ตอนที่ 128 ฉันต้องการจบปริญญาทองแล้ว
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
สัปดาห์แห่งการสอบนั้นไม่ง่ายสำหรับเหล่านักศึกษาเลย พวกเขาแต่ละคนล้วนมีใบหน้าที่อิดโรย
คงมีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังคงเป็นปกติ หากไม่ใช่พวกที่ไม่คิดอะไรก็ต้องเป็นพวกเด็กเทพที่สามารถทำข้อสอบเหล่านั้นได้อย่างสบายๆ
ทว่าเคลบี้ในตอนนี้กลับมีท่าทางที่ต่างออกไปจากการสอบก่อนๆ ในปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง
“เฮ้! เมอร์ลิน วันนี้ฉันจะเลี้ยงข้าวนายเอง” เคลบี้เอ่ยทักเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงที่สดใส
“อืม” เด็กน้อยรับคำด้วยใบหน้านิ่งๆ
“นายไม่อยากรู้หรอว่าทำไมวันนี้ฉันถึงได้อารมณ์ดีขนาดนี้?”
“ไม่” เมอร์ลินตอบปฏิเสธอย่างไม่มีเยื้อใย
“นายนี่มัน!” เคลบี้ชี้หน้าเด็กน้อยอย่างมีอารมณ์ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วเอ่ยต่อ
“เหมือนว่าการสอบของฉันครั้งนี้จะทำออกมาได้ดี ทั้งหมดต้องยกความดีความชอบให้กับนาย นายควรจะแสดงความยินดีกับฉันด้วยสิ”
เมอร์ลินหันมาช้าๆ ด้วยใบหน้านิ่ง “ทำไมฉันต้องทำแบบนั้นด้วย”
“ได้! ได้ ได้” เคลบี้ถึงกับหมดคำจะพูด เขาโมโหกับความด้านชาของเจ้าเด็กนี่จริงๆ
แต่แล้วจู่ๆ เมอร์ลินก็เอ่ยขึ้นมา
“ฉันว่าจะส่งวิทยานิพนธ์อีกครั้ง”
ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้เคลบี้ก็หันขวับกลับมาทันที
“นายว่ายังไงนะ นายทำงานวิจัยของนายสำเร็จแล้วหรอ?”
เมอร์ลินส่ายศีรษะไปมาและเอ่ย “ไม่หรอก ถึงฉันจะฉลาดมากแต่ฉันไม่สามารถสร้างเคล็ดวิชาพลังสมาธิระดับนั้นออกมาได้เร็วๆ นี้หรอก”
เขาตระหนักรู้ในศักยภาพของตนเอง แม้เขาจะอ่านหนังสือมากมาย แต่ความรู้ในหนังสือกับการลงมือทำจริงๆ นั้นแตกต่างกันมาก
ผลลัพธ์หลายอย่างนั้นไม่สามารถอ้างอิงแต่ในหนังสือได้ เพราะความรู้ในหนังสือเป็นแค่แนวทางเท่านั้น การปฏิบัติจริงๆ มันยังมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิดผลลัพธ์คาดเคลื่อน
แต่การอ่านหนังสือก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์เลย อย่างน้อยมันก็ทำให้เมอร์ลินสามารถคลำหาเส้นทางของตนเองได้ชัดเจน
เคลบี้ที่ได้ยินคำของเด็กน้อยมุมปากของเขาก็กระตุก
เจ้าเด็กนี่สามารถพูดชมตัวเองโดยที่ใบหน้าไม่เปลี่ยนไปเลยแบบนี้ได้ยังไง
“แล้วตกลงนายจะส่งหัวข้ออะไร?” เคลบี้เอ่ยถาม
เมอร์ลินไม่ได้ตอบ เขานำวิทยานิพนธ์ที่เขาเขียนเสร็จแล้วสี่ฉบับออกมาให้เคลบี้ดู
วิทยานิพนธ์สี่ฉบับออกมาจากแหวนเก็บของมาวางอยู่ต่อหน้าชายหนุ่ม
เคลบี้เปิดดูวิทยานิพนธ์เหล่านั้นด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง
“การย่อสูตรต้นกำเนิดเปลวเพลิง ต้นกำเนิดศิลา ต้นกำเนิดน้ำ และต้นกำเนิดแสง!”
“นี่นายทำพวกมันทั้งหมดนี้ออกมาได้ยังไง? ทั้งๆ ที่นายกำลังศึกษาการสร้างเคล็ดวิชาพลังสมาธิอยู่แท้ๆ” เคลบี้เอ่ยออกมาอย่างเสียงดัง
โชคดีที่ตอนนี้พวกเขาอยู่ในห้องติวชั้นสองของห้องสมุด ค่ายกลเก็บเสียงนั้นทำงานได้อย่างดี เสียงตะโกนของเคลบี้จึงไม่ได้เล็ดลอดออกไป
เมอร์ลินยักไหล่ ก่อนจะเสยเส้นผมสีเงินและเอ่ย “มันก็ไม่ได้ยากอะไรขนาดนั้น ฉันแค่เขียนมันออกมาเหมือนที่ฉันเคยทำตอนหัวข้อแรก อีกอย่างฉันก็หาดูแล้วว่ายังไม่มีใครเคยทำมัน ถึงแม้หัวข้อการย่อสูตรต้นกำเนิดเปลวไฟกับแสงจะมีคนเคยทำมาแล้ว แต่สูตรของฉันปรับให้มันลดขั้นตอนได้มากกว่าและใช้พลังงานได้น้อยกว่า”
ท่าทางการพูดของเด็กน้อยทำให้เคลบี้ต้องอึ้งไป เด็กน้อยพูดมันด้วยท่าทางที่สบายๆ ราวกับว่าเรื่องที่เขาทำทั้งหมดเป็นเรื่องง่ายๆ
“นี่นายจะส่งพวกมันทั้งหมดเลยหรอ?”
“ใช่ ฉันคิดว่าถ้าฉันสามารถคว้าตำแหน่งนักวิชาการระดับกลางหรือระดับสูงมาได้เร็วๆ บางทีฉันอาจจะไม่ต้องทนเรียนไปถึงสี่ปี เพราะการสอบวัดผลนั้นน่าเบื่อมาก มันทำให้ฉันเสียเวลาอ่านหนังสือไปตั้งอาทิตย์หนึ่ง” เมอร์ลินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์มากนัก
ใช่แล้ว ที่เขาตัดสินใจส่งวิทยานิพนธ์จำนวนมากเหล่านี้ไปตีพิมพ์นั้นก็เพราะเขาคิดว่าการทนเรียนปริญญาทองตั้งสี่ปีนั้นทำให้ชีวิตของเขาจำเจเกินไป
นับตั้งแต่ที่เขาได้ทำวิจัยศึกษาหัวข้อสร้างเคล็ดวิชาพลังสมาธิของตนเองขึ้นมา เขาก็คิดว่าการค้นคว้าวิจัยนั้นสนุกกว่าการอ่านหนังสือเฉยๆ
นักศึกษาปริญญาทองนั้นยังไม่มีโครงการทำวิจัยของตนเองอย่างจริงๆ จังๆ เลยด้วยซ้ำ การศึกษาระดับนี้คือการเรียนรู้พื้นฐานโดยการอ่านหนังสือหรือค้นคว้าข้อมูลเป็นส่วนใหญ่
วิชาหลักสูตรที่เรียนจึงเน้นไปที่การอ่านและการฟังบรรยายโดยเฉพาะ พวกเขาอัดเรื่องทฤษฎีอย่างจัดเต็ม ซึ่งเมอร์ลินได้นำหน้าไปไกลแล้ว การที่จะให้เขานั่งในห้องเรียนฟังการบรรยายเรื่องที่รู้อยู่แล้วคงจะเป็นเรื่องที่เบื่อหน่าย
การทำวิจัยจริงๆ นั้นมักจะเริ่มต้นตั้งแต่การเป็นนักศึกษาปริญญาไดม่อน
ดังนั้นเขาจึงตั้งใจว่าจะเรียนจบปริญญาทองให้เร็วแล้วเป็นนักศึกษาปริญญาไดม่อนทันที
ส่วนการจะจบการศึกษาปริญญาทองได้ อย่างที่รู้กันว่าจำเป็นต้องเรียนเก็บหน่วยกิตให้ครบสี่ปี แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีการจบการศึกษาในกรณีพิเศษ นั่นก็คือการได้รับเข็มกลัดนักวิชาการสามดาวขึ้นไป
ทำไมถึงต้องเป็นนักวิชาการสามดาว?
แล้วทำไมนักเวทสามดาวอย่างเคลบี้ถึงยังไม่จบการศึกษา?
แน่นอนว่านักเวทกับนักวิชาการนั้นต่างกัน
นักเวทนั้นจะวัดผลจากระดับการฝึกฝนของพวกเขา บางคนที่เป็นอัจฉริยะพวกเขาสามารถเป็นนักเวทสองดาวตั้งแต่อยู่โรงเรียนเวทมนตร์ด้วยซ้ำ ส่วนการที่พวกเขาจะเป็นนักเวทสามดาวตอนอยู่มหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่หากเป็นนักเวทสี่ดาวพวกเขาก็จะถือว่าจบการศึกษาในทันที
โดยปกติแล้วนักเวทจะไม่มีการเรียนต่อในระดับปริญญาไดม่อนหรือแพทตินั่ม เพราะนั่นเป็นเรื่องของสายวิชาการมากกว่า และมันก็ไม่มีหลักสูตรสอนให้พวกเขาเป็นนักเวทห้าดาวด้วย
ส่วนนักวิชาการจะวัดกันจากผลงาน ซึ่งอย่างที่รู้กันว่าการเก็บแต้มวิชาการแต่ละคะแนนนั้นยากมาก และไม่ใช่ว่าทุกคนจะเหมือนกับเมอร์ลินที่ส่งวิทยานิพนธ์แค่เล่มเดียวก็ได้มานับร้อยคะแนนได้แล้ว
ดังนั้นการจะเป็นนักวิชาการแต่ละขั้นนั้นถือว่ามีความยากมากกว่า
อย่างไรก็ตามในสายตาของเมอร์ลิน การเป็นนักวิชาการในช่วงต้นนั้นไม่ได้ยากอะไรขนาดนั้น แม้คนอื่นจะบอกว่ามันยากมากก็ตาม
เพราะเหตุนี้เขาจึงตัดสินใจส่งวิทยานิพนธ์สี่หัวข้อในคราวเดียว นั่นเพราะเขาคิดว่าวิทยานิพนธ์เหล่านี้อาจจะสร้างผลกระทบที่ทำให้เขาได้คะแนนอ้างอิงเหมือนก่อนหน้านี้
“นายจะส่งให้กับศาสตราจารย์บาร์เร็ตตรวจสอบอีกหรือเปล่า?” เคลบี้เอ่ยถาม
เมอร์ลินส่ายศีรษะและเอ่ย “ไม่แล้ว ฉันเบื่อการเมืองของตาแก่พวกนั้น ครั้งนี้ฉันจะส่งพวกมันทั้งหมดด้วยตนเอง”