ณ ตอนนี้นางมารลี่อิ่งยืนอยู่บนยอดเขาสูง มันคือูเาที่ได้แอบซ่อนความลับที่ยิ่งใหญ่บางอย่างของโลกใบนี้เอาไว้หรืออาจจะเป็ถึงความลับอันยิ่งใหญ่ของมหาจักรวาลนี้ไว้เลยก็ว่าได้ นางมารลี่อิ่งแอบเหม่อลอย นางยอมรับว่าคำพูดของเ้าบุรุษน่าสมเพชผู้นั้นช่างร้ายกาจ ่เวลาหนึ่งแม้เพียงสั้นๆ เพียงชั่วครู่นางก็รู้สึกหวั่นไหวและเพ้อฝันไม่น้อยไปกับคำพูดไม่กี่คำนั้นของมัน เพียงคำพูดง่ายๆ 'ข้าขอแค่ให้เ้ามีความสุขก็พอแล้ว' คำคำนี้ที่ฉินเทียนพูดมันก้องในหัวของนางมารลี่อิ่งซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย
นางมารลี่อิ่งจดจ้องมองดวงจันทร์ที่วันนี้ช่างดวงกลมโตและสวยงามเป็พิเศษยิ่งนัก ก่อนที่่เวลาหนึ่งนางจะแย้มยิ้มออกมาเล็กๆ ที่มุมปากคล้ายจะเพ้อฟันอะไรบางอย่าง
ณ ตอนนี้นางมารลี่อิ่งนางยืนรอบุรุษผู้หนึ่งที่สามหาวพูดจากับนางด้วยอุบายหมายให้สตรีลุ่มหลง นางอยากเห็นใบน่าเสียดายของบุรุษผู้นั้นใจแทบขาด นางอยากเห็นทีท่าวุ่นวายป่นสับสนเสียดายที่นางหนึจากมา หากเมื่อนางเห็นแล้วนางจะได้รู้ว่านางนั้นคิดถูก บุรุษผู้นั้นคือบุรุษมากอุบายที่ร้ายลึก
และจากนั้นนางจะได้มั่นใจว่าบุรุษตรงหน้านางผู้นั้นเป็เพียงแค่บุรุษผู้หนึ่งที่น่าชิงชั่ง ไม่ช้านางมารลี่อิ่งก็บ่นกับตัวเองเบาๆ "ช่างเถอะ ข้าจะคิดซะว่าเพราะเ้าเคยช่วยชีวิตข้าไว้ครั้งหนึ่ง เพราะแบบนั้นข้าจะให้โอกาสเ้าอีกครั้งหนึ่ง หึ ทำเป็บุรุษมีวาจาพูดป้อยอิสตรี เ้าช่างไม่ดูตัวเองเลยเ้าบุรุษซอมซ่อ..."
หากแต่เมื่อเวลาล่วงผ่านนานขึ้น นานขึ้นเรื่อยๆ นางมารลี่อิ่งก็คล้ายไม่รู้ว่าเวลาล่วงผ่านไปนานเท่าไรแล้ว หากแต่นางก็พบว่าฉินเทียนบุรุษผู้นั้นที่ช่วยชีวิตนางยังมิได้ออกจากปากถ้ำอันลึกลับนั้นเสียที นางจึงได้แต่พูดบ่น "ชินิไม่ใช่ว่าเ้าเดินสะดุจล้มตายในถ้ำหรอกรึ ตอนนี้ก็มืดมิด ไม่ใช่ว่าคลำทางออกมาไม่ได้นะ ช่างเป็บุรุษที่ไม่เอาไหนเสียจริงๆ ข้าควรจะให้โอกาสเ้าดีหรือไม่นะ ท่านปู่หนึ่งเนตรพยากรณ์ก็ช่างกะไร ไยจึงบอกเล่ากับข้าว่า ข้าจะทั้งรักทั้งหลงบุรุษแบบนี้ได้กันนะ" นางพูดบ่นพลางส่ายหัว
คำบ่นของนางมารช่างดุจสตรีที่เพ้อฝัน อาจจะเพราะนางผ่านการแก่งแย่งของบุรุษมาไม่น้อย ความรู้สึกภายในใจนางต่างก็บอกว่าบุรุษในใต้หล้าแดนดินนี้นั้น ก็มีแต่บุรุษผู้มักมากไม่จริงใจและมากมายด้วยอุบายตัญหาหมายแต่ได้เรือนกายของสตรีเช่นตัวนาง เพราะแบบนั้นหัวใจของนางจึงพลันคิดว่าบุรุษทั่วหล้าทุกคนต่างมีนิสัยสันดานไม่ต่างกัน นางได้พบเจอบุรุษมาทุกประเภททุกรูปแบบแล้วและตัวนางก็เข้าใจหัวใจและความนึกคิดของบุรุษดี และบุรุษตรงหน้านางก็คนนี้ก็คงมิต่างกัน
แม้มันจะเป็บุรุษในคำทำนายของหนึ่งเนตรพยากรณ์ว่าเป็บุรุษผู้มีวาสนากับนางก็ตาม
หนึ่งโอกาสที่นางบอกว่าจะมอบให้ฉินเทียนอีกครั้งนั้น คือความคิดแก้เผ็ดของนาง นางแอบรู้สึกหมั่นไส้เล็กๆ กับบุรุษผู้นี้ไม่น้อย ส่วนอีกส่วนก็เป็เพราะสายตาและความรู้สึกอันแปลกประหลาดที่นางไม่เคยพบเจอกับบุรุษผู้ใดมาก่อน นางยอมรับว่าสิ่งนี้ทำให้นางมีความรู้สึกประหลาด และทำให้นางเลือกที่จะยืนคอยฉินเทียนตรงนี้ เพื่อมอบโอกาสให้มันอีกครั้ง
นางปรารถนาจะรู้ว่าความรู้สึกในใจที่เกิดขึ้นนั้น ใน่ครู่หนึ่งที่ั์ตาของนางจดจ้องกับบุรุษผู้นั้นแท้จริงมันคืออะไร
.
.
.
หากแต่จวบจนแล้วจนรอดจน ณ ตอนนี้ใกล้รุ่งแล้ว นางกลับพบว่าฉินเทียนก็ยังไม่ปรากฏว่าได้ก้าวออกจากถ้ำเลย ไม่ช้านางมารลี่อิ่งก็ทนรอไม่ไหวอีกไป นางจึงโบยบินพร้อมร่ายอิทธิฤทธิ์ส่องสว่างและเข้าไปในถ้ำมืดอีกครั้งด้วยตัวเอง
นางอยากรู้นักบุรุษผู้นั้นขาหักในถ้ำหรืออย่างไร ไยจึงไม่ก้าวขาออกมาเสียที
หากแต่เมื่อนางเข้าไป นางกลับพบว่าสถานที่นี่ไม่มีผู้ใดอยู่อีกแล้ว
ในชั่วครู่หนึ่ง ความรู้สึกว่ามีบางอย่างได้แล่นแปล๊บมาที่หัวใจนาง มันคือความรู้สึกเปลี่ยวเหงา เปล่าเปลี่ยว และว้าเหว่หัวใจอย่างประหลาด
หลายวันมานี้นางรู้สึกชินกับการมีใครอีกคนไปซะแล้ว
นางมารลี่อิ่งรู้สึกตัวด้านชา ร่างกายเหนื่อยล้าหมดแรงอย่างแปลกประหลาด นางรู้ดีนี่ไม่ใช่อาการเจ็บป่วย หากแต่มันเป็เหมือนการขาดหายของอะไรสักอย่างที่สำคัญ... ที่นางก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร และนางก็ไม่คิดหาคำตอบของมันด้วย
นางสะบัดศีรษะไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนบอกกล่าวกับตัวเองในใจ '!!!ไม่ใช่ ไม่ใช่' ก่อนที่จะใช้อิทธิฤทธิ์โบยบินจากไปอย่างรวดเร็ว โดยที่ตัวนางก็ไม่รู้ว่าตัวเองนั้นปรารถนาจะไปที่ใด และไปทำอะไร คล้ายศูนย์เสียความนึกคิดไปอย่างงั้น
.
.
.
และฉินเทียนเล่า ณ ตอนนี้ตัวมันอยู่ที่ใด ฉินเทียนตอนนี้ตัวมันนอนอยู่ริมทุ่งหญ้าเปิดโล่งที่กว้างยาวสุดลูกหูลูกตาแห่งหนึ่ง ไม่ห่างไกลจากถ้ำแห่งนั้นนัก ฉินเทียนตัวมันยามนี้ปรารถนาจะัักับอากาศกลิ่นรสของธรรมชาติและโลกหล้าใบนี้ สำหรับคนอื่นฉินเทียนจากไปเพียงชั่วครู่ไม่ได้เนิ่นนานอะไร
หากแต่มีเพียงตัวมันฉินเทียนเท่านั้นที่รู้ ว่าตัวมันนั้นได้ประสบพบเจอกับอะไรมา และมันก็ช่างเนิ่นนานเหลือเกิน
บัดนี้แม้เพียงกลิ่นหญ้าเขียวก็ว่าหอม ท้องฟ้าเดือนดาราก็งดงามยิ่ง ฉินเทียนหลับตาเสพรับกับความสุขและกลิ่นอายของธรรมชาติ... เวลานี้... เพียงชั่วครู่หนึ่ง... ตัวของมันปรารถนาเพียงหยุดคิดทุกเื่ราวและหลับฝันอย่างไม่ต้องคิดอะไร
ไม่ช้าร่างกายของฉินเทียนก็ผล็อยหลับลงไปกลางทุ่งหญ้าเขียวขจีในคืนที่พระจันทร์ดวงกลมโตให้แสงสวยงาม มันเป็ความสุขสงบอันน่าแปลกประหลาดเหตุใดเพียงการหลับนอนจึงมอบสุขอันแสนแปลกประหลาดนี้ได้เล่า
อาจจะเพราะใจดวงนี้ปล่อยวาง
ไร้ปรารถนา ไร้สิ่ง้า ไม่้าแย่งชิงสิ่งใด จิตตานุภาพภายในก็ยิ่งใหญ่เกินกายนี้ไปมากมายนัก
แม้เสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ ไร้บ้านเรือนแพง ไร้สตรีเคียงกาย แต่ก็หาได้มีความหมายไม่
ฉินเทียนในตอนนี้ปรารถนาเพียงถนอมวันเวลาและความสุขจากการไร้ซึ่งสิ่งที่ต้องกังวลนี้
และแล้วราตรีก็ล่วงผ่าน ตัวมันก็หลับใหลอย่างเป็สุขยิ่ง
.
.
.
ยามเช้าอรุณรุ่ง แสงแดดยังไม่ทันสาดส่องสว่างทั่วหล้าดี
!!!กรุบๆ กรุบๆ
เสียงกรีบเท้าอาชาหลายร้อยตัวที่วิ่งบดพื้นดินดังสนั่น เศษฝุ่นผงทำให้มองเห็นได้แต่ไกล ด้านหน้าเป็กลุ่มรถม้าลากจูงเกี้ยวหลายหลัง ส่วนที่ตามมาแต่ไกลและกระชั้นชิดขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ แค่มองดูก็รู้ว่าเป็กลุ่มโจรร้าย พวกมันปิดหน้าปิดตาด้วยผ้าโผก พร้อมควบขี่ม้าอาชากล้าตามมาหลายร้อยชีวิต
ฉินเทียนที่มองดูอยู่แต่ไกลจากทุ่งหญ้าในมุมสูง มันมองเห็นเื่ราวทุกอย่างได้เป็อย่างดี
สายตาของฉินเทียนมองจ้องไปยังทั้งสองกลุ่ม ในส่วนของรถม้าลากจูงนั้น ด้วยความที่รถม้าวิ่งอย่างสุดกำลัง ม่านมุ้งของรถจึงโบกสะบัดปิดปลิวเผยให้เห็นสตรีงดงามสง่าแลดูสูงศักดิ์และบุตรของนางที่อยู่ภายใน
ดูเหมือนว่ารถม้าจูงเกี้ยวนี้จะมีสตรีสูงศักดิ์และมีฐานะยิ่งนั่งอยู่ร่วมด้วย
ไม่ช้ากลุ่มโจรที่ควบขี่ม้าตามมา เหมือนพวกมันจะเข้าใกล้ถึงตัวกลุ่มรถม้าของสตรีผู้งดงามและบุตรของนาง ใกล้ขึ้นทุกขณะ
!!!ฉึก อ๊าาา ชาก!!!ฉึก อาาาา ชาก ชิงๆๆ
ไม่ช้าก็ปรากฏเสียงคมดาบ หอกและมีดผาแทงทะลุร่างของกันและกันไปมา ฝ่ายของสตรีผู้งดงามนั้นดูเหมือนจะมีคนน้อยกว่าอยู่บ้าง หากแต่ปัญหาใหญ่ก็คือคนส่วนใหญ่ในหมู่กองรถม้าลากจูงเกี้ยวของนางนั้น ต่างดูเหมือนจะไม่ใช่ผู้ชำนาญด้านศาสตร์ในการต่อสู้ มีเพียงคนส่วนน้อยที่ดูชำนาญศาสตร์แห่งการต่อสู้ ฉินเทียนมองจ้องนับจำนวนดูอาจจะมีเพียงแค่ไม่เกินสิบชีวิตเท่านั้น ที่เป็นักรบกล้าตาย
กลุ่มคนส่วนใหญ่ในขบวนรถม้าของสตรีผู้งดงามและสูงศักดิ์ค่อยๆ มารวมตัวกันที่เกี้ยวของนาง ตีวงล้อมเป็วงกลม นักรบกล้าตายทั้งหลายก็พยายามประคองกายรักษารูปขบวนไม่ให้เสียเปรียบ หากแต่แม้จำนวนคนทั้งสองจะไม่ต่างกันมากเท่าไรนัก มีราวๆ ร้อยกว่าๆ เช่นกัน
แต่จำนวนของผู้ถืออาวุธนั้นเล่าห่างกันยิ่งนัก
ฝ่ายโจรทุกคนนั้นมีอาวุธครบมือทีท่ากระหายใคร่ในสมบัติและหญิงงามยิ่งนัก
ในไม่ช้าบุรุษผู้หนึ่งที่ดูเหมือนเป็หัวหน้านักรบของขบวนเกี้ยวของสตรีผู้งดงามก็ะโก้องเสียงดังเป็คำสั่งเป็ตาย "ฟันไท่ ฟันจิน พวกเ้าพี่น้องตามข้าอารักขาฮูหยินและนายน้อยตีฝ่าทะลวงไป ต่อให้ต้องตายก็ต้องทดแทนบุญคุณของนายท่าน"
คำพูดคำจาของบุรุษผู้นี้แสดงถึงน้ำใจ และความกตัญญูต่อผู้เป็นายยิ่งนัก สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าบ้านนี้ตระกูลนี้ของสตรีผู้งดงามนั้น เลี้ยงดูเหล่าบริวารทั้งหลายได้ดีไม่น้อย มิเช่นนั้นในห้วงเป็ตาย ข้าคนบริวารคงหลบหนีหวาดกลัวและทิ้งนางและบุตรไปหมดแล้ว
หากแต่ตอนนี้ขบวนรถม้าของนางยังคงเป็ระเบียบ แม้จะมองเห็นสายตาสั่นไหวหวาดกลัวต่อความตายในดวงเนตรของคนทั้งหลาย หากแต่พฤติกรรมของคนทั้งหลายนั้นก็ยังนับว่าน่าสรรเสริญไม่น้อย ต่างวิ่งมารายล้อมรถม้าจูงเกี้ยวของผู้เป็นายหญิงพยายามปกปิดคุ้มครองเกี้ยวรถม้าใหญ่ของผู้เป็นายหญิงไว้
บุรุษไม่มีอาวุธบ้างก็รีบหาถือไม้ ถือพลอง สตรีสาวใช้ก็มิต่างกัน หยิบจับอะไรได้มาป้องกันกาย ก็ถือเอาไว้ เกาะกลุ่มกันเหนียวแน่น
หากแต่ในห้วงเป็ตายที่ขบวนรถม้าของสตรีผู้งดงามยากจะตีฝ่าเช่นนี้
ไม่ช้าก็มีร่างร่างหนึ่งปรากฏ มันล่องลอยลงมาจากฝากฟ้าราวภูตผี แทบจะไม่มีใครรู้ตัวตนของมัน มันก้าวย่างพุ่งผ่านร่างใดศีรษะของคนผู้นั้นที่อยู่ใกล้ก็สะบัดหลุดในทันที ศพแล้ว ศพเล่าร่วงหล่นดุจใบไม้ สายโลหิตพวยพุ่งอาบชโลมไปทั่วผืนแผ่นดิน
หัวหน้าโจรเห็นภาพเช่นนี้ก็สั่นสะท้าน เกรงว่าผู้มาไม่ใช่คนธรรมดาเป็แน่ หากแต่ตัวมันก็หาใช่คนธรรมดาเช่นกัน มันรู้ตัวดีว่าเวลาแบบนี้ไม่เป็ก็ตาย
หัวหน้าโจรจับทวนแน่นก่อนที่ตัวมันจะพุ่งร่าง ไปที่ร่างภูตผีที่ไม่ทราบตัวตนของบุรุษผู้หนึ่งที่ว่องไวดุจเป็ดังเงาของภูตผี แม้หัวหน้าโจรจะไม่รู้เลยว่าผู้ที่มานี้คือผู้ใดก็ตาม
หากแต่กลางหน้าผากของหัวหน้าโจรไม่ช้าก็ปรากฏตราสัญญาลักษณ์ิญญาเป็สีเหลืองอ่อนสองจุดแต้มเป็รูปตราสัญลักษณ์ตะขาบขดตัว ส่วนลูกน้องอีกสี่คนด้านหลังมันก็ไม่ต่างกันปรากฏตราสัญญาลักษณ์ิญญาสีเหลืองอ่อนเช่นกัน ต่างกันเพียงมีหนึ่งจุดแต้มบ้าง ไร้จุดแต้มบ้าง
หากแต่เมื่อร่างภูตผีนั้นพุ่งผ่านกายพวกมันทั้งห้า หนึ่งหัวหน้าโจรและสี่ผู้ติดตาม ทั้งห้าก็มิได้แตกต่างจากคนอื่น ศีรษะหลุดจากบ่า โลหิตพวยพุ่งดุจพลุแสง กระแสโลหิตเปียกชุ่มโชลมทั่วผืนแผ่นดินอย่างรวดเร็ว
เมื่อร่างภูตผีนั้นหยุดลง
ก็เห็นเพียงบุรุษผู้หนึ่งสวมใส่เสื้อผ้าซอมซ่อ รูปร่างผอมแห้ง ดูแก่ชรายิ่งนักคล้ายคนอายุเกินร้อยปี หากแต่ั์ตาของบุรุษผู้นี้ช่างสะกดข่มผู้พบเห็นยิ่งนัก เหล่าลูกน้องโจรผู้ต่ำช้าเห็นเป็เช่นนี้ ได้แต่รอบคิดในใจ 'ท่าจะไม่ดีเสียแล้ว'
พวกมันราวกับนัดแนะกันมาอย่างดี ควบขี่อาชาหนีหายไปคนละทิศทางอย่างรวดเร็ว
ทิ้งให้หนึ่งบุรุษผู้สวมเสื้อผ้าซอมซ่อรูปร่างผอมแห้ง ที่ถือใบหญ้ายาวหนึ่งฉื่อ ที่ปลายใบหญ้านั้นยังมีคราบโลหิตไหลซึมลงมาหยดไปมาตามทางเดินของบุรุษลึกลับผู้ชรา บุรุษผู้ชราผมขาวสวมเสื้อผ้าซอมซ่อสะบัดใบหญ้าหนึ่งครั้งโลหิตที่ติดใบหญ้าก็ดีดซ่านกระเซ็นออกไป
ก่อนที่ในไม่ช้าบุรุษผู้สวมใส่เสื้อผ้าซอมซ่อสีเก่าซีดจะปลอดใบหญ้านั้นให้ปลิวลอยล่องไปในอากาศ เกิดเป็ภาพติดตาแลดูสูงส่งแก่ผู้พบเห็น
แม้แต่หัวหน้าขบวนที่เป็นักรบกล้าตายยังตกตะลึงถึงความร้ายกาจนี้ มันมองไม่ออกเลยว่าบุรุษตรงหน้ามันนั้นแข็งแกร่งและสูงส่งถึงเพียงไหน แต่อย่างน้อยๆ สิ่งหนึ่งที่ตัวมันรับรู้ แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับตราสัญญาลักษณ์สีเหลืองอ่อนสองจุดแต้ม ยังตกตายด้วยฝีมือของบุรุษผู้นี้อย่างง่ายดาย การสังหารผู้คนดุจเดินอยู่ในสวนหลังบ้านเช่นนี้
และการสังหารนี้ก็มิใช่การล่าสังหารธรรมดา หากแต่มันเป็การล่าสังหารด้วยใบหญ้าคาหนึ่งใบที่ยาวไม่เกินหนึ่งฉื่อ สิ่งนี้ต่างหากเล่าที่ทำให้บรรดาเหล่านักรบกล้าทหารแกร่งของมันตกตะลึง และก็อาจจะไม่ใช่แค่ตัวมันหัวหน้าขบวนคนเดียว หากแต่เป็ทุกผู้คนที่ได้เห็น
หัวหน้านักรบผู้รักษาขบวนรถม้ารีบไปยืนด้านหน้า ก่อนมันจะลงจากม้าโค้งคำนับแสดงความนับถือ ต่อตัวตนชายชราลึกลับ "ขอบคุณความช่วยเหลือของท่านเป็อย่างยิ่ง ร้อยชีวิตของตระกูลฟู่ติดข้างท่านเซียนแล้ว ไม่ทราบว่าผู้ต่ำต้อยจะขอทราบนามของท่านเซียนได้หรือไม่"
ฉินเทียนผู้ลงมือช่วยเหลือยิ้มๆ และตัวมันก็ไม่แปลกใจที่ถูกหัวหน้านักรบผู้รักษาขบวนเกี้ยวตรงหน้านี้เรียกว่าท่านเซียน นั่นเพราะในดินแดนแห่งนี้นั้นหากผู้ใดโบยบินได้ หรือมีตราสัญญาลักษณ์ั้แ่สีเหลืองเข้มขึ้นไป ก็มักจะถูกคนธรรมดาหรือผู้มีระดับต่ำกว่าเรียกว่าท่านเซียน คำว่าเซียนนั้นราวกับเป็คำให้เกียรติต่อผู้ฝึกตนระดับสูงของโลกใบนี้ ฉินเทียนรู้เื่เหล่านี้จากการมองย้อนไปในอดีตของลี่อิ่งนางมารผลึกโลหิตนั้นเอง
แต่พวกคนทั้งหลายเหล่านี้ก็หารู้ไม่ฉินเทียนนั้นยังเป็แค่ตราสัญลักษณ์ิญญาสีขาวจางห้าจุดแต้มเท่านั้น ถ้าหากฉินเทียนแสดงตราสัญญาลักษณ์ิญญาให้คนพวกนี้ได้เห็น คนเหล่านี้ก็คงไม่แสดงออกแบบนอบน้อมเช่นนี้ต่อมันแน่
โชคดีฉินเทียนได้ใช้แต้มบุญซื้อวิชาที่ใช้ซ่อนตราสัญญาลักษณ์ิญญาไว้แล้ว ไม่งั้นเหตุการณ์แบบนี้คงไม่เกิดขึ้น
ฉินเทียนยื่นนิ่งยืดอกทีท่าราวกับว่าตัวมันเองนั้นเป็ผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง... พร้อมปล่อยสายลมโชยปลิดปลิว โบกสะบัดผ่านร่างกายมันอย่างรู้มุม ส่งเสริมภาพลักษณ์สูงส่งไปอีกขีดขั้นหนึ่ง
ก่อนจะบอกกล่าวแนะนำตัวมันเองว่า
"ย่ำฟ้า"