นับถอยหลังสู่การประหารราชาปีศาจ (Yaoi) [แปลจบแล้ว]

    ม้วนที่ 5 ปกติกับผิดปกติ (2) เล่มที่ 5 บทที่ 121 เบื้องหลังวิหารใหญ่ (2)

           คำว่า ‘ดี’ จากปากของพระคาร์ดินัลใหญ่ สำหรับหมีเอ่อร์แล้ว แน่นอนว่าหมายถึงไม่ดีอย่างยิ่ง

           แม้จะมีกำลังใจจากเยวียเฮ่อเอ่อร์ บอกหมีเอ่อร์ว่า ‘ให้พยายามมีชีวิตอยู่ต่อไป’ กระนั้นหมีเอ่อร์ยังคงรู้สึกว่าถูกบีบบังคับเสียจนแทบจะถึงขีดจำกัดเสียแล้ว สาเหตุก็คือการ ‘กล่อมเกลา’ ของสมเด็จพระสันตะปาปาโหดเหี้ยมอย่างยิ่ง มิต่างกับการไต่สวนนักโทษอย่างไรอย่างนั้น คล้ายกับเสี้ยววินาทีต่อไปสามารถบีบบังคับจนผู้อื่นเสียสติ — แม้จะมิได้บีบบังคับด้วยการเฆี่ยนตีหรือการกรอกยา ทว่าเป็นการให้ท่องคำสอนของศาสนาให้คล่องภายในเวลาไม่กี่วัน เข้ารับการฝืนกระตุ้นธาตุแสง ถึงขั้นห้ามนอนหลับยังกลายเป็นเรื่องปกติเสียแล้ว

           สิ่งที่ทำให้หมีเอ่อร์หวาดกลัวมากที่สุดก็คือ สมเด็จพระสันตะปาปาอ้างการกล่อมเกลาจับตนเปลื้องอาภรณ์ จากนั้นขังไว้ในห้องดำคับแคบ บีบบังคับให้หมีเอ่อร์ท่องคำสอนของศาสนาให้อีกฝ่ายฟัง รอบกายเย็นเฉียบ ความอับอายเพราะร่างกายเปลือยเปล่าและความหวาดกลัวความมืดทำให้หมีเอ่อร์มิอาจรวบรวมสมาธิแม้แต่น้อย ทุกครั้งที่ถึงยามเช่นนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาจะกดหมีเอ่อร์ลงกับพื้น บังคับพลังธาตุแสงให้ไหลเข้าสู่ร่างกายของหมีเอ่อร์ ถือเป็นบทลงโทษเพราะขัดต่อคำสอน

           ยามได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของหมีเอ่อร์ สมเด็จพระสันตะปาปาผู้โหดเหี้ยมมิเพียงแต่ไม่สะทกสะท้าน กลับยังถึงขั้นเผยรอยยิ้มเสียสติท่ามกลางความมืด พลังธาตุแสงจำนวนมากพุ่งโจมตีภายในร่างกายของเด็กน้อย อวัยวะภายในของหมีเอ่อร์เจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด กลับทำได้เพียงร้องโหยหวนพลางขับเคลื่อนพลังวิญญาณเพื่อฝืนรับมือกับพลังธาตุแสงที่รุกราน เมื่อเด็กน้อยขับไล่พลังธาตุแสงทั้งหมดออกจากร่างกายกลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงประคองสติและหมดสติไปเสียแล้ว

           หลังจากนั้นพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับสามอย่างหมีเอ่อร์ที่ถูกทรมานเจียนตายจึงถูกหามไปโรงหมอโดยมีพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่หนึ่งเป็นผู้เยียวยา หลังจากนั้นมินาน หมีเอ่อร์ก็ถูกพากลับมายังคุกใต้ดินของพระวิหารแห่งแสง ฟุบหมอบอยู่บนเตียงพลางร้องครวญ — เนื่องจากเป็นการ ‘ลงโทษ’ แน่นอนว่าไม่มีทางเยียวยาให้หายดี ความเจ็บปวดทรมานราวกับบีบหัวใจจะต้องถูกยื้อเอาไว้จนกว่าการกล่อมเกลาด้วยตนเองในครั้งหน้าของสมเด็จพระสันตะปาปาจะมาถึง

           การทรมานอย่างไร้มนุษยธรรมคล้ายจะกินเวลาทั้งหมดในชีวิตของเด็กน้อยไปจนกว่าหมีเอ่อร์จะสามารถท่องคำสอนได้อย่างคล่องแคล่ว และขั้นตอนที่สองของการกล่อมเกลาก็คือพื้นฐานการกล่อมเกลาขั้นแรกอย่างการเข้าร่วม ‘พิธีศีลศักดิ์สิทธิ์’ หนึ่งครั้งในสามวัน

           ‘พิธีศีลศักดิ์สิทธิ์’ จะดำเนินการโดยสมเด็จพระสันตะปาปาและพระคาร์ดินัลใหญ่ กองอัศวินแห่งพระวิหาร หัวหน้าบาทหลวงและเหล่าบาทหลวงจะเข้าร่วมพิธีด้วยกัน ระหว่างดำเนินพิธี สมเด็จพระสันตะปาปาจะอาศัยความสามารถที่ได้รับการประทานจากเทพแห่งแสงขจัดความเจ็บปวดภายในร่างกายให้หายไปภายในเวลาอันสั้นและผ่อนคลายจิตวิญญาณ แลกมาซึ่งความสุขสบายสองเท่า เมื่อเทียบกับชีวิตตามปกติในคุกใต้ดิน ‘พิธีศีลศักดิ์สิทธิ์’ คล้ายจะกลายเป็นหนทางรอดพ้นจากความทรมานเพียงหนึ่งเดียวของหมีเอ่อร์  — เนื่องจากพิธีบวงสรวงทวยเทพมีเพียงเดือนละหนึ่งครั้ง ยามหมีเอ่อร์พบกับเยวียเฮ่อเอ่อร์ นอกเสียจากร้องไห้ตนก็มิอาจทำสิ่งใด นอกจากเยวียเฮ่อเอ่อร์จะคอยปลอบโยนและคอยชี้แนะแนวทางก็ทำได้เพียงร้อนใจด้วยมิอาจช่วยเหลือสิ่งใด

                   ในระหว่างพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ หมีเอ่อร์ซึ่งถูกทรมานจากการฝึกที่ไร้มนุษยธรรมดวงตาว่างเปล่า เอาแต่เอ่ยว่า ‘ขอบพระคุณความกรุณาของท่านเทพแห่งแสงสว่าง’ นัยน์ตาของเด็กน้อยสูญเสียจุดรวมสายตาอันพึงมี อ้าแขนออกเพื่อโอบกอดประกายแสงที่โปรยปรายทั่วท้องฟ้า กายสั่นเทาด้วยความสุขไร้สิ่งใดเปรียบ เพลิดเพลินไปกับความสุขเพียงชั่ววูบ เมื่อดำเนินไปครั้งแล้วครั้งเล่า ‘เทพแห่งแสงสว่าง’ ค่อยๆ กลายเป็นตัวแทนความอบอุ่นและความสุขภายในใจของหมีเอ่อร์ เริ่มแตกหน่ออ่อนภายในจิตใต้สำนึกของความปรารถนาอย่างดันทุรัง

           ครั้นเห็นสภาพที่เริ่มผิดปกติขึ้นเรื่อยๆ ของหมีเอ่อร์ เยวียเฮ่อเอ่อร์ร้อนใจจนแทบเสียสติเสียแล้ว

           หากการกล่อมเกลาดำเนินไปอย่างราบรื่นจนถึงขั้นที่สาม มนุษยธรรมของหมีเอ่อร์จะต้องถูกทำลายจนเหลือเพียงน้อยนิด ทำให้เขากลายเป็นเครื่องจักรที่ไร้ความสามารถในการเข้าใจเหตุผล อย่างไรก็ตาม ยามนี้ได้รับอนุญาตให้พบปะกับอีกฝ่ายในช่วงพิธีบวงสรวงเป็นระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น แม้ว่าจะทำให้หมีเอ่อร์ได้ระบายความรู้สึกและกลับเป็นปกติชั่วคราว แต่กระนั้นสมเด็จพระสันตะปาปาก็จะเปลี่ยนเขาให้กลับคืนสู่สภาพเดิมในทันที

           ในการพบกันครั้งล่าสุด จิตวิญญาณของอีกฝ่ายถึงขั้นตกอยู่ในสภาวะว่างเปล่า รูม่านตาสีเทาประเดี๋ยวขยายใหญ่ประเดี๋ยวหดเล็กอย่างผันผวน แทบจะจำคำสั่งเสียสุดท้ายที่ราชาปีศาจทิ้งเอาไว้มิได้เสียด้วยซ้ำ หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ความทรงจำของหมีเอ่อร์จะต้องถูกผนึกอย่างสมบูรณ์ในมิช้าก็เร็ว กระทั่งตนยังจะถูกหลงลืมไปด้วยเช่นกัน

           ทำอย่างไรดี? จะไม่มีหนทางเลยจริงหรือ?

           ไม่ว่าจะตัวตนเดิมของหมีเอ่อร์หรือว่าตน ล้วนแต่ไม่อยากจำนนให้กับสภาพที่เป็นอยู่ในยามนี้!

           เพียงแต่หลังจากราชาปีศาจจากไปก็ไม่มีสิ่งใดพอจะดึงดูดความสนใจของสมเด็จพระสันตะปาปาเสียแล้ว...

           กำปั้นของเยวียเฮ่อเอ่อร์ชกลงบนลำต้นของต้นไม้อย่างแรง ใบไม้สีเหลืองสองสามใบร่วงหล่นลงมาอย่างน่าสังเวชก่อนจะถูกสายลมพัดปลิวไปในอากาศ

           ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ในด้านภายในตนได้พยายามอย่างหนักเพื่อซื้อใจอัศวินและบาทหลวงระดับล่างและลอบสร้างอิทธิพลของตนอยู่ด้านนอกอย่างลับๆ พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อเหลือทางหนีทีไล่ไว้ให้หมีเอ่อร์ ทว่าอย่างไรก็ตาม ความชั่วร้ายของสันตะปาปานั้นเกินกว่าจินตนาการของตน ทั้งระดับความก้าวหน้าของตนยังทิ้งห่างอย่างมาก

           ต่อให้มีโอกาสหนึ่งในหมื่น เมื่อตนมีอิทธิพลและความสามารถจนเทียบเท่าพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่หนึ่ง กระนั้นเกรงว่าหมีเอ่อร์ในยามนั้นคงจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตนและใช้ร่างกายอันบอบบางคอยปกป้องอาชญากรตัวฉกาจไปเสียนานแล้ว

           ความแข็งแกร่งของตนช่างน้อยนิดยิ่งนัก อีกทั้งราชาปีศาจยังถูกฝังไปเสียแล้ว ความทรงจำที่เหลืออยู่ของหมีเอ่อร์มีแต่จะยิ่งเลือนรางลงเรื่อยๆ ยังมีสิ่งใดที่สามารถกระตุ้นประสาทสัมผัสที่ด้านชาไปแล้วของหมีเอ่อร์ได้อีกหรือ?

           ...ใช่แล้ว หมีเอ่อร์ยังมีพี่ชายคนรองที่แทบจะไร้ตัวตน

            ตนยังเคยคิดว่าในบรรดาพี่น้องทั้งสามคน หมีเอ่อร์เป็นพี่ชายลำดับที่สอง ดังนั้นหลังจากพิธีประหารราชาปีศาจ ตนจึงขอให้ท่านปู่ช่วยสืบข่าวคราวโดยหวังว่าจะรับน้องชายคนสุดท้องมาเลี้ยงดู ทว่าผลสรุปหลังการตรวจสอบกลับทำให้ตนหัวเราะมิได้ร้องไห้มิออกเสียแล้ว—หมีเอ่อร์เป็นน้องคนสุดท้อง มีราชาปีศาจเป็นพี่คนโต และนึกมิถึงว่าผู้ที่ ‘สูญหาย’ ไปในสงครามจะเป็นพี่รอง

           กระนั้นจากการรวบรวมสถิติผู้บาดเจ็บล้มตายของสันตะสำนัก ไม่มีผู้ใดพบเห็นร่างของชายหนุ่มผู้นี้ หากมีชีวิตอยู่แต่กลับมิเห็นคน หากตายแต่กลับมิพบศพ จวบจนยามนี้ ชายหนุ่มที่ชื่อเก๋อเหลยเกอหลี่ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับระเหยเป็นไอ

           ไม่กี่เดือนต่อมา ตนได้ลอบติดต่อกับคนรู้จักเก่าในจักรวรรดิอันปู้เอ่อร์อย่างเงียบๆ และบังเอิญได้รู้เรื่องบางเรื่อง--  จู่ๆ ชายหนุ่มผมสีเทาอมน้ำเงินได้ปรากฏตัวขึ้นในเมืองบ้านเกิดของเขา อาศัยการทำกำไรเล็กน้อยจากการขายเห็ดหาเงินจำนวนหนึ่ง จากนั้นเดินทางไปยังชายแดน อาศัยฝีมือการทำงานไม้หาเงินอีกจำนวนหนึ่ง

           ยามคนรู้จักเก่าเอ่ยถึงเรื่องสัพเพเหระเหล่านี้บนโต๊ะอาหารเป็นครั้งคราว ตนกลับมิได้สนใจมันมากนัก เพียงแต่เมื่อหมีเอ่อร์เอ่ยบอกตนว่า ‘แม้ว่าพี่รองจะสายตาสั้นนิดหน่อย แต่กลับมิชอบใส่แว่นและมักจะหรี่ตามองผู้อื่นอยู่บ่อยครั้ง’ ตนนึกถึงชายหนุ่มที่คนรู้จักเก่าเอ่ยถึงทันที

           ผมสีเทาอมน้ำเงิน ชอบหรี่ดวงตา ท่าทางลึกลับซับซ้อน ไม่ว่าเดินทางไปที่ใดล้วนแต่หาเงินได้ทั้งสิ้น.... เมื่อเอ่ยลักษณะพิเศษออกมา ตนแทบจะแน่ใจแล้วว่าทั้งสองคนเป็นคนคนเดียวกัน เพียงแต่ตนมิได้บอกหมีเอ่อร์ เนื่องจากข่าวคราวยังมิได้รับการยืนยันและตนยึดถือหลักการต้องเห็นเองจึงจะสามารถเชื่อได้

           ผลสุดท้ายตนยังคงพลาดโอกาสอีกครั้ง— ครั้นเตรียมจะออกเดินทางสู่จักรวรรดิอันปู้เอ่อร์ คนรู้จักเก่าของตนกลับบอกว่าชายหนุ่มผู้นั้นหายตัวไปอีกครั้ง และสถานที่สุดท้ายที่เขาปรากฏตัวคือตำบลเล็กๆ ใกล้ชายแดน

            ตนนึกแค้นเคืองใจอย่างยิ่ง อีกทั้งยังรู้สึกผิดในเวลาเดียวกัน ด้วยเพราะตนคุ้นเคยกับชื่อของตำบลเล็กแห่งนั้นเป็นอย่างดี เพราะนั่นคือตำบลลมฝุ่นที่ชื่อเสียงเลื่องลือ พี่ชายคนรองของหมีเอ่อร์ไม่มีความสามารถในการต่อสู้แม้แต่น้อย คล้ายมนุษย์ธรรมดาเสียจนมิอาจธรรมดาไปยิ่งกว่านี้ เกรงว่าคงจะมีเรื่องร้ายมากกว่าเรื่องดีเสียแล้ว

           ผลคือหลังจากนั้นมินาน สหายที่ทำการค้าผู้หนึ่งเอ่ยบอกตนว่า พบคนที่เขาสงสัยว่าน่าจะเป็นเก๋อเหลยเกอหลี่ในงานประมูลของตรอกขี้เถ้า อีกฝ่ายเสนอราคาซื้ออัญมณีแหล่งพลังเวทกับตน หลังล้มเหลวจึงหายตัวไปอีกครั้ง ทำเอายามนี้เยวียเฮ่อเอ่อร์มิรู้ว่าจะฟังความฝ่ายใดเสียแล้ว

           ทว่าสำหรับสถานการณ์ในยามนี้...ทำได้เพียงลองเดิมพันเท่านั้น

           หากอีกฝ่ายเต็มใจที่จะเผยตัวตนท่ามกลางอันตราย ตนก็จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจัดแจงให้ทั้งสองได้พบกัน หากอีกฝ่ายเลือกที่จะรักษาชีวิตตนเอง ตนคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากปล่อยผ่านไป และทิ้งจินตนาการอันสวยงามไว้เป็นความทรงจำสุดท้ายของหมีเอ่อร์

           “ท่านพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับสอง ท่านมาเร็วเช่นนี้ทุกวันเลยนะขอรับ”

           น้ำเสียงกังวานดังมาจากด้านหลัง เยวียเฮ่อเอ่อร์เงยหน้าขึ้นมองอัศวินผมสีน้ำเงินที่กำลังทักทายตน

           “อืม ใช่แล้วเก๋อหลิน วันนี้ข้าจะกลับบ้านสักหน่อย ท่านแม่กล่าวว่าทำสตูเนื้อของโปรดของข้าเอาไว้ด้วยล่ะ”

           เยวียเฮ่อเอ่อร์คลี่ยิ้มทักทาย ทว่าในใจกลับกำลังยกยิ้มเจื่อน

           เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ที่พบเจอภัยพิบัติมามากมาย อีกฝ่ายนับว่าเป็นผู้โชคดีอย่างแท้จริง --- เก๋อหลินเกิดมาในตระกูลที่มีหน้าที่การงานอันทรงเกียรติ บิดาคือหัวหน้ากิลด์นักรบ มารดาคือศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่โม่นีข่า สองสามีภรรยามิเพียงแต่รักใคร่กันอย่างยิ่ง ทว่ายังจิตใจกว้างขวาง ยามบุตรชายเอ่ยว่าอยากเป็นอัศวินกลับมินึกโมโหแม้แต่น้อย อีกทั้งยังพาเขาไปเข้ารับการทดสอบพลังเวท เมื่อรู้ว่าเก๋อหลินมีพลังเหนี่ยวนำธาตุแสงจึงจ่ายเงินเป็นจำนวนมากเพื่อให้เขาเข้ามาในสถาบันอัศวินแห่งพระวิหาร

           เดิมที สันตะสำนักจะไม่เก็บเงินจากผู้มีพรสวรรค์พลังเวทธาตุแสงแม้แต่เหรียญเดียว ทว่าสามีภรรยาที่คุ้นเคยกับกฎอันซ่อนเร้นยังคงเลือก ‘ฝากฝังเป็นพิเศษ’ โดยมีนัยสำคัญอย่างเห็นได้ชัด --- พวกเจ้าเพียงสอนเขา อย่าได้คิดกระทำสิ่งอื่น ดังนั้นสันตะสำนักจึงได้รับเงินจำนวนมหาศาล คอยคุ้มกันเก๋อหลินจนจบการศึกษา ถึงขั้นส่งเขาไปฝึกหัดกับรองผู้บัญชาการกองอัศวิน ด้วยกลัวว่าจะปกป้องเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งที่ได้มาโดยมิต้องเสียเงินองค์นี้เอาไว้มิได้

           ด้วยพรสวรรค์ของบิดา อีกฝ่ายกลายเป็นอัศวินฝึกหัดที่สอบผ่านได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของสถาบันโดยมีผลการเรียนที่ยอดเยี่ยม หากผ่านการฝึกงาน เก๋อหลินจะสมัครเข้ารับการประเมินอีกครั้งเพื่อท้าชิงตำแหน่งอัศวินเวทที่อายุน้อยที่สุด

           ผลการเรียนของเขามิเพียงทำให้ผู้คนอิจฉา ทว่าเก๋อหลินยังมีใบหน้าอันหล่อเหลาซึ่งคู่ควรกับความสามารถของเขาอย่างยิ่ง ยามสวมชุดลำลองยืนอยู่ข้างถนน รับรองได้ว่าจะต้องมีผู้คนจำนวนมากเข้ามาชวนคุยอย่างแน่นอน หากจะฝืนเอ่ยถึงข้อเสียร้ายแรงที่สุดของอีกฝ่าย คงเหลือเพียงนิสัยหุนหันพลันแล่นที่เกิดจากการถูกตามใจจนเคยชินเสียแล้ว

           ‘มิต่างกับลูกระเบิดเช่นนี้ ประเดี๋ยวภายหน้าจะต้องเสียเปรียบเป็นแน่’

           นี่คือคำวิจารณ์ที่คนส่วนใหญ่มีต่อเก๋อหลิน และเป็นสิ่งที่อัศวินเฒ่าผู้เป็นอาจารย์คอยชี้แนะเก๋อหลินกังวลมากที่สุดอีกด้วย

           เพียงแต่หลังจากนั้นเล่า? หลังเก๋อหลินตามรองผู้บัญชาการกองอัศวินหน้านิ่งดังเขาน้ำแข็งออกไปฝึกงานเป็นระยะเวลาหนึ่ง กลับได้รับความไว้วางใจจากอีกฝ่ายอย่างน่าประหลาด อารมณ์ฉุนเฉียวเช่น ‘ลูกระเบิดน้อย’ ในอดีตหายไปอย่างสิ้นเชิงอีกทั้งยังแลดูเป็นผู้ใหญ่และสุขุมมั่นคงมากขึ้น มิเพียงไร้ซึ่งความเอาแต่ใจและนิสัยเด็ก ทว่าอีกฝ่ายยังช่วยดูแลอัศวินใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในสถาบัน เป็นที่ยกย่องของแม่ชีและเหล่าบาทหลวง

           ...ยังจะให้ผู้อื่นมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่?! นี่มิใช่เทพแห่งแสงที่กลับชาติมาเกิดจริงๆ งั้นหรือ?

           เก๋อหลินที่กำลังถือหอกมิได้สังเกตเห็นสีหน้าฉายแววอิจฉาของเยวียเฮ่อเอ่อร์ เพียงกุมปลายคางพลางเอ่ยพึมพำว่า

           “เหมือนว่าข้าจะไม่มีสิ่งใดที่ชอบกินเป็นพิเศษ...หากให้ฝืนเอ่ยออกมา อาหารฝีมือเจ้าโม่เจ๋อเอ่อร์ผู้นั้นถูกปากของข้ามากกว่าพ่อครัวในตระกูลเสียอีก”

           “...ห๋า? พ่อครัวในตระกูลของเจ้าถือเป็นอันดับต้นๆ ในแผ่นดินใหญ่มิใช่หรือ? พ่อครัววิเศษท่านใดกันที่เก่งกาจถึงเพียงนี้?”

           คำพูดของอีกฝ่ายไม่น่าเชื่อเสียจนเยวียเฮ่อเอ่อร์อดมิได้ที่จะเอ่ยแขวะออกมา

           “คือโม่เจ๋อเอ่อร์ หัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างที่ข้ากับเจีย...เจียเอ่อร์ลั่วรองผู้บัญชาการกองอัศวินบังเอิญพบระหว่างปฏิบัติภารกิจ”

           เก๋อหลินแลบลิ้นเลียริมฝีปาก หวนนึกถึง ‘มื้ออาหารของครอบครัว’ เพียงมื้อเดียวที่ได้กินกับกลุ่มเล็กนั่น รอกระทั่งรองผู้บัญชาการเกี้ยวโม่เจ๋อเอ่อร์จนมาอยู่ในกำมือ ตนจะต้องยังได้กินอีกอย่างแน่นอน

           “คือเด็กหนุ่มที่แสร้งทำตัวเป็นผู้ใหญ่กับบุตรชายตัวโตอีกสองคน เป็นกลุ่มที่แปลกประหลาดกลุ่มหนึ่ง เจ้าคนผมแดงนั่นชื่ออันใดสักอย่าง...เก๋อจือ? อายุยังน้อยถึงเพียงนั้น นึกมิถึงว่าเขาจะกลายเป็นจอมเวทระดับกลางเสียแล้ว เก่งกาจมากทีเดียว...”

           ไม่ ไม่ เจ้าเก่งยิ่งกว่า... เก่งกาจยิ่งกว่าเทพแห่งแสงเสียอีก...

           เยวียเฮ่อเอ่อร์มุมปากกระตุกขณะลุกขึ้นยืน ปีศาจน้อยภายในใจกำลังส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่ง

           ...ประเดี๋ยวก่อน เก๋อจือ?

           ดวงตาของเยวียเฮ่อเอ่อร์เป็นประกายทันใด ตามด้วยดีดนิ้วด้วยความเบิกบานใจ

           เดิมทียังกังวลว่าเริ่มออกเดินทางยามพลบค่ำจะทันการหรือไม่ ทว่าดูจากยามนี้ ถึงขั้นมีเวลากลับไปกินสตูเนื้อที่บ้านเสียแล้ว





    คล้ายกับเรื่องนับถอยหลังสู่การประหารราชาปีศาจ (Yaoi) [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405