5
รถไฟเหาะสะเทินน้ำสะเทินบก(2)
“...กระหม่อมเพิ่งเคยเห็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใหญ่และส่องสว่างขนาดนี้เป็ครั้งแรกเลยพ่ะย่ะค่ะ”
แบ็งฌาแม็งเหมือนจะเข้าใจดีต่างจากผมซึ่งเครื่องพังไปแล้วเพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ราวสิบวินาทีต่อจากนั้นผมถึงค่อยตระหนักได้ว่า ‘การอัญเชิญวงกลมสีทองบนพื้น’คือพลังความสามารถที่องค์เทพมอบให้ผม
แม้จะตกตะลึงเมื่อได้เห็นสิ่งที่มีแค่ในเกมเกิดขึ้นจริงกับตาแต่ลางสังหรณ์กลับบอกผมว่าหากถามประโยค ‘นี่คืออะไรหรือ’ออกไปจะเป็การกระทำที่โง่เขลา
[เอาเป็ว่าจะไม่มีเื่ที่แบ็งฌาแม็งและเด็ก ๆ ต้องเจ็บตัวเพราะข้าแน่นอน]
เสียงของผมดังสะท้อนไปทั่วเหมือนอยู่ในคาราโอเกะอีกครั้ง
ทันใดนั้น แสงวงกลมที่ส่องประกายบนพื้นก็ค่อยๆ อ่อนจางและหายไปไม่เหลือแม้แต่ร่องรอย ประหนึ่งเข้าใจว่าผมพูดจบแล้วจึงหดตัวกลับ
“ในเมื่อทรงเปล่งพระประสงค์แห่งเทพกระหม่อมย่อมเชื่อพ่ะย่ะค่ะ”
“...”
แบ็งฌาแม็งมีสีหน้าอ่อนโยนและเบิกบานที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาตลอดสัปดาห์
ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไปทั้งสิ้น
เพราะผมควบคุมสีหน้าไม่ได้ทั้งยังมีอีกหลายเื่ที่ต้องกลับห้องไปเรียนรู้เดี๋ยวนี้เลย
‘พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์’‘พระประสงค์แห่งเทพ’ รวมถึงสาเหตุที่ทำให้แบ็งฌาแม็งมีท่าทีเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ผมรู้สึกพะว้าพะวังราวกับคนที่ต้องเข้าห้องสอบทั้งที่ยังอ่านหนังสือไม่จบ
*****
“กานาแอลขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิ”
ในที่สุดผมก็ปิดสมุดแบบฝึกหัดไม่สิ หนังสือเทววิทยา แล้วคว้าตัวเ้าหนุ่มน้อยเอาไว้
เมื่อเช้าแค่ได้เดินเล่นหน่อยกานาแอลยังทำท่าราวกับโลกนี้ช่างแสนสุข ทว่าตกบ่ายกลับมีท่าทางวอกแวกผิดสังเกต
ขณะปรนนิบัติผมตอนมื้อเที่ยงก็มีสีหน้าไม่ค่อยดีนักแถมยังยิ้มอย่างอึดอัด พูดจาอ้อม ๆ แอ้ม ๆ ทุกครั้งที่ผมชวนคุย
“จะ เ้าชาย”
“มานั่งก่อนสิกินข้าวหรือยัง”
หนุ่มน้อยตอบรับเสียงเบาผมมองเห็นั์ตากลมโตสีทองกำลังสั่นไหว
เห็นได้ชัดว่าเขาได้ยินอะไรบางอย่างจากแบ็งฌาแม็งหรือไม่ก็ได้รับรู้เื่ราวที่เ้าตัวไม่เคยรู้
ส่วนแบ็งฌาแม็งตัวการที่ทำให้ผมไม่สบายใจนับั้แ่เดินเล่นเสร็จก็หายหน้า ไม่โผล่มาให้เห็นอีกเลยแม้แต่ปลายจมูก
เขาหายตัวไปโดยไม่ไขข้อสงสัยให้ผมสักอย่าง
“เมื่อกี้ที่สวนแบ็งฌาแม็งพูดจาแปลก ๆ กับข้าด้วย เ้ารู้อะไรบ้างไหม”
“เฮือก”
สีหน้าแบบนี้มองปราดเดียวก็บอกได้เลยว่ารู้เื่
ดูท่าแม้กานาแอลจะหูตาไวแต่ก็ยังไร้พร์ด้านการแสดงและการโกหก
หรืออาจเพราะอยู่ต่อหน้าผมเลยปิดบังความคิดไม่รอด?
“หากเป็ข่าวที่เกี่ยวข้องกับข้าข้าก็จำเป็ต้องรู้มิใช่หรือ”
คงไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรหรอกผมพยายามข่มกลั้นความไม่สบายใจเต็มที่
ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาผมใช้ชีวิตอย่างสงบสุขจริงๆ แถมไม่เคยพบหน้าเ้าชายแห่งจักรวรรดิสักครั้งตามที่วางแผนไว้
รวมถึงยังไม่เคยได้ยินเื่ของคริสแตลตัวเอกของ ‘ลาออกจากงานไปเป็บุตรีดยุกในต่างโลก’ อีกด้วย
กล่าวคือ ตัวเอกพระเอก และแวดวงกิจกรรมของผมยังไม่เคยซ้อนทับกันเลยนั่นเอง
“เอ่อ...เ้าชายคือว่า...”
ผมรอฟังคำพูดอย่างใจเย็น
ด้วยรู้ดีว่าการกดดันให้เด็กวัยนี้รีบพูดออกมาไวๆ รังแต่จะให้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม
อย่างน้อยอึนซอก็เคยเป็แบบนั้น
“คือ...ได้ยินว่ามีของถูกขโมยพ่ะย่ะค่ะ”
“เอ๋?”
อะไรนะ ถูกขโมย? ไม่ใช่มีสายลับเข้ามาแต่เป็โจรเหรอ
ผมพลันสงสัยว่าของล้ำค่าชิ้นใดกันที่ถูกขโมยไปแบ็งฌาแม็งถึงได้มาพูดอะไรแปลก ๆ กับผม
พอผมทำหน้าประหลาดใจกานาแอลก็มีสีหน้าโล่งอกทันที
“เป็เื่ที่เ้าชายไม่รู้จริงๆ ด้วย กระหม่อมเชื่ออย่างนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“แต่แบ็งฌาแม็งถึงกับลั่นวาจาว่าจะพลีชีพเพื่อศาสนาเลยนะต่อให้เป็เื่ที่ไม่เกี่ยวกับข้า ข้าก็ต้องทำความเข้าใจหน่อย”
ผมสังหรณ์ใจชอบกลสังหรณ์ว่ากำลังมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในสถานที่ที่ผมไม่รู้จัก
บางทีอาจเป็อีเวนต์ที่ทำให้โครงเื่หลักของ‘ลาออกไปเป็บุตรีดยุก’ ดำเนินอย่างลุล่วงก็ได้
แม้จะพยายามอย่างยิ่งไม่ให้ถูกกระแสน้ำในแม่น้ำพัดพาไปแต่ก้อนกรวดก็ไม่มีทางเป็หินใหญ่ เมื่อใดที่กระแสน้ำเชี่ยวกรากย่อมทนไม่ไหวและลอยละล่อง
แต่อย่างน้อยผมก็อยากรู้ว่าแม่น้ำที่ร่างกายของตนต้องเผชิญเป็แบบใดน้ำสายไหนเชี่ยวกรากสายไหนไหลเอื่อย
“ได้ยินว่าสมบัติที่หายไปเป็สมบัติศักดิ์สิทธิ์...”
ก๊อก ๆ
พวกเราหุบปากฉับหันศีรษะไปเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูหนัก ๆ
“เข้ามาได้ครับ”
ผู้เปิดประตูที่มาปรากฏตัวหลังได้ยินคำอนุญาตคือแบ็งฌาแม็งกานาแอล รีบผุดลุก ขณะผมกำลังสงสัยว่าเขาหายไปไหนมาจึงเพิ่งโผล่มาเอาป่านนี้แบ็งฌาแม็งกลับเอ่ยปากพูดก่อน
“เ้าชายมีแขกมาหาพ่ะย่ะค่ะ”
“แขกเหรอครับ”
“เดมเอลีซาเบ็ต มูเตรองผู้บัญชาการหน่วยทหารองครักษ์พ่ะย่ะค่ะ”
จะบ้าตาย
“ข้าไม่เคยนัดใครไว้นะครับ”
“ขอประทานอภัยเพคะเ้าชาย”
หญิงสาวผู้หนึ่งโผล่พรวดออกมาจากด้านหลังแบ็งฌาแม็งก่อนทักทายอย่างนอบน้อม
ผมลุกขึ้นยืนอย่างมึนงง
เธอมีผมสั้นสีเขียวมะกอกงุ้มโค้งเข้าด้านในและั์ตาสีเทาเป็ประกาย
ชุดเครื่องแบบติดเหรียญตราแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จทางการทหาร
“เกิดเหตุโจรกรรมครั้งใหญ่ตรงพรมแดนระหว่างจักรวรรดิรีแย็สแตร์และอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เฟเนชานเพคะหม่อมฉันมีหลายเื่อยากสอบถามเ้าชายซึ่งเป็ผู้เกี่ยวข้องจึงได้ขอเข้าเฝ้าอย่างเร่งด่วน โปรดอภัยที่หม่อมฉันไม่ได้แจ้งล่วงหน้าด้วยเพคะ”
เป็สถานการณ์ที่ถ้าผมไม่ให้อภัยก็จะกลายเป็คนมีพิรุธและน่าสงสัย
ผมค่อย ๆ พยักหน้า
ต่อให้รู้ว่าเธอเป็ใครแต่ก็ต้องยอมพบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงผมทำได้เพียงกลืนน้ำลายฝืด ๆ ความคิดที่เพิ่งปรากฏเมื่อครู่กลายเป็ความจริงเข้ามาทุกขณะ
นี่มันไม่ใช่แค่น้ำในแม่น้ำแล้วผมพลาดไปขึ้นรถไฟเหาะสะเทินน้ำสะเทินบกชัด ๆ
****
สิ่งที่ผมขโมยหลังจากมาที่นี่มีแค่ก๊าซออกซิเจนที่ใช้ตอนหายใจเท่านั้นแหละ
ผมยืดหลังตรงพลางให้กำลังใจตัวเองว่าเราไม่มีอะไรจะเสีย
“พระองค์โปรดชาที่ไม่มีสารกระตุ้นเจือปนสินะเพคะ”
เดมมูเตเป็ฝ่ายเอ่ยปากพูดก่อน
เธอกำลังดื่มชาดอกชบาที่กานาแอลนำมาให้ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าเธอหมายถึงอะไร
นักบวชของศาสนามหาเทวะจะไม่ดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของสารกระตุ้นหรือกาเฟอีนนั่นเอง
ด้วยเหตุผลว่าสมองซึ่งถูกบังคับให้ตื่นหรือสมองที่ทักษะการตัดสินใจถดถอยจะไม่อาจฝึกฝนพลังศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างถูกต้อง
ปัจจุบันข้อมูลนี้ปรากฏบันทึกบนหน้าแรกของ‘กฎระเบียบและความศรัทธาเชื่อมั่นในศาสนามหาเทวะ’ อันเป็ธรรมเนียมปฏิบัติที่นักบวชผู้อุทิศตนเพื่อศาสนาต้องยึดถืออย่างมั่นคงยิ่ง
แบ็งฌาแม็งและเด็ก ๆใที่ผมขอชาสมุนไพรในวันแรกเพราะพวกเขาไม่คิดว่าเ้าชายจะยึดหลักคำสอนเคร่งครัดถึงเพียงนั้น
ตามความเป็จริงนี่คือคนที่ถูกขนานนามว่า ‘จอมเสเพลแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์’ เชียวนะ
ส่วนผมมันก็แค่วัวตัวผู้บังเอิญจับหนูได้ระหว่างเดินถอยหลัง[1]เท่านั้นเอง
“กลิ่นหอมมากเลยเพคะหม่อมฉันคงต้องแนะนำให้สมเด็จเ้าฟ้าชายแห่งจักรวรรดิดื่มบ้างเสียแล้วปกติพระองค์โปรดแต่กาแฟเข้ม ๆ”
“เอ่อเข้าเื่เลยก็ได้ครับ”
เมื่อได้ยินผมเอ่ยตัดบทเื่สัพเพเหระแววตาเธอพลันปรากฏความแปลกใจ
แต่ข้อมูลที่ว่าเ้าชายแห่งจักรวรรดิอย่างเซดริกเป็มาโซคิสม์ชอบดื่มเอสเปรสโซเนี่ยไม่จำเป็สำหรับผมเลยจริงๆ
“เดมมูเตเองก็น่าจะยุ่งมิใช่หรือไหนบอกว่าเป็เหตุโจรกรรมครั้งใหญ่ไงครับ”
และเหนือสิ่งอื่นใดผมไม่อยากคุยกับฝ่ายตรงข้ามนานนัก
“สำหรับเื่งานท่านผู้บัญชาการทหารองครักษ์จะจัดการทั้งหมดเพคะหม่อมฉันมีแค่ตำแหน่งในนามเท่านั้น ทรงเรียกหม่อมฉันว่าเอลีซาเบ็ตก็ได้เพคะ”
เธอกล่าวพลางหัวเราะคิกๆ ส่วนผมพยายามยกมุมปากสุดความสามารถ
เดมเอลีซาเบ็ตเป็ทายาทตระกูลขุนนางบรรดาศักดิ์ระดับเคานต์ตำแหน่งของเธอไม่มีทางเป็แค่ตำแหน่งในนามแน่
“ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันต้องขอบังอาจเสียมารยาทซักถามอะไรหลายอย่างหน่อยนะเพคะ”
รองผู้บัญชาการทหารองครักษ์จิบชาอีกหนึ่งอึกก่อนจะเริ่มสอบสวนผมอย่างช้า ๆ
มือซ้ายที่กุมถ้วยชาเอาไว้ของเธอสวมแหวนหมั้นเปล่งประกาย
“คืนวันที่สิบเจ็ดมีนาคมทรงทำอะไรอยู่ที่ไหนหรือเพคะ”
“วันที่สิบเจ็ดมีนาคม...เป็วันแรกที่ข้ามาที่นี่น่ะครับเหมือนจะไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากอาบน้ำนอน”
พอผมลืมตาที่นี่ก็เป็เช้าวันที่สิบแปดมีนาคมแล้วผมจึงตอบไปแบบนั้น
แต่คงไม่ผิดจากข้อเท็จจริงนักหรอกเพราะแบ็งฌาแม็งซึ่งเป็ผู้ดูแลรับผิดชอบผมเพียงผู้เดียวบอกเอาไว้
“ไม่ทราบว่าก่อนและหลังตื่นนอนได้ติดต่อคนภายนอกบ้างหรือเปล่าเพคะ”
“ไม่เลยแต่ไปถามแบ็งฌาแม็งโดยตรงน่าจะแม่นยำกว่าพอดีข้าเหนื่อยมากจนจำอะไรไม่ค่อยได้แล้วน่ะครับ”
“สอบสวนมาก่อนหน้าแล้วเพคะตอบตรงกันเพคะ”
มิน่าล่ะแบ็งฌาแม็งถึงหายตัวไปหลายชั่วโมงผมผงกศีรษะรับ
“วันที่ยี่สิบสี่มีนาคมทรงพบใครบ้างช่วยบอกให้ฟังตามลำดับหน่อยเพคะ”
“เมื่อวานสินะครับอืม กานาแอลและพวกเด็กแฝดมาปลุกข้า ตอนแต่งตัวแบ็งฌาแม็งเองก็อยู่ด้วยครับ ่บ่ายออกไปเดินเล่นเจอคนสวนอีกหลายคนแต่ยังจำชื่อได้ไม่หมดน่ะ”
“ปกติก็ไม่ได้จำกันหรอกเพคะ”
คำตอบของเธอแฝงอารมณ์ขัน
“เหมือนอย่างที่กานาแอลว่าไว้เลยเพคะได้ยินว่าทรงใจดีกับผู้ช่วยส่วนพระองค์มาก ทั้งยังสุภาพกับเหล่าคนสวนด้วย”
ผมคงบอกเธอไม่ได้ว่าตัวเองทำไปเพราะผู้ช่วยส่วนตัวอายุน้อยกว่าน้องผมกันทั้งนั้นแถมคุณคนสวนก็รุ่นราวคราวเดียวกับบุพการีหรือไม่ก็คุณย่าผมกันหมดเลย
“ทำแบบนั้นแล้วสบายใจน่ะ”
ผมจึงแสดงออกได้ประมาณนี้แม้จะไม่ชอบเข้าสังคม แต่ก็ตอบตามจริงอย่างชัดเจน
“เ้าชายตรัสว่าในบรรดาผู้ช่วยส่วนพระองค์มีคู่แฝดหรือเพคะ”
เดมเอลีซาเบ็ตพลันเปลี่ยนหัวข้อ
“อ้อ...หน้าตาไม่เหมือนกันหรอกเป็บุตรจากตระกูลบารอนเวร็องน่ะ แค่สูงเท่ากันเฉย ๆ”
ผมตอบเด็กชายสองคนที่ชอบเดินตามหลังกานาแอลต้อย ๆ อายุเพียงสิบสามปีเต็ม
ผมกล่าวเสริมว่าหลังจากนั้นก็ไม่ได้เจอใครอีกเลย
เดิมทีคนที่คอยปรนนิบัติผมเป็ประจำมีแค่แบ็งฌาแม็งกานาแอล และเด็กแฝดของตระกูลเวร็องส่วนผู้ช่วยส่วนตัวรายอื่นจะมาแค่บางเวลาที่คนไม่พอ
“หม่อมฉันเคยไปเยี่ยมตระกูลบารอนเวร็องเมื่อตอนยังเด็กน่ะเพคะ”
“...อย่างนี้นี่เอง”
“คู่สามีภรรยาเวร็องใจดีมากเลยเพคะนี่ก็ผ่านมานานแล้ว เห็นทีหม่อมฉันต้องเขียนจดหมายไปไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบบ้าง”
ทั้งที่ยังไม่ได้ถามเื่สำคัญอะไรเลยด้วยซ้ำเธอกลับกล่าวเื่ไม่จำเป็ออกมาราวกับการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วเรียบร้อย
จากนั้นก็ลุกขึ้นแสดงความเคารพด้วยท่าทางอ่อนน้อม
นับว่าบรรยากาศผ่อนคลายมากทีเดียวเมื่อเทียบกับตอนแบ็งฌาแม็งเอะอะโวยวายในสวนดอกไม้ตอนกานาแอลมีท่าทีกระสับกระส่าย และตอนที่ตัวเดมเอลีซาเบ็ตกล่าวว่า‘เหตุครั้งใหญ่’
แน่นอนผมคิดว่านี่แหละคือทิศทางที่สมควรจะเป็ เพราะผมไม่ได้ทำอะไรจริง ๆ
“ไว้พบกันใหม่นะเพคะเ้าชาย”
เธอกล่าวกับผมก่อนเดินออกจากประตูไปผมคลี่ยิ้มตอบบาง ๆ
การได้พบ‘สหายของเ้าชายแห่งจักรวรรดิ’ อย่างกะทันหันแบบนี้ แค่ครั้งเดียวก็พอแล้ว
****
“วันนี้เหนื่อยหน่อยนะพ่ะย่ะค่ะเ้าชาย”
กานาแอลนำน้ำดื่มมาให้แล้วเอ่ยกับผม
ผมนั่งอยู่บนเตียงอ่านคุมอง[2] ไม่สิ ‘ความจริงและทฤษฎีการใช้พลังศักดิ์สิทธิ์’ ก่อนจะคุยกับเด็กหนุ่ม
“เ้าเองก็ลำบากเหมือนกันที่ต้องถูกสอบสวนไม่เข้าใจเลยว่าจะมาถามพวกเราเื่ขโมยที่เกิดขึ้นที่อื่นทำไม”
“นั่นสิพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมใแทบแย่แน่ะ”
หนุ่มน้อยถอนหายใจยาว
หลังจากเดมเอลีซาเบ็ตออกไปจากพระราชวังฌูลีแย็ตผมถึงได้ฟังเื่ราวจากแบ็งฌาแม็งเสียที
‘วิหารพรมแดน’ซึ่งเกิดเหตุโจรกรรมครั้งนี้ตั้งอยู่ห่างจากพระราชวังมาก
ได้ยินว่าเป็สถานที่ที่ต้องผ่านประตูมิติมากมายและขี่ม้าข้ามพรมแดนตั้งหนึ่งสัปดาห์กว่าจะไปถึง
“การป้องกันที่นั่นเข้มงวดมากไม่ใช่เหรอ”
ผมเคยเห็นในหนังสือ
สถานที่แห่งนั้นคือวิหารที่ใหญ่ที่สุดเป็จุดกั้นพรมแดนระหว่างสองประเทศซึ่งก็คือจักรวรรดิรีแย็สแตร์และอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เฟเนชานนั่นเอง
และตอนนี้ยังเป็สถานที่พำนักของพระสันตะปาปาอย่างเป็ทางการด้วย
เนื่องจากพระสันตะปาปาจะสูญเสียสัญชาติทันทีที่ได้รับเลือกดังนั้นวิหารพรมแดนอันใช้พักอาศัยจึงเป็พื้นที่เป็กลางซึ่งจักรวรรดิกับอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์พิทักษ์ร่วมกัน
“ใช่พ่ะย่ะค่ะจากที่ผู้ช่วยส่วนพระองค์ในพระราชวังโรเมโรเล่าให้ฟัง เห็นว่าสมบัติศักดิ์สิทธิ์หายไปอย่างไร้ร่องรอยและไม่มีพยานพบเห็นหากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ขโมยจริงคงลักลอบเอากลับประเทศไปแล้วจะมาสร้างความวุ่นวายให้เ้าชายโดยใช่เหตุทำไม”
ผมเองก็รู้สึกว่าตลกดีคงคิดสินะว่าผมเป็เชลยแล้วจะจัดการได้ง่าย ๆ
หรือต่อให้เ้าชายที่ถูกจักรวรรดิจับเป็เชลยช่วยขโมยจริงเขาจะนำสมบัตินั้นติดตัวไปได้ยังไงในเมื่อเห็นอยู่ทนโท่ว่าสัมภาระทั้งหมดถูกยึดทันทีที่มาถึงพระราชวัง
“คิดเสียว่าเขาแค่มาสอบสวนพยานแล้วกัน”
ผมตอบกลับอย่างไม่เห็นเป็เื่สำคัญ
อันที่จริงท่าทางหรือคำพูดของเดมเอลีซาเบ็ตก็ไม่ได้กดดันอะไร
หากพวกเขาพิจารณาว่าผมคือผู้ต้องสงสัยจริงๆ คนที่มาคงไม่ใช่รองผู้บัญชาการทหารองครักษ์อย่างเธอหรอกแต่ต้องเป็ผู้บัญชาการทหารองครักษ์เองเลยต่างหาก
หรือไม่ผมก็อาจจะถูกลากตัวไปไต่สวนที่ไหนสักแห่งแล้ว
“พ่ะย่ะค่ะราตรีสวัสดิ์พ่ะค่ะย่ะ เ้าชาย”
“เช่นกันนะ กานาแอล”
หลังจากดับไฟเด็กหนุ่มก็กล่าวลาแล้วออกจากห้องไป
ผมโบกมือให้แผ่นหลังนั้นก่อนจะค่อย ๆ เอนกายนอน
มองเพดานแล้วนึกถึงอึนซอขึ้นมายัยน้องเคยพูดเื่นี้ให้ฟังไหมนะ
เหมือนจะไม่เคยแฮะ
ผมจำได้ว่าเธอเคยคุยเื่วิหารหรือพิธีการให้ฟังอยู่บ้างแต่นึกไม่ออกเลยว่าเคยพูดถึงเนื้อเื่สมบัติหายไป และ ‘เยเซอของหนู’ถูกใส่ร้ายอะไรทำนองนั้น
ลางสังหรณ์ของผมเหมือนจะพลาดไปเองจริงๆ รถไฟเหาะสะเทินน้ำสะเทินบกอะไรกันเล่า
มันไม่ใช่เหตุการณ์สำคัญเลยแท้ๆ แต่เพราะคนรอบตัวแตกตื่น ผมจึงพลอยกระวนกระวายไปด้วย
ใช่แล้วลางสังหรณ์เป็แค่ชื่อขนม[3]เท่านั้นแหละ
แกร๊ก
ตอนนั้นเองประตูพลันเปิดโดยปราศจากเสียงเคาะใครบางคนเดินเข้ามาในห้อง
เป็พี่น้องเวร็องเด็กหนุ่มผู้ช่วยฝาแฝดนั่นเอง
[1]วัวตัวผู้บังเอิญจับหนูได้ระหว่างเดินถอยหลังหมายถึงการพูดอะไรออกไปแล้วประสบผลสำเร็จหรือเกิดผลลัพธ์บางอย่างโดยบังเอิญ
[2]คุมอง เป็ศูนย์กวดวิชาที่สอนคณิตศาสตร์และภาษาเน้นการทำแบบฝึกหัดและเพิ่มระดับความยากตามความสามารถของผู้เรียน
[3]ลางสังหรณ์ในภาษาเกาหลีพ้องเสียงกับชื่อขนมมันฝรั่งทอดกรอบยี่ห้อเยกัม