ในโลกเวทมนต์ที่เต็มไปด้วยธาตุทั้ง5 คือ ไฟ น้ำ ดิน ลม และสายฟ้า ชินจิ ฮิคาริ เขาเป็อัจฉริยะที่สามารถใช้พลังจากทุกธาตุได้และธาตุต้นกำเนิดคือธาตุสายฟ้า เขาได้ยินเสียงเพลงและเสียงหัวเราะจากผู้คนรอบข้าง แต่ใจของเขากลับวุ่นวายเมื่อคิดถึงการเดินทางที่กำลังรออยู่ ชินจิและโอโตเนะ อายากิ เธอเป็เพื่อนสนิทั้แ่ยังเด็กของชินจิมีธาตุต้นกำเนิดเป็ธาตุน้ำ
ทั้งคู่เพิ่งเดินทางกลับมายังประเทศบ้านเกิดเพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัย พวกเขาหวังว่าจะได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ๆ ชินจิเป็ผู้มีพลังอันหลากหลาย มีความสามารถใช้ทุกธาตุ รวมถึงธาตุผสมที่ทรงพลัง เช่น ไฟและดิน กลายเป็ลาวา ขณะที่โอโตเนะมีความเชี่ยวชาญด้านน้ำที่อยู่ในระดับาา และมีธาตุลมในระดับศักดิ์สิทธิ์ ในโลกที่เวทมนตร์เป็สิ่งธรรมดา การใช้อำนาจที่มาจากธรรมชาติต่างๆ ถูกแบ่งออกเป็ 7 ขั้น: ขั้นต้น, ขั้นกลาง, ขั้นสูง, ขั้นศักดิ์สิทธิ์, ขั้นาา, ขั้นจักรพรรดิ, และขั้นเทพ โดยที่แต่ละขั้นมีพลังและความสามารถที่แตกต่างกันไปทั้งคู่ต่างตั้งใจจะเติบโตในเส้นทางของตน และเตรียมพร้อมสำหรับการผจญภัยครั้งใหม่ในโลกเวทมนต์.
เมื่อทั้งคู่เดินเข้าไปในมหาวิทยาลัย ชินจิรู้สึกถึงบรรยากาศที่คุ้นเคย เด็กนักเรียนที่มีพลังเวทย์จากหลากหลายอาณาจักรกำลังเรียนรู้และฝึกฝน เขาหันไปหันมาและเห็นโอโตเนะยิ้มให้เขา ทั้งคู่รู้สึกดีใจได้กลับมาในเมืองบ้านเกิดอีกครั้ง
“ชินจิ” โอโตเนะเริ่มพูด “ฉันได้ยินมาว่าจะมีการสอนเกี่ยวกับระดับพลังเวทย์ในสัปดาห์นี้ อย่าลืมว่าพลังของเราอยู่ในระดับไหนกันนะ”
“ใช่แล้ว” ชินจิพูดตอบ “ฉันอยู่ในระดับขั้นจักพรรดิทุกธาตุ และใช้ได้ทุกธาตุ ส่วนเธออยู่ในระดับาา”
“ถ้าอย่างนั้น ฉันต้องฝึกให้เต็มที่เพื่อพัฒนาทักษะเพื่อให้แซงนายแล้วหล่ะ” โอโตเนะตอบด้วยความมุ่งมั่น
ขณะที่พวกเขาเดินไปยังห้องเรียนใหม่ พวกเขาไม่รู้เลยว่าการกลับมาครั้งนี้จะนำพาพวกเขาไปสู่การผจญภัยครั้งใหญ่ในโลกเวทมนต์ที่พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน.ในห้องเรียน ชินจิและโอโตเนะพบกับเพื่อนร่วมชั้นอีกหลายคน รวมถึงมิโยะที่นั่งอยู่มุมห้องด้วยรอยยิ้มที่สดใส ทั้งสองเดินไปหามิโยะที่มีคทาเวทย์ขนาดเล็กอยู่ข้างๆ
มิโยะเป็เพื่อนสมัยเด็กของทั้ง2คนนั้น เธอมีผิวขาว ผมสีม่วง และดวงตาที่สวยงามเป็เอกลักษณ์ มิโยะเป็ผู้มีพลังเวทต้นกำเนิดเป็ธาตุลม แม้เธอจะเป็ทายาทของตระกูลที่มีพลังรักษาที่แข็งแกร่ง แต่เธอยังไม่สามารถใช้พลังได้อย่างเต็มที่เนื่องจากขาดการฝึกฝน มิโยะมีคทาเวทย์ขนาดเล็กที่ปลายมีหินพลังเวทย์สีม่วง ช่วยให้เธอควบคุมพลังรักษาได้ดียิ่งขึ้น
“มิโยะ!” ชินจิเรียก “ดีใจที่ได้เจอเธออีกครั้งนะ!”
“ฉันก็เหมือนกันค่ะ!” มิโยะตอบ พร้อมกับยิ้มอย่างมีความสุข “เมื่อไรพวกคุณจะมาฝึกเวทย์ด้วยกันเหรอ?”
“แน่นอน!” โอโตเนะตอบ “เราอยากให้เธอมาเป็ส่วนหนึ่งในการพัฒนาทักษะของเรา”
การเรียนในวันนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เมื่อครูสอนเริ่มพูดถึงระดับพลังเวทย์และการฝึกฝนของพวกเขา แต่ชินจิรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่น่าสงสัยเกิดขึ้นในโลกนี้ ไม่ใช่แค่การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองเท่านั้น แต่ยังมีภัยคุกคามที่รออยู่ในเงามืด
“เราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็อย่างไร แต่ฉันจะปกป้องพวกเธอ” ชินจิพูดขึ้น ด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เราก็จะอยู่เคียงข้างกันเสมอ” โอโตเนะและมิโยะตอบพร้อมกัน
และวันนั้นเป็จุดเริ่มต้นของการเดินทางที่พวกเขาจะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย และมิตรภาพของพวกเขาจะถูกทดสอบในโลกเวทมนต์ที่เต็มไปด้วยความลับและความท้าทายเมื่อมีข่าวลือเกี่ยวกับอาณาจักรอื่นที่กำลังวางแผนโจมตี มิตรภาพของพวกเขาจึงถูกทดสอบ ชินจิที่มีความสามารถเหนือชั้นเริ่มรู้สึกถึงภาระในการปกป้องมิโยะและโอโตเนะ ขณะที่พวกเขาเข้าร่วมการฝึกซ้อมและการต่อสู้ ชินจิมีความสามารถพิเศษในการใช้เวทมนต์โดยไม่ต้องร่ายคำร่าย ซึ่งทำให้เขาสามารถควบคุมธาตุต่างๆ ได้ทันที เช่น เมื่อใช้ธาตุดิน เขาสามารถกางมือออกและสร้างหินแหลมโจมตีศัตรูได้อย่างรวดเร็ว เทคนิคนี้ทำให้เขาโดดเด่นและมีความได้เปรียบในการต่อสู้ เพราะเขาสามารถสร้างกลยุทธ์ใหม่ๆ ได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องเสียเวลาในการร่ายเวทและมีความสามารถในการใช้พลังที่เรียกว่า "ปราณ" ซึ่งทำให้เขาเป็นักรบที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกเวทมนต์ โดยเขาสามารถใช้ได้ถึง 3 ปราณ ได้แก่ ปราณอัสนี ซึ่งทำให้เขาเคลื่อนที่เร็วมากและเสริมพลังโจมตีกายภาพ, ปราณเพลิง ที่ช่วยในการโจมตีระยะใกล้, และปราณวารี ที่เพิ่มความสามารถในการควบคุมธาตุน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เขาเป็คู่ต่อสู้ที่น่ากลัวในสนามรบ!
ในมหาวิทยาลัย ชินจิและโอโตเนะพบว่าตนถูกกลั่นแกล้งจากกลุ่มนักเรียนที่คิดว่าพวกเขาเป็เด็กใหม่ที่อ่อนแอ โอโตเนะจึงช่วยปกป้องชินจิอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ทักษะน้ำของเธอเพื่อจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น ระหว่างนี้ ชินจิสามารถใช้ความสามารถพิเศษของเขาเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ใช่เด็กใหม่ที่อ่อนแอ ทำให้กลุ่มนักเรียนเริ่มตระหนักถึงพลังและความสามารถของพวกเขา ทั้งคู่จึงเริ่มสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ
มิโยะขอให้ชินจิสอนกระบวนท่าพื้นฐานเพื่อใช้ในการป้องกันตัว โดยเขาได้สอนเธอเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวที่มีประสิทธิภาพ การใช้พลังเวทอย่างเหมาะสม และการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ชินจิอธิบายอย่างละเอียดและช่วยให้มิโยะเข้าใจถึงวิธีการใช้พลังฮีลเพื่อเสริมสร้างตัวเองในยามจำเป็ ในขณะที่ทั้งสองฝึกซ้อม ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็เริ่มเติบโตขึ้น สร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความไว้วางใจและความเข้าใจ.
โอโตเนะกล่าวกับมิโยะด้วยน้ำเสียงที่มีความเชื่อมั่นว่า "ถ้าชินจิเอาจริง หมอนี่สามารถต่อยูเาให้พังได้ง่ายๆ เลยนะ!" ความสามารถของชินจิในการใช้พลังเวทและร่างกายที่แข็งแกร่งทำให้โอโตเนะมั่นใจในศักยภาพของเขา แม้ว่าเขาจะดูเป็คนที่เข้าถึงง่าย แต่ความจริงแล้วเขาเป็ผู้ที่มีพลังเหนืุ์ ซึ่งทำให้มิโยะรู้สึกประทับใจกับชินจิมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่พวกเขาฝึกซ้อมด้วยกัน.
ในคาบเรียนวิชาทำลายหินขนาดใหญ่ด้วยพลังเวท นักเรียนแต่ละคนพยายามใช้พลังของตนเพื่อทำลายหินขนาดใหญ่ ซึ่งบางคนก็ทำได้สำเร็จ บางคนก็ไม่สามารถทำได้ ถึงคราวของโอโตเนะ เธอใช้ท่าไม้ตายของเธอพร้อมกับะโว่า “ัวารี!” ทันใดนั้น ปรากฏน้ำขนาดใหญ่เป็รูปร่างัตาสีแดงที่พุ่งเข้าหาก้อนหินอย่างรวดเร็วและทำลายมันอย่างง่ายดาย ทำให้ทุกคนตกตะลึงในความสามารถของเธอ
หลังจากโอโตเนะใช้ท่าไม้ตาย "ัวารี" ทำลายหินได้อย่างง่ายดาย เธอก็หันมาท้าทายชินจิเล็กน้อยพร้อมพูดว่า
“ชิวๆ จ้า”
สร้างบรรยากาศสนุกสนานในชั้นเรียน แต่เมื่อตาถึงมิโยะ เธอกลับทำอะไรไม่ได้มาก เธอพยายามเค้นพลังเวทออกมาและใช้พลังลมของเธอยิงออกไปแบบสุดแรงเกิด หินั์นั้นกลับมีเพียงรอยแตกเล็กๆ ทำให้มิโยะรู้สึกท้อ เมื่อทุกคนเริ่มหัวเราะเยาะมิโยะหลังจากที่เธอไม่สามารถทำลายหินได้ ชินจิรู้สึกโกรธที่เพื่อนๆ ล้อเลียนเธอ เขาก้าวไปข้างหน้าและต่อยหินทุกก้อนที่มีอยู่ถึงสิบก้อนให้แตกกระจายเป็เสี่ยงๆ ด้วยหมัดเดียว การแสดงพลังอันเหลือล้นของเขาทำให้ทุกคนในห้องตกตะลึงและเงียบลงไปทันที สถานการณ์ที่พลิกผันนี้ช่วยปกป้องมิโยะจากความอับอายหลังจากที่ชินจิโชว์พลังทำลายหินหลายก้อน เขาเผชิญหน้ากับเพื่อนร่วมชั้นและพูดอย่างเยือกเย็นแต่เด็ดขาดว่า
“ถ้าใครคิดจะแกล้งหรือรังแกมิโยะล่ะก็ ฉันไม่เก็บไว้แน่”
การประกาศอย่างชัดเจนนี้ทำให้ทั้งห้องเรียนเงียบสนิท ไม่มีใครกล้าหัวเราะหรือแกล้งมิโยะอีก ทุกคนรู้ทันทีว่าชินจิไม่ได้พูดเล่น และพวกเขาคงไม่อยากลองท้าทายเขาขณะที่ชินจิพูด “จิตสังหาร”ที่เขาปล่อยออกมาทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไป มันเป็พลังลึกลับที่สามารถปล่อยออกมาเพื่อสร้างแรงกดดันทางจิตใจ ซึ่งมักพบในผู้ที่มีความแข็งแกร่งระดับสูงเท่านั้น แรงกดดันนี้ทำให้ทั้งครูและนักเรียนในห้องรู้สึกถึงความกลัวอย่างชัดเจน ครูผู้สอนถึงกับต้องกลืนน้ำลายอย่างกังวล ขณะที่เพื่อนร่วมชั้นบางคนที่อ่อนแอ ถึงกับหมดสติไปทันทีเพราะไม่อาจทนต่อพลังของชินจิได้โอโตเนะเดินเข้ามาหาชินจิหลังจากที่เห็นเขาปล่อยจิตสังหารออกมา เธอกางมือออกแล้วทำท่าสับไปที่คอของชินจิพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงล้อเลียนว่า
"พอได้แล้ว ตาเบื๊อก!"
การกระทำนี้ของโอโตเนะทำให้บรรยากาศตึงเครียดก่อนหน้านี้คลายลงทันที เธอรู้วิธีทำให้ชินจิสงบลง และทั้งคู่หัวเราะเบา ๆ เหมือนกับว่าเป็เพียงเื่ปกติของพวกเขา ขณะที่คนอื่นในห้องยังคงรู้สึกงงงันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาเรียนเสร็จ
โอโตเนะก็พูดขึ้นมาอย่างสบายๆ ว่า
"เออ... เรายังไม่มีที่อยู่เป็หลักเป็แหล่งเลยนี่นา มิโยะเธออยู่ที่ไหนหรอ”
“หอของมหาวิทยาลัยค่ะ”
”ทำยังไงดีนะ... เอ่อ พวกฉันขออยู่ด้วยได้มั้ย?"
มิโยะพยักหน้าพร้อมตอบอย่างเรียบร้อยว่า
"ได้ค่ะ..."
แต่เธอก็แอบรู้สึกกังวลเล็กน้อย โอโตเนะจึงเสริมขึ้นพร้อมหัวเราะเบาๆ "แต่ห้องมันอยู่ได้แค่สองคนสูงสุดนี่สิ... เอาเป็ว่า ฉันเสียสละเองละกัน! เธอนอนกับชินจิแล้วกันนะ มิโยะ!" มิโยะหน้าแดงทันที ชินจิอุทานขึ้นอย่างใ
"ห้ะะะะะ! นี่เธอคิดอะไรอยู่เนี่ย โอโตเนะ!"
เขามองหน้าเธอด้วยความสงสัย ขณะที่โอโตเนะหัวเราะขำสนุกอย่างไม่มีท่าทีจริงจัง "ฉันแค่แซวเล่นน่า อย่าเกร็งขนาดนั้นสิ!" มิโยะที่ยืนอยู่ข้างๆ ชินจิ หน้าแดงและหลบตาเขาอย่างเขินอาย แต่เมื่อถึงหอพักจริง ๆ โอโตเนะเลือกที่จะอยู่ห้องข้าง ๆ คนเดียวอย่างที่เธอพูดไว้จริง ๆ ทั้งชินจิและมิโยะต่างใเล็กน้อยที่เธอไม่ได้ล้อเล่นเหมือนทุกครั้ง โอโตเนะทำตัวสบาย ๆ และหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะบอกว่า
"พวกเธอสองคนคง้าเวลาอยู่ด้วยกันบ้างล่ะสิ"
ชินจิได้แต่ถอนหายใจขณะที่มิโยะหน้าแดงอีกครั้ง ด้วยความเขินอาย แต่ในใจก็รู้สึกโล่งใจที่เธอไม่ต้องอยู่คนเดียวในที่แปลกใหม่นี้ ห้องของชินจิและมิโยะอยู่ในตำแหน่งที่สะดวกสบาย โดยห้องจะมีหน้าต่างอยู่ตรงกลางเพื่อให้แสงสว่างส่องเข้ามา และทั้งสองข้างจะเป็เตียงที่ติดกำแพง การจัดห้องแบบนี้ทำให้พวกเขารู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น อีกทั้งยังสะดวกในการพูดคุยและแบ่งปัน่เวลาต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ทั้งสองตกลงเื่การแบ่งพื้นที่ใช้สอยในห้อง เช่น ห้องน้ำและส่วนกลางที่จะใช้ร่วมกัน เพื่อให้การใช้ชีวิตในหอพักเป็ไปอย่างราบรื่นและสะดวกสบาย พวกเขาได้พูดคุยถึงความ้าและข้อตกลงต่าง ๆ เช่น เวลาที่ใช้ในห้องน้ำและการเก็บข้าวของ เพื่อให้ไม่มีปัญหาหรือความขัดแย้งในอนาคต และสร้างบรรยากาศที่ดีในชีวิตประจำวันของพวกเขาในมหาวิทยาลัยนี่ก็
“ดึกแล้วนอนเถอะมิโยะฝันดีนะ”
เมื่อมิโยะตอบกลับด้วยรอยยิ้มและกล่าวว่า
"คุณชินจิเองก็ฝันดีนะคะ"
ชินจิรู้สึกใจเต้นแรง เขาตระหนักถึงความรู้สึกที่เขามีต่อเธอมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่เขานอนอยู่บนเตียง สำนึกถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวันนั้น ทั้งความตื่นเต้นและความกังวล
เช้าวันต่อมาชินจิตื่นขึ้นมาและมองไปที่เตียงของมิโยะก็ไม่เห็นเธอแล้วเลยคิดว่าเธอไป ก่อน เลยจะเดินเข้าห้องน้ำไปเพื่อจะอาบน้ำเขาเห็นว่าประตูไม่ได้ล็อกเลยเข้าไปในห้องน้ำแต่มิโยะเธอกำลังอาบน้ำอยู่ ทั้งคู่สบตากันในขณะที่มิโยะอยู่ในห้องน้ำ ชินจิใและไม่รู้จะทำอย่างไร ขณะเดียวกันมิโยะก็รู้สึกใและหน้าแดง เธอรีบปิดม่านอาบน้ำและพูดเสียงสั่นว่า
“ชินจิ! ทำไมถึงเข้ามาได้คะ?”
ชินจิเริ่มทำตัวไม่ถูก จึงพยายามอธิบาย
“ขอโทษ! ฉันไม่รู้ว่าเธออยู่ในนี้” เขาหันหลังให้แล้วรีบออกจากห้องน้ำ แต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน “แย่แล้วเห็นหมดเลย”
มิโยะรู้สึกอายมากจนไม่รู้จะทำอย่างไร หลังจากที่ชินจิออกจากห้องน้ำ เธอพยายามทำใจให้สงบและเร่งทำธุระส่วนตัวให้เสร็จ พอเธออาบน้ำเสร็จและเดินออกจากห้องน้ำ
มองเห็นชินจิยืนอยู่ที่เตียงเขาเงียบไป ซึ่งทำให้บรรยากาศระหว่างพวกเขาอึดอัดอย่างไม่เคยเป็มาก่อนมิโยะพูดต่อว่า
"ฉันกะว่าจะอาบน้ำแต่งตัวให้เสร็จแล้วค่อยปลุกคุณ"
ทำให้ชินจิรู้สึกเขินอายอีกครั้ง เขายิ้มให้กับความตั้งใจของเธอมิโยะเดินออกไปที่ห้องนั่งเล่น และนั่งรอกับโอโตเนะให้ชินจิอาบน้ำเสร็จ ระหว่างที่ชินจิอาบน้ำในใจเขาคิดถึงเื่ราวต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ และรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ใช้เวลาอยู่กับมิโยะอีกครั้ง
ทั้งสามคนเรียนตามปกติในมหาวิทยาลัย พวกเขาได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับเวทมนตร์และการใช้พลังธาตุ ขณะเดียวกันก็สนุกสนานกับการฝึกซ้อม และการทำกิจกรรมร่วมกัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและมิตรภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างชินจิกับมิโยะที่คอยช่วยเหลือกันตลอดเวลา โอโตเนะก็มักจะทำให้บรรยากาศมีชีวิตชีวาขึ้นด้วยอารมณ์ขันขณะที่โอโตเนะและชินจิกำลังทดลองท่าประสานที่พวกเขาคิดค้นขึ้น โอโตเนะเริ่มต้นด้วยการเรียกพลังน้ำออกมาพร้อมกับชินจิที่เตรียมใช้ธาตุไฟ พวกเขามองตากันก่อนที่จะยิงพลังไปยังเป้าหมาย เมื่อพลังน้ำและไฟรวมกันเกิดเป็ะเิขนาดใหญ่ ส่งเสียงดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ สร้างความตื่นเต้นให้กับเพื่อนร่วมชั้นและทำให้พวกเขารู้สึกถึงความแข็งแกร่งและศักยภาพในการใช้พลังร่วมกันอย่างแท้จริง
“งั้นไหนๆแล้วเรามาหาท่าอื่นด้วยเลยดีมั้ย”
โอโตเนะพยักหน้าเห็นด้วยและตอบว่า "ได้ดิ! เราน่าจะลองใช้ธาตุอื่นๆ รวมกันได้อีกนะ" ทั้งสองเริ่มพูดคุยกันถึงท่าที่จะทำให้มีพลังมากขึ้นและให้มันมีประสิทธิภาพที่สุด เช่น การรวมพลังน้ำและสายฟ้าของชินจิ ซึ่งจะทำให้เกิดพายุฝนที่มีความรุนแรงมากขึ้น หรือการใช้พลังดินและไฟเพื่อสร้างลาวา โอโตเนะเริ่มสร้างพายุลมอย่างทรงพลัง ขณะที่ชินจิใช้พลังไฟของเขา พวกเขารวมพลังกันจนเกิดเป็พายุเพลิงขนาดใหญ่ที่พุ่งออกไปอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ พลังจากการร่วมมือกันของพวกเขาไม่เพียงแต่ทำให้พายุเพลิงมีขนาดใหญ่ขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีพลังทำลายล้างที่มหาศาลอีกด้วย สถานที่ฝึกซ้อมถูกเปลี่ยนเป็ทะเลเพลิงที่ลุกโชน แต่ลืมไปว่าสถานที่ซ้อมเป็มหาลัยจึงรีบใช้น้ำดับไฟทั้งคู่
ทั้งชินจิและโอโตเนะรีบใช้พลังน้ำของโอโตเนะเพื่อดับไฟที่ลุกโชนอยู่รอบตัว พวกเขาทั้งคู่ทำงานร่วมกันอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทำให้น้ำพุ่งออกมาเป็สายเพื่อควบคุมไฟให้สงบลง ก่อนที่มันจะสร้างความเสียหายเพิ่มเติมต่อมหาวิทยาลัย พวกเขาหัวเราะกันอย่างโล่งใจหลังจากที่ดับไฟได้สำเร็จ
"วันนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่า เราจะได้พักผ่อนและเตรียมตัวสำหรับการเรียนเื่การใช้อาวุธพรุ่งนี้”
วันถัดไป ทั้งสามคนมุ่งหน้าไปที่มหาวิทยาลัย โดยพวกเขามีความตื่นเต้นเกี่ยวกับการเรียนรู้การใช้อาวุธใหม่ ๆ ระหว่างทาง พวกเขาเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับทักษะที่แต่ละคนมี และสิ่งที่้าจะพัฒนาในการฝึกซ้อม รวมถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการต่อสู้และกลยุทธ์การใช้อาวุธที่จะใช้ในการฝึกซ้อม ทำให้พวกเขารู้สึกมีกำลังใจและเชื่อมั่นในการเติบโตเป็นักรบที่แข็งแกร่งมากขึ้น.
ชินจิมีอาวุธชื่อว่า "เวรุณ" ซึ่งเป็ดาบคาตานะที่สืบทอดมาจากพ่อของเขา อาวุธนี้มีความแข็งแกร่งมากจนสามารถตัดูเาได้ง่าย ๆ และสามารถเปลี่ยนรูปแบบได้ถึง 4 รูปแบบ ได้แก่:
1.คาตานะ - รูปแบบดั้งเดิมที่แข็งแกร่ง.
2.ดาบโซ่คู่ - ดาบคู่ที่เชื่อมต่อด้วยโซ่ ซึ่งสามารถยืดหยุ่นตามปริมาณพลังเวทของผู้ใช้.
3.ง้าวยาว - ง้าวที่คมมาก.
4.ธนูพลัง - ทำลายล้างสูงขึ้นอยู่กับพลังเวทของผู้ใช้.
การมีอาวุธที่หลากหลายเช่นนี้ทำให้ชินจิมีความได้เปรียบในสนามรบ! ในระหว่างที่ครูกำลังสอนให้ชินจิทดลองใช้อาวุธทั้งสี่รูปแบบเพื่อทำลายหิน ชินจิก็เริ่มจากการใช้ คาตานะ ซึ่งเขาใช้ท่าฟันที่รวดเร็ว ทำให้หินแตกออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย จากนั้นเปลี่ยนเป็ ดาบโซ่คู่ สับหินเป็ละเอียดและตามด้วย ง้าวยาว ที่เขาแทงลงไปด้วยแรงเต็มที่ จนหินแตกกระจาย สุดท้ายเขาจึงใช้ ธนูพลัง ยิงลูกธนูพลังงานที่มีความแรงทำลายล้างสูง ก้อนหินจึงะเิออก ต่อไปโอโตเนะมีอาวุธเป็คทาเวทย์ขนาดใหญ่ที่เหมาะสมกับการเป็จอมเวทย์ของเธอ คทานี้มีพลังในการเพิ่มประสิทธิภาพเวทมนต์ของเธอให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และยังช่วยให้สามารถร่ายเวทได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะเมื่อเธอ้าใช้เวทย์ที่มีพลังทำลายสูง เช่น เวทย์ัวารีที่เคยใช้ในการฝึกซ้อมเมื่อไม่นานมานี้ คทาของเธอจึงเป็เครื่องมือที่สำคัญในการต่อสู้
โอโตเนะทดสอบคทาเวทย์ของเธอโดยการร่ายเวทย์น้ำที่มีพลังทำลายสูง คทาในมือของเธอส่องแสงสีฟ้า ขณะที่เธอเรียกพลังน้ำให้ไหลออกมาและสร้างเป็ลูกน้ำขนาดใหญ่ที่พุ่งไปยังเป้าหมาย ภายในไม่กี่วินาที ลูกน้ำก็ชนเข้ากับหินก้อนใหญ่ ทำให้มันแตกกระจายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้อย่างง่ายดาย ทุกคนในห้องเรียนต่างอึ้งกับพลังของเธอ
หลังจากที่ทุกคนได้ทดลองใช้อาวุธของตัวเองเสร็จ ครูก็ให้คะแนนและคำแนะนำกับแต่ละคน โดยชินจิทำลายหินได้อย่างน่าทึ่งด้วยดาบของเขา ทำให้เพื่อนๆ รู้สึกประทับใจในพลังและทักษะของเขา โอโตเนะเองก็ทำให้หินแตกเป็เสี่ยงๆ ด้วยคทาเวทย์ของเธอ ขณะที่มิโยะรู้สึกประหม่าที่จะลองทดสอบพลังของเธอ แต่เมื่อถึงคราวของเธอ เธอก็พยายามใช้คทาและทำให้เกิดลมแรงจนเกิดเคียวลมพุ่งใส่ก้อนหินจนหินก้อนนั้นขาดเป็2ท่อน แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการฝึกของเธอ
หลังจากการฝึกซ้อม ชินจิเดินเข้าหามิโยะและยิ้มให้เธอ
"ดีมากนะมิโยะ เห็นไหม? เธอทำได้ดีมาก!" มิโยะยิ้มอย่างเขินๆ
และตอบกลับ "ขอบคุณค่ะชินจิ ฉันจะพยายามให้ดีกว่านี้!"
เมื่อทุกคนเลิกเรียนก็กลับไปที่ยังห้องพักของตัวเอง ในขณะที่ชินจิกำลังจะหลับเขารู้สึกถึงการขยับของเตียง เขาหันไปดูและพบว่ามิโยะเข้ามานอนข้างๆ เขา มิโยะพูดขึ้นเบาๆด้วยน้ำเสียงเขินอาย
"ขอบคุณนะชินจิ ที่ช่วยฉันมาตลอดวันนี้... ฉันนอนไม่หลับเลย ฉันขอนอนกับคุณหน่อยนะ”
ชินจิที่ยังใกับสิ่งที่เกิดขึ้น
มิโยะยิ้มและค่อยๆ หลับไปในค่ำคืนนั้น
เช้าวันต่อมาขณะที่พวกเขากินข้าวกันอยู่ในตอนเช้าโอโตเนะมองหน้าชินจิและมิโยะว่าทำไมพวกเขา2คนถึงทำหน้าตากันดูแปลกๆ ยิ้มให้กันทั้งวัน แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร อยู่ๆก็มีเสียงดังขึ้น ตู้ม!!!!! สนามกลางมหาวิทยาลัยอยู่ๆก็มีคนะโลงมาชายคนนั้นตัวสูงถึง3เมตรมี4แขนตัวสูงใหญ่ตัวสีม่วงเหมือนเป็อีกเผ่าในโลก
พวกเขา3คนเดินออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ชายคนนั้นพูดว่า
“ใครที่ชื่อ ชินจิ ฮิคาริ ข้าตามหามานานแล้ว”
ชินจิลังเลเล็กน้อยก่อนพูดว่า
“ฉันเองมีธุระอะไร?”
“ข้ามีนามว่า มิมีร์ เป็เผ่าปีศาจ ข้าอยากมาขอท้าสู้กับเ้า ได้ยินมานานแสนนานว่าแข็งแกร่งชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วอยากมาพิสูจน์ว่าสิ่งที่ข้าได้ยินมาเป็เื่จริงมั้ย”
ชินจิไม่อยากจะต่อสู้กับสิ่งที่ไม่จำเป็ “ถ้าฉันขอปฏิเสธล่ะ”
“ข้าจะทำลายที่แห่งนี้และฆ่าผู้คนทุกคนตรงนี้”
ประโยคนั้นทำให้ชินจิไม่มีทางเลือกจึงต้องจำใจรับคำท้าประลอง เป็เื่ที่ฮือฮามากที่ถึงแม้เื่ราวจะเกิดขึ้นไม่ถึง10นาที แต่กลับมีคนทั่วทั้งมหาวิทยาลัยมีอยู่ดูเต็มข้างสนาม
“ถ้าพร้อมแล้วข้าขอเปิดก่อนแล้วกันนะ”
สิ้นสุดประโยคภายในไม่กี่เสี้ยววินาทีอยู่ๆก็มีมือขนาดใหญ่พุ่งเข้ามาต่อยเข้าที่หน้าของชินจิ
“ใช้ได้นี่แค่ภายในเสี้ยววินาทีที่ข้าต่อยแต่กลับหลบออกไปได้อย่างรวดเร็ว”
ชินจิใช้ปราณอัสนีของเขาหลบออกมาอย่างรวดเร็ว อะไรกันเ้านี่รวดเร็วมากแถมพลังยังสูงอีกถ้าไม่ใช้ปราณอัสนีคงสลบไปแล้ว
“ถ้าเ้าคิดจะหลบอย่างเดียวข้าจะทำลายที่นี่จริงๆหล่ะนะ”
สิ้นสุดเสียงของมิมีร์ ชินจิพุ่งเข้าไปต่อยท้องโดยใช้ปราณอัสนีเต็มแรง จนเผ่าปีศาจที่ตัวใหญ่กว่าเขาหลายเท่า กระเด็นไปหลายเมตร ชินจิไม่มัวรอชักช้า พุ่งขึ้นไปบนอากาศและใช้เคียวลมโจมตีใส่ซ้ำ เคียวลมของเขารุนแรงกว่าตอนที่มิโยะใช้หลายเท่า จนมิมีร์จมลงไปใต้ดิน ชินจิเดินถอยออกมาและคิดว่าจบแล้ว
“ฮ่าๆๆๆๆฮ่าๆๆๆๆ “
เสียงหัวเราะดังขึ้นจากหลุมตรงหน้าของชินจิ
“ถ้าเ้าคิดว่าจะชนะข้าได้ด้วยพลังแค่นี้หล่ะก็คงคิดผิดแล้วหล่ะ”
ชินจิไม่ได้แปลกใจ
มิมีร์ต่อยพื้นดินแตกกระจายไปจนถึงชินจิ จนชินจิต้องะโหลบ แต่มิมีร์แอบโผล่มาอยู่ด้านหลังของชินจิ
“อะไรกัน ตอนไหน”
มิมีร์ทุบชินจิลงพื้น แต่ในระหว่างที่อยู่บนอากาศชินจิตั้งหลักได้และคิดหันกลับสวยด้วยการปล่อยพลังสวน แต่ตรงนั้นหายไปแล้ว
“ไอหนู ข้าอยู่ตรงนี้”
ชินจิหันไปทางขวาของเขา มิมีร์ยืนอยู่ห่างจากเขาประมาณ5เมตรเขาดีดนิ้วใส่ชินจิ แค่การดีดนิ้วของเขาทำให้ลมกระแทกใส่ชินจิจนกระเด็น
“ข้าไม่สนุกเลย ถ้าเ้าจะออมมือข้าขาไม่สู้ดีกว่า”
“เออ....ฉันก็อยากสนุกเหมือนกัน”
หลังจากชินจิพูดเสร็จ จิตสังหาร ของเขาปะทุขึ้นมา ผู้คนทุกคนรู้สึกได้และเกรงกลัว
“นี่สิ....สิ่งที่ข้าตามหา”
มิมีร์พูดและพุ่งเข้าไปะโถีบสองเท้าใส่ คิดว่าอย่างไรก็โดน แต่ชินจิหลบออกข้างๆและต่อยหมัดซ้ายที่คางของมิมีร์กระเด็น
“เ้าหยุดทำไม”
“ถ้าแกคิดจะสู้จริงๆที่ตรงนี้ไม่เหมาะฉันเอาจริงไม่ได้”
“ก็ได้ มาใกล้ๆข้า”
ชินจิเดินเข้าไปอยู่ข้างๆมิมีร์
“พร้อมนะ”
มิมีร์หยิบของในกระเป๋าเล็กๆที่ขา เขาหยิบก้อนหินเวทย์สีฟ้าออกมา และพวกเขาก็วาร์ปไปยังทะเลทรายที่มีูเายาวหลายร้อยเมตรอยู่ข้างหลัง
“รอบนี้ไม่มีข้ออ้างแล้วนะ”
“เออ.”
มิมีร์เริ่มโจมตีโดยการปล่อยพลังเป็คลื่นั์ที่แหวกพื้นทรายออกเป็สองฝั่ง ชินจิหลบในพริบตาแล้วพุ่งเข้าหามิมีร์อย่างรวดเร็ว ใช้ปราณอัสนีเพิ่มความเร็วและใช้ดาบของเขาและแทงใส่มิมีร์
“ในที่สุดก็ใช้ดาบได้สักทีสินะ ข้าเห็นตั้งนานแล้วว่าจะพกติดตัว”
มิมีร์ยกมือปัดการโจมตีแต่สายฟ้าที่แฝงในดาบนั้นช็อตทะลุผ่านมือมิมีร์ ชินจิใช้โอกาสนั้นแทงดาบตรงไปที่ท้องของมิมีร์ แต่ปีศาจใหญ่ใช้มือปัดดาบและเตะชินจิจนกระเด็นไกล
มิมีร์ไม่ยอมให้ชินจิได้พัก จึงโจมตีต่อด้วยหมัดที่เสริมพลังเวทย์เข้มข้น ชินจิตั้งรับด้วยปราณอัสนี และต่อยสวนกลับด้วยพลังเต็มแรง ทำให้เกิดแรงปะทะจนพื้นที่รอบๆ ะเื ทั้งคู่กระเด็นออกมา
"นี่มันชักสนุกแล้ว!"

มิมีร์พูดพร้อมะโขึ้นไปกลางอากาศแล้วพุ่งลงมาด้วยหมัดขนาดั์ ชินจิรู้ว่าการปะทะตรงๆ ไม่ได้ผลจึงหลบไปด้านข้างแล้วเรียกสายลมเข้ามาพร้อมสร้างคลื่นพายุที่รวมปราณอัสนีเข้าไปด้วย ทำให้เกิดพายุสายฟ้าขนาดใหญ่กวาดทุกอย่างตรงหน้า
มิมีร์โดนพายุสายฟ้าดูดเข้าไปเต็มๆ แต่กลับหัวเราะลั่น
"ดี! พลังของเ้าสมคำล่ำลือจริงๆ!"
ชินจิไม่รอให้มิมีร์ตั้งหลักใหม่ ใช้ปราณเพลิงปล่อยไฟเข้าไปกลายเป็พายุเพลิงขนาดใหญ่
“ไม่มีเวลาเล่นแล้ว”
ชินจิพุ่งออกมาจากตรงนั้นหลายร้อยเมตรเพื่อเช็คผู้คนรอบข้างว่าแถวนี้ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ จึงจะใช้ท่าไม้ตายที่รุนแรงที่สุดของเขา เขากางมือออก2ข้าง มือซ้ายกางนิ้วออกไว้ข้างหน้า มือขวาไว้ข้างหลัง ทำท่าเหมือนดีดหนังสติ๊ก แต่เป็ลูกศรเปลวไฟที่ร้อนละอุอย่างมาก จนพื้นดินและหินแถวนั้นละลาย เสื้อและผ้าคลุมของเขาขาดออก
ก่อนจะพูดว่า
“ฟูกะ”
เค้ายิงไปที่พายุนั้นเกิดเป็ะเิขนาดใหญ่ทำลายพื้นที่โดยรอบหลายกิโลมองขึ้นบนฟ้าจะเห็นไฟสูงขึ้นไปหลายร้อยเมตรเสียงดังกึกก้อง ะเินั้นถ้าอยู่ในเมืองล่ะก็สามารถเปลี่ยนภูมิประเทศได้เลย
หลังจากการะเิครั้งใหญ่และซากของมิมีร์ถูกเผาไหม้จนแทบไม่เหลือ แต่แล้วกลับเกิดเสียงหัวเราะดังขึ้นจากเถ้าถ่านที่กระจายอยู่รอบๆ ร่างของมิมีร์ที่ดูเหมือนจะพินาศไปแล้วเริ่มฟื้นฟูกลับมาอย่างช้าๆ
“ข้าพอใจแล้วล่ะ ที่ได้เห็นของจริง ที่ข้าได้ยินมาเหมือนเ้าจะอยู่ในขั้นจักรพพรดิ แต่พลังเมื่อครู่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับขั้นเทพเลยแถมยังไม่ต้องร่ายอีก ข้าขอยอมรับจากตำนานสู่อีก1ตำนาน”
“ฉันคิดไว้อยู่แล้วว่าชื่อ ท่านคุ้นๆ มิมีร์ จอมมารกองทัพปีศาจะ”
“ข้าได้เห็นสิ่งที่อยากเจอแล้ว ข้าจะยอมจากไปอย่างโดยดี มาหาข้าสิข้าจะพากลับไปที่มหาวิทยาลัยของเ้า”
มิมีร์พาชินจิกลับไปส่ง
“ชินจิ”
มิโยะะโเรียกด้วยเสียงที่เป็ห่วง เธอวิ่งไปกอดคอของชินจิและร้องไห้
“ไม่เป็ไรนะมิโยะฉันปลอดภัยดี”
“ข้ามิมีร์ จอมมารกองทัพปีศาจะ จะจากไปอย่างสันติโดยจะไม่ทำร้ายใคร ข้าขอยกย่องให้เ้า ชินจิ ฮิคาริ เป็ผู้กล้ามีไม่กี่คนที่สู้กับข้าแล้วรอดชีวิต ข้าไปล่ะ”
ผ่านไป1สัปดาห์หลังจากมีชินจิปกป้องมหาวิทยาลัยจากมิมีร์ ชื่อเสียงของชินจิก็ได้โด่งดังขึ้นเป็อย่างมากว่า ได้การยอมรับจากจอมมารบ้าง ต่อสู้ชนะจอมมารบ้าง เป็ผู้กล้าบอก ทำให้่นี้ไม่มีคนคุยกับพวกชินจิเลย
“นายว่า่นี้แปลกๆปะ” โอโตเนะถามชินจิขณะพวกเขา3คนกินข้าวเช้าอยู่ที่โรงอาหาร
“ก็คงปกติแหละ จู่ๆมีนักเรียนที่พึ่งเข้าใหม่ได้เกือบๆเดือนสู้กับจอมมารกองทัพปีศาจแล้วรอดชีวิต”
“แล้วทำไมคุณชินจิถึงเสื้อขาดขนาดนั้นล่ะคะ?”
“อ๋อ พลังฉันเองหน่ะ ท่าไม้ตายฉันมันร้อนเกินไปหน่อยแต่ยังดีที่กางเกงไม่ขาดฮ่าๆๆๆ ฮ่าๆๆๆ”
และทั้ง3คนก็นั่งหัวเราะกันอย่างสนิทสนมจนกินข้าวเสร็จพร้อมขึ้นเรียนคาบแรก
“เอาล่ะ...ทุกคนวันนี้จะมีนักเรียนใหม่มาเรียนนะเป็คนที่น่าจะคุ้นหน้ากันดี......เข้ามาได้”
เสียงหัวเราะดังลั่นอย่างที่คุ้นเคย