เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 152 ความสงสัย

            เยี่ยนเจาเจารู้สึกเพลิดเพลินไปกับสิ่งที่เขาเอ่ยสายตาที่มองหนานหมิงเหอเต็มไปด้วยความหลงใหล

            “เช่นนั้นพี่รองสามารถเป่าเจ้าสิ่งนั้นกลางอากาศได้หรือไม่เจ้าคะ?”

            เยี่ยนเจาเจาชี้นิ้วไปยังโต๊ะที่ห่างออกไปสิบก้าวบนโต๊ะมีตุ๊กตาเลี้ยงน้ำชาตัวเล็กๆ ตั้งอยู่

            เห็นได้อย่างชัดเจนว่าบนนิ้วของหนานหมิงเหอไม่มีสิ่งใดอยู่ทว่าเพียงเขาสะบัดข้อมือ ตุ๊กตาเลี้ยงน้ำชาก็ล้มลง เยี่ยนเจาเจาร้อง “ว้าว” ออกมา ดวงตาทั้งสองข้างของนางเบิกกว้างเปล่งประกายระยิบระยับราวแสงพร่างพราวของดวงดาว

            นางรู้สึกว่าผมของตนเกือบจะแห้งแล้วนางจึงหันกลับไปพร้อมคว้ามือของหนานหมิงเหอเอาไว้

            หนานหมิงเหอปล่อยให้นางมองแต่โดยดีนางใช้มือของตนวางลงบนฝ่ามือของเขา นั่นทำให้เห็นว่ามือของหนานหมิงเหอใหญ่กว่ามือของนางหลายเท่านักที่ปลายนิ้วและฝ่ามือของหนานหมิงเหอล้วนมีผิวหนังที่หยาบกระด้าง

            มือของเยี่ยนเจาเจาเรียวเล็กน่ารักละเอียดเรียบเนียน ไม่มีจุดตำหนิให้เห็นเลย

            ทว่ามือของหนานหมิงเหอเต็มไปด้วยบาดแผลไม่ว่าจะเป็นบนฝ่ามือหรือบนหลังมือของเขา ทุกที่ล้วนมีร่องรอยแผลเป็น ยามปกติไม่อาจมองเห็นได้จากระยะไกลแต่วันนี้ได้จับมือเขาแล้ว เห็นเช่นนี้จึงทำให้รู้สึกตกใจยิ่งนัก

            เยี่ยนเจาเจารู้สึกราวกับหัวใจโดนบีบหนานหมิงเหอเห็นดังนั้นก็บีบมือของนางแน่น เรียวคิ้วขมวดแน่นด้วยความละอายใจ เพียงชั่วครู่ก็หยุดพูดสิ่งใด

            “เป็นอะไรไป”

            หนานหมิงเหอวางมืออีกข้างหนึ่งลงบนเรือนผมของเยี่ยนเจาเจาแล้วลูบอย่างเบามือและนุ่มนวล

            เยี่ยนเจาเจากล่าวด้วยท่าทีอ่อนล้า“รู้สึกเศร้าเจ้าค่ะ”

            “เศร้าอะไรหรือ?”

            หนานหมิงเหอไม่เข้าใจความคิดของเด็กสาวตัวเล็กน้ำเสียงของเขาจึงอ่อนลง มือทั้งสองข้างประคองใบหน้าของเยี่ยนเจาเจาขึ้นมา ปฏิบัติราวกับสิ่งที่อยู่ในอุ้งมือคือสมบัติที่เปี่ยมเอกลักษณ์เกินกว่าจะหาสิ่งใดเปรียบ

            “...เศร้าที่ในอดีตท่านพี่ต้องพบเจอเรื่องราวมากมาย แต่ข้ากลับไม่รู้อะไรเลยแม้แต่น้อย”

            เยี่ยนเจาเจาซุกใบหน้าลงบนฝ่ามือของหนานหมิงเหอ

            ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่รู้ว่าหนานหมิงเหอต้องพบเจอกับเรื่องทุกข์ยากมามากมายเพียงใด

            แต่นางไม่ได้เศร้าเพราะเรื่องนี้แต่เป็นเพราะชาติที่แล้วนางไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เลยสักนิด

            พี่รองที่ปฏิบัติต่อนางเหมือนเป็นสมบัติล้ำค่าเมื่อครั้งอดีตเขามีชีวิตเช่นใดกัน?

            “วันนี้ข้ามีชีวิตที่ดี นั่นถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว”

            หนานหมิงเหอไอออกมาเบาๆคำพูดดูไม่เป็นธรรมชาติ บริเวณเรียวคิ้วเริ่มย้อมไปด้วยสีแดงระเรื่อเพราะคำพูดอ้อมค้อมเหล่านั้น ทำให้แม้แต่ใบหน้าก็มีสีระเรื่อไปด้วยเช่นกัน

            มีหรือที่เยี่ยนเจาเจาจะไม่เข้าใจความหมายในสิ่งที่หนานหมิงเหอเอ่ย?

            นางพลิกมือกลับมาบีบมือของหนานหมิงเหอแน่นกล่าวกระซิบ “หลังจากนี้ต้องดีกว่านี้แน่นอนเจ้าค่ะ”

            หนานหมิงเหอหัวเราะเมื่อคิดได้ว่าเยี่ยนเจาเจาเป็นคนขี้อาย เขาจึงเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาพร้อมถามเบาๆ ว่า“เจาเจาต้องการคุยกับข้าเรื่องสลักกุญแจเชียนจีหรือ?”

            สีหน้าของเยี่ยนเจาเจาเปลี่ยนเป็นจริงจังทันทีนางคิดจะยืนขึ้นแต่ก็โดนหนานหมิงเหอกดไหล่เอาไว้อย่างเบามือ “ทั้งหมดล้วนกระจ่างแล้วรอบๆ ไม่มีผู้อื่น เจ้าพูดออกมาได้เลย”

            เยี่ยนเจาเจารู้สึกวางใจเล็กน้อยจากนั้นจึงเริ่มพูดคุยเรื่องสลักกุญแจเชียนจี

            ความจริงแล้วนั้นเรื่องสลักกุญแจเชียนจีเป็นสิ่งที่นางรู้มาจากชาติก่อน ช่วงหลังเหลียงอินได้เข้าร่วมกับพันธมิตรที่ทรงอำนาจเป็นผู้สถาปนาตนขึ้นเป็นเซียงอ๋องเศรษฐีใหม่ผู้เรืองอำนาจ

            เพราะสาเหตุนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นเศรษฐีใหม่ความร่ำรวยของเขาที่ได้มาเพียงครึ่งทาง เขาเป็นคนช่างคุยโวโอ้อวด อวดตนกับเหลียงอินอยู่หลายครั้งเยี่ยนเจาเจาเองก็เคยได้ยินเรื่องนี้

            แหล่งที่มาของความมั่งคั่งนี้มาจากตระกูลเหลียงแห่งเมืองเซียงซีที่หายสาบสูญไปแล้วกว่าร้อยปี

            ตระกูลเหลียงเป็นชนกลุ่มน้อยในเมืองเซียงซีเพราะทำเหมืองแร่มาหลายรุ่นจึงทำให้ร่ำรวยมหาศาล ความร่ำรวยเทียบเท่ากับแคว้นแคว้นหนึ่งเลยด้วยซ้ำแต่โชคร้ายที่ในภายหลังผู้คนต่างพากันล้มตาย สุดท้ายจึงแยกย้ายกันไปทายาทโดยตรงของตระกูลเหลียงเองก็ถูกบีบให้ออกไปเช่นกัน

            ประมุขคนสุดท้ายของตระกูลเหลียงได้นำสมบัติของตระกูลทั้งหมดไปซ่อนไว้สักแห่งในเมืองเซียงซีมีเพียงทายาทรุ่นต่อไปที่หากนำกุญแจลับ “สลักกุญแจเชียนจี” ออกมา ผู้นั้นก็จะได้รับแผนที่เก็บสมบัติและสามารถใช้เป็นกุญแจในการผ่านด่านเหล่านั้นได้

            แม้ตระกูลเหลียงจะเสื่อมโทรมไปแล้วและแม้ว่าจะพบเจอปัญหาจนทำให้ล้มลง ทว่าสภาพความเป็นอยู่ก็ยังดีกว่าใครอีกหลายคนสิ่งที่ตระกูลเหลียงทิ้งเอาไว้นั้นราวกับภูเขาเงินภูเขาทอง สามารถทำให้คนผู้หนึ่งร่ำรวยขึ้นมาภายในชั่วข้ามคืนได้

            ตำนานเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เล่าต่อๆกันมาในหมู่ผู้คนเมืองเซียงซี อย่างไรก็ตาม ผู้คนในเมืองเซียงซีเคยขุดดินลึกลงไปกว่าสามฉื่อก็ไม่พบสมบัติใดๆของตระกูลเหลียง ตำนานนั้นจึงค่อยๆ เลือนรางจนหายไป ในภายหลัง ผู้คนมากมายจึงบอกว่าเรื่องเล่าเรื่องนี้เป็นเรื่องโกหก

            เมืองซูโจวอยู่ห่างจากเมืองเซียงซีไม่อาจรู้ได้เลยว่าเรื่องราวของตระกูลเหลียงร้อยปีเป็นเรื่องจริงหรือไม่

            เซียงอ๋องผู้นั้นไม่รู้ว่าทำอย่างไรถึงได้รับสลักกุญแจเชียนจีมาเขาเฟ้นหากลุ่มนักล่าสมบัติและนักพรตเคลื่อนย้ายภูเขา สุดท้ายก็สามารถค้นพบที่เก็บสมบัติของตระกูลเหลียงอีกทั้งยังค้นพบเบาะแสสำคัญสองอย่างจากกรุสมบัติ นั่นก็คือสายแร่สองสายที่เหลียงอินหาเจอ

            เงินจำนวนนั้นทำให้ในช่วงหลังเหลียงอินมีความมั่นใจขึ้นมากยิ่งไปกว่านั้น เรื่องแร่เหล็กก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ไร้เทียมทานมากทีเดียว

            เมื่อในมือมีเหล็กนั่นหมายความว่าสามารถสร้างอาวุธได้ และสามารถหล่อเลี้ยงกองทัพได้

            สมบัติของตระกูลเหลียงและสายแร่สองสายสามารถหล่อเลี้ยงความทะเยอทะยานและความปรารถนาของเหลียงอินได้เป็นอย่างดี และยังนับเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เยี่ยนเจาเจาต้องพบกับความตาย

            ไม่ว่าอย่างไรนางก็คิดไม่ถึงว่าสลักกุญแจเชียนจีที่เป็นของสำคัญขนาดนั้นสุดท้ายแล้วจะมาอยู่ในมือของบัณฑิตสาวผู้อ่อนแอในสถานศึกษาเดียวกันกับตนได้

            ความมั่งคั่งเช่นนั้นเยี่ยนเจาเจามิได้บอกว่าตนจะต้องได้รับมันมาแต่นางจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเงินทุนเบื้องหลังของเหลียงอิน

            แน่นอนว่าเยี่ยนเจาเจาไม่สามารถบอกหนานหมิงเหอเกี่ยวกับเรื่องนี้ตามตรงได้นางเปลี่ยนคำพูดแก้ต่างอย่างมีไหวพริบ บอกไปเพียงว่าตนได้ยินว่า มีสมบัติล้ำค่าที่เกี่ยวข้องกับความมั่งคั่งร่ำรวยอยู่เบื้องหลัง

            หลังจากได้ยินเรื่องนี้ในใจของหนานหมิงเหอก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้น

            หากเป็นเพียงการปั้นน้ำเป็นตัวและยังเป็นสิ่งที่ไม่อาจใช้งานได้จริง ด้วยนิสัยของเยี่ยนเจาเจา นางย่อมไม่มีทางกล่าวออกมาอย่างรอบคอบและมีท่าทีจริงจังเช่นนี้แน่นอน

            เช่นนั้นก็หมายความว่าในชาติที่แล้วของชิ้นนี้จะต้องเป็นสิ่งที่มีบทบาทเป็นอย่างยิ่ง

            ความจริงแล้วหนานหมิงเหอไม่ได้ขาดแคลนเรื่องการเงินทว่าหากเยี่ยนเจาเจาต้องการสิ่งนี้ เขาก็จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้นางได้ในสิ่งที่ต้องการ...เพราะเขารู้ดีว่าเยี่ยนเจาเจาไม่ใช่คนที่หุนหันพลันแล่นและไร้ซึ่งเหตุผลหากนี่คือเป้าหมายของนาง เช่นนั้นย่อมมีเหตุผลจำเป็นที่นางต้องได้มาอย่างแน่นอน

            “ข้าสงสัยว่า ที่เฉินฮูหยินประพฤติตัวชั่วร้ายเช่นนั้นต่อเฉินโยวหนิงมีความเป็นไปได้สูงที่ต้องการแย่งสลักกุญแจเชียนจีไป โยวหนิงมีนิสัยร่าเริงเปิดเผยกับคนที่นางไว้ใจก็จะแสดงความจริงใจออกมาข่าวที่ว่านางเป็นผู้ถือครองสลักกุญแจเชียนจี เกรงว่าตอนนี้คงแพร่กระจายออกไปแล้ว

            วันนี้มีคนกล้าลงมือกับเฉินโยวหนิงอย่างลับๆมีความเป็นไปได้สูงว่าพุ่งเป้ามาที่สลักกุญแจเชียนจีในมือของนาง ทั้งสืบเรื่องข่าวลือเกี่ยวกับขุมทรัพย์ตระกูลเหลียงในเมืองเซียงซีและต้องการสลักกุญแจเชียนจีไปไว้ในครอบครอง”

            เยี่ยนเจาเจาวางมือลงบนมือของหนานหมิงเหอทีละนิดทีละนิด พลางกล่าวสิ่งที่ตนเองคาดเดา

            หนานหมิงเหอพยักหน้า“ความคิดของข้าเป็นเช่นเดียวกับเจ้าตอนนี้ข้าได้ส่งคนออกไปสืบแล้วว่าใครเป็นผู้ลงมือวางยาพิษนาง”

            เยี่ยนเจาเจาสงสัยว่าคนผู้นี้อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับเหลียงอินแม้ว่าตอนนี้เหลียงอินจะถูกส่งตัวไปอยู่ที่จวนพักฤดูร้อนในเมืองหลวงแต่ตอนนี้ในเมืองเซียงเฉิงเกิดความวุ่นวาย เขาเป็นคนที่มีนิสัยชอบจับปลาในน้ำขุ่นไม่แน่ว่าอาจกำลังลอบวางแผนการลับอะไรบางอย่างอยู่ก็เป็นได้

            นอกจากเหลียงอินแล้วเยี่ยนเจาเจายังนึกสงสัยด้วยว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับชิงเหออ๋อง

            ยามนี้ในเมืองเซียงเฉิงดูเหมือนจะเป็นการวางหมากเดิมพันระหว่างฝูอ๋องและฮ่องเต้หญิง แต่ความจริงแล้วยังมีชิงเหออ๋องอีกหนึ่งคนที่อยู่เบื้องหลังอีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างชิงเหออ๋องและฝูอ๋องก็เป็นสิ่งที่มิอาจทำลายได้

            สมบัติที่มั่งคั่งเทียบเท่าแคว้นแคว้นหนึ่งสายแร่เหล็กสองสายที่มากพอจะเป็นกำลังอาวุธ เยี่ยนเจาเจาคิดว่าแม้แต่คนธรรมดาเกรงว่าก็อาจทำให้หวั่นไหวได้

            ตลอดเวลาที่ผ่านมาชิงเหออ๋องคิดว่าแคว้นต้าซีเป็นเหมือนหนามยอกอก กำลังทหารที่อยู่ในมือมีไม่น้อยข้างกายยังมีเหล่าที่ปรึกษามากความสามารถ ตัวเขาเองก็เป็นคนเจ้าเล่ห์ยากที่จะรับมือ

            หากเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับชิงเหออ๋องจริงก็แสดงให้เห็นว่าคนผู้นี้มีแผนการที่กว้างขวางมาก... หากสมบัติของตระกูลเหลียงและสายแร่ทั้งสองสายตกไปอยู่ในมือเขานั่นย่อมกลายเป็นดาบที่ชี้เข้าหาแคว้นต้าซีอย่างแน่นอน

            เยี่ยนเจาเจาคิดว่าหากเป็นเช่นนั้นสมบัติของตระกูลเหลียงก็เป็นสิ่งที่นางต้องได้มามันจะถือเป็นสิ่งแรกที่นางทำเพื่อแคว้นต้าซี เป็นสิ่งแรกที่นางทำเพื่อท่านแม่และท่านป้าของนาง

            ทั้งสองคนพูดคุยกันถึงเรื่องแผนการของตนคิดว่าไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการปกป้องเฉินโยวหนิง และสลักกุญแจเชียนจีที่อยู่ในมือของนางเมื่อถึงยามจำเป็นค่อยบอกเรื่องนี้ต่อนางก็มิใช่เรื่องเสียหายอะไร

            ยามที่พูดเรื่องสำคัญเช่นนี้ยากยิ่งนักที่จะตรวจสอบเวลาว่าผ่านไปเร็วเพียงใด รู้สึกราวกับแค่ชั่วพริบตาเดียวกัวซีฉือก็กลับมา และหนานหมิงเหอก็ไม่อาจอยู่ต่อนานกว่านี้ได้แล้ว

            การล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วงที่แสนคึกคักได้สิ้นสุดลงเหล่าบัณฑิตกลับมาใช้ชีวิตเช่นปกติ กลับมายังสถานศึกษาและร่ำเรียนกันอย่างจริงจังต่อไป

            ไม่นานคนของหนานหมิงเหอก็ค้นพบว่าใครเป็นผู้อยู่ใกล้ชิดเฉินโยวหนิงในวันนั้น บุคคลที่น่าสงสัยมีทั้งหมดสองคน

            เฟิงหมิงอวี้คือคนที่อยู่กับเฉินโยวหนิงในตอนนั้นส่วนคนที่สองคือบุรุษนามหลี่ฮ้วน เป็นผู้ที่เข้าร่วมสนามแข่งตีคลีและดื่มน้ำร่วมกับนาง

            เฟิงหมิงอวี้เป็นบุตรสาวของผู้บัญชาการกองเรือรบเมืองกว่างตงและกว่างซีเดิมทีนางพักร่วมกับเฉินโยวหนิง เพราะเฉินโยวหนิงสุขภาพไม่ดีจึงนอนดึกตื่นเช้านั่นทำให้เฟิงหมิงอวี้มิอาจใช้ชีวิตอย่างสงบได้ดังนั้นจึงทำให้เกิดการไม่ลงรอยกันกับเฉินโยวหนิง

            ยิ่งไปกว่านั้นเฟิงหมิงอวี้ยังมีประวัติเคยแอบค้นสิ่งของของเฉินโยวหนิงดังนั้นจึงมีความน่าสงสัยสูง

            ส่วนหลี่ฮ้วนเขาเป็นบัณฑิตชายที่เพิ่งเข้ามาในช่วงฤดูกาลนี้ รูปร่างหน้าตาธรรมดาทั่วไป เป็นประเภทที่หากหลงเข้าไปในฝูงชนก็มิอาจหาเขาเจอ

            ทว่าการตีคลีของหลี่ฮ้วนกลับทำได้ดีเลยทีเดียวเปิดเรียนได้ไม่นานแต่เขากลับสนิทกับผู้ที่ชื่นชอบการตีคลีอย่างเฉินโยวหนิงได้ บทสนทนาของทั้งสองคนก็ยังเป็นไปอย่างสนุกสนานอีกด้วย

            ในวันที่ทำการแข่งขันตีคลีเฉินโยวหนิงยังไม่ได้ทานอาหาร ใบหน้านางขาวซีดหลี่ฮ้วนรีบนำซาลาเปาของตนที่ยังไม่ได้กินสองลูกยื่นให้เฉินโยวหนิงเฉินโยวหนิงกัดไปคำหนึ่งก็มิได้กินเข้าไปอีก

            สิ่งของอื่นๆถูกตรวจสอบแล้วว่าไม่มีพิษ ดังนั้นจึงมีเพียงเฟิงหมิงอวี้ที่อาจลอบวางยาพิษหรือไม่ก็เป็นหลี่ฮ้วนที่แอบผสมอะไรบางอย่างลงในซาลาเปา

            เยี่ยนเจาเจามองตัวเลือกเพียงครู่เดียวก็กล่าวออกมาว่าต้องเป็นหลี่ฮ้วนอย่างแน่นอน

            ทว่าการมองเรื่องราวนั้นต้องมุ่งไปยังผลลัพธ์หนานหมิงเหอให้คนไปคอยจับตาดูการทานอาหารประจำวันของเฉินโยวหนิงในขณะเดียวกันก็ยังคงทำการสืบเรื่องต่อไป

            การสืบสาวครั้งนี้ได้ผลลัพธ์ออกมาว่าเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเป็นเรื่องเข้าใจผิด

            เฟิงหมิงอวี้เป็นเด็กสาวจิตใจคับแคบในคราวนั้นที่นางค้นสิ่งของของเฉินโยวหนิง เป็นเพราะนางหากำไลข้อมืออันล้ำค่าของนางไม่เจอหลังจากถามเฉินโยวหนิงไปสองประโยค เฉินโยวหนิงก็แสดงท่าทางตลกขบขันไม่ดูสถานการณ์ออกมาและมันไปเร่งความโกรธของเฟิงหมิงอวี้ให้ยิ่งปะทุนางตรงเข้าไปรื้อค้นข้าวของในหีบของเฉินโยวหนิง แต่ผลสุดท้ายก็โดนจับได้

            นางเป็นหญิงสาวตัวเล็กๆย่อมไม่กล้าวางแผนวางยาพิษเพื่อสังหารเฉินโยวหนิงอย่างแน่นอน

            มิใช่เพราะสิ่งอื่นใดหากนางต้องการสังหารเฉินโยวหนิง เหตุใดจึงต้องใช้วิธีการที่ดูโง่เขลาเช่นนี้ด้วยวิธีที่แค่มองก็รู้แล้วว่าเป็นฝีมือนาง?

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน