“ต้าเฉียง เจ้ามั่นใจว่าจะรับผิดชอบเซี่ยไห่ถังไหวใช่หรือไม่” ฮูหยินใหญ่เซี่ยถามหลานชาย
“การที่ข้าเลือกเรียนหมอก็เพราะอยากรักษาคนไข้ และไม่มีคำว่าไม่ไหวสำหรับข้าขอรับ ท่านป้าโปรดวางใจ”
“หากท่านจะหย่ากับท่านพ่อ แล้วข้าเล่า ท่านจะทิ้งข้าไว้ที่บ้านสกุลเซี่ยจริงหรือเจ้าคะ? ท่านไม่รักข้าแล้วหรือเจ้าคะท่านแม่” เซี่ยหมิงจูถามมารดาอย่างร้อนใจ นางแอบมองไปที่ญาติผู้พี่ นางหวังว่ามารดาจะพานางติดตามมาด้วย หากเป็นเช่นนั้น นางก็จะได้อยู่ใกล้ญาติผู้พี่ และโอกาสที่นางกับเขาจะได้ลงเอยกันก็จะมีมากขึ้น
“แม้เจ้าจะไม่ได้ออกมาพร้อมกับแม่ในทันที แต่แม่จะหาวิธีพาเจ้าให้ออกมาในภายหลัง” ฮูหยินใหญ่เซี่ยมีหรือจะไม่รู้ความคิดของบุตรสาว หากสือต้าเฉียงเปลี่ยนจากหลานชายมาเป็นลูกเขยนางย่อมยินดี แต่ให้บุตรสาวได้แต่งออกจากบ้านตระกูลเซี่ย มันยังดีกว่าที่บุตรสาวกับหลานชายจะอาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกัน ข่าวลือจากปากผู้คนรุนแรงเพียงใด นางไม่อยากให้บุตรสาวต้องโดนแบบนั้น
“น้องหมิงจู เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับท่านป้า เจ้าควรให้ท่านป้าจัดการให้สำเร็จทีละเรื่อง อนุเจินกับบุตรชายของนางผู้นั้นทำให้ท่านป้าได้รับความทุกข์ใจมากเพียงใดเจ้าก็รู้ หรือเจ้าไม่อยากเห็นท่านป้ามีความสุขกันเล่า” สือต้าเฉียงรีบอธิบายเหตุผล เป็นเพราะเขากลัวว่าความเอาแต่ใจของเซี่ยหมิงจูจะทำให้แผนการของท่านป้าล้มเหลว หากเป็นเช่นนั้น เซี่ยไห่ถังก็จะหลุดมือไป จริงอยู่ว่าตระกูลสือมีฐานะร่ำรวย แต่การจะเปิดโรงหมอขึ้นมาสักแห่งก็ต้องใช้เงินทุนและเส้นสายมากมาย ตระกูลสือไม่มีกำลังขนาดนั้น
“เหตุผลเป็นอย่างที่ต้าเฉียงว่ามาจริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แม่ต้องจัดการให้มันเสร็จทีละเรื่อง ในเมื่อแม่รับปากเจ้าไปแล้ว แม่ก็ต้องทำได้ เจ้าต้องเชื่อใจแม่” ฮูหยินใหญ่เซี่ยหันไปถามหลานชาย “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นหมอที่มีเมตตา แต่อย่างไรข้าก็อยากพึ่งพาเจ้าให้หายาบางอย่างมาให้ข้า แต่ว่ายาชนิดนี้อาจทำร้ายคนจนถึงแก่ชีวิต เจ้าจะช่วยข้าเรื่องนี้ได้หรือไม่?”
“ท่านป้ากับท่านปู่เลี้ยงดูข้ามาตั้งแต่ข้ายังเล็ก หากไม่มีท่านก็จะไม่มีข้าในวันนี้ แค่เพียงท่านเอ่ยปาก ไม่ว่าเรื่องใดข้าก็จะไม่ปฏิเสธขอรับ”
ฮูหยินใหญ่เซี่ยยิ้มแล้วยื่นกระดาษแผ่นเล็กให้สือต้าเฉียง
“พี่ใหญ่ ท่านพอจะมีเวลาว่างหรือไม่ขอรับ” เซี่ยเหวินซูเดินเข้ามาหาพี่ชายด้วยสีหน้าเป็นกังวล นานทีพี่ชายถึงจะมีเวลาได้พักอยู่ที่บ้าน แต่เขากลับจะนำปัญหามาให้พี่ชายเสียแล้ว
เซี่ยลี่หยางวางพู่กันในมือลง “ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ว่าแต่เจ้าเถอะ ทำไมหน้าถึงได้ดูยุ่งขนาดนั้น ที่สำนักศึกษาเรียนหนักมากเลยหรือ?”
“ไม่ใช่เรื่องเรียนหรอกขอรับ แต่พักนี้มีข่าวลือที่ไม่ดีเกี่ยวกับพี่สะใภ้ ข้า พี่จ้านถิง และพี่เจ๋อกั๋วสืบรู้มาว่าข่าวลือนั้นเกิดมาจากบิดามารดาของพี่สะใภ้ที่สร้างขึ้นขอรับ”
“ข่าวลือเกิดจากหลี่ซานกับหวังซื่อเป็นคนทำอย่างนั้นหรือ?” เซี่ยลี่หยางเกือบจะลืมบิดาในนามกับมารดาเลี้ยงของภรรยาไปแล้ว “ข่าวลือที่ว่ามันคืออะไร”
เซี่ยเหวินซูทำสีหน้าลำบากใจ
“เจ้ามีอะไรก็พูดมาเถอะ ขึ้นชื่อว่าข่าวลือย่อมไม่ใช่เรื่องดี มีแต่เรื่องเลวร้ายเท่านั้นที่ผู้คนให้ความสนใจ”
“พวกเขาสร้างข่าวลือว่าพี่สะใภ้เป็นหญิงไม่ดี นางไม่รักนวลสงวนตัว ทุกค่ำคืนมักจะนัดแนะให้ผู้ชายทั้งที่ยังโสดและชายที่มีครอบครัวแล้วมาเล่นรักกันเพื่อแลกเงินไปใช้จ่าย เมื่อบิดาและมารดาเลี้ยงของนางจับได้ว่านางลักลอบทำเรื่องน่าอาย นางก็อาศัยยืมมือท่าน พี่อู๋เซิน และพี่ฮุ่ยหลิง จับพวกเขาไปโบยทั้งที่พวกเขาไม่มีความผิด จากนั้นก็มีข่าวลือตามมาอีกมากมายว่าท่านลุงจูกับท่านลุงกัวอาศัยอำนาจในทางมิชอบสั่งลงโทษพวกเขา เพราะท่านลุงจูกับท่านลุงกัวเป็นสหายกับท่านพ่อของเราขอรับ”
“เรื่องที่หลี่ซานกับหวังซื่อถูกโบยในศาล มีคนไม่น้อยที่รู้เรื่องนี้ อีกทั้งพยานและหลักฐานที่ท่านลุงจูใช้ตัดสินก็รัดกุม แต่เรื่องความสัมพันธ์ของท่านพ่อกับท่านลุงจูและท่านลุงกัวมีไม่กี่คนที่รู้ เรื่องนี้ต่างหากถึงน่าสงสัย เจ้าได้บอกเรื่องนี้กับพี่สะใภ้ไปหรือยัง?”
“ยังขอรับ พอพวกเราทั้งสามคนสืบรู้ ข้าจึงนำเรื่องนี้มาบอกท่านเป็นคนแรก พี่ใหญ่...ท่านจะบอกเรื่องนี้กับพี่สะใภ้หรือขอรับ”
“ไม่จำเป็นต้องปิดบัง นางไม่รู้วันนี้ พรุ่งนี้ก็ต้องรู้อยู่ดี”
“ท่านไม่กลัวว่าพี่สะใภ้จะเสียใจหรือขอรับ”
“เหวินซู...ความรัก ความเชื่อใจ และความไว้วางใจเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของครอบครัวเรา เจ้าจำไว้...ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ เจ้าสามารถบอกกับคนในครอบครัวได้ทุกเรื่อง และเราทุกคนจะผ่านปัญหาไปด้วยกัน อีกอย่างแม้ท่านแม่ พี่สะใภ้ และซิ่งเอ๋อจะเป็นสตรี แต่พวกนางก็มีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าพวกนางกำลังเผชิญหน้ากับอะไร เราไม่ควรปกป้องพวกนางมากจนเกินไป เพราะพวกนางไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น”
“ข้าจะจำไว้ขอรับ”
“เอาล่ะ ต่อไปเรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า พวกเจ้าก็ตั้งใจเรียนให้ดี เพียงแต่ข้าคิดว่าในสำนักศึกษาคงมีบางคนที่อยากเล่นงานเจ้าอยู่กระมัง”
“ข้าบอกพวกท่านแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่ให้พวกท่านไปพูดไร้สาระข้างนอก หากคุณชายลี่หยางกับพี่เหิงเยว่รู้ว่าข่าวลือเกิดมาจากพวกท่านแล้วจะทำอย่างไร ยังมีเรื่องที่พวกท่านกล่าวหาว่านายอำเภอจูกับหัวหน้านักการกัวตัดสินพวกท่านอย่างไม่ยุติธรรมอีก หากเรื่องนี้รู้ไปถึงอำเภอ พวกท่านคิดว่าพวกท่านยังจะใช้ชีวิตอยู่ในเสียนโจวได้อีกหรือ” หลี่ไป๋หลานพูดขึ้นอย่างโมโห ก่อนหน้านี้เขารู้เรื่องความสัมพันธ์ของครอบครัวจู ครอบครัวกัว และครอบครัวของนายท่านสามเซี่ยมาด้วยความบังเอิญ เขาจึงอยากให้บิดามารดาใช้เรื่องนี้มารื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพี่สาวคนโต แต่ไม่คิดว่าบิดามารดากลับมาทำให้เสียเรื่อง
“เจ้าจะกลัวไปทำไม หลี่เหิงเยว่กล้าตัดสัมพันธ์กับเราก็เท่ากับนางไม่เห็นเราเป็นคนในครอบครัวแล้ว ข้าทำลายชื่อเสียงของนางยังไม่ทำให้ข้าหายแค้นเมื่อนึกถึงว่าข้ากับท่านพ่อของเจ้าต้องนอนเจ็บจากการถูกโบยอยู่เป็นเดือนๆ” หวังซื่อพูดขึ้นอย่างโมโห
“ข้ารู้ว่าท่านโกรธพี่เหิงเยว่และอยากทำให้นางไม่มีความสุข แล้วเรื่องที่ท่านใส่ร้ายนายอำเภอจูกับหัวหน้านักการกัวเล่า ท่านจะจัดการอย่างไร ครั้งนี้คงไม่ใช่แค่ถูกโบยแล้ว!” หลี่ไป๋หลานตะโกน
“เรื่องนี้...ไม่...ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำลายชื่อเสียงของนายอำเภอจู ข้าแค่บ่นให้เพื่อนบ้านฟังเท่านั้น หากจะโทษก็ต้องโทษเพื่อนบ้านปากเสียเหล่านั้นต่างหาก ความผิดนี้ไม่ใช่ข้าทำ เพราะฉะนั้นข้าไม่ยอมรับ” หวังซื่อเริ่มลนลานแล้ว
“ท่านพ่อ ท่านดูความเลอะเลือนของท่านแม่เถิด หากปล่อยให้เรื่องบานปลาย ข้าคงอยู่ในสำนักศึกษาต่อไปไม่ได้แล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้นพวกท่านก็อย่าหาว่าข้าอกตัญญู” หลี่ไป๋หลานบอกบิดา
“ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้วเราจะทำอย่างไรได้” หลี่ซานเริ่มกลัว ทีแรกที่ข่าวลือถูกพูดออกไป เขารู้สึกสะใจอยู่ไม่น้อย แต่พอบุตรชายมาบอกถึงผลเสียและโทษที่ตนกับภรรยาอาจจะได้รับ เขาก็เริ่มกลัวขึ้นมาแล้วจริงๆ
โครม!
เสียงถีบประตูดังขึ้นพร้อมกับประตูที่พังลง สามพ่อแม่ลูกต่างสะดุ้งตกใจเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ทางการเดินเข้ามาหลายคน
“เราเป็นนักการของที่ว่าการอำเภอ หลี่ซาน หวังซื่อ เราได้รับแจ้งว่าเมื่อสิบสองปีก่อน พวกเจ้าทำการฆาตรกรรมผู้เฒ่าเจาและเจาอวิ๋นจู ผู้ซึ่งเป็นพ่อตาและภรรยาของเจ้า เวลานี้นายอำเภอรอตัดสินคดีของพวกเจ้าที่ศาลของอำเภอแล้ว พวกเจ้าต้องตามเรากลับไป”
“ไม่นะ! ท่านนักการ ไม่ใช่ ข้าไม่ได้ฆ่าสองคนนั้น ข้าจะฆ่าพ่อตากับภรรยาของตนเองได้อย่างไร” หลี่ซานปฏิเสธ เขานึกไปถึงวันที่เขาบอกความจริงกับหลี่เหิงเยว่ แต่เรื่องมันผ่านมาเป็นปีแล้ว หรือว่านางจะโกรธที่เขากับหวังซื่อสร้างข่าวลือทำลายชื่อเสียงของนาง แต่อย่างไรข่าวลือนี้ก็เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน มันจะไปถึงหูนางได้อย่างไร ไม่ใช่ว่างานที่อบอุ่นการแพทย์ยุ่งอยู่ทุกวันหรือ ยังไม่ทันจะหายตกใจ เขาก็หันไปถลึงตาใส่หวังซื่อที่เป็นตัวต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด “เป็นเพราะเจ้าคนเดียวที่ปากมาก หากเจ้าไม่สร้างข่าวลือเท็จพวกนั้นขึ้นมา หลี่เหิงเยว่จะโกรธจนแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทางการมาจับเราอย่างนี้หรือ”
“เจ้าจะมาโทษข้าได้อย่างไร ข้าก็แค่หญิงปากไม่ดีที่พูดพล่อยๆ ออกไปเท่านั้น แต่ที่เจ้าหน้าที่ทางการมาวันนี้เพราะข้อหาที่เจ้าฆ่าพ่อตากับภรรยาของตัวเองต่างหาก ความผิดข้อหาฆ่าคนตาย ข้าไม่มีทางยอมรับผิดกับเจ้า!” หวังซื่อหันไปหานักการ “เป็นเขาที่ลงมือฆ่าพ่อตากับภรรยาของตัวเอง ข้ายินดีเป็นพยานและหลักฐานที่เขาพยายามจะวางยาพิษบุตรสาว ข้าก็เก็บไว้เช่นกัน”
เมื่อหวังซื่อสารภาพและยังยอมเป็นพยาน อีกทั้งนางยังเก็บหลักฐานต่างๆ ไว้กับตัว แสดงให้เห็นว่าสิบกว่าปีที่ผ่านมา นางอยู่กินกับหลี่ซานมาอย่างหวาดระแวงเพียงใด
หลี่ซานถูกตัดสินประหารชีวิตข้อหาฆาตกรรม หวังซื่อเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด แม้การให้ปากคำของนางจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินคดี แต่นางยังมีคดีลักทรัพย์อีกหลายคดีที่เจ้าทุกข์เคยมาแจ้งความไว้ แม้ไม่ได้รับโทษตาย แต่นางยังถูกตัดสินให้ไปใช้แรงงานในถิ่นทุรกันดารเป็นเวลาสิบปี ชั่วชีวิตนี้นางคงไม่อาจกลับมาตายที่บ้านเกิดได้อีกแล้ว
ส่วนหลี่ไป๋หลาน ทันทีที่นักการบุกเข้าไปจับตัวบิดามารดา เขาก็วิ่งหนีออกทางประตูหลังเข้าไปในป่าลึก เพราะเป็นเวลามืดแล้วทำให้เขามองไม่เห็นสิ่งกีดขวางที่อยู่ตรงหน้า แต่ไม่ว่าเขาจะถูกหนามเกี่ยวหรือถูกไม้แทงไปทั่วร่างกายและใบหน้าเขาก็ไม่รับรู้ถึงความเจ็บ และเขาก็ไม่คิดที่จะหยุดพัก ไม่รู้ว่าเขาวิ่งไปนานเท่าไหร่และไกลเพียงใด เมื่อร่างกายอ่อนเพลียถึงขีดสุด เขาก็หมดสติล้มลงไปทั้งอย่างนั้น