เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เล่มที่ 4 บทที่ 98 เตรียมการผลิตในปริมาณมาก


             “เสี่ยวหมี่คิดได้รอบคอบจริงๆ ถึงแม้ช่วงนี้แต่ละครอบครัวจะสุขสบายขึ้นมากแล้ว แต่จะให้เอาเงินจำนวนหลายสิบตำลึงออกมาก็ยังไม่ได้หรอก”

             “นั่นสิ รอจนผักพวกนั้นขายออกแล้ว เราก็ค่อยคืนเงินที่เสี่ยวหมี่ออกไปก่อนนี้เป็นอันดับแรก”

             ทุกคนต่างพากันตอบรับ นายท่านเฝิงเอ่ย “การเพาะปลูกนั้นปกติก็ต้องดูว่าสวรรค์สนับสนุนหรือไม่ แต่เสี่ยวหมี่ช่วยเหลือทุกคนเช่นนี้ ทุกคนก็ต้องสำนึกในบุญคุณ ต่อให้การเพาะปลูกครั้งนี้ไม่ได้กำไร ปีหน้าเมื่อขายหนังสัตว์ได้ก็ต้องคืนเงินต้นเสี่ยวหมี่ให้ได้”

             “ขอรับ นายท่านเฝิง”

             ทุกคนย่อมไม่ปฏิเสธ พวกนายพรานต่างมีนิสัยตรงไปตรงมา หากว่ามีบุญคุณก็ย่อมต้องทดแทน มีแค้นต้องชำระ การที่เสี่ยวหมี่ช่วยให้ทุกคนหาเงินได้เช่นนี้ พวกเขาจะเห็นมันเป็นเรื่องธรรมดาแล้วไม่ใส่ใจจนปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่ตอบแทนไม่ได้

             บิดาลู่ไม่สนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เมื่อได้ยินบรรดานายพรานปรึกษากัน เขาก็หันมาบอกเสี่ยวหมี่ให้เตรียมอาหารเย็น จากนั้นก็มุดกลับเข้าไปในห้องเพื่อต่อสู้กับตำราเหล่านั้นต่อ

             เสี่ยวหมี่รู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกกับการกระทำของบิดา จึงทำได้เพียงเรียกเฝิงเจี่ยนที่ไม่รู้กำลังเขียนอะไรอยู่ในห้องให้ออกมาช่วยรับแขก 

             ท่านป้าเจียงมาช่วยงานที่สกุลลู่ได้พักหนึ่งแล้ว ถึงแม้เวลาทำกับข้าวจะยังไม่กล้าใส่น้ำมัน เวลาหั่นเนื้อก็บางบ้างหนาบ้าง แต่อาหารหลักๆ ของเสี่ยวหมี่นางได้เรียนรู้จนหมดแล้ว

             มีนางคอยช่วย เสี่ยวหมี่จัดเลี้ยงอาหารก็ง่ายขึ้นมาก เพียงไม่นานกับข้าวแปดอย่าง บวกกับยำหัวไชเท้าใส่ลูกชิ้นก็ถูกยกขึ้นโต๊ะ

             ชาวบ้านในหมู่บ้านเขาหมีต่างมีข้าวโพดกินกันที่บ้าน ไม่ขาดแคลนเสบียงอาหาร หลังจากล่าสัตว์เอาไปขายก็หารายได้เพิ่มเข้ากระเป๋าครอบครัว อาจไม่ถึงขั้นร่ำรวย แต่อย่างน้อยก็มีเงินเหลือเพียงพอ

             แน่นอนว่ายามกินอาหาร พวกชาวบ้านก็ไม่ได้ตะกละตะกรามเหมือนเมื่อก่อนแล้ว รักษามารยาทกันขึ้นมาก

             ต่างกับโต๊ะเล็กในห้องครัว ซูอีและเกาเหรินกินข้าวขาวพูนถ้วยกับผัดกระดูกหมูและลูกชิ้นเนื้ออย่างเอร็ดอร่อยเป็นที่สุด

             ตอนที่เสี่ยวหมี่เข้ามาเติมกับข้าวเห็นพวกเขากินกันราวกับอดอยากปากแห้ง ก็เคาะศีรษะรายคน แต่สุดท้ายก็ตักหมูเติมให้พวกเขา

             รอจนงานเลี้ยงอาหารที่เรือนหน้าจบลง ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ข่าวใหญ่ก็แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านเขาหมี

             บรรดาชาวบ้านต่างโห่ร้องด้วยความยินดี เพราะเพิงผักของเสี่ยวหมี่ทำเงินมหาศาลในฤดูหนาวปีก่อน ทำให้ทุกคนต่างอิจฉา ยามนี้บ้านตัวเองก็สามารถเพาะปลูกแบบนั้นได้เช่นกัน จะไม่คาดหวังรอคอยด้วยความตื่นเต้นได้อย่างไร

             ดังนั้นเช้าวันรุ่งขึ้น ยังไม่รอให้พระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า ทุกคนก็ตื่นขึ้นมาท้าลมหนาวกันแล้ว

             เรือนกระจกแห่งแรกแน่นอนว่าต้องเป็นของสกุลลู่

             เสี่ยวหมี่เลือกพื้นที่บริเวณที่เคยใช้ปลูกข้าว หลักจากเก็บเกี่ยวต้นข้าวไปหมดแล้ว ยามนี้จึงมีพื้นที่โล่งว่างที่เหมาะแก่การเพาะปลูกเป็นอย่างยิ่ง

             บุรุษกำยำจากสิบแปดครอบครัวต่างมารวมตัวกัน

             อิฐทำจากดินถูกเตรียมไว้พร้อมหมดแล้วตั้งแต่ช่วงฤดูร้อน เพียงพริบตาเดียวก็ถูกก่อขึ้นเป็นกำแพงสามด้าน กำแพงฝั่งทิศใต้หันหน้าไปทางทิศเหนือถูกก่อสูงถึงหกฉื่อ ด้านซ้ายขวากลับถูกก่อเป็นลักษณะสี่เหลี่ยมคางหมู กลางเรือนกระจกมีเสากลมขนาดรัศมีเท่าปากถ้วยทำหน้าที่ค้ำหลังคาด้านบน ด้านข้างสร้างหน้าต่างสี่เหลี่ยมตามระดับที่ลดหลั่นกันไปทั้งหมดยี่สิบสี่บาน แต่ละบานมีเชือกผูกติดไว้ให้สะดวกในการดึงเปิดปิด

             พวกเขาไม่ได้ใช้กระดาษกรุหน้าต่าง แต่เปลี่ยนไปใช้ผ้าม่านทำจากผ้าฝ้ายบางๆ แทน เป็นผ้าผืนใหญ่ที่ปิดคลุมขอบหน้าต่างจนสนิท หากดึงปิดสนิทก็จะไม่มีลมหนาวใดลอดผ่านเข้ามาได้ แน่นอนว่าแสงแดดก็จะถูกขวางกั้นไว้เช่นเดียวกัน

             เช่นนี้เองจึงเห็นได้ชัดว่าผ้าทะเลที่อยู่ด้านในมีประโยชน์เพียงใด ไม่ว่าในฤดูหนาวอากาศจะหนาวเย็นแค่ไหน ยามเที่ยงเมื่อเปิดหน้าต่างดึงม่านออก แสงแดดก็จะลอดผ่านผ้าทะเลเข้ามา แต่ลมหนาวกลับไม่อาจลอดผ่านเข้ามาทำให้ต้นกล้าแข็งตาย ช่วงเวลาเช้าและเย็นที่อากาศหนาวเหน็บ เพียงแค่ดึงหน้าต่างปิดก็จะรักษาความอบอุ่นภายในเอาไว้ได้

             แน่นอนว่าจะขาดเตาให้ความร้อนภายในเรือนกระจกไปไม่ได้เช่นเดียวกัน คนเยอะงานก็ง่ายขึ้นและเสร็จไวขึ้น

             เพียงสองวันเรือนกระจกก็ถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ

             เทียบกับเรือนกระจกชั่วคราวของปีก่อนที่เสี่ยวหมี่สร้างขึ้นในห้องว่างของบ้านแล้ว เรือนกระจกหลังใหม่นี้ทั้งกว้างขวางและสะดวกกว่ามาก

             ด้านในมีเตาให้ความร้อน หน้าต่างมีผ้าทะเลปิดทับบวกกับหน้าต่างชั้นนอกช่วยรักษาอุณหภูมิภายในเรือนกระจกให้อบอุ่นพอดี

             ทุกคนนั่งอยู่ด้านในได้ประมาณสองเค่อก็เหงื่อท่วมตัวแล้ว แต่ละคนใบหน้าแจ่มใสเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

             ความอบอุ่นเช่นนี้ ต้นกล้าต้องเติบโตได้ดีอย่างแน่นอน 

             เนื่องจากเห็นความหวังอย่างเป็นรูปธรรมอยู่ตรงหน้าแล้ว ทุกคนจึงมีแรงฮึดกันขึ้นมาเต็มที่

             ชายหนุ่มกำยำจากทั้งสิบแปดครอบครัวไม่หยุดพักผ่อน ร่วมแรงกันสร้างเรือนกระจกหลังถัดไปทันที

             เนื่องจากมีประสบการณ์แล้วจึงสร้างเสร็จได้เร็วขึ้น หนึ่งวันสามารถสร้างเรือนกระจกได้หนึ่งหลัง ผ้าทะเลในคลังของสกุลลู่ถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว เงินทองที่สูญเสียไปก็เรียกได้ว่าแทบจะในพริบตา

             คนที่ทำงานอยู่ที่ตีนเขาก่อนหน้านี้ นอกจากคนที่มีหน้าที่ในโรงทำบะหมี่แล้ว คนอื่นก็กลับขึ้นเขามากันหมด

             ตอนที่ทุกคนกำลังยุ่งกันอยู่นั้น เถ้าแก่เฉินก็มาหา ชายชราไม่ใช่ว่าร้อนใจอยากจะแต่งบุตรสาวออกไปไวๆ แต่เขาสนใจของแปลกใหม่ของเสี่ยวหมี่ต่างหาก

             เขาเองก็รู้ดีว่าหากส่งเส้นบะหมี่พวกนี้ไปขายตามโรงเตี๊ยมแต่ละแห่งจะต้องได้ราคาดีอย่างแน่นอน

             ถึงแม้สกุลเฉินจะไม่เดือดร้อนเงิน ไม่ถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับหากไม่ได้ทำการค้านี้ แต่เห็นอยู่ว่าเงินทองกองอยู่ตรงหน้า กลับไม่อาจหยิบใส่กระเป๋าได้เสียที นี่เป็นเรื่องที่พวกพ่อค้าไม่อาจทนรับได้อย่างแน่นอน

             ดังนั้นวันนี้ชายชราจึงดื่มสุราเพิ่มความกล้าสักเล็กน้อย แล้วให้เด็กรับใช้ขับรถม้าขึ้นมายังหุบเขาหมี

             ในหมู่บ้านเขาหมีกำลังมีการก่อสร้างอย่างเอิกเกริก กระทั่งเวลาจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ยังมีไม่มาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเฝ้าหน้าปากทางเข้าเลย

             ประตูทางเข้าถูกปิดลงกลอนไว้ คาดว่าคงมีแต่แมลงวันที่บินลอดเข้าไปได้

             เถ้าแก่เฉินและเด็กรับใช้ตะโกนกันจนลำคอแทบแตก สตรีที่ทำงานอยู่ในโรงทำเส้นบะหมี่ถึงได้ยินแล้ววิ่งมาเปิดประตูให้

             “เหตุใดไม่มีคนอยู่เฝ้าประตู เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”

             สตรีนางนี้เนื่องจากเมื่อวานเรือนกระจกบ้านนางเพิ่งจะสร้างเสร็จจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ได้ยินเถ้าแก่เฉินถามเช่นนี้ก็ตอบด้วยรอยยิ้ม “เถ้าแก่เฉินไม่รู้อะไร ในหมู่บ้านกำลังยุ่งอยู่กับการสร้างเรือนกระจก ปีนี้ท่านไม่ต้องมาเร่งรัดเพื่อตัดผักแล้ว เกรงว่าคงมีผักให้ขายในปริมาณเลยทีเดียวเจ้าค่ะ”

             “งั้นหรือ เช่นนั้นก็ดี ข้านึกว่าเสี่ยวหมี่จะเริ่มสร้างเรือนกระจกหลังปีใหม่เสียอีก ช่วงนี้อากาศกำลังหนาวจัดเสียด้วย ไม่รู้เสี่ยวหมี่จะจัดการกับอากาศเช่นนี้อย่างไร”

             เถ้าแก่เฉินรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา แต่ก็อดเป็นห่วงเสี่ยวหมี่ไม่ได้ ตัวเขาในตอนนี้นอกจากบุตรสาวแล้วก็รักเสี่ยวหมี่มากที่สุด

             สตรีนางนั้นตอบเถ้าแก่เฉินอย่างไม่ปิดบังเพราะนางสัมผัสได้ถึงความจริงใจของเขา

             “เถ้าแก่เฉินวางใจ เสี่ยวหมี่เฉลียวฉลาดนัก ครั้งนี้ไม่ได้สร้างเพิงผัก แต่สร้างเรือนหลังหนึ่งขึ้นมาเป็นเรือนกระจกเลยเจ้าค่ะ”

             “เช่นนั้นข้าต้องไปดูเสียหน่อยแล้ว”

             เถ้าแก่เฉินละเลยเส้นมันฝรั่งจำนวนมากที่ถูกตากอยู่นอกโรงทำบะหมี่ เขาเดินเลยขึ้นไปดูเรือนกระจกก่อน

             เสี่ยวหมี่กำลังตรวจสอบตุ๊กตาอยู่ ส่วนเกาเหรินไม่ชอบงานน่าเบื่อเช่นนี้จึงวิ่งไปช่วยคนอื่นที่กำลังก่อสร้างอยู่แทน ซูอีมีใจอยากจะช่วยแต่เขาไม่รู้หนังสือ ทั้งยังพูดคนละภาษาจนเสี่ยวหมี่หมดหนทาง จึงเรียกเฝิงเจี่ยนมาช่วยแทน

             คนทั้งสอง คนหนึ่งช่วยจดบันทึกอีกคนก็จัดของใส่กล่อง แล้วยังสนทนากันอย่างสนิทสนมไปด้วย ดูแล้วเข้ากันได้ดีเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาแผ่บรรยากาศหอมหวานออกมาจนท่านป้าเจียงที่อยู่ใกล้ๆ อดยิ้มออกมาไม่ได้

             เห็นเถ้าแก่เฉินมาแล้ว เสี่ยวหมี่เข้าใจว่าเขามาเร่งรัดจะเอาของ จึงยิ้มเอ่ยว่า “ท่านลุงมาพอดีเลย จะได้เห็นพอดีว่าเรากำลังยุ่งอยู่ ไม่เช่นนั้นท่านอาจจะคิดว่าข้าแอบขี้เกียจอีกก็เป็นได้”
            

             เถ้าแก่เฉินแกล้งทำเป็นโกรธตอบว่า “ก็ใช่น่ะสิ ข้ากำลังโมโหอยู่ว่าช่วงนี้เจ้าเกียจคร้านนัก เส้นบะหมี่มากมายที่ตีนเขานั้นเจ้าตั้งใจจะขายออกไปเมื่อใดเล่า? ยามนี้ในเมืองมีขบวนพ่อค้ามากมาย เป็นโอกาสที่ดีในการทำธุรกิจ”
            

             เสี่ยวหมี่รู้สึกผิดอยู่บ้าง เนื่องจากช่วงนี้นางยุ่งอยู่กับการสร้างเรือนกระจก อีกทั้งนางยังมั่นใจว่าเส้นมันฝรั่งพวกนี้ไม่เคยมีมาก่อนในแคว้นต้าหยวน จึงละเลยไม่ได้เก็บมันมาใส่ใจนัก

             เป็นดังที่เถ้าแก่เฉินว่าจริงๆ เดือนนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการขายพวกมันออกไป

             แต่เสี่ยวหมี่จะยอมแพ้ง่ายๆ ไม่ได้ นางโต้กลับอย่างไม่ยอมว่า “ข้าคิดไว้แล้วเจ้าค่ะ หากสองวันนี้ท่านลุงไม่มา ข้าก็จะไปหาท่านเอง ทั้งยังต้องขอยืมห้องครัวบ้านท่านด้วย”

             “หมายความเช่นไร?”

             เถ้าแก่เฉินรู้สึกแปลกใจระคนสงสัย แต่เฝิงเจี่ยนที่คลุกคลีกับเสี่ยวหมี่มานานกลับยิ้มเอ่ยว่า “เจ้าจะจัดงานเลี้ยงหรือ”

             “ฮ่าฮ่า พี่ใหญ่เฝิงฉลาดจริงๆ”

             เสี่ยวหมี่รินน้ำชาให้คนทั้งสองแล้วจึงเอ่ยว่า “รบกวนท่านลุงส่งเทียบเชิญออกไป เชิญพวกเถ้าแก่เจ้าของโรงเตี๊ยมทั้งหลายมากันให้หมด ให้พวกเขามาร่วมงานเลี้ยงที่บ้านท่าน ข้าจะลงมือเข้าครัวด้วยตัวเอง จัดงานเลี้ยงที่รายการอาหารทำจากเส้นแบบใหม่นี้ทั้งหมด เราต้องดึงดูดความสนใจของพวกเขาก่อน จากนั้นตามด้วยสูตรอาหาร ถึงตอนนั้นไม่ต้องกลัวว่าเส้นพวกนี้จะขายไม่ออก”

             “ไม่เลว ข้าก็คิดไปว่าเจ้าลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทแล้ว ที่แท้เจ้าเตรียมการไว้ก่อนแล้ว”

             เถ้าแก่เฉินยิ้มแย้ม ในใจคิดไว้เสร็จสรรพแล้วว่าจะเชิญใครมาบ้าง

             เสี่ยวหมี่แอบทำสีหน้าล้อเลียนให้เฝิงเจี่ยนเห็นเพียงคนเดียว เถ้าแก่เฉินร้อนใจจนนั่งไม่ติด “ข้าจะรีบกลับไปก่อนแล้วกัน มีเรื่องอะไรก็ไปเรียกข้าได้ตลอด ให้ดีก็จัดงานพรุ่งนี้เสียเลย ถึงตอนนั้นก็ให้พี่เยว่เซียนของเจ้าคอยเป็นลูกมือช่วยเจ้า” 

             พูดจบเขาก็เดินออกไปอย่างรีบร้อน

             เสี่ยวหมี่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “หากว่าพี่เยว่เซียนมีความสามารถได้สักครึ่งหนึ่งของเถ้าแก่เฉิน สกุลลู่เราก็คงกำไรแล้ว อย่างอื่นก็ช่างเถอะ ขอแค่นางช่วยห้ามปรามพี่ใหญ่ไม่ให้รื้อบ้านตัวเองมอบให้คนอื่นก็พอ”

             นางไม่ได้พูดเกินจริง ทุกครั้งที่ให้พี่ใหญ่ลู่เข้าเมืองไปจะต้องส่งผู้ติดตามไปด้วย กระทั่งถุงเงินก็ไม่ให้เขาถือ ไม่เช่นนั้นตอนกลับบ้านมาคงไม่เหลือแม้แต่แดงเดียว

             ก่อนหน้านี้ชื่อเสียงสกุลลู่โด่งดังไปทั่วเมือง ไม่ใช่เพราะความฉลาดของเสี่ยวหมี่หรอก แต่เป็นเพราะบุตรชายคนโตมีน้ำใจมากเกินไปคนนี้ต่างหาก...

             ต้นฤดูหนาวเป็นช่วงที่เมืองอันโจวคึกคักที่สุด ทุกคนเปลี่ยนมาใส่อาภรณ์ขนสัตว์หนาหนัก 

             เนื่องจากที่แห่งนี้เป็นแหล่งผลิตหนังสัตว์ที่ใหญ่ที่สุด ร้านค้าและตระกูลใหญ่ๆ แทบทั้งหมดจึงต้องส่งคนมาซื้อหาขนสัตว์หนังสัตว์กันที่นี่

             พวกโรงเตี๊ยมที่ก่อนหน้านี้กิจการซบเซา ในที่สุดก็ได้เวลากอบโกยกันแล้ว     

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ] ที่คุณอ่าน