ความเงียบหลังการต่อสู้ไม่ได้คงอยู่ยาวนาน ณ ปากทางเข้าถ้ำ ราชครูมินจอส่วยยืนมองซากของหน่วยพรานอสูรและร่องรอยการต่อสู้ด้วยสายตาที่เ็า ความพ่ายแพ้ของหน่วยลาดตระเวนชั้นยอดและการถูกทำลายมนตร์ต่อหน้าต่อตาได้จุดไฟแห่งโทสะของมันให้ลุกโชน
"แค่เ้าหนูที่ควบคุมพฤกษา...กับเ้าเฒ่าแก้วที่ซ่อนตัวเหมือนเต่าในกระดอง" มันพึมพำกับตัวเอง "ในเมื่อพวกเ้าชอบเล่นซ่อนหาในหลุมของตัวเองนัก...ข้าก็จะลงไปลากคอพวกเ้าออกมาด้วยมือข้าเอง!"
มันหมดความอดทนที่จะรออยู่ข้างนอก ราชครูมินจอส่วยก้าวผ่านม่านน้ำตกที่บัดนี้ไร้ซึ่งอาคมป้องกัน ร่างของมันไม่เปียกเลยแม้แต่น้อย ด้วยมีม่านพลังสีดำบางๆ ห่อหุ้มกายไว้ ทันทีที่มันก้าวเข้ามา บรรยากาศภายในถ้ำก็พลันหนักอึ้งและเย็นเยียบลง ราวกับความตายได้ย่างกรายเข้ามาด้วยตนเอง
ถ้ำแห่งนี้สลับซับซ้อนราวกับเขาวงกต แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคสำหรับจอมขมังเวทผู้ชั่วร้าย
มันหยิบหัวกะโหลกที่เป็คริสตัลขนาดเล็กออกมาจากชายแขนเสื้อ มันเริ่มร่ายมนตร์ เสียงสวดของมันฟังดูเหมือนเสียงเสียดสีของโลหะ มันกรีดนิ้วของตนเองแล้วหยดเืลงบนกะโหลก ทันใดนั้น ดวงตาที่ว่างเปล่าของกะโหลกคริสตัลก็พลันปรากฏดวงตาปีศาจสีแดงก่ำลอยคว้างอยู่ภายใน
"อาคมเนตรทมิฬสอดส่อง!"
ดวงตาปีศาจในกะโหลกกลอกไปมา เหมือนคนสอดส่องไปทั่วพื้นที่ในถ้ำแห่งนี้
หัวกะโหลกใสมองเห็นร่องรอยพลังชีวิตจางๆ ของคำอินทร์และหลวงปู่แก้วที่ทิ้งไว้ตามเส้นทาง รอยเท้านั้นปรากฏเป็ไอสีทองและสีเงินจางๆ ที่คนธรรมดามองไม่เห็น
ราชครูแสยะยิ้ม. "หนีไปไหนไม่รอดแล้ว" มันเดินตามร่องรอยนั้นไปอย่างใจเย็น ราวกับนายพรานที่กำลังตามรอยกวางที่าเ็
ขณะเดียวกัน ในโถงถ้ำศักดิ์สิทธิ์ คำอินทร์และหลวงปู่แก้วที่กำลังจะเริ่มทำพิธีรักษาตัวก็พลันชะงัก
"มันเข้ามาแล้ว!" หลวงปู่กล่าวเสียงเครียด ท่านััได้ถึงพลังงานอันชั่วร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาในถ้ำ พลังงานที่ท่านคุ้นเคยเป็อย่างดี
มอสส์เรืองแสงบนผนังถ้ำเริ่มหม่นแสงลง ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ที่เคยนิ่งสงบพลันเกิดระลอกคลื่นเล็กๆ สถานที่แห่งนี้กำลังรับรู้ถึงการมาของผู้บุกรุกที่มีอาคมชั่วร้าย
ทะเลสาปมีพลังแห่งแผ่นดินบริสุทธิ์แต่อาคมของราชครูตรงกันข้าม มีแต่ความมืดมนและมัวหมอง
"เราต้องซ่อนตัว!" คำอินทร์กล่าว เขารีบพยุงหลวงปู่ไปยังแท่นศิลาจารึกโบราณ โชคดีที่ด้านหลังของแท่นศิลานั้นมีรอยแยกของผนังถ้ำที่ลึกพอจะให้คนสองคนเข้าไปซ่อนตัวได้อย่างพอดิบพอดี ทั้งสองรีบเข้าไปซ่อนตัวในเงามืดนั้น กลั้นหายใจ และสะกดพลังในร่างของตนเองให้สงบนิ่งที่สุด
พลังของศิลาได้ไหลเขาไปสู่คำอินทร์พร้อมกับช่วยปิดบังกายของทั้งสองไม่ให้ราชครูััได้อย่างน่าแปลกใจ
คำอินทร์นึกในใจว่าทำไมศิลาจารึกและอักขระโบราณนี้รู้สึกผูกพันกับตัวเองมาก เหมือนเขากับมันมีอะไรเชื่อมโยงกัน
ไม่นานนัก ร่างของราชครูมินจอส่วยก็เดินเข้ามาถึงโถงถ้ำ มันมองไปรอบๆ ด้วยความรังเกียจ "หึ...ที่ซ่อนของพวกหนูสกปรกกลับเป็สถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตอันน่าสะอิดสะเอียนเช่นนี้รึ"
เนตรทมิฬในกะโหลกคริสตัลนำทางมันมาจนถึงแท่นศิลาโบราณ เมื่อมันเห็นอักขระภาษาโบราณบนนั้น ดวงตาของมันก็เบิกกว้างด้วยความใและความโลภ
"นี่มัน...อาคมสัตยาบันปฐี! วิชาในตำนาน...เ้าเฒ่าแก้ว ไม่น่าเชื่อว่าเ้าจะหามันจนเจอ!" มันคำรามออกมา "คิดจะใช้วิชานี้มาสู้กับข้างั้นรึ! ฝันไปเถอะ!" ราชครูผู้มีอาคมแกร่งกล้าและความรู้ทางด้านอักขระโบราณก็มีมากกว่าหลวงปู่แก้ว เพราะอักขระพวกนี้ต้นกำเนิดอยู่ที่พม่า
ร่องรอยพลังชีวิตที่มันตามมา จางหายไปที่บริเวณแท่นศิลานี่เอง ราชครูขมวดคิ้ว "พวกมันคงใช้พลังของศิลานี่อำพรางตัวสินะ. ฉลาด...แต่ก็โง่"
มันเดินวนรอบแท่นศิลา เข้าใกล้รอยแยกที่คำอินทร์และหลวงปู่ซ่อนตัวอยู่เข้ามาทุกขณะ หัวใจของคำอินทร์เต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา เขาเตรียมพร้อมที่จะทะยานออกไปสู้ตายได้ทุกเมื่อ หลวงปู่ต้องวางมือลงบนบ่าของเขาเพื่อสะกดไว้
แต่แล้ว ดวงตาปีศาจในกะโหลกคริสตัลก็พลันสั่นไหวอย่างรุนแรง พลังงานบริสุทธิ์ที่เข้มข้นในโถงถ้ำแห่งนี้กำลังรบกวนการทำงานของมนต์ดำ ร่องรอยพลังชีวิตที่เคยเห็น บัดนี้กลับเลือนหายไปโดยสิ้นเชิง.
ราชครูสบถออกมาอย่างหัวเสีย มันรู้ว่าศัตรูยังคงอยู่ในโถงถ้ำแห่งนี้ แต่มันไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนได้
"คิดจะเล่นซ่อนหากับข้างั้นรึ...ได้!" มันแสยะยิ้มอีกครั้ง "ในเมื่อข้าหาพวกเ้าไม่เจอ ข้าก็จะบีบให้พวกเ้าต้องออกมาเอง!"
ราชครูเดินไปที่ใจกลางโถงถ้ำ มันไม่ได้พยายามจะทำลายถ้ำอีก แต่มันกำลังจะทำในสิ่งที่ชั่วร้ายกว่านั้น มันเริ่มร่ายคาถาบทใหม่, คาถาที่เปี่ยมด้วยความเน่าเปื่อยและความตาย
"คำสาปเถ้าธุลี!" ราชครูทุบฝ่ามือลงบนพื้น พลังงานสีดำทมิฬแผ่ออกไปเป็วงกว้าง
คำอินทร์และหลวงปู่ที่ซ่อนตัวอยู่มองภาพนั้นด้วยความตื่นตระหนก
ราชครูมินจอส่วยยืนอยู่ใจกลางโถงถ้ำศักดิ์สิทธิ์ หัวเราะอย่างผู้มีชัยขณะที่มันปลดปล่อย "คำสาปเถ้าธุลี" ออกมา
พลังงานสีดำทมิฬของมันแผ่ซ่านออกไปราวกับโรคระบาด กัดกร่อนพลังชีวิตของทุกสรรพสิ่ง มอสส์เรืองแสงบนผนังถ้ำเหี่ยวเฉาและดับแสงลง อากาศที่เคยบริสุทธิ์กลับหนักอึ้งและเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย
ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ที่เคยส่องสว่าง บัดนี้เริ่มหม่นหมอง. ควันสีดำลอยขึ้นมาจากใจกลางผืนน้ำ แสงสีฟ้าอ่อนๆ กำลังถูกความมืดมิดกลืนกินอย่างช้าๆ
"ร้องครวญครางออกมาสิ จิติญญาแห่งปฐี!" ราชครูคำรามอย่างสะใจ "จงยอมจำนนต่อความตายที่ข้าหยิบยื่นให้!"
คำอินทร์และหลวงปู่ที่ซ่อนตัวอยู่มองภาพนั้นด้วยความโกรธแค้นที่มินจอส่วยได้พยายามทำลายสถานที่แห่งนี้
แต่แล้ว ในขณะที่พลังงานสีดำกำลังจะแผ่ไปถึงแท่นศิลาจารึกโบราณ...ปาฏิหาริย์ก็บังเกิดขึ้น
วูม!
อักขระภาษาสมัยโบราณบนแท่นศิลาพลันส่องสว่างวาบขึ้นมาเป็สีทองเจิดจ้า! แสงสีทองนั้นบริสุทธิ์และทรงพลัง สร้างเป็โดมพลังงานบางๆ ปกป้องแท่นศิลาเอาไว้ ผลักดันให้คำสาปของราชครูไม่อาจเข้าใกล้ได้
"อะไรกัน!" ราชครูเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "ศิลาโบราณนี่มีพลังป้องกันตัวเองรึ!"
มันโกรธเกรี้ยวที่ถูกขัดจังหวะ มันตัดสินใจที่จะทำลายแหล่งพลังงานที่ดูบริสุทธิ์ที่สุดเป็อันดับแรก มันหันไปรวบรวมพลังมนต์ดำทั้งหมด เพ่งจิตไปยังทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ "ในเมื่อเ้าต่อต้าน...ข้าก็จะทำลายเ้าก่อน!"
แต่นั่นคือความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดของราชครูมินจอส่วย
การที่มันพยายามจะทำลายหัวใจของสถานที่แห่งนี้ ก็เปรียบเสมือนการปลุกพญานาคราชที่กำลังหลับใหลให้ตื่นขึ้น
ครืนนนนน!
ถ้ำทั้งถ้ำสั่นะเือย่างรุนแรง ทะเลสาบที่กำลังหม่นหมอง บัดนี้กลับะเิแสงสีฟ้าจ้าออกมาจนแสบตา ผืนน้ำที่เคยนิ่งสงบพลันปั่นป่วนและเดือดพล่านราวกับน้ำในกระทะทองแดง
"เกิดบ้าอะไรขึ้น!" ราชครูตวาด มันรู้สึกได้ถึงพลังงานมหาศาลที่กำลังก่อตัวขึ้นใต้น้ำ
แล้วมันก็พวยพุ่งขึ้นมา
ลำน้ำศักดิ์สิทธิ์ขนาดมหึมา ที่ไม่ใช่แค่น้ำ, แต่เป็มวลของพลังงานชีวิตบริสุทธิ์ที่ถูกควบแน่น ได้ะเิขึ้นมาจากใจกลางทะเลสาบราวกับน้ำพุจากใต้พิภพ มันพุ่งตรงเข้าใส่ราชครูมินจอส่วยด้วยความเร็วและเจตจำนงที่ชัดเจน
ราชครูตื่นตระหนกสุดขีด มันรีบสร้างม่านพลังสีดำขึ้นมาป้องกันตัวเองอย่างสุดความสามารถ
เปรี้ยง!
ม่านพลังปีศาจของมันสลายไปในพริบตาเมื่อปะทะกับพลังแห่งชีวิตอันบริสุทธิ์ ลำน้ำศักดิ์สิทธิ์นั้นซัดเข้าใส่ร่างของราชครูอย่างจัง
"อ๊าคคคคคคคค!"
เป็ครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ที่ราชครูมินจอส่วยได้กรีดร้องออกมาด้วยความเ็ปอย่างแท้จริง ร่างของมันไม่ได้เปียก แต่กลับถูก "เผาไหม้" อาภรณ์สีดำของมันลุกเป็ควัน ิัที่ัักับน้ำศักดิ์สิทธิ์เกิดเป็รอยไหม้ที่ส่องแสงสีทอง สร้างความเ็ปทรมานให้แก่มันอย่างแสนสาหัส
ร่างของจอมขมังเวทผู้ยิ่งใหญ่ถูกซัดกระเด็นไปอัดกับผนังถ้ำอย่างแรง ก่อนจะร่วงลงไปนอนกองกับพื้น คำสาปเถ้าธุลีสลายไปในทันที อากาศกลับมาบริสุทธิ์ มอสส์เรืองแสงค่อยๆ กลับมาส่องสว่างอีกครั้ง
ราชครูพยุงร่างที่าเ็และสะบักสะบอมของมันขึ้นมาอย่างทุลักทุเล แขนข้างหนึ่งของมันเต็มไปด้วยรอยไหม้ที่น่ากลัว รอยยิ้มที่หยิ่งผยองหายไปจากใบหน้า เหลือไว้เพียงความเกลียดชัง ความเจ็บแค้น และ...ความหวาดกลัวเล็กๆ ที่ฉายขึ้นมาในแววตาเป็ครั้งแรก
มันตระหนักแล้วว่า...พลังของมันไม่อาจเอาชนะสถานที่แห่งนี้ได้