ตอนที่ 8 ไม่ยอมเชื่อข้า (2)
เรียกได้ว่า ท่านแม่ส่งผลกระทบอันหนักอึ้งให้กับนาง ดูจากคำพูดเมื่อครู่ ท่านแม่ก็ไม่ได้สงสัยแม่ลูกเจียงเย่ว์เหยานั่นเลย แต่นางกลับเลือกที่จะอดกลั้น เหมือนกับปีนั้นตอนที่กู้อวิ๋นหวงเพิ่งเกิดได้ไม่ถึงสามเดือน ท่านพ่อก็ส่งนางกลับไปที่เจียงหนาน อีกทั้งตอนที่นางยังอายุไม่ถึงหนึ่งขวบท่านย่าก็อ้างเหตุผลที่ว่านางไม่สามารถสืบทอดวงศ์ตระกูลได้ ให้ท่านพ่อรับอนุเข้ามาถึงสองคนในคราเดียว ท่านแม่ล้วนแต่เลือกที่จะอดกลั้น
“เ้านำยาอวี้จือหนิงลู่เกาไปที่เรือนเล่อโซ่วสักหน่อยเถอะ” กู้อวิ๋นหวงเอ่ยอย่างจนปัญญา
หลังชิงอวี้ชงชาให้นางหนึ่งกาแล้วจึงหยิบเอายาอวี้จือหนิงลู่เกาไปยังเรือนเล่อโซ่ว ยังไม่ทันเข้าไปใกล้เรือนเล่อโซ่ว เสียงร้องไห้คร่ำครวญของอินซื่อ และถ้อยคำที่ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ตำหนิหนิงหว่านโหรวก็ดังออกมา ชิงอวี้หยุดฝีเท้าลง แล้วค่อยๆ เดินไปยังมุมที่ไม่มีคน พลางหันมองซ้ายขวา หลังแน่ใจว่ารอบด้านไม่มีใคร จึงพลิกตัวะโข้ามกำแพงเรือนเล่อโซ่วเข้าไปในห้องหลักอย่างรวดเร็ว
หลังจากแอบฟังอยู่ในที่ลับพักหนึ่ง ได้ยินว่าฮูหยินผู้เฒ่ากู้จะให้หนิงหว่านโหรวยกร้านค้าสองร้านให้กับกู้ิจวินเพื่อเป็การปลอบขวัญ ทว่าหนิงหว่านโหรวกลับนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาอยู่นาน ชิงอวี้จึงรีบกลับไปยังเรือนชิงจื่อเพื่อบอกกู้อวิ๋นหวง กระทั่งยายังไม่กล้าไปส่ง
ในมือหนิงหว่านโหรวมีร้านค้าอยู่สามสิบกว่าร้าน ซึ่งล้วนแต่เป็สินเดิมที่จวนหนิงกั๋วกงให้ติดตัวนางมาั้แ่แรก กู้เจิ่นเป็ขุนนางที่ค่อยๆ ไต่เต้ามาจากชั้นผู้น้อยจนมาถึงตำแหน่งในจวนอัครเสนาบดี พื้นฐานครอบครัวอ่อนแอ อีกทั้งฮูหยินผู้เฒ่ากู้ก็ยังเป็คนเห็นแก่หน้าตาเป็ที่สุด ของกินของใช้เสื้อผ้าอาภรณ์ล้วนแล้วแต่ต้องเป็สิ่งที่ดีที่สุด อาศัยเพียงเบี้ยหวัดรายเดือนเล็กน้อยของกู้เจิ่นจะพอใช้ได้อย่างไร หลายปีที่ผ่านมานี้ ล้วนแต่เป็หนิงหว่านโหรวนำรายได้จากร้านค้าเ่าั้เข้ามาช่วยจุนเจือ
กู้อวิ๋นหวงรู้ดีว่าหากนางไปที่เรือนเล่อโซ่ว ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ย่อมไม่พูดดีด้วยแน่ ทว่าคิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะเบนความสนใจมาที่ร้านค้าเร็วขนาดนี้ สีหน้าจึงเข้มขึ้นเล็กน้อย กู้อวิ๋นหวงรีบร้อนออกไปที่เรือนเล่อโซ่วโดยเร็ว แต่ไปได้ครึ่งทาง กลับถูกชุนหลานเข้ามาขวางทางไว้เสียก่อน
ชุนหลานยืนขวางอยู่กลางทาง นางย่อเข่าลงทำความเคารพกู้อวิ๋นหวง “คุณหนู จวิ้นจู่ให้บ่าวมาแจ้งแก่คุณหนูว่า ‘คุณหนูอย่าลืมเป็อันขาดว่าตัวเองแซ่กู้’ เ้าค่ะ”
เหอะ
กู้อวิ๋นหวงแค่นเสียงเย็น แล้วหันหลังเดินกลับไป
ชุนหลานมองดูแผ่นหลังเ็าของนาง แล้วรีบเร่งฝีเท้าตามไป “คุณหนู บ่าวมีอีกเื่ที่ไม่รู้ว่าควรจะพูดออกไปหรือไม่เ้าค่ะ”
“เ้าพูดมา” กู้อวิ๋นหวงหยุดฝีเท้า แต่ไม่ได้หันกลับมา
“จวิ้นจู่เป็ท่านแม่ของคุณหนู คนเป็แม่ย่อมไม่มีทางทำร้ายลูกของตัวเองเด็ดขาด” ชุนหลานย่อตัวคำนับ เอ่ยขึ้นอย่างเนิบช้า “จวิ้นจู่ยอมอดทนอดกลั้นกับพวกเขา เพียงเพราะว่าพวกเขายังไม่ได้แตะโดนขีดจำกัดของนางเท่านั้น ขีดจำกัดของจวิ้นจู่คืออะไรน่ะหรือ ก็คือคุณหนูอย่างไรเล่า คุณหนูมีปัญญาเฉลียวฉลาด ทั้งยังเติบโตอยู่ที่เจียงหนานั้แ่เล็ก ย่อมควรจะเข้าใจได้ว่า บางครั้งสิ่งที่ตาเห็น สิ่งที่หูได้ยินก็อาจจะไม่ใช่เื่จริงเสมอไปนะเ้าคะ”
“จวิ้นจู่ยังรอให้บ่าวไปปรนนิบัติ บ่าวขอตัวก่อนนะเ้าคะ”
กู้อวิ๋นหวงยังคงยืนอยู่ที่เดิม นางหันมองชุนหลานที่เดินไกลออกไป จู่ๆ ในส่วนลึกของสมองก็พลันปรากฏคำพูดของท่านตาเมื่อครั้งส่งนางไปฝากตัวเป็ศิษย์กับกุ่ยกู่จื่อ[1]บังคับให้นางฝึกวรยุทธ์ร่ำเรียนวิชาแพทย์ตอนที่นางอายุห้าขวบ ‘หวงเอ๋อร์ต้องตั้งใจร่ำเรียนให้ดีนะ สำเร็จวิชาแล้วจะได้ปกป้องท่านแม่ของเ้าได้’
ท่านตารักใคร่เอ็นดูนางเสมอมา แต่ในเื่ที่ให้นางฝึกวรยุทธ์และเรียนวิชาแพทย์ช่างเข้มงวดยิ่งนัก แต่ละเดือนจะมีสอบย่อยครั้งหนึ่ง ทุกสามเดือนต้องมีสอบใหญ่หนึ่งครั้ง เพียงนางผ่อนคลายเล็กน้อย สิ่งที่ตามมาคือการเรียนใหม่อีกครั้งทั้งวันทั้งคืน โชคดีที่มีชิงอวี้คอยอยู่ข้างกายนางมาโดยตลอด มิเช่นนั้น กู้อวิ๋นหวงเองก็ไม่กล้ายืนยันได้เช่นกันว่า นางจะยืนหยัดผ่านมาได้
“ไปเถอะ” กู้อวิ๋นหวงดึงสายตากลับมา แล้วหันหลังกลับไปที่เรือนชิงจื่อ ก็เห็นมาแต่ไกลว่าซุนหมอมอกำลังรออยู่ที่ประตูเรือน ฝีเท้าของกู้อวิ๋นหวงพลันหยุดชะงัก
เชิงอรรถ
^ กุ่ยกู่จื่อ นักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงในสมัยชุนชิวจ้านกั๋ว มีผลงานตำรามากมายทั้งด้านการเมืองการปกครอง หลักปรัชญาหยินหยาง