ห่างออกไปจากค่ายพักแรมท่ามกลางเนินทรายที่มืดมิดมีเพียงแสงจันทร์สลัวที่ส่องกระทบผืนทราย มนัสวียังคงเดินกอดอกแน่นลมหนาวพัดมากระทบผิวกายจนเธอสั่นสะท้านแต่ไฟในใจกลับร้อนรุ่มจนแทบจะเผาไหม้ทะเลทรายได้ทั้งผืน
หมับ!
มือหนาแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็กคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางของเธอจากทางด้านหลังออกแรงกระตุกเพียงนิดเดียวร่างเล็กที่กำลังก้าวเดินอย่างไม่ระวังก็ปลิวหวือเข้าไปปะทะกับแผ่นอกกว้างที่คุ้นเคย
“จะเดินหนีไปถึงไหน แคลทะเลทรายตอนกลางคืนมันอันตรายนะ คุณลืมไปแล้วหรือไง”เสียงทุ้มพร่าดุกรุ่นอยู่เหนือศีรษะ
“ปล่อยฉันนะ!”มนัสวีตวาดแหว พยายามสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม
“คุณตามฉันมาทำไม!ทำไมไม่กลับไปหาแม่บรรณาการชุดแดงของคุณล่ะ! สวยหยาดเยิ้มขนาดนั้น”
“หึงหรือไง?” อัมรันไม่ปล่อยแต่กลับรวบเอวบางของเธอเข้ามากอดแนบชิดจนไม่มีช่องว่างระหว่างกันแววตาคมกริบของเขาพราวระยับไปด้วยความพึงพอใจ
“ใครหึง!ฉันไม่ได้หึง!” หญิงสาวเถียงคอเป็เอ็น ใบหน้าหวานเชิดขึ้นอย่างดื้อรั้นทั้งที่พวงแก้มแดงจัดจนลามไปถึงใบหู
“ฉันก็แค่...แค่รำคาญ! รำคาญที่ต้องมานั่งดูคนอี๋อ๋อกัน ฉัน้าความสงบของฉันต่างหากปล่อยนะคุณราม!”
คำว่ารามที่หลุดออกจากปากเธอเวลาที่เธอกำลังโมโหช่างฟังดูน่ารักน่าชังในความรู้สึกของอัมรันเขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกันลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวหน้าของกันและกัน
“ถ้าไม่ได้หึงแล้วทำไมตาแดงๆ เหมือนคนจะร้องไห้ล่ะ แมวน้อย?” เขาถามเสียงนุ่มละมุนมือข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นมาประคองพวงแก้มเนียนอย่างทะนุถนอมนิ้วโป้งเกลี่ยหยาดน้ำตาที่หางตาของเธอออกอย่างแ่เบาััที่อ่อนโยนนั้นทำเอากำแพงความโกรธของมนัสวีพังทลายลงมาในพริบตา
“ก็คุณ...คุณเอาแต่นิ่ง...” เธอพูดเสียงอู้อี้ ก้มหน้าหลบสายตาทรงเสน่ห์คู่นั้นความน้อยใจเอ่อล้นออกมาจนปิดไม่มิด
“คุณบอกว่าจะปกป้องฉันคุณเรียกฉันว่าแคล แต่พอมีผู้หญิงสวยๆ มาเสนอตัวให้ คุณกลับปล่อยให้เขาจับแขนแล้วก็มองเขาตาไม่กะพริบ... ฉันคิดว่าคุณ... คุณคงชอบแบบนั้น”
เสียงของเธอขาดหายไปเมื่อปลายนิ้วหยาบกร้านของอัมรันเชยคางเธอให้เงยขึ้นมาสบตากับเขาั์ตาสีดำสนิทของชีคหนุ่มบัดนี้ไม่มีแววหยอกล้ออีกต่อไปมีเพียงความจริงจังและลึกซึ้งที่พร้อมจะแผดเผาหัวใจของเธอให้หลอมละลาย
“ที่ผมนิ่งเพราะผมอยากรู้ว่าผู้หญิงดื้อรั้นปากแข็งอย่างคุณจะมีปฏิกิริยายังไงเวลาที่มีคนอื่นมาเข้าใกล้ผม” เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“และที่ผมมองก็เพื่อจะรอดูว่าคุณจะทนได้นานแค่ไหน ซึ่งผลลัพธ์ก็เป็ที่น่าพอใจมากเพราะมันพิสูจน์ให้ผมเห็นว่าคุณเองก็แคร์ผมไม่ต่างจากที่ผมแคร์คุณ”
หัวใจของมนัสวีเต้นกระหน่ำรัวราวกับจังหวะรัวกลองเมื่อครู่คำสารภาพที่ตรงไปตรงมาของเขาทำให้เธอทำตัวไม่ถูก
“คุณนี่มัน จอมบงการเ้าเล่ห์ นิสัยไม่ดีที่สุดเลย!” เธอทุบกำปั้นลงบนอกแกร่งของเขาเบาๆแต่ไม่ได้มีแรงขัดขืนแต่อย่างใด
อัมรันรวบมือเล็กทั้งสองข้างของเธอมากุมไว้แนบอกซ้ายตำแหน่งที่หัวใจของเขากำลังเต้นแรงไม่แพ้กัน
“ผมอาจจะร้ายกาจกับคนทั้งโลกแต่กับคุณ ผมยอมจำนนั้แ่ครั้งแรกที่คุณเดินชนผมที่สนามบินแล้ว แคล” เขาเอ่ยเสียงพร่าสายตาจับจ้องไปที่ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อของเธออย่างไม่ลดละ
“ผมบอกแล้วไงว่าผมมีคุณเป็คนพิเศษเพียงคนเดียวและตอนนี้ผมก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ผมจะรับบรรณาการที่แท้จริงของผมเสียที”
“บรรณาการอะไรของ ใค..ร”
ยังไม่ทันที่มนัสวีจะเอ่ยถามจบประโยคริมฝีปากหยักลึกของชีคหนุ่มก็ทาบทับลงมาบนกลีบปากนุ่มของเธออย่างรวดเร็วและดูดดื่มจูบที่เต็มไปด้วยความเรียกร้อง โหยหา
ดวงตาของมนัสวีเบิกกว้างด้วยความใในวินาทีแรกร่างกายของเธอแข็งทื่อ แต่เมื่อััได้ถึงความอบอุ่นและความนุ่มนวลที่เขามอบให้ความดื้อรั้นทั้งหมดก็มลายหายไปสิ้น เธอค่อยๆ หลับตาลง ปล่อยให้หัวใจนำทางและเผยอปากตอบรับััอันวาบหวามนั้นอย่างเก้ๆ กังๆ มือบางที่เคยทุบตีเขาค่อยๆเลื่อนขึ้นไปโอบรอบลำคอแกร่งโดยไม่รู้ตัว
อัมรันครางในลำคอด้วยความพึงพอใจเขากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น บดเบียดริมฝีปากเคล้าคลึงหยอกเย้ารสชาติความหวานของชามินต์ที่เธอดื่มผสมผสานกับรสััที่ร้อนแรงของเขาท่ามกลางแสงจันทร์และความเหน็บหนาวของทะเลทรายร่างกายของคนทั้งสองกลับหลอมรวมกันด้วยความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปถึงจิติญญา
เขาถอนจูบออกอย่างอ้อยอิ่งปล่อยให้เธอได้กอบโกยอากาศเข้าปอด หน้าผากของทั้งสองยังคงแนบชิดกันลมหายใจหอบกระเส่าประสานเป็จังหวะเดียวกัน
“จำไว้ แคล...”อัมรันกระซิบชิดริมฝีปากที่บวมเจ่อของเธอั์ตาของเขาเต็มไปด้วยแรงปรารถนาและความหวงแหน
“ต่อจากนี้ไปคุณคือผู้หญิงของผม และผมจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาแตะต้องหรือพรากคุณไปจากผมเด็ดขาด ไม่เว้นแม้แต่ความดื้อรั้นของคุณเอง”
มนัสวีหน้าแดงซ่านจนถึงขีดสุดเธอซุกใบหน้าลงกับแผ่นอกกว้างเพื่อซ่อนความเขินอายหัวใจที่เคยอ้างว้างของนักเขียนสาวที่มักจะสร้างพระเอกในอุดมคติผ่านตัวอักษรบัดนี้ได้ค้นพบพระเอกในชีวิตจริงที่ปกป้องเธอได้ยิ่งกว่าตัวละครใดๆที่เธอเคยจินตนาการไว้
******************************
ทว่า...ท่ามกลางความหวานชื่นและคำสัญญารักที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางโอเอซิสซัคคารา ในเงามืดของสันเนินทรายที่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร...
ดวงตาสะท้อนแสงจันทร์คู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียมและกระหายเืกำลังจับจ้องมองภาพของหนุ่มสาวทั้งสองผ่านกล้องส่องทางไกล
“ท่านชีคผู้ยิ่งใหญ่ทิ้งการคุ้มกันออกมาพลอดรักกับเหยื่อของเราถึงกลางทะเลทราย...”เสียงแหบพร่าของสมุนกองโจรจาร์กัลหัวเราะในลำคอ รอยแผลเป็บนใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความสะใจ
“นกน้อยตัวนี้ทำให้ราชสีห์หลงกลจนได้ส่งสัญญาณไปบอกนายใหญ่จาร์กัล คืนพรุ่งนี้ เราจะบุกชิงตัวผู้หญิงคนนั้นและปิดบัญชีแค้นกับไอ้ชีคอัมรันไปพร้อมๆ กัน!”
******************************
บรื้นนนน!
เสียงเครื่องยนต์ทรงพลังของรถออฟโรดขับเคลื่อนสี่ล้อดังกระหึ่มขบวนรถเคลื่อนตัวออกจากโอเอซิสั้แ่เช้าตรู่ แสงอาทิตย์ยามสางยังไม่แรงนักแต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้เห็นผืนทรายเบื้องหน้าที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ดูลึกลับกว้างใหญ่ และพร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งเข้าไปในความเงียบงัน
มนัสวีนั่งประจำที่อยู่ข้างอัมรันในรถออฟโรดคันหน้าสุดคราวนี้เธอนั่งนิ่งและเรียบร้อยกว่าทุกครั้งบรรยากาศภายในรถเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดมันไม่ใช่ความอึดอัดที่เกิดจากความระแวงและไม่ไว้ใจกันเหมือนวันแรกๆแต่เป็ความเงียบที่ผ่อนคลาย ทว่าแฝงไปด้วยความขัดเขินที่ทำให้อุณหภูมิในรถดูจะสูงขึ้นแปลกๆ
“เมื่อคืนนอนหลับไหม”เสียงทุ้มต่ำของอัมรันทำลายความเงียบขึ้นเบาๆ เขาถามโดยไม่หันมามองมือยังคงประคองพวงมาลัยรถบังคับทิศทางไปบนเนินทรายอย่างชำนาญแต่แววตาที่สะท้อนในกระจกมองหลังนั้นนิ่ง ลึกซึ้ง และคอยจับสังเกตเธออยู่ตลอดเวลา
“หลับค่ะ...แต่ไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่ สงสัยอากาศมันเปลี่ยนเร็วไปมั้งคะ” มนัสวีตอบตามความจริงเธอเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง เลี่ยงที่จะสบตาเขาตรงๆเมื่อภาพจูบอันเร่าร้อนเมื่อคืนแวบเข้ามาในสมองเป็ระลอกๆ
“มันจะเปลี่ยนเร็วกว่านี้อีก”อัมรันเปรยสั้นๆ พร้อมรอยยิ้มลึกลับที่มุมปาก
จนกระทั่งขบวนรถหยุดพักกลางทางเพื่อเช็กสภาพเครื่องยนต์และความร้อนท่ามกลางเนินทรายมหาศาลที่ไร้ร่องรอยของสิ่งมีชีวิตมนัสวีก้าวลงจากรถพร้อมกับััความร้อนของผืนทรายที่เริ่มแทรกซึมผ่านรองเท้าบูทหนังของเธอเธอหมุนตัวมองไปรอบๆ เห็นเพียงคลื่นทรายสีเหลืองทองระยิบระยับและท้องฟ้าสีครามจัดที่กว้างใหญ่จนตัวเองดูเหลือตัวนิดเดียว
“มันเงียบจังเลยค่ะ...เงียบจนดูเคว้งควางเลย” เธอพึมพำกับตัวเอง
“นี่แหละคือทะเลทรายที่แท้จริง”อัมรันเดินเข้ามายืนซ้อนข้างหลังเธอช้าๆร่างสูงใหญ่ของเขาบดบังแสงแดดจ้าอันร้อนแรงให้เธอโดยที่เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่มันกลับทำให้มนัสวีรู้สึกถึงความเอาใจใส่
“ไม่มีเสียงรบกวนไม่มีโลกภายนอก มีแค่พื้นทราย ลม ความว่างเปล่า และเรา”
มนัสวีหันกลับมาสบตาเขาในระยะประชิดความเป็กันเองและกำแพงที่ทลายลงเมื่อคืนทำให้เธอรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก“คุณเคยอยู่คนเดียวท่ามกลางความเงียบแบบนี้ไหมคะ ราม?” เธอถามเบาๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอยากรู้ในตัวตนของชายหนุ่มตรงหน้า
อัมรันนิ่งไปนิดสายตาของเขาคมปลาบมองข้ามไหล่เธอไปไกลแสนไกล ราวกับกำลังย้อนนึกไปถึงอดีตที่ผ่านมา
“ผมอยู่ท่ามกลางคนเป็พันมาทั้งชีวิตแคลพ่อกับแม่ผมยังอยู่ ท่านคาดหวังให้ผมเป็ทุกอย่าง ยกเว้นการเป็ตัวเองทุกย่างก้าวของผมถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า มีกำแพงวังหนาแน่นคอยปกป้องแต่มันก็ขังผมไว้ข้างในด้วย ข้างในที่เงียบเหมือนทะเลทรายตอนเที่ยงคืนนั่นแหละ”
คำตอบนั้นทำให้สายตาของมนัสวีเปลี่ยนไปทันทีความดื้อรั้นสะบัดสะบิ้งที่เคยมีมลายหายไปเหลือเพียงความเห็นใจที่ซึมลึกเข้าสู่หัวใจ
“ฉันพอจะเข้าใจค่ะแม้เหตุผลเราจะต่างกัน” นักเขียนสาวทอดสายตามองผืนทราย
“หลังจากเสียคุณพ่อคุณแม่ไปโลกของฉันก็ดูเหมือนจะกว้างเกินไปจนน่ากลัว ฉันเลยต้องพยายามเขียนโลกในนิยายขึ้นมาเพื่อสร้างกำแพงให้ตัวเองและเพื่อให้ตัวเองไม่รู้สึกอ้างว้างจนเกินไป”
ลมทะเลทรายพัดผ่านเบาๆพาเอาเศษทรายเม็ดละเอียดปลิวว่อน แต่มันกลับเหมือนพัดเอากำแพงบางๆที่ต่างคนต่างสร้างขึ้นมานานนับปีให้พังทลายลงไปจนหมดสิ้นเหลือเพียงเนื้อแท้ของหัวใจสองดวงที่สะท้อนเข้าหากัน
“แล้วตอนนี้ล่ะคะคุณยังรู้สึกว่ามันเงียบอยู่หรือเปล่า?” มนัสวีถามคำถามที่สั่นคลอนหัวใจที่สุด
อัมรันก้มลงมองเธอด้วยสายตาที่ลุ่มลึกและมั่นคงหนักแน่น
“ตอนนี้ผมโตขึ้นความเป็ผู้นำของผมก็มากขึ้น มันทำให้ผมได้ออกมาเป็ตัวของตัวเองมากขึ้นผมไม่ต้องหลบหลังกำแพงวังอีกต่อไปแล้ว และยิ่งมีคุณอยู่ตรงนี้ทะเลทรายที่เคยเงียบเหงาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”
คำตอบเรียบง่ายแต่แฝงความนัยชัดเจนนั้นทำให้มนัสวีรู้สึกร้อนผ่าวที่แก้มคราวนี้เธอไม่ได้แกล้งประชดหรือเถียงคำไม่ตกฟากเหมือนเคย แต่กลับส่งยิ้มบางๆที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นให้เขาแทน