คำพูดของจินทำให้ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้องพัก จนกฤษฎิ์ที่ยิ้มค้างอยู่ค่อยๆ ลดปากลง เขาเกาหัวแก้เก้อพร้อมพูดขึ้นว่า “เฮ้ยจิน... นี่นายจริงจังเกินไปหรือเปล่าเนี่ย เราแค่เล่นมุกให้บรรยากาศมันไม่เครียดเฉยๆ เองนะ”
จินพยักหน้าตอบรับเบาๆ แต่แววตาของเขายังคงไม่แปรเปลี่ยนไปจากเดิม “เราเข้าใจนะ แต่ที่เราพูดเพราะอยากให้ทุกคนตระหนักว่าสิ่งที่พวกเรากำลังจะเจอมันไม่ใช่เื่เล่นจริงๆ”
“อืม... อย่างที่จินพูดนั่นแหละ มันมีความเป็ไปได้สูงมาก” เปาที่นั่งนิ่งพิจารณาหน้าจออยู่นานเอ่ยเสริมขึ้น น้ำเสียงของเขาดูหนักแน่นจนทุกคนต้องหันไปมอง “ถ้าอ้างอิงตามคัมภีร์ดาวเหิน เหตุการณ์สนามแม่เหล็กโลกบิดเบี้ยวนี้จะไม่ได้จบแค่ที่หมู่บ้านสบหมอก แต่มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นเป็ลูกโซ่ไปทั่วโลก และเมื่อถึงตอนนั้น มนุษย์ทุกคนจะถูกบังคับให้มองเห็นสิ่งที่ ‘มองไม่เห็น’ ได้ด้วยตาเปล่าอย่างเลี่ยงไม่ได้”
คำยืนยันจากเปาทำให้บรรยากาศกลับเข้าสู่ความเงียบสนิทอีกครั้ง ทุกคนในวงบทสนทนาต่างทำสีหน้าครุ่นคิด เมื่อตระหนักว่าเื่ดังกล่าว อาจไม่ใช่แค่ทฤษฎีแต่มันคืออนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นจริง
“ในสถานการณ์แบบนี้ พวกเราทำอะไรได้บ้างครับ?” ติณณ์เอ่ยถามขึ้นเพื่อหาทางออก
“ก่อนอื่น พวกเราต้องยอมรับถึงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ให้ได้ก่อน” จินตอบด้วยน้ำเสียงสุขุม “จากนั้นจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด ไม่ว่าจะเป็การเรียนวิชาอาคมจากเปา หรือสร้างอุปกรณ์ที่รับมือกับภูตผีหรือปีศาจได้ ...แต่พี่ว่าสิ่งที่ง่ายและเร็วที่สุดในตอนนี้ คือการปรับแต่งอุปกรณ์ของมิกกี้ให้สามารถสู้กับผีได้จริงๆ มากกว่า”
“แล้วอุปกรณ์แบบไหนล่ะ ที่สามารถใช้สู้กับสิ่งที่ไม่มีตัวตนได้?” กฤษฎิ์ถามด้วยความสงสัย
ปัญญ์นึกสักพักก่อนโพล่งออกมา “เท่าที่เรารู้ตอนนี้ ก็มียันต์ของเปาที่ใช้ปัดเป่าิญญาร้ายได้ แล้วก็เครื่องตรวจจับของมิกกี้ที่ใช้เสาะหาพวกิญญา”
“งั้นดีเลย พวกเราเริ่มตั้งหลักจากจุดนี้กันก่อน” จินสรุป
“เดี๋ยวก่อนนะทุกคน... เราขอแทรกจังหวะนิดนึง” กฤษฎิ์ยกมือขึ้นพลางทำหน้านึกสงสัย “คือเรากำลังสงสัยว่า ในเมื่อโลกมันกำลังจะปั่นป่วนจนทุกคนมองเห็นผีได้กันหมดแล้ว ทำไมพวกเราต้องลำบากสร้างอุปกรณ์พวกนี้ขึ้นมาด้วยล่ะ? ถ้าคนทั้งโลกหันไปเรียนวิชาอาคมกันหมด ปัญหามันก็น่าจะแล้วจบป่ะ?” คำพูดของกฤษฎิ์ทำให้เพื่อนในวงบทสนทนาหลายคนเริ่มคล้อยตามและพยักหน้าเห็นด้วย ยกเว้นจินที่แสดงสีหน้าเรียบนิ่งและมิกกี้ที่แสดงสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย โดยมีการส่ายหน้าไปมาพร้อมชี้ไปที่กองอุปกรณ์ของเขา
“ต่อให้ทุกคนมีอาคมก็จริง! แต่มันคือ ‘พลัง’ ที่ควบคุมยากและใช้สมาธิสูงมาก เหมือนที่เปาได้บอกกับเราไว้ก่อนที่พวกนายจะมา” มิกกี้แย้งด้วยหลักการและเหตุผล “ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ‘ไฟฟ้า’ ที่พวกเราใช้กัน ในอดีตมันก็เป็แค่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ จนกระทั่ง่ปลายศตวรรษที่ 18 นักวิทยาศาสตร์อย่าง ‘อเลสซานโดร โวลตา’ เริ่มเรียนรู้ที่จะควบคุม พลังงานที่ดูเหมือนจะเป็ไปไม่ได้นี้ เขาพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าไฟฟ้าไม่ได้เกิดจากสิ่งที่ทุกคนเชื่อกันเพียงเท่านั้น แต่มันสามารถสร้างและกักเก็บขึ้นมาได้ผ่านอุปกรณ์ที่เขาสร้างขึ้น ถ้าวันนั้นไม่มีใครริเริ่มคิดค้นตัวแปลงสัญญาณหรือระบบกักเก็บพลังงาน ปัจจุบันพวกเราคงไม่มีนวัตกรรมเปลี่ยนโลกแบบที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้หรอก”
มิกกี้หยิบ Spectral Tracker ที่เขาสร้างขึ้นมาโชว์ด้วยความมั่นใจ “สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ก็ใช้หลักการเดียวกัน ถ้าเื่ที่จินกับเปาบอกเกิดขึ้นจริง และในอนาคตทุกคนหันไปเรียนวิชาอาคมกันหมด เรานี่แหละที่จะนำ ‘พลัง’ จากคนที่เรียนวิชาเ่าั้มาต่อยอด เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายและสร้างผลลัพธ์ออกมาได้ดีที่สุด...”
สีหน้าและอารมณ์ของมิกกี้นั้นทำให้กฤษฎิ์ถึงกับเงียบไปครู่หนึ่ง จินที่นั่งฟังอยู่สังเกตเห็นท่าทีที่ดูจริงจังและตึงเครียดเกินเหตุของมิกกี้จึงเอื้อมมือไปตบบ่ามิกกี้เบาๆ เพื่อให้เขาใจเย็นลง ัันั้นทำให้มิกกี้ค่อยๆ ผ่อนคลายและลดท่าทีแข็งกร้าวลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่จินจะพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมพูดขึ้นว่า “จริงๆ แล้ว เราว่านายไม่ต้องรอถึงตอนที่ทุกคนเรียนวิชาอาคมกันครบหมดทุกคนก่อนหรอก ถึงจะนำพลังนั้นมาใส่อุปกรณ์ของนาย ...เพราะโลกปัจจุบันที่เราอยู่ตอนนี้ก็มีสิ่งของบางอย่างที่นำมาป้องกันิญญาร้ายได้ มากไปกว่านั้นถ้านายได้ศึกษาเจาะลึกเข้าไป อาจทำให้พวกเราเข้าใจตัวตนของิญญา พลังอาคม หรือสิ่งที่มองไม่เห็นนี้ได้จริงๆ ก็ได้”
“แล้วสิ่งนั้นมันคืออะไร?” ปัญญ์ถามด้วยความสนใจ ติณณ์นิ่งคิดสักพักก่อนที่ เขากับจินจะโพล่งขึ้นมาพร้อมกัน ราวกับนัดหมาย “เกลือใช่ไหมครับ! ผมเห็นพี่จินซื้อตอนที่เดินตลาด”
“เกลือนี่ไง!” จินพูดพร้อมชูถุงเกลือสมุทรขึ้นมา ทำให้สายตาของทุกคนในห้องจ้องมองไปที่ถุงนั้นเป็จุดเดียว
“เกลืองั้นเหรอ...” มิกกี้พึมพำพลางใช้ความคิด เปาจึงเสริมขึ้นว่า “ตามหลายๆ ศาสตร์ ทั้งตะวันตกและตะวันออก เกลือมีบทบาทในการใช้ไล่ผีอยู่นะ”
“งั้นแสดงว่า เกลือในห้องครัวก็สามารถไล่ผีได้งั้นหรอ?” กฤษฎิ์ถาม
“ไม่ทั้งหมด เกลือที่สามารถใช้ไล่ผีได้นั้น ต้องเป็เกลือที่รับพลังงานฟ้าดินมาอย่างเต็มที่ เช่น เกลือสมุทร” เปาอธิบาย ทำให้จินรีบยืนยัน “เกลือนี้ก็เป็เกลือสมุทรนะ!”
มิกกี้ตาเป็ประกายทันที “สุดยอด! งั้นเอามันมาเสริมกับอุปกรณ์ที่มีอยู่แบบด่วนๆ เลย”
“มิกกี้ แล้วตอนนี้นายมีอุปกรณ์อะไรบ้าง?” จินถามต่อเพื่อดูความเป็ไปได้ในการดัดแปลง
“ณ ตอนนี้มีอุปกรณ์อยู่ 2 ประเภท ประเภทที่ 1 สำหรับต่อสู้ มีสนับมือโลหะ กระบองยืด จำนวน 2 ท่อน และเครื่องช็อตไฟฟ้า ส่วนประเภทที่ 2 คือเครื่องตรวจจับ นั่นคือ Spectral Tracker ตัวนี้” มิกกี้กล่าวพร้อมชี้ไปยัง Spectral Tracker ที่เพิ่งวางลงบนพื้น
ขณะที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นกับการประดิษฐ์อุปกรณ์ชิ้นใหม่ สัญชาตญาณความเป็สายสืบของกฤษฎิ์กลับทำงาน สายตาคมของเขาไม่ได้โฟกัสที่อาวุธปราบผี แต่เหลือบไปเห็นกล่องสี่เหลี่ยมสีดำที่วางอยู่ กล่องนั้นมีเพียงสวิตช์เปิด-ปิด ดูเรียบง่ายจนน่าสงสัย เขาเอื้อมมือหยิบมันขึ้นมาพลางจ้องเขม็งไปที่มิกกี้ “แล้วนี่ล่ะ?”
มิกกี้ชะงักไปทันที บรรยากาศรอบข้างเงียบลงอย่างกะทันหัน กฤษฎิ์จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของมิกกี้ที่เริ่มสั่นไหว เขาอ่านทุกการขยับตัวและจังหวะการหายใจที่เริ่มติดขัด ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นแต่กดดัน “ไม่ใช่ว่าอุปกรณ์นี้... จะเป็ของที่เอาไว้ใช้หลบเลี่ยงจากตำรวจหรอกนะ?”
มิกกี้แอบกลืนน้ำลายลงคอ เหงื่อเริ่มซึมออกมาตามไรผม กฤษฎิ์สังเกตอาการนิ่งอึ้งนั้นจึงสรุปได้ทันทีว่า “...ไม่แน่ว่าอุปกรณ์นี้ อาจจะเป็เครื่องที่เอาไว้สำหรับผ่านเครื่องตรวจจับโลหะของตำรวจใช่ไหม?”
คำพูดหยั่งเชิงของกฤษฎิ์ทำเอามิกกี้ถึงกับหน้าถอดสี กฤษฎิ์ที่เห็นอาการเหงื่อตกของอีกฝ่ายอย่างชัดเจนจึงย้ำคำถามนิ่งๆ “ใช่รึเปล่าครับ... คุณมิกกี้?”
“ช... ใช่” มิกกี้ตอบอย่างจำใจ เมื่อรู้ตัวว่าไม่สามารถปิดบังอะไรภายใต้สายตาอันแสนเฉียบคมของสายสืบอย่างกฤษฎิ์ได้เลย
“นี่มันวางแผนอาชญากรรมชัดๆ เลยนะ” กฤษฎิ์เสริมเชิงหยอกพร้อมรอยยิ้มมุมปาก มิกกี้รีบปฏิเสธทันควันพร้อมหน้าตาตื่น “เฮ้ย! แต่เราไม่ได้เอาไปทำเื่ไม่ดีอย่างฆ่าแกงใครนะ แค่เอาไว้สู้กับผีเฉยๆ!”
“อันนั้นผมเข้าใจครับ แต่ถ้าตำรวจคนอื่นมาเจอเข้า เขาอาจไม่ใจดีอย่างผมก็ได้” กฤษฎิ์พูดเตือนด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ทำเอาวิศวกรหนุ่มถึงกับหน้ามู่ก่อนจะพึมพำตอบ “เข้าใจแล้วครับ คราวหน้าจะระวังให้มากกว่านี้...”
“ดีมากครับ คุณมิกกี้” กฤษฎิ์ตอบรับด้วยท่าทีพอใจ ก่อนที่จินจะแสร้งถามขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศกระอักกระอ่วน “ว่าแต่อุปกรณ์นี้มีกลไกการทำงานยังไงเหรอ?”
ดวงตาของมิกกี้เบิกโพรงอีกครั้ง ก่อนจะนำเสนอด้วยน้ำเสียงใส “ปกติเครื่องตรวจจับโลหะจะส่งสนามแม่เหล็กไปกระทบกับวัตถุ ถ้าตรวจพบโลหะจะเกิดกระแสไฟฟ้าหมุนวนที่เรียกว่า ‘กระแสไหลวน (Eddy Current) ’ ซึ่งเ้ากระแสนี่แหละที่จะสร้างสนามแม่เหล็กชุดใหม่สะท้อนกลับไปรบกวนสัญญาณเดิมของเครื่องตรวจจับ จนระบบแปลผลและส่งเสียงเตือนออกมา ...แต่เ้ากล่องดำนี่ล้ำกว่านั้น เพราะมันจะส่งคลื่นที่มีความถี่เท่ากันแต่ทำการ ‘กลับเฟส’ สวนออกไปเพื่อหักล้างสัญญาณสะท้อนกลับให้กลายเป็ศูนย์ ผลก็คือเครื่องรับจะไม่ได้รับสัญญาณรบกวนใดๆ เลย เสมือนว่าตรงนั้นไม่มีโลหะอยู่ เรียกได้ว่าเราบล็อกการตรวจจับได้อย่างเบ็ดเสร็จั้แ่คลื่นยังไม่ทันจะกระทบผิวโลหะจริงๆ เลยด้วยซ้ำ”
ระหว่างที่มิกกี้กำลังอธิบายอย่างออกรส โทรศัพท์มือถือของกฤษฎิ์ก็สั่นขึ้น เขาชะงักอยู่ครู่หนึ่ง ทันทีที่หยิบเครื่องขึ้นมาดู สีหน้าของกฤษฎิ์ก็เปลี่ยนไปทันที แววตาขี้เล่นเมื่อครู่หายไป แทนที่ด้วยความเคร่งขรึมและจริงจังในแบบที่คนทั่วไปยากจะเข้าถึง เขาสบตากับจินเพื่อส่งสัญญาณก่อนกดรับสายแล้วปลีกตัวออกนอกห้องทันที ทิ้งให้บรรยากาศในห้องเงียบลงชั่วขณะ
“...เป็เหมือนการจูนคลื่นให้ตรงกันสินะ” ปัญญ์พึมพำพลางครุ่นคิดเพื่อควบคุมสถานการณ์ ก่อนจะเสนอแิใหม่ขึ้นมา “ในเมื่อผีมีลักษณะเป็คลื่นเหมือนกัน ถ้าเราจูนคลื่นให้ตรงกับเขา เราก็น่าจะสื่อสารกับพวกเขาได้นะ จะได้ไม่ต้องสู้กันไง ...ยังไงการเจรจาก็ย่อมดีกว่า”
จินที่เห็นว่าสิ่งประดิษฐ์ของมิกกี้เริ่มเข้าร่องเข้ารอยตามแนวทางเดิมที่เขาเคยรับรู้ในชาติก่อน จนไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง จึงถือโอกาสแอบเดินตามกฤษฎิ์ออกไปเงียบๆ เพื่อฟังข้อมูลการสืบสวนในฐานะอดีตคู่หู ขณะที่ปัญญ์ยังคงเสริมข้อมูลวิชาการต่อ “จากงานวิจัยเื่ Electromagnetic Fields (EMF) ที่เราเคยเห็น อธิบายว่าในสถานที่ที่พบผีดุ สนามแม่เหล็กจะมีค่าสูงผิดปกติ ซึ่งข้อมูลส่วนนี้ถูกพิสูจน์แล้วจากอุปกรณ์ตรวจจับของมิกกี้ แต่ที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ ทฤษฎีของ ดร.เพอร์ซิงเกอร์ ที่บอกว่าผีคือ รูปแบบความถี่ที่ซับซ้อน ถ้าเราวิเคราะห์จนพบคลื่นเฉพาะตัวของิญญาได้จริงๆ เราอาจจะสื่อสารกับผีได้จริงๆ ก็ได้”
“เราเห็นด้วยกับปัญญ์นะ เื่เจรจาน่ะ...” เปาพูดสนับสนุนด้วยแววตามุ่งมั่น
“...ถ้าทุกคนคิดงั้น ก็ตามนั้นครับ” มิกกี้พยักหน้ารับท้าทายความสามารถตัวเอง
หลังจากนั้นทั้งสามคนก็เริ่มล้อมวงระดมสมองประดิษฐ์อุปกรณ์กันอย่างจริงจัง โดยมิกกี้ทยอยหยิบเครื่องมือวิเคราะห์แบบพกพาและแผงวงจรต่างๆ ออกมาจากกระเป๋าเดินทาง
เปาที่นั่งมองอยู่ก็ทักขึ้นด้วยความสงสัย “ขนเครื่องมือมาเยอะขนาดนี้ ในกระเป๋านั่นยังมีที่ว่างพอใส่เสื้อผ้ามาบ้างไหมเนี่ย?”
มิกกี้เงยหน้าขึ้นมาสบตาครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบตอบกลับเพื่อแก้ต่างให้ตัวเอง “มีสิ! ชุดน่ะมีติดมาอยู่แล้ว”
ปัญญ์ที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นโอกาสเลยขยี้ต่อพร้อมรอยยิ้มเ้าเล่ห์ “ชุดที่ว่านี่คือเสื้อยืดลายวงจรไฟฟ้าแบบเดิมเป๊ะๆ อีก 3 ตัวหรือเปล่า?”
มิกกี้เริ่มหน้าแดงด้วยความเขินที่โดนเพื่อนรู้ทัน ซึ่งความจริงก็เป็อย่างที่ปัญญ์ว่า เพราะเขาจงใจเหลือพื้นที่ในกระเป๋าไว้ให้อุปกรณ์วิจัยแบบจัดเต็ม จนยอมเสียพื้นที่ของเสื้อผ้าที่จะต้องใช้เปลี่ยนในแต่ละวันทิ้งไป เรียกได้ว่าแทบไม่ได้พกอะไรมาเลยนอกจากชุดที่ใส่อยู่นั่นแหละ เขาจึงรีบตัดบทและไล่ทุกคนให้กลับไปสนใจงานตรงหน้าแก้เขิน
“พวกนายนี่พอกันเลยนะ! ปัญญ์ไปดูค่าหน้าจอโน่นเลย ส่วนเปานายก็ตั้งใจทำยันต์ไปเถอะน่า ของพวกนี้มันสำคัญกว่าเื่ชุดฉันตั้งเยอะ!”
คำตอบนั้นทำเอาเพื่อนทั้งสองหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนที่บรรยากาศจะกลับเข้าสู่ความจริงจัง ปัญญ์พยายามค้นหางานวิจัยและทฤษฎีควอนตัมมาสมทบแต่พบว่าข้อมูลส่วนใหญ่ยังมีความละเอียดไม่เพียงพอ พวกเขาจึงตัดสินใจเริ่มทำการทดลองใหม่กันเอง
โดยมีเปารับหน้าที่เขียนยันต์รูปแบบต่างๆ เพื่อเสาะหา ‘คลื่นอ้างอิง’ ตามสมมติฐานของปัญญ์ ขณะที่ปัญญ์นำเครื่องมือวิเคราะห์ของมิกกี้มาใช้จดบันทึก และเฝ้าสังเกตค่าความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กบนหน้าจออย่างละเอียด เพื่อวิเคราะห์หาความแตกต่างที่ซ่อนอยู่ระหว่างคลื่นิญญาและคลื่นเทพ
ส่วนมิกกี้รับบทเป็หัวหอกในการรื้อแผงวงจรและดัดแปลงเครื่องมือให้รองรับการดักจับสัญญาณที่ซับซ้อนตามข้อมูลที่ปัญญ์วัดค่าได้ เพื่อสร้างช่องทางสื่อสารข้ามมิติขึ้นมา หวังเปลี่ยนจากการปะทะให้กลายเป็การเจรจาด้วยสันติ