เยี่ยนเจาเจารู้สึกเพลิดเพลินไปกับสิ่งที่เขาเอ่ยสายตาที่มองหนานหมิงเหอเต็มไปด้วยความหลงใหล
“เช่นนั้นพี่รองสามารถเป่าเจ้าสิ่งนั้นกลางอากาศได้หรือไม่เจ้าคะ?”
เยี่ยนเจาเจาชี้นิ้วไปยังโต๊ะที่ห่างออกไปสิบก้าวบนโต๊ะมีตุ๊กตาเลี้ยงน้ำชาตัวเล็กๆ ตั้งอยู่
เห็นได้อย่างชัดเจนว่าบนนิ้วของหนานหมิงเหอไม่มีสิ่งใดอยู่ทว่าเพียงเขาสะบัดข้อมือ ตุ๊กตาเลี้ยงน้ำชาก็ล้มลง เยี่ยนเจาเจาร้อง “ว้าว” ออกมา ดวงตาทั้งสองข้างของนางเบิกกว้างเปล่งประกายระยิบระยับราวแสงพร่างพราวของดวงดาว
นางรู้สึกว่าผมของตนเกือบจะแห้งแล้วนางจึงหันกลับไปพร้อมคว้ามือของหนานหมิงเหอเอาไว้
หนานหมิงเหอปล่อยให้นางมองแต่โดยดีนางใช้มือของตนวางลงบนฝ่ามือของเขา นั่นทำให้เห็นว่ามือของหนานหมิงเหอใหญ่กว่ามือของนางหลายเท่านักที่ปลายนิ้วและฝ่ามือของหนานหมิงเหอล้วนมีผิวหนังที่หยาบกระด้าง
มือของเยี่ยนเจาเจาเรียวเล็กน่ารักละเอียดเรียบเนียน ไม่มีจุดตำหนิให้เห็นเลย
ทว่ามือของหนานหมิงเหอเต็มไปด้วยบาดแผลไม่ว่าจะเป็นบนฝ่ามือหรือบนหลังมือของเขา ทุกที่ล้วนมีร่องรอยแผลเป็น ยามปกติไม่อาจมองเห็นได้จากระยะไกลแต่วันนี้ได้จับมือเขาแล้ว เห็นเช่นนี้จึงทำให้รู้สึกตกใจยิ่งนัก
เยี่ยนเจาเจารู้สึกราวกับหัวใจโดนบีบหนานหมิงเหอเห็นดังนั้นก็บีบมือของนางแน่น เรียวคิ้วขมวดแน่นด้วยความละอายใจ เพียงชั่วครู่ก็หยุดพูดสิ่งใด
“เป็นอะไรไป”
หนานหมิงเหอวางมืออีกข้างหนึ่งลงบนเรือนผมของเยี่ยนเจาเจาแล้วลูบอย่างเบามือและนุ่มนวล
เยี่ยนเจาเจากล่าวด้วยท่าทีอ่อนล้า“รู้สึกเศร้าเจ้าค่ะ”
“เศร้าอะไรหรือ?”
หนานหมิงเหอไม่เข้าใจความคิดของเด็กสาวตัวเล็กน้ำเสียงของเขาจึงอ่อนลง มือทั้งสองข้างประคองใบหน้าของเยี่ยนเจาเจาขึ้นมา ปฏิบัติราวกับสิ่งที่อยู่ในอุ้งมือคือสมบัติที่เปี่ยมเอกลักษณ์เกินกว่าจะหาสิ่งใดเปรียบ
“...เศร้าที่ในอดีตท่านพี่ต้องพบเจอเรื่องราวมากมาย แต่ข้ากลับไม่รู้อะไรเลยแม้แต่น้อย”
เยี่ยนเจาเจาซุกใบหน้าลงบนฝ่ามือของหนานหมิงเหอ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่รู้ว่าหนานหมิงเหอต้องพบเจอกับเรื่องทุกข์ยากมามากมายเพียงใด
แต่นางไม่ได้เศร้าเพราะเรื่องนี้แต่เป็นเพราะชาติที่แล้วนางไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เลยสักนิด
พี่รองที่ปฏิบัติต่อนางเหมือนเป็นสมบัติล้ำค่าเมื่อครั้งอดีตเขามีชีวิตเช่นใดกัน?
“วันนี้ข้ามีชีวิตที่ดี นั่นถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว”
หนานหมิงเหอไอออกมาเบาๆคำพูดดูไม่เป็นธรรมชาติ บริเวณเรียวคิ้วเริ่มย้อมไปด้วยสีแดงระเรื่อเพราะคำพูดอ้อมค้อมเหล่านั้น ทำให้แม้แต่ใบหน้าก็มีสีระเรื่อไปด้วยเช่นกัน
มีหรือที่เยี่ยนเจาเจาจะไม่เข้าใจความหมายในสิ่งที่หนานหมิงเหอเอ่ย?
นางพลิกมือกลับมาบีบมือของหนานหมิงเหอแน่นกล่าวกระซิบ “หลังจากนี้ต้องดีกว่านี้แน่นอนเจ้าค่ะ”
หนานหมิงเหอหัวเราะเมื่อคิดได้ว่าเยี่ยนเจาเจาเป็นคนขี้อาย เขาจึงเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาพร้อมถามเบาๆ ว่า“เจาเจาต้องการคุยกับข้าเรื่องสลักกุญแจเชียนจีหรือ?”
สีหน้าของเยี่ยนเจาเจาเปลี่ยนเป็นจริงจังทันทีนางคิดจะยืนขึ้นแต่ก็โดนหนานหมิงเหอกดไหล่เอาไว้อย่างเบามือ “ทั้งหมดล้วนกระจ่างแล้วรอบๆ ไม่มีผู้อื่น เจ้าพูดออกมาได้เลย”
เยี่ยนเจาเจารู้สึกวางใจเล็กน้อยจากนั้นจึงเริ่มพูดคุยเรื่องสลักกุญแจเชียนจี
ความจริงแล้วนั้นเรื่องสลักกุญแจเชียนจีเป็นสิ่งที่นางรู้มาจากชาติก่อน ช่วงหลังเหลียงอินได้เข้าร่วมกับพันธมิตรที่ทรงอำนาจเป็นผู้สถาปนาตนขึ้นเป็นเซียงอ๋องเศรษฐีใหม่ผู้เรืองอำนาจ
เพราะสาเหตุนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นเศรษฐีใหม่ความร่ำรวยของเขาที่ได้มาเพียงครึ่งทาง เขาเป็นคนช่างคุยโวโอ้อวด อวดตนกับเหลียงอินอยู่หลายครั้งเยี่ยนเจาเจาเองก็เคยได้ยินเรื่องนี้
แหล่งที่มาของความมั่งคั่งนี้มาจากตระกูลเหลียงแห่งเมืองเซียงซีที่หายสาบสูญไปแล้วกว่าร้อยปี
ตระกูลเหลียงเป็นชนกลุ่มน้อยในเมืองเซียงซีเพราะทำเหมืองแร่มาหลายรุ่นจึงทำให้ร่ำรวยมหาศาล ความร่ำรวยเทียบเท่ากับแคว้นแคว้นหนึ่งเลยด้วยซ้ำแต่โชคร้ายที่ในภายหลังผู้คนต่างพากันล้มตาย สุดท้ายจึงแยกย้ายกันไปทายาทโดยตรงของตระกูลเหลียงเองก็ถูกบีบให้ออกไปเช่นกัน
ประมุขคนสุดท้ายของตระกูลเหลียงได้นำสมบัติของตระกูลทั้งหมดไปซ่อนไว้สักแห่งในเมืองเซียงซีมีเพียงทายาทรุ่นต่อไปที่หากนำกุญแจลับ “สลักกุญแจเชียนจี” ออกมา ผู้นั้นก็จะได้รับแผนที่เก็บสมบัติและสามารถใช้เป็นกุญแจในการผ่านด่านเหล่านั้นได้
แม้ตระกูลเหลียงจะเสื่อมโทรมไปแล้วและแม้ว่าจะพบเจอปัญหาจนทำให้ล้มลง ทว่าสภาพความเป็นอยู่ก็ยังดีกว่าใครอีกหลายคนสิ่งที่ตระกูลเหลียงทิ้งเอาไว้นั้นราวกับภูเขาเงินภูเขาทอง สามารถทำให้คนผู้หนึ่งร่ำรวยขึ้นมาภายในชั่วข้ามคืนได้
ตำนานเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เล่าต่อๆกันมาในหมู่ผู้คนเมืองเซียงซี อย่างไรก็ตาม ผู้คนในเมืองเซียงซีเคยขุดดินลึกลงไปกว่าสามฉื่อก็ไม่พบสมบัติใดๆของตระกูลเหลียง ตำนานนั้นจึงค่อยๆ เลือนรางจนหายไป ในภายหลัง ผู้คนมากมายจึงบอกว่าเรื่องเล่าเรื่องนี้เป็นเรื่องโกหก
เมืองซูโจวอยู่ห่างจากเมืองเซียงซีไม่อาจรู้ได้เลยว่าเรื่องราวของตระกูลเหลียงร้อยปีเป็นเรื่องจริงหรือไม่
เซียงอ๋องผู้นั้นไม่รู้ว่าทำอย่างไรถึงได้รับสลักกุญแจเชียนจีมาเขาเฟ้นหากลุ่มนักล่าสมบัติและนักพรตเคลื่อนย้ายภูเขา สุดท้ายก็สามารถค้นพบที่เก็บสมบัติของตระกูลเหลียงอีกทั้งยังค้นพบเบาะแสสำคัญสองอย่างจากกรุสมบัติ นั่นก็คือสายแร่สองสายที่เหลียงอินหาเจอ
เงินจำนวนนั้นทำให้ในช่วงหลังเหลียงอินมีความมั่นใจขึ้นมากยิ่งไปกว่านั้น เรื่องแร่เหล็กก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ไร้เทียมทานมากทีเดียว
เมื่อในมือมีเหล็กนั่นหมายความว่าสามารถสร้างอาวุธได้ และสามารถหล่อเลี้ยงกองทัพได้
สมบัติของตระกูลเหลียงและสายแร่สองสายสามารถหล่อเลี้ยงความทะเยอทะยานและความปรารถนาของเหลียงอินได้เป็นอย่างดี และยังนับเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เยี่ยนเจาเจาต้องพบกับความตาย
ไม่ว่าอย่างไรนางก็คิดไม่ถึงว่าสลักกุญแจเชียนจีที่เป็นของสำคัญขนาดนั้นสุดท้ายแล้วจะมาอยู่ในมือของบัณฑิตสาวผู้อ่อนแอในสถานศึกษาเดียวกันกับตนได้
ความมั่งคั่งเช่นนั้นเยี่ยนเจาเจามิได้บอกว่าตนจะต้องได้รับมันมาแต่นางจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเงินทุนเบื้องหลังของเหลียงอิน
แน่นอนว่าเยี่ยนเจาเจาไม่สามารถบอกหนานหมิงเหอเกี่ยวกับเรื่องนี้ตามตรงได้นางเปลี่ยนคำพูดแก้ต่างอย่างมีไหวพริบ บอกไปเพียงว่าตนได้ยินว่า มีสมบัติล้ำค่าที่เกี่ยวข้องกับความมั่งคั่งร่ำรวยอยู่เบื้องหลัง
หลังจากได้ยินเรื่องนี้ในใจของหนานหมิงเหอก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้น
หากเป็นเพียงการปั้นน้ำเป็นตัวและยังเป็นสิ่งที่ไม่อาจใช้งานได้จริง ด้วยนิสัยของเยี่ยนเจาเจา นางย่อมไม่มีทางกล่าวออกมาอย่างรอบคอบและมีท่าทีจริงจังเช่นนี้แน่นอน
เช่นนั้นก็หมายความว่าในชาติที่แล้วของชิ้นนี้จะต้องเป็นสิ่งที่มีบทบาทเป็นอย่างยิ่ง
ความจริงแล้วหนานหมิงเหอไม่ได้ขาดแคลนเรื่องการเงินทว่าหากเยี่ยนเจาเจาต้องการสิ่งนี้ เขาก็จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้นางได้ในสิ่งที่ต้องการ...เพราะเขารู้ดีว่าเยี่ยนเจาเจาไม่ใช่คนที่หุนหันพลันแล่นและไร้ซึ่งเหตุผลหากนี่คือเป้าหมายของนาง เช่นนั้นย่อมมีเหตุผลจำเป็นที่นางต้องได้มาอย่างแน่นอน
“ข้าสงสัยว่า ที่เฉินฮูหยินประพฤติตัวชั่วร้ายเช่นนั้นต่อเฉินโยวหนิงมีความเป็นไปได้สูงที่ต้องการแย่งสลักกุญแจเชียนจีไป โยวหนิงมีนิสัยร่าเริงเปิดเผยกับคนที่นางไว้ใจก็จะแสดงความจริงใจออกมาข่าวที่ว่านางเป็นผู้ถือครองสลักกุญแจเชียนจี เกรงว่าตอนนี้คงแพร่กระจายออกไปแล้ว
วันนี้มีคนกล้าลงมือกับเฉินโยวหนิงอย่างลับๆมีความเป็นไปได้สูงว่าพุ่งเป้ามาที่สลักกุญแจเชียนจีในมือของนาง ทั้งสืบเรื่องข่าวลือเกี่ยวกับขุมทรัพย์ตระกูลเหลียงในเมืองเซียงซีและต้องการสลักกุญแจเชียนจีไปไว้ในครอบครอง”
เยี่ยนเจาเจาวางมือลงบนมือของหนานหมิงเหอทีละนิดทีละนิด พลางกล่าวสิ่งที่ตนเองคาดเดา
หนานหมิงเหอพยักหน้า“ความคิดของข้าเป็นเช่นเดียวกับเจ้าตอนนี้ข้าได้ส่งคนออกไปสืบแล้วว่าใครเป็นผู้ลงมือวางยาพิษนาง”
เยี่ยนเจาเจาสงสัยว่าคนผู้นี้อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับเหลียงอินแม้ว่าตอนนี้เหลียงอินจะถูกส่งตัวไปอยู่ที่จวนพักฤดูร้อนในเมืองหลวงแต่ตอนนี้ในเมืองเซียงเฉิงเกิดความวุ่นวาย เขาเป็นคนที่มีนิสัยชอบจับปลาในน้ำขุ่นไม่แน่ว่าอาจกำลังลอบวางแผนการลับอะไรบางอย่างอยู่ก็เป็นได้
นอกจากเหลียงอินแล้วเยี่ยนเจาเจายังนึกสงสัยด้วยว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับชิงเหออ๋อง
ยามนี้ในเมืองเซียงเฉิงดูเหมือนจะเป็นการวางหมากเดิมพันระหว่างฝูอ๋องและฮ่องเต้หญิง แต่ความจริงแล้วยังมีชิงเหออ๋องอีกหนึ่งคนที่อยู่เบื้องหลังอีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างชิงเหออ๋องและฝูอ๋องก็เป็นสิ่งที่มิอาจทำลายได้
สมบัติที่มั่งคั่งเทียบเท่าแคว้นแคว้นหนึ่งสายแร่เหล็กสองสายที่มากพอจะเป็นกำลังอาวุธ เยี่ยนเจาเจาคิดว่าแม้แต่คนธรรมดาเกรงว่าก็อาจทำให้หวั่นไหวได้
ตลอดเวลาที่ผ่านมาชิงเหออ๋องคิดว่าแคว้นต้าซีเป็นเหมือนหนามยอกอก กำลังทหารที่อยู่ในมือมีไม่น้อยข้างกายยังมีเหล่าที่ปรึกษามากความสามารถ ตัวเขาเองก็เป็นคนเจ้าเล่ห์ยากที่จะรับมือ
หากเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับชิงเหออ๋องจริงก็แสดงให้เห็นว่าคนผู้นี้มีแผนการที่กว้างขวางมาก... หากสมบัติของตระกูลเหลียงและสายแร่ทั้งสองสายตกไปอยู่ในมือเขานั่นย่อมกลายเป็นดาบที่ชี้เข้าหาแคว้นต้าซีอย่างแน่นอน
เยี่ยนเจาเจาคิดว่าหากเป็นเช่นนั้นสมบัติของตระกูลเหลียงก็เป็นสิ่งที่นางต้องได้มามันจะถือเป็นสิ่งแรกที่นางทำเพื่อแคว้นต้าซี เป็นสิ่งแรกที่นางทำเพื่อท่านแม่และท่านป้าของนาง
ทั้งสองคนพูดคุยกันถึงเรื่องแผนการของตนคิดว่าไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการปกป้องเฉินโยวหนิง และสลักกุญแจเชียนจีที่อยู่ในมือของนางเมื่อถึงยามจำเป็นค่อยบอกเรื่องนี้ต่อนางก็มิใช่เรื่องเสียหายอะไร
ยามที่พูดเรื่องสำคัญเช่นนี้ยากยิ่งนักที่จะตรวจสอบเวลาว่าผ่านไปเร็วเพียงใด รู้สึกราวกับแค่ชั่วพริบตาเดียวกัวซีฉือก็กลับมา และหนานหมิงเหอก็ไม่อาจอยู่ต่อนานกว่านี้ได้แล้ว
การล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วงที่แสนคึกคักได้สิ้นสุดลงเหล่าบัณฑิตกลับมาใช้ชีวิตเช่นปกติ กลับมายังสถานศึกษาและร่ำเรียนกันอย่างจริงจังต่อไป
ไม่นานคนของหนานหมิงเหอก็ค้นพบว่าใครเป็นผู้อยู่ใกล้ชิดเฉินโยวหนิงในวันนั้น บุคคลที่น่าสงสัยมีทั้งหมดสองคน
เฟิงหมิงอวี้คือคนที่อยู่กับเฉินโยวหนิงในตอนนั้นส่วนคนที่สองคือบุรุษนามหลี่ฮ้วน เป็นผู้ที่เข้าร่วมสนามแข่งตีคลีและดื่มน้ำร่วมกับนาง
เฟิงหมิงอวี้เป็นบุตรสาวของผู้บัญชาการกองเรือรบเมืองกว่างตงและกว่างซีเดิมทีนางพักร่วมกับเฉินโยวหนิง เพราะเฉินโยวหนิงสุขภาพไม่ดีจึงนอนดึกตื่นเช้านั่นทำให้เฟิงหมิงอวี้มิอาจใช้ชีวิตอย่างสงบได้ดังนั้นจึงทำให้เกิดการไม่ลงรอยกันกับเฉินโยวหนิง
ยิ่งไปกว่านั้นเฟิงหมิงอวี้ยังมีประวัติเคยแอบค้นสิ่งของของเฉินโยวหนิงดังนั้นจึงมีความน่าสงสัยสูง
ส่วนหลี่ฮ้วนเขาเป็นบัณฑิตชายที่เพิ่งเข้ามาในช่วงฤดูกาลนี้ รูปร่างหน้าตาธรรมดาทั่วไป เป็นประเภทที่หากหลงเข้าไปในฝูงชนก็มิอาจหาเขาเจอ
ทว่าการตีคลีของหลี่ฮ้วนกลับทำได้ดีเลยทีเดียวเปิดเรียนได้ไม่นานแต่เขากลับสนิทกับผู้ที่ชื่นชอบการตีคลีอย่างเฉินโยวหนิงได้ บทสนทนาของทั้งสองคนก็ยังเป็นไปอย่างสนุกสนานอีกด้วย
ในวันที่ทำการแข่งขันตีคลีเฉินโยวหนิงยังไม่ได้ทานอาหาร ใบหน้านางขาวซีดหลี่ฮ้วนรีบนำซาลาเปาของตนที่ยังไม่ได้กินสองลูกยื่นให้เฉินโยวหนิงเฉินโยวหนิงกัดไปคำหนึ่งก็มิได้กินเข้าไปอีก
สิ่งของอื่นๆถูกตรวจสอบแล้วว่าไม่มีพิษ ดังนั้นจึงมีเพียงเฟิงหมิงอวี้ที่อาจลอบวางยาพิษหรือไม่ก็เป็นหลี่ฮ้วนที่แอบผสมอะไรบางอย่างลงในซาลาเปา
เยี่ยนเจาเจามองตัวเลือกเพียงครู่เดียวก็กล่าวออกมาว่าต้องเป็นหลี่ฮ้วนอย่างแน่นอน
ทว่าการมองเรื่องราวนั้นต้องมุ่งไปยังผลลัพธ์หนานหมิงเหอให้คนไปคอยจับตาดูการทานอาหารประจำวันของเฉินโยวหนิงในขณะเดียวกันก็ยังคงทำการสืบเรื่องต่อไป
การสืบสาวครั้งนี้ได้ผลลัพธ์ออกมาว่าเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเป็นเรื่องเข้าใจผิด
เฟิงหมิงอวี้เป็นเด็กสาวจิตใจคับแคบในคราวนั้นที่นางค้นสิ่งของของเฉินโยวหนิง เป็นเพราะนางหากำไลข้อมืออันล้ำค่าของนางไม่เจอหลังจากถามเฉินโยวหนิงไปสองประโยค เฉินโยวหนิงก็แสดงท่าทางตลกขบขันไม่ดูสถานการณ์ออกมาและมันไปเร่งความโกรธของเฟิงหมิงอวี้ให้ยิ่งปะทุนางตรงเข้าไปรื้อค้นข้าวของในหีบของเฉินโยวหนิง แต่ผลสุดท้ายก็โดนจับได้
นางเป็นหญิงสาวตัวเล็กๆย่อมไม่กล้าวางแผนวางยาพิษเพื่อสังหารเฉินโยวหนิงอย่างแน่นอน
มิใช่เพราะสิ่งอื่นใดหากนางต้องการสังหารเฉินโยวหนิง เหตุใดจึงต้องใช้วิธีการที่ดูโง่เขลาเช่นนี้ด้วยวิธีที่แค่มองก็รู้แล้วว่าเป็นฝีมือนาง?