หลังจากที่เหวินได้เรียนรู้ถึงพลังของการรวมเศษเสี้ยวของเื่ราว เขาและเด็กสาวทั้งสองก็เดินทางมาถึงใจกลางของโลกแห่งเื่เล่าที่ถูกทิ้ง ที่นั่นมีแท่นหินโบราณขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ้ามีคริสตัลสีขาวส่องประกายอยู่หนึ่งก้อน
เด็กสาวผมสีทองยื่นมือของเธอไปแตะที่คริสตัล แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย “คริสตัลนี้เก็บรวบรวมเื่ราวที่ถูกทิ้งไว้ทั้งหมด และมันก็เก็บเื่ราวของเราเอาไว้ด้วยเช่นกัน”
“เราคือความจริงที่ถูกทอดทิ้ง” เด็กสาวผมสีเงินม่วงกล่าวเสริม “เราคือภาพสะท้อนของความกลัวและความสิ้นหวังที่อยู่ในใจของผู้สร้างสรรค์ทุกคน”
คำพูดนั้นทำให้เหวินนึกถึงคำพูดที่ “ผู้เฝ้ามองมารดาวัฏจักรด้วยความจริง” เคยบอกกับเขาว่า “ความจริงและความเมตตาอาจปฏิรูปสังคมได้” เขามองไปยังดวงตาที่เศร้าสร้อยของเด็กสาวทั้งสองแล้วก็เข้าใจความหมายของประโยคนั้นได้อย่างลึกซึ้ง
พวกเธอคือความจริงที่ผู้สร้างสรรค์ทุกคนไม่อยากเผชิญหน้า ความจริงที่ว่าเื่ราวที่ถูกทิ้งทุกเื่คือาแที่อยู่ในใจของผู้สร้างสรรค์แต่ละคน
เหวินเดินเข้าไปใกล้คริสตัลแล้วใช้มือััอย่างช้าๆ ทันใดนั้นเอง ภาพต่างๆ ก็ปรากฏขึ้นในหัวของเขาอย่างต่อเนื่อง ภาพของผู้คนที่กำลังทอดทิ้งความฝันของตัวเอง ภาพของศิลปินที่ทำลายผลงานของตัวเองเพราะความสิ้นหวัง และภาพของนักเขียนที่ฉีกต้นฉบับของตัวเองทิ้งไป
เขาเห็นตัวเองในภาพเ่าั้ด้วยเช่นกัน ภาพของเขาที่นั่งร้องไห้อยู่บนเก้าอี้ล้อเลื่อนและโยนปากกาทิ้งไปอย่างสิ้นหวัง เหวินรู้สึกถึงความเ็ปที่มาจากทุกเื่ราวที่ถูกทอดทิ้ง และเขาก็เข้าใจความรู้สึกของเด็กสาวทั้งสองอย่างลึกซึ้ง พวกเธอคือตัวแทนของความเ็ปเ่าั้
“เราไม่้าให้เ้าเขียนต่อเพราะเรา้าตอนจบ” เด็กสาวผมสีเงินม่วงกล่าว “แต่เรา้าให้เ้าเขียนต่อเพราะเรา้าให้เ้าเผชิญหน้ากับความจริงและเยียวยาาแที่อยู่ในใจของเ้า”
คำพูดนั้นทำให้เหวินตาสว่าง เขาตระหนักว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การช่วยให้เื่ราวของคนอื่นสมบูรณ์ แต่เป็การเดินทางเพื่อทำความเข้าใจกับตัวเองและยอมรับความจริงที่เ็ปในอดีต