหูลู่”

            กู้หยูม่านมองตามเสียงก็เห็นว่าเป็นลูกชายของหลิ่วซานกั๋ว “ซวยแท้ๆ หลบพ่อแล้วยังมาเจอลูก”

            ส่วนเจียงเฉาเซียงเมื่อได้ยินคำพูดของลูกชาย นางก็นึกไปถึงวันที่สามีมองตามสตรีที่นั่งอยู่บนเกวียน “เจ้าคือคนที่ใส่ผ้าปิดหน้าแล้วนั่งอยู่บนเกวียนวัววันนั้น”

            “เจ้าจำคนผิดแล้ว อีกอย่างก็ไม่ใช่ข้าคนเดียวเสียหน่อยที่มีเกวียนวัว” กู้หยูม่านรีบบอกก่อนจะหันไปพูดกับลูกชาย “พวกเจ้าซื้อขนมเสร็จหรือยัง หากเสร็จแล้วก็รีบกลับบ้านกันเถอะ วันนี้แม่จะทำอาหารชุดใหญ่ให้พวกเจ้ากินไม่อั้น”

            “มีอาหารจานเนื้อของข้าด้วยใช่หรือไม่” ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินก็ยิ้มกว้าง “ไปกัน! เรารีบกลับบ้านกันเถอะ ขืนชักช้าประเดี๋ยวท่านแม่ของพวกเจ้าจะเปลี่ยนใจเอานะ”

            “หยุดนะ! ใครอนุญาตให้พวกเจ้าไป” หลิ่วเยี่ยนปิงพูดขึ้น

            แต่กู้หยูม่านไหนเลยจะสนใจ นางรีบเดินจูงมือลูกชายออกไปจากบริเวณนั้นอย่างไว

            แต่ก็ยังไม่ไวเท่าหลิ่วซานกั๋วที่เดินเข้ามา และเมื่อเขาได้สบตากับนางอีกครั้ง จากนั้นก็เอื้อมมือไปหวังจะคว้าข้อมือนางไว้ “กู้หยูม่าน เป็นเจ้ารึ?” 

            “ไอ้คนเลว! อย่ามาแตะต้องท่านแม่ของข้า” เฮ่อเฟิงหมิงวิ่งไปผลักหลิ่วซานกั๋วออก

            เฮ่อเฟิงอวี่ก็วิ่งมาขวางก่อนจะเรียกหาบิดา “ท่านพ่อรีบเข้ามาขวางเร็วขอรับ อย่าให้มือสกปรกมาโดนตัวท่านแม่”

            เฮ่อเฟิงเฉิงก็เข้ามาขวางเช่นกัน “คนเลว! อย่ามาแตะต้องท่านแม่ของข้านะ”

            เฮ่อหลานจวินจึงเดินเข้ามา “คุณชายโปรดสำรวมด้วย นางคือภรรยาของข้า”

            หลิ่วซานกั๋วมองไปที่เด็กชายฝาแฝดทั้งสาม จากนั้นเขาก็มองไปที่กู้หยูม่านอีกครั้ง ‘เหตุใดนางกับลูกๆ ถึงดูดีขึ้นมากเพียงนี้ แต่ทำไมลูกชายถึงเรียกผู้ชายคนนี้ว่าท่านพ่อ หรือว่าลูกชายจะลืมข้าไปแล้ว’

    คล้ายกับเรื่องกู้หยูม่านยอดเกษตรกรหญิง (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    1.11M 1756
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    2.35M 999
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    นิยาย แฟนตาซี
    282K 1440
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734