ภายในที่พักที่มาร์ควิสราฟาเอลจัดให้อัศวินศักดิ์สิทธิ์หญิงคาทาริน่ากำลังมองเอกสารหลายแผ่นอยู่ในมือ บางแผ่นเป็รายการซื้อสิ่งของที่ดูแล้วไม่น่าจะมีความสำคัญอะไรเป็ของราคาถูกที่หาได้ทั่วไป บางแผ่นเป็รายการสั่งทำสิ่งของที่ดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันอย่างแผ่นทองเหลืองหรือตะกั่วที่ถูกหลอมเป็รูปแบบหนึ่งจำนวนมาก
แต่ที่ทำให้เธอขมวดคิ้วมากที่สุดคือแบบแปลนที่สั่งให้ช่างตีเหล็กแกรรี่ทำ เริ่มั้แ่งานชิ้นเก่าสุดเป็สี่เหลี่ยมทรงกระบอกหนึ่งอันที่มีส่วนที่คล้ายด้ามจับ แบบแปลนต่อมาก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็กระบอกเหล็กหกอันเรียงเป็วงกลมถ้ามองจากด้านหน้าจะเห็นว่าคล้ายกับกล่องพริกไทย ต่อมากลับเป็แบบแปลนที่ถูกสั่งเมื่อวาน รูปแบบชิ้นส่วนแต่ละชิ้นถูกระบุอย่างละเอียดกว่างานชิ้นก่อน คาทาริน่ามองแบบแปลนแต่ละแผ่นสลับไปมาเธอก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร
“ท่านคิดว่ามันคืออะไรครับ” หนึ่งในผู้ติดตามถามขึ้นขณะที่ยืนด้านหลังเธอ
“น่าจะเป็อาวุธ ตามข้อมูลที่ได้มาจากช่างตีเหล็กแกรรี่และเ้าหน้าที่สมาคมนักล่าค่าหัวต่างบอกว่าคนที่เราตามหาพกมันติดตัวอยู่เสมอ”
“เห็นถูกเรียกว่าคนแคระนักล่าค่าหัว ทำไมท่านไม่คิดว่าจะเกี่ยวกับคนแคระครับ” อัศวินคนเดิมถาม คาทาริน่ามองแบบแปลนก่อนจะพูดว่า
“สิ่งเหล่านี้ดูคล้ายอาวุธที่พวกคนแคระสร้างก็จริงแต่มีอย่างหนึ่งที่แตกต่าง”
“อะไรครับ”
“ความประณีต แม้จะดูคล้ายกันแต่อาวุธของพวกคนแคระไม่ประณีตและซับซ้อนเท่านี้” คาทาริน่าพูดจบก็หันไปที่มุมหนึ่งของห้องเห็นอัศวินผู้ติดตามอีกคนกำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่ บนพื้นตรงหน้าเขามีผ้าที่วาดลวดลายวงแหวนเวทย์มนตร์ถูกปูอยู่ บนผ้าปูนั้นมีแบบแปลนที่ได้มาจากแกรรี่วางอยู่
เวลาเดียวกันนั้นเออร์วินกับเรเวนที่เพิ่งจะแนะนำตัวกันเสร็จก็สังเกตอะไรบางอย่าง เออร์วินมองไปยังวงแหวนเวทย์ที่เขาเขียนไว้บนผนังถ้ำ วงแหวนเวทย์อันนี้เป็วงแหวนเวทย์มนตร์ขนาดใหญ่กว่าวงแหวนเวทย์มนตร์อันอื่น องค์ประกอบของมันหลายอย่างแม้แต่เรเวนเองยังต้องขมวดคิ้ว
โดยปกติวงแหวนนั้นจะมีองค์ประกอบหลักคือวงกลม สัญลักษณ์ที่อยู่ในวงกลมและตัวอักษร แต่เรเวนกลับพบว่าตัวอักษรหลายตัวกลับถูกแทนที่ด้วยอักษรที่เธอไม่รู้จักมันเป็ขีดแนวตั้งและวงรีแนวตั้ง ั้แ่วันแรกที่ถูกเออร์วินพาตัวมาในสภาพหมดสติ เมื่อเธอฟื้นขึ้นมาก็พบว่าตัวเธออยู่ในห้องแปลกประหลาดนี้ และวงแหวนเวทย์มนตร์มากมายที่ถูกเขียนเต็มผนัง และวงแหวนเวทย์มนตร์ขนาดใหญ่นี้ก็คืออันที่สะดุดตาเธอที่สุด
ั้แ่วันแรกที่เธอเห็นมันเธอก็ข้องใจเป็ที่สุด แม้ว่าเธอจะไม่ใช่นักอักขระเวทย์มนตร์แต่เธอก็พอมีความรู้อยู่บ้าง การเขียนวงแหวนเวทย์มนตร์เป็งานที่ละเอียดอ่อน เพราะต้องสร้างรูปแบบการไหลเวียนของมานาผ่านรูปทรงและสัญลักษณ์รวมทั้งตัวอักษรให้สัมฤทธิ์ผลเป็เวทย์มนตร์ออกมา แต่วงแหวนเวทย์มนตร์นี้กลับเต็มไปด้วยขีดหนึ่งขีดและวงรีแนวตั้ง
เดิมเธอคิดว่ามันเป็เพียงเด็กมาขีดเขียนเล่น ๆ เป็สิ่งที่ไม่สามารถใช้การได้ แต่ตอนนี้วงแหวนเวทย์ที่เธอมองว่าเป็เพียงภาพวาดเล่นของเด็กกลับเรืองแสงขึ้นมา หมายความว่าตอนนี้มันกำลังทำงานอยู่
“นี่คือ” เรเวนถามเออร์วินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“วงจรเวทย์ไงครับ” เออร์วินมองวงแหวนเวทย์มนตร์ที่เรืองแสงพร้อมกับคิดอะไรบางอย่างในใจ
“วงจรเวทย์ ไม่ใ่แหวนเวทย์มนตร์?” เรเวนถามพลางทำหน้าสงสัย
“มันก็อย่างเดียวกันนั่นแหละแต่ผมชอบเรียกว่าวงจรเวทย์มากกว่า” เรเวนพยักหน้าแล้วถามว่า
“แล้วมันใช้ทำอะไร”
“เบี่ยงเบนคำทำนายไงครับ” เออร์วินตอบเสียงเรียบ ผิดกับเรเวนที่ยืนนิ่งเมื่อรู้ว่ามันใช้ทำอะไร
ควรทราบว่าทวีปอาร์เคนัสนั้นศาสตร์แห่งการทำนายเป็ศาสตร์ที่มีคนเรียนน้อยมากแม้ว่าจะไม่เท่าอักขระเวทย์มนตร์ ไม่ใช่เพราะมันไม่มีประโยชน์แต่เพราะความแม่นยำถูกต้องในการทำนายมันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและศาสตร์การทำนายที่ใช้ และศาสตร์แห่งการทำนายก็มีมากมายหลากหลาย
แต่ว่าวิธีเบี่ยงคำทำนายหรือรบกวนคำทำนายกลับยุ่งยากและซับซ้อนยิ่งกว่า เธอไม่เคยได้ยินว่าคำทำนายสามารถเบี่ยงได้ด้วยวงแหวนเวทย์เพียงอันเดียวมาก่อน
“เ้าสิ่งนี้เบี่ยงคำทำนายได้จริง ๆ เหรอ” เรเวนพูดอย่างไม่เชื่อ เออร์วินพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจนักอย่างกับมันเป็เื่ปกติตอบว่า
“ได้สิผมปกปิดตัวตนเพื่อเป็นักล่าค่าหัว แถมบ่อยครั้งผมยังชิงของโจรมาจากเป้าหมายที่ผมล่า แต่เ้านี่ก็ปกป้องผมได้ทุกครั้ง”
“นักล่าค่าหัวเธอเนี่ยนะ” เรเวนหันมามองเด็กชายอย่างไม่เชื่อที่เขาพูด ก่อนจะถามต่อว่า “ถ้ามันเบี่ยงเบนคำทำนายได้จริง ๆ ทำไมมันถึงไม่มีข้อแลกเปลี่ยนอะไรเลยล่ะ”
เพราะในทวีปอาร์เคนัสมีคนศึกษาเื่ศาสตร์แห่งการทำนายว่าน้อยแล้ว คนที่มีความรู้ในศาสตร์เบี่ยงเบนคำทำนายกลับน้อยยิ่งกว่า เพราะผลประโยชน์มันใช้ได้แค่อย่างเดียวแถมในศาสตร์เบี่ยงเบนคำทำนายทุกศาสตร์ล้วนมีข้อแลกเปลี่ยนที่ช่วยในการทำให้คำทำนายไม่เป็ผลทั้งสิ้น และคนที่รู้ในศาสตร์นี้มักจะทำงานให้กับพวกพระาาของอาณาจักรระดับกลางจนถึงระดับใหญ่เพื่อป้องกันการลอบปลงพระชนม์ เรเวนที่เห็นเพียงแค่วงแหวนเวทย์มนตร์ขนาดใหญ่บนผนังจึงไม่ค่อยจะเชื่อที่เด็กชายพูดเท่าไหร่นัก เออร์วินที่เห็นเรเวนทำท่าไม่เชื่อจึงถามว่า
“เพราะว่ามันทำงานต่างกับวงจรเวทย์ที่ใช้เบี่ยงเบนคำทำนายอื่น ๆ น่ะสิครับ”
ได้ยินเช่นนั้นเรเวนก็ทำหน้าสงสัย ทำให้เออร์วินต้องเรียบเรียงคำพูดเพื่ออธิบาย
“คือว่าพี่สาวพอทราบไหมครับว่าหลัก ๆ แล้วพวกเวทย์ทำนายนั้นทำงานยังไง” เรเวนนิ่งไม่ตอบเด็กชายจึงพูดต่อ “เพราะว่าเวทย์พวกนี้จะเชื่อมต่อกับมานาที่ไหลเวียนในอากาศให้ค้นหาบุคคลหรือสิ่งของแล้วส่งกลับไปให้ผู้ทำนายหรือผู้ใช้เวทย์มนตร์ครับ ซึ่งความแม่นยำที่ใช้ในการทำนายก็จะต่างกันไปในแต่ละเวทย์มนตร์ที่ใช้ครับ ยิ่งเป็ตัวคาถาหรือวงแหวนเวทย์ระดับสูงก็ยิ่งมีความแม่นยำเพราะมีความละเอียดและซับซ้อนมากกว่าของระดับต่ำ และยังสามารถใช้สิ่งของที่เกี่ยวกับเป้าหมายในการทำนายมาเป็สื่อกลางเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการทำนายได้ด้วยครับ”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่วงแหวนเวทย์มนตร์นี้สามารถเบี่ยงคำทำนายได้โดยที่ไม่ต้องใช้สิ่งแลกเปลี่ยน” เรเวนถามออกมา
“ก่อนอื่นผมต้องถามอีกว่าในเมื่อพี่สาวรู้แล้วว่าเวทย์ทำนายทำงานยังไงแล้วพี่สาวคิดว่าเราควรทำยังไงถึงจะขัดขวางการทำงานของเวทย์พวกนั้นได้ครับ”
เรเวนคิดตามเธอพบว่าในเมื่อเวทย์พวกนั้นเชื่อมโยงกับมานาที่ไหลอยู่ทุกที่จึงเป็ไปไม่ได้เลยที่จะหลุดพ้นจากพวกเวทย์ทำนายไปได้ พอคิดได้แบบนี้เธอกลับสงสัยในการทำงานของเวทย์เบี่ยงเบนคำทำนายที่เธอรู้จักแทนเธออยากรู้ว่าทำไมเวทย์พวกนั้นถึงสามารถบิดเบือนผลลัพธ์โดยการใช้สิ่งแลกเปลี่ยนได้ เมื่อคิดไปคิดมาเธอยังไม่ได้คำตอบจึงส่ายหน้าให้เด็กชาย เด็กชายก็ยิ้มและอธิบายว่า
“เพราะวิธีการทำงานของเวทย์เบี่ยงเบนการทำนายพวกนั้นแท้จริงแล้วไม่ได้เบี่ยงเบนแต่เป็การปกปิดสิ่งที่ถูกทำนายครับ”
“ปกปิด?”
“ใช่ครับ การทำงานของเวทย์เบี่ยงเบนคำทำนายที่พวกเรารู้จักจะทำงานโดยการใช้สิ่งแลกเปลี่ยนมาทำการปกปิดสิ่งที่ถูกทำนายครับ แต่วงจรเวทย์ที่พี่สาวเห็นนี้ไม่ได้ปกปิดผลการทำนายครับแต่มันทำงานเหมือนเครื่องอีนิกมาของพวกนาซีเยอรมัน”
“เครื่องอะไรของใครนะ” เรเวนถามพร้อมกับทำหน้างงยิ่งกว่าเก่า เออร์วินที่เผลอหลุดพูดเื่ราวจากโลกเก่าจึงสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะอธิบายว่า
“ช่างเถอะครับเอาเป็ว่าประเด็นสำคัญคือ เ้าวงจรเวทย์นี่จะทำงานเมื่อมีคน้าทำนายคนที่อยู่ในห้องนี้หรือสิ่งของที่อยู่ในห้องนี้ โดยมันจะเชื่อมต่อกับมานาที่ไหลเวียนอยู่แล้วสุ่มเลือกเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับในห้องนี้ส่งกลับไปให้ผู้ทำนายแทน”
พอได้ยินคำอธิบายเรเวนก็พยักหน้าเข้าใจก่อนจะมองเด็กชายด้วยแววตาที่แปลกกว่าเดิมถามว่า
“เื่ทั้งหมดนี้เธอคิดเองเลยหรอ” เออร์วินพยักหน้าพร้อมกับยิ้มให้เธอ เรเวนจึงถามด้วยความสงสัย “นี่คืออายุเท่าไหร่เนี่ย”
“เท่าที่รู้ก็สิบขวบครับ”
“เท่าที่รู้?”
“ครับ” เออร์วินเพียงยิ้มให้เธอ เรเวนก็ไม่คิดจะซักถามอะไรอีก
เพียงแต่เออร์วินไม่ได้อธิบายให้เธอฟังว่าเ้าวงจรเวทย์นี้แม้จะสะดวกเพราะไม่ต้องมีของแลกเปลี่ยนในการสร้างวงจร แต่มันกลับมีจุดอ่อนร้ายแรงก็ต่อเมื่อหากเจอคนเสียสติที่มุ่งทำนายอย่างบ้าคลั่งจะพบว่าผลการทำนายมันจะสุ่มไปทุกที่แต่จะไม่มีวันสุ่มมาที่ห้องนี้ซึ่งจะเป็ที่ผิดสังเกตขึ้นมา เช่นเดียวกับเครื่องอีนิกมาที่ถ้ากดตัวอักษรใดซ้ำ ๆ สักร้อยทีมันก็จะขึ้นเป็ตัวอักษรอื่นจนครบแต่จะไม่ขึ้นตัวอักษรที่เขากดเลยแม้แต่ตัวเดียว
แต่นี่กลับเป็สิ่งที่เขาไม่คิดอธิบายให้เรเวนฟัง ไม่ใช่เพราะเขาไม่เชื่อใจเธอแต่เพราะเขาคิดว่าคงไม่มีใครในโลกนี้เสียสติทำอย่างนั้นเป็แน่และเขาก็คิดถูก
คาทาริน่ากับอัศวินผู้ติดตามต่างกำลังมองไปยังมุมห้องที่มีอัศวินนั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่ ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้อง อัศวินผู้ติดตามกระซิบบอกเธอว่า
“มันนานเกินไปแล้วนะครับท่านคาทาริน่า” คาทาริน่าไม่พูดอะไรเพราะการทำนายครั้งนี้มันนานเกินไปจริง ๆ
เพราะ้าหาข้อมูลของกลุ่มโจรเพลิงอสูรเธอจึงได้ให้มาร์ควิสราฟาเอลหาข้อมูลให้ แต่ปรากฏว่ากลุ่มโจรเพลิงอสูรนั้นกลับถูกนักล่าค่าหัวคนหนึ่งกวาดล้างไป เธอจึงหาข้อมูลของนักล่าค่าหัวคนนี้แทนแต่สิ่งที่ได้ก็คือข้อมูลการซื้อของและแบบแปลนต่าง ๆ ที่เขาสั่งทำสุดท้ายเธอจึงพึ่งคำทำนาย แต่ทว่าการทำนายครั้งนี้กลับใช้เวลานานกว่าปกติ
คาทาริน่ารอสักพักอัศวินผู้ติดตามที่ทำหน้าที่ทำนายก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับเหงื่อที่ท่วมตัว อัศวินผู้ติดตามอีกคนก็รีบเข้าไปถามว่า
“เฮ้ แบรดเห็นอะไรบ้าง” แบรดมีท่าทีลังเลนิดหนึ่งก่อนจะหันไปมองคาทาริน่าและหันมามองอัศวินผู้ติดตามก่อนจะพูดว่า
“ท่านคาทาริน่า เจมส์ ข้าเห็นแมวเลียไข่ตัวเอง”
“เอ๊ะ! ฮะ!”
คาทาริน่ากับเจมส์อุทานพร้อมกัน
“แบรดเ้าว่าเ้าเห็นอะไรนะ” แบรดสูดหายใจลึก ๆ ก่อนจะตอบอีกครั้งว่า
“ข้าเห็นแมวเลียไข่ตัวเอง” เจมส์หันไปมองคาทาริน่าพบว่าเธอกำลังทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะสรุปอะไรบางอย่างออกมา
“เบี่ยงเบนคำทำนายเหรอ” แบรดที่ได้ฟังก็ส่ายหน้าเหมือนไม่เห็นด้วย เพราะการเบี่ยงเบนคำทำนายมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและซับซ้อน เขาไม่อยากจะเชื่อว่านักล่าค่าหัวที่อยู่สุดขอบทวีปอาร์เคนัสจะสามารถเบี่ยงเบนคำทำนายของเขาที่ใช้วิชาการทำนายชั้นสูงของศาสนจักรได้
“จะเอายังไงดีครับท่านคาทาริน่า”
คาทาริน่าตอบโดยไม่ต้องคิด
“ยังไม่ต้องทำอะไรเพียงแค่รออย่างเดียวก็พอ ถึงยังไงเขาก็ต้องมารับของที่สั่งไว้อยู่ดี” ทั้งเจมส์และแบรดต่างพยักหน้ารับทราบ ส่วนคาทาริน่ากลับมองไปนอกหน้าต่าง ทิศทางที่เธอมองนั้นเธอััได้ถึงการปะทะกันระหว่างผู้ใช้เวทย์มนตร์ แต่ในเวลานี้เราสนใจเพียงแค่หน้าที่ของเธอเท่านั้น
ในเวลาเดียวกันทิศทางที่คาทาริน่ามองในป่าไม่ไกลจากตัวป้อมปราการแอสทราวินเท่าไหร่นัก สภาพป่าตอนนี้อยู่ในสภาพยับเยินพื้นดินเต็มไปด้วยหลุม ต้นไม้บางต้นแหลกกระจุยจนเหลือแต่ตอสภาพเหมือนเพิ่งเกิดามาก็ไม่ปาน มีศพที่สภาพดูไม่จืดอยู่สามสี่ศพ บางศพมีสภาพเป็สีม่วงสีหน้าและท่าทางดูทุรนทุราย บางศพบิดเบี้ยวผิดรูปร่างราวกับว่าโดนรัดจนกระดูกแหลกละเอียด ท่ามกลางศพเ่าั้เอนวี่ยืนอยู่ด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
“อะไรฟะเนี่ย ก็ฆ่าไปตั้งเยอะแล้วยังไม่เจอไอ้คนที่มันเอาของไปอีกเหรอ” เอนวี่บ่นอย่างไม่สบอารมณ์ ริคที่ยืนอยู่ไม่ไกลออกไปมองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวแล้วพูดเรียบ ๆ ว่า
“จริงอยู่ที่เรายังไม่เจอเป้าหมายแต่การที่คนของศาสนจักรยังไม่ไปไหนก็หมายความว่าอีกฝ่ายยังไม่เจอของเหมือนกัน” เอนวี่เอี้ยวคอมองริคแล้วถามว่า
“นี่ริคทำไมเราไม่จัดการเ้าพวกตอแหลพวกนั้นให้มันจบ ๆ ไปเลยล่ะ”
“จากปริมาณมานาที่ข้ารู้สึกได้คนที่มาคราวนี้น่าจะเป็หนึ่งในสิบสองอัศวินศักดิ์สิทธิ์ ไม่เสี่ยงเป็ดีที่สุด เพราะสาเหตุที่เรามาก็เพื่อนำสิ่งของกลับไปไม่ใช่ประกาศา”
“ชิ!” เอนวี่แสดงอาการไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด
“ถ้าเ้าไม่อยากตายก่อนที่ได้ทำากับพวกศาสนจักรล่ะก็อดทนเอาไว้”
เอนวี่ไม่ตอบแล้วก็มองไปยังซากศพบนพื้นซึ่งเป็ศพของพวกนักล่าค่าหัวที่เขาล่าเพื่อตามหาคนที่จัดการกับกลุ่มโจรเพลิงอสูร ดูเหมือนว่าเกมการล่านี้จะยังคงต้องดำเนินต่อไปจนกว่าพวกเขาจะได้ของที่้า
ยามรุ่งอรุณมาเยือน แสงสีทองอ่อนของอรุณรุ่งค่อย ๆ เลื้อยลอดผ่านผ้าม่าน เข้ามาทาบลงบนผิวเนียนดุจหิมะของเ้าหญิงลิลิธ ดวงตาสีแดงราวอัญมณีต้องแสงก็ค่อย ๆ เปิดขึ้นทีละน้อย เปลือกตากะพริบไล่ความง่วงงุน ก่อนจะเผยให้เห็นั์ตาที่แม้จะเพิ่งตื่นแต่กลับเปล่งประกายความสงสัยระคนงุนงง
ร่างบางใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับเ้าของห้องเริ่มขยับ ลิลิธยกแขนเรียวยาวขึ้นเหนือศีรษะ บิดี้เีเบา ๆ พร้อมเสียงหาวหวานแ่ผ่านริมฝีปาก ร่างในชุดนอนบางเบาแนบเนื้อดูเย้ายวนในแสงเช้า และเส้นผมสีเงินที่ม้วนเป็ลอนสวยก็หล่นกระจายอยู่เต็มหมอน กลิ่นหอมจากเรือนผมยังคงอวลติดอยู่ในอากาศเย็นของยามเช้า
เธอกะพริบตาอีกครั้ง ชำเลืองมองไปรอบห้องอย่างเงียบงัน ห้องนี้...ช่างคุ้นเคย ลมหายใจอุ่นและกลิ่นเฉพาะตัวของใครบางคนยังคงติดอยู่ในปลายจมูกของเธอ ใช่แล้ว ห้องของเออร์วิน น้องชายของเธอ...
แต่ทว่าวันนี้กลับผิดแผกจากทุกวัน น้องชายของเธอมักจะตื่นเช้ากว่าเธอเสมอเพื่อออกกำลังกายที่พื้นในห้องนี้ แม้ว่าเขาจะมักออกไปทำกิจกรรมประหลาด ๆ ของเขายามค่ำคืนแต่ก็จะตื่นก่อนเธอเสมอ แม้ว่าเขาจะไม่ยอมบอกว่าออกไปทำอะไรก็ตามยามค่ำคืน เื่นั้นลิลิธรู้ดี แต่เลือกจะไม่ซักไซ้
และเพราะความเงียบผิดวิสัยนี่เองที่ทำให้เธอลุกขึ้นมานั่ง มือเรียวปัดเส้นผมที่ปิดใบหน้าออก ก่อนจะเริ่มกวาดตามองไปรอบห้องเพื่อหาตัวของเด็กหนุ่มผู้เป็เ้าของห้อง
แล้วสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า...กลับทำให้หัวใจของเ้าหญิงสาวสะท้าน
บนเตียงข้างเธอ ร่างของเออร์วินกำลังนอนหลับอุตุอย่างสงบใบหน้าเด็กหนุ่มผู้แม้จะอายุเพียงสิบปีแต่กลับแสดงวุฒิภาวะเกินวัยแต่ตอนนี้กลับดูสมวัยขึ้นมา
และที่สำคัญเขามิได้อยู่เพียงลำพัง
มีหญิงสาวอีกคนหนึ่งนอนแนบชิดอยู่ข้างเขา เรือนกายของนางแแ่กับเออร์วินจนไร้ช่องว่าง เส้นผมยาวสีเข้มสยายเต็มหมอน ผิวพรรณเปล่งปลั่งราวหยก และหน้าอกอวบอิ่มของนางก็กำลังทาบทับอยู่บนใบหน้าของน้องชายเธอราวกับตั้งใจให้เขาได้หายใจเอากลิ่นกายของนางเข้าไปจนเต็มปอด
พริบตานั้น ลิลิธรู้สึกเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางอก เสียงในหัวพลันเงียบลง มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นกระหน่ำประหนึ่งจะทะลุออกมานอกอก
ดวงตาสีแดงฉานของเธอเบิกกว้างค้าง ผมยาวสีดำที่ยุ่งเหยิงเพราะเพิ่งตื่นบัดนี้กลับปลิวสยายขึ้นทีละช่อราวกับมีแรงอาฆาตที่มองไม่เห็นปั่นป่วนไปทั่วห้อง กลิ่นโอชะของผู้หญิงคนนั้นที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศก็เหมือนจะเติมเชื้อให้เพลิงโทสะในใจเธอปะทุขึ้นอย่างเงียบงัน กระแสไฟฟ้าเริ่มปะทุไปทั่วห้อง
“เออร์...วิน...”
เสียงเรียกชื่อที่ลอดผ่านลำคอของลิลิธนั้นเย็นเยียบ ลึก และช้าเสียจนเหมือนกับมาจากปากของเทพีอสูร ริมฝีปากของเธอบิดเบี้ยวเล็กน้อย ราวกับพยายามฝืนยิ้มให้สง่างาม ทั้งที่ในอกกำลังเดือดพล่านยิ่งกว่าแอ่งลาวาในูเาไฟ