ผู้ที่รออยู่หน้าบ้านหลัวหลายคนนั้น มิได้มีสีหน้าเป็กังวลมากนัก พอเห็นหยางซิ่วอิ่งถามไถ่ด้วยน้ำเสียงที่ร้อนใจจึงทำหน้าประหลาดพิกล คล้ายเก็บงำความลับสิ่งใดอยู่ ต่างก็บุ้ยใบ้ให้ผู้อื่นเป็ผู้ตอบคำถาม บุรุษหนุ่มหนึ่งในนั้น ดูเหมือนจะเป็บุตรชายคนโตของป้าสามที่อยู่บ้านไม่ห่างไปจากบ้านของหยางซิ่วอิ่งมากนักเป็ผู้ตอบ
“เออ คือพวกข้าเอาของ ของพ่ออาเซียนมาส่งให้ล่วงหน้า พ่ออาเซียนกำลังตามมา”
หยางซิ่วอิ่งมองดูก็เห็นสิ่งของสัมภาระที่หลัวหวินเจ๋อน่าจะซื้อหามาจากในเมืองวางอยู่ใกล้กับประตูบ้าน แต่ยังคงไม่วางใจ
“เกิดสิ่งใดขึ้นหรือไม่ เหตุใดหวินเจ๋อจึงไม่กลับมาพร้อมพวกเ้า”
ยังไม่ทันจะอึดใจ หลัวเซียนที่หลบอยู่ด้านหลังมารดา ก็เห็นบุตรชายของหงสือเมิ่งกำลังแบกคนผู้หนึ่งอยู่บนหลังเดินมายังทางบ้านหลัว ผู้ที่ถูกแบกอยู่จะเป็ผู้ใดไปได้นอกจากหลัวหวินเจ๋อ ดูเหมือนจะเกิดเหตุขึ้นระหว่างเดินทางกลับมาที่หมู่บ้านจริง ๆ
หงหลู่อินรูปร่างสูงใหญ่กว่าใครในหมู่บ้าน ปีนี้เพิ่งอายุสิบเจ็ดสิบแปดปี เป็บุตรชายคนเดียวของหงสือเมิ่ง หงหลู่อินมีกำลังมากสมเป็คนหนุ่ม หากชาวบ้านต้องเดินทางเข้าเมืองก็มักจะว่าจ้างให้หงหลู่อินเดินทางไปด้วยเพื่อคุ้มครองความปลอดภัย
ตอนนี้หงหลู่อินกำลังแบกหลัวหวินเจ๋อเดินตรงเข้ามา หลัวหวินเจ๋อที่ถูกแบกอยู่ด้านหลัง ใบหน้าบวมปูดราวกับถูกทำร้าย เสื้อผ้ามีรอยเปรอะเปื้อน ตาสองข้างปิดสนิท ไม่ทราบว่าเพราะกำลังหลับอยู่หรือว่าเหนื่อยอ่อนจนลืมตาไม่ขึ้นกันแน่
หงหลู่อินแบกคนมาไม่มีทีท่าอ่อนล้า พอมาถึงที่หน้าบ้านก็เปิดปาก “หลัวเกอเดินไม่ระวังเลยตกจากเนินเขา โชคดีที่ไม่สูงมากจึงแค่ขาแพลงเท่านั้น พักไม่กี่วันก็คงหาย ให้ข้าพาหลัวเกอเข้าบ้านก่อนเถอะ”
หยางซิ่วอิ่งได้ยินที่หงหลู่อินกล่าวจึงรีบเปิดประตูบ้าน เห็นสามีของนางยังคงสลบไสลไม่ได้สติ แม้จะยังคงเป็ห่วงแต่ก็มิได้ถามไถ่ในตอนนี้ คิดว่ารอให้สามีนางตื่นขึ้นมาก่อนค่อยถามเอาจากปากจะดีกว่า สายตาของหลัวเซียนเหลือบไปเห็นที่ในมือของบิดากำสิ่งใดไว้ไม่ยอมปล่อย
หงหลู่อินวางร่างของหลัวหวินเจ๋อเอาไว้บนเตียงนอน เห็นว่าหลัวเซียนติดตามอยู่ด้านข้าง จึงยกมือลูบศีรษะหลัวเซียน หัวร่อเบา ๆ “หลัวเกอ ซื้อของสิ่งนี้มาให้เ้าจากที่ในเมือง ขากลับมาเดินไม่ระวังทำของตกจากมือ อารามรีบร้อนจึงพลัดตกเนินดิน ส่วนว่าเป็สิ่งใดนั้นรอให้บิดาเ้าบอกต่อเ้าเองเถอะ อาซ้อ ข้ากลับก่อน ให้อาเซียนตามไปเอายาประคบที่บ้านข้า”
หลัวเซียนแม้อยากจะทราบว่า ที่แท้ของนั้นสำคัญถึงเพียงไหนกันทำให้บิดาเป็ห่วงตนตกจากเนินได้ แต่ยังคงเดินตามหงหลู่อินเพื่อไปเอายามาก่อน ข้าวของที่หลัวหวินเจ๋อซื้อหามายังมีอีกหลายอย่าง ถูกคนหนุ่มในหมู่บ้านช่วยกันยกเข้ามาเก็บอยู่ด้านใน
หลัวเซียนวิ่งติดตามหงหลู่อินไปอย่างกระชั้นชิด หงหลู่อินตัวสูงใหญ่ ก้าวเท้าแต่ละครั้งยาวอย่างยิ่ง หงหลู่อินเดินไม่กี่ก้าว แต่หลัวเซียนต้องค่อยใช้ขาสั้นป้อมของตนเองวิ่งติดตามจึงจะทัน หงหลู่อินอาศัยอยู่กับบิดา สถานศึกษาในหมู่บ้านหยางจิ้งอยู่อีกด้านหนึ่ง ให้เวลาเดินราวชั่วหนึ่งก้านธูปจึงมาถึง
“เ้ารออยู่ตรงนี้ ข้าจะเข้าไปเอายามาให้”
หงหลู่อินเข้าไปไม่นานก็ออกมาพร้อมกับยาห่อหนึ่ง หลัวเซียนได้กลิ่นสมุนไพรดูเหมือนด้านในห่อผ้าจะมี อี้หมู่เฉ่า (益母草 - เป็ยาขับปัสสาวะ ขับสารพิษ ลดอาการบวม) ต้นชิงเฮา (青蒿 - ขจัดเืคั่ง และระงับปวด) กับหินเกลือ หงสือเมิ่งนอกจากจะรู้หนังสือแล้วดูเหมือนว่ายังรู้จักวิชาแพทย์อีกด้วย
หลัวเซียนคารวะขอบคุณหงหลู่อินที่เอายามาให้ “ขอบคุณท่านอาหง”
“เ้ารีบไปเถอะ หากพรุ่งนี้หลัวเกอยังรู้สึกเจ็บที่ขา ข้าจะบอกท่านพ่อให้ไปที่บ้านเ้า”
ชาติที่แล้วหลัวเซียนเป็ถึงประมุขพรรคห้าเซียน เมื่อสามารถใช้พิษได้ย่อมรู้จักสมุนไพรต่าง ๆ เป็อย่างดี คนที่เชี่ยวชาญเื่พิษย่อมเชี่ยวชาญเื่การรักษาควบคู่กันไปด้วย หลัวเซียนดมจากกลิ่นก็ทราบได้ว่าตัวยานี้ให้สำหรับพอกประคบ เพื่อให้เืลมไหลเวียน แต่เป็เพียงการรักษาทั่วไปเท่านั้น หงหลู่อินยังกล่าวว่าหากพรุ่งนี้ไม่ดีขึ้น จะให้หงสือเมิ่งมาตรวจดูอีกครั้ง นี่แสดงว่าหงสือเมิ่งนอกจากรู้เื่สมุนไพรแล้ว น่าจะสามารถจ่ายยาฝังเข็มได้อีกด้วย
บุคคลเช่นนี้เหตุใดจึงหลบซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านห่างไกลเช่นนี้ หากมิใช่วันนี้บิดาตนเองเซ่อซ่าจนาเ็ เกรงว่าหงหลู่อินยังคงปิดปากเงียบเื่ที่หงสือเมิ่งน่าจะสามารถฝังเข็มได้ ผู้ที่สามารถฝังเข็มได้ จำต้องเรียนรู้เื่จุดเส้นของร่างกาย หงหลู่อินมีวิชาฝีมือติดตัว ไม่แน่ว่าได้รับการสั่งสอนมาจากหงสือเมิ่งเอง
เอาเถอะเื่นี้ยังมิใช่เื่ที่ต้องสืบสาวหาความในวันนี้พรุ่งนี้ ตนเองต้องเรียนอักษรกับหงสือเมิ่งในเกือบทุกวัน สามารถจับตามองได้ หลัวเซียนครุ่นคิดอยู่หลายเื่ ไม่ทันไรก็กลับมาถึงที่บ้านของตนเอง ภายในบ้านเงียบดังเดิม มีแสงไฟส่องออกมาจากห้องโถง
“ท่านแม่ ข้าเอายาจากท่านอาหงมาแล้ว”
หยางซิ่วอิ่งเปิดประตุห้องนอนออกมา หลัวเซียนเดินตามมารดาเข้าไปด้านใน บิดาตนเองยังนอนหลับตาอยู่ ใบหน้าถูกเช็ดจนสะอาดแล้ว เสื้อตัวนอกที่เลอะเทอะถูกถอดออก หลัวเซียนมองไปที่เท้าของบิดา ข้อเท้าด้านขวาบวมสีออกแดงเข้ม
หยางซิ่วอิ่งใช้ยาที่ได้มาห่อด้วยผ้าสะอาดประคบลงไปตรงจุดที่บวมช้ำ เสียงครางเบา ๆ ของหลัวหวินเจ๋อ ทำให้ทั้งสองหันไปมอง หลัวหวินเจ๋อลืมตาตื่นขึ้นมา ทำท่าจะพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง หยางซิ่วอิ่งส่งห่อยาให้กับบุตรชาย ลุกไปประคองสามีให้นั่งพิงที่หัวเตียง
“ท่านพี่ เกิดเื่อะไรขึ้น เหตุใดถึงได้ไม่ระวังเช่นนี้”
หลัวหวินเจ๋อยิ้มแห้ง เกาศีรษะตนเองด้วยท่าทางเขินอาย สายตามองหาห่อผ้าที่เป็ต้นเหตุให้ตนเองได้รับาเ็
“ซิ่วอิ่ง ห่อผ้าที่ข้าถือเอาไว้เล่า”
หยางซิ่วอิ่งลุกไปที่ด้านหนึ่งของห้องหยิบหอผ้าที่สามีกล่าวถึงออกมา นางแม้สงสัยแต่ยังไม่เปิดดูสิ่งของของสามี ของในห่อผ้ามีน้ำหนักพอดู รูปร่างสี่เหลี่ยมจับดูคล้ายกับแผ่นป้ายขนาดเล็ก นางส่งห่อผ้าให้กับสามี นั่งลงที่ด้านข้าง ้าดูว่าที่ในห่อผ้าเป็สิ่งใด
หลัวหวินเจ๋อรับห่อผ้ามา ค่อย ๆ แกะออก ด้านในยังห่อผ้าเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง พอเปิดออกมาพบว่าเป็จานฝนหมึกสวยงามอันหนึ่ง หลัวหวินเจ๋อกวักมือเรียกหลัวเซียนที่กำลังประคบรอยช้ำให้ตนเองอยู่
“อาเซียน ปีหน้าเ้าต้องไปสอบเซี่ยนชื่อแล้ว ข้าเห็นจานฝนหมึกนี้เหมาะกับเ้า”
เพราะจานฝนหมึกอันเดียว หลัวหวินเจ๋อถึงกับยอมให้ตนเองาเ็ หลัวเซียนไม่ทราบจะขอบคุณหรือจะโกรธบิดาที่ไม่ดูแลตัวเองดี หลัวเซียนทราบดีว่าบิดามารดาของตนเองในชาตินี้ ดูแลเอาใจใส่ตนเองอย่างดี เท่าที่คนทั่วไปจะกระทำได้ แม้จะรู้สึกรำคาญบิดาที่ตอแยวุ่นวายอยู่บ้าง แต่ในใจของหลัวเซียนนั้นรักและห่วงใยบิดามารดามากกว่าผู้ใด
จานฝนหมึกที่หลัวหวินเจ๋อซื้อหามานั้นไม่นับว่าเป็ของดีที่สุด แต่สำหรับหลัวเซียนแล้ว สิ่งนี้จะกลายเป็สิ่งล้ำค่าที่ไม่ว่าสิ่งใดก็แลกไม่ได้
“อาเซียน ชอบหรือไม่”
“ชอบ ข้าชอบที่สุด ขอบคุณท่านพ่อ” หลัวเซียนกล่าวเสียงเครือ
ไม่กี่ครั้งนักที่หลัวเซียนจะมีทีท่าโอนอ่อนสมวัย หลัวหวินเจ๋อที่คอยตอแยบุตรชายก็เพราะทั้งรักทั้งหลง แค่ท่าทางกับน้ำเสียงน่ารักนี้ก็ทำให้หลัวหวินเจ๋อแทบจะหายเจ็บที่เท้า ถ้ามิใช่เพราะภรรยาประคบยาหนักมือไปหน่อย คงลืมเลือนไปแล้วว่าตนเองนั้นข้อเท้ายังบวมแดงอยู่
เพราะว่าหลัวหวินเจ๋อไม่สามารถเดินเหินได้สะดวก หน้าที่ในการตัดต้นปอต้นป่านเพื่อมาทำด้ายทอผ้า หลัวเซียนจึงรับอาสาแทน
“อาเซียน เ้าตัวแค่นี้จะแบกต้นปอเ่าั้มาเช่นไร เอาเช่นนี้เถอะข้าจะให้คนในหมู่บ้านไปตัดมาให้ก่อน จ่ายเงินไม่กี่สิบเหวินยังดีเสียกว่าให้เ้าไปเสี่ยงอันตราย”
“ท่านแม่ ข้าอายุห้าปีแล้ว อาเป่า อาซานยังออกไปช่วยทำงานในไร่แล้ว ตัดต้นไม้ไม่กี่ต้นเช่นนี้ ท่านแม่ไม่ต้องกังวล ข้าจะให้อาเป่าไปเป็เพื่อน”
อาเป่าเป็หลานชายของป้าสาม อายุไล่เลี่ยกับหลัวเซียน บิดาของอาเป่าคุ้นเคยกับหลัวหวินเจ๋อ อาเป่าเองก็เรียนตัวอักษรอยู่ด้วยกันที่สถานศึกษาของหงสือเมิ่ง หยางซิ่วอิ่งเห็นบุตรชายยืนกรานก็ได้แต่ยินยอม
“เช่นนี้พวกเ้าต้องระวังตัว อย่าได้เข้าไปในป่าลึกจนเกินไป”
หลัวเซียนออกมาด้านนอก แต่มิได้เดินไปยังบ้านของอาเป่าตามที่บอกกับมารดา หลัวเซียนเหน็บมีดตัดฟืนไว้ที่เอว วิ่งไปยังด้านที่เป็ชายป่า สองคืนมานี้เพราะว่าหลัวหวินเจ๋อรักษาตัวอยู่ในห้องนอน ตอนกลางคืนยังต้องสับเปลี่ยนยาที่ประคบเอาไว้ ทำให้หลัวเซียนไม่มีโอกาส แอบฝึกกำลังภายใน ตอนนี้ตนเองเปิดจุดชีพจรหลักได้เพียงสองจุดเท่านั้น หาก้าเปิดจุดชีพจรเพิ่มเติมไม่อาจไม่หาเวลาฝึกฝนได้
หากสามารถเปิดจุดลมปราณหลักทั้งสิบสองได้ก่อน หลัวเซียนจะสามารถใช้กำลังภายในได้ราวหนึ่งในสิบส่วนของชีวิตที่แล้ว ซึ่งมากพอที่จะปกป้องตนเอง ทั้งยังสามารถใช้รักษาอาการาเ็ภายนอกของบิดาที่ไม่ค่อยระวังตัวได้อีก หลัวเซียนวิ่งลึกมาจนเข้าเขตชายป่า ใต้ต้นไม้ใหญ่มีร่มเงาพอบังแดด หลัวเซียนนั่งลงที่ใต้ต้นไม้ นั่งขัดสมาธิประสานมือไว้ที่จุดตันเถียนล่าง (่ท้องน้อย) ชักนำลมปราณให้ไหลวนผ่านจุดลมปราณหลักทั้งสองชักนำให้ทะลุผ่านประตูลมปราณที่ปิดเอาไว้
การฝึกฝนกำลังภายในนั้นยากเย็นกว่าการฝึกฝนกำลังภายนอกหรือกระบวนท่ามากมายนัก ทั้งยังเสาะหาอาจารย์ได้อยากเย็นกว่า วิชากำลังภายในของสำนักห้าเซียนนั้นไม่ถ่ายทอดต่อคนนอก เพียงถ่ายทอดจากประมุขรุ่นสู่รุ่นเท่านั้น หลัวเซียนในชาติก่อนมีอายุยืนยาวร้อยกว่าปี มีกำลังภายในสูงส่งสุดยอด หากไม่นับเ้าอาวาสวัดเส้าหลินในตอนนั้นที่มีอายุร้อยกว่าปีใกล้เคียงกันแล้ว ทั่วทั้งยุทธภพไม่อาจหาผู้ใดที่มีกำลังภายในเท่าเทียมกับหลัวเซียนได้อีก
เสียดายที่ตนเองในเวลานี้มีอายุเพียงห้าปี ทั้งยังเพิ่งทะลวงจุดลมปราณได้เพียงสองจุดเท่านั้น หาไม่แล้วอาการข้อเท้าบวมของบิดา ตนเองเพียงยกมือก็รักษาได้โดยไม่เปลืองแรง หลัวเซียนไม่คิดที่จะฝึกวิชาเพื่อต่อสู้แย่งชิงกับผู้ใด หากแต่มีไว้เพื่อปกป้องตนเองกับคนที่ตนเองห่วงใยเท่านั้น ไม่ฝึกฝนในตอนนี้ หากจะรอจนเกิดเื่ก็ไม่ทันการแล้ว
หลัวเซียนอยู่ในภวังค์ของการฝึกลมปราณจนเวลาผ่านไปเกือบสองชั่วยามจึงรู้สึกตัว ลมปราณเปี่ยมล้นไปทั่วร่างกาย แม้ยังจะทะลวงจุดเพิ่มเติมในวันนี้ไม่ได้แต่คาดว่าอีกไม่กี่เดือน น่าจะเปิดจุดลมปราณอีกสองจุดได้แน่นอน หลัวเซียนมองหาลำธารที่อยู่ใกล้เคียง ต้นปอนั้นขึ้นอยู่ริมน้ำ ต้นสูงราวหนึ่งถึงสองจิ้ง (หนึ่งจิ้งราว 3.3 เมตร) หลัวเซียนไม่ต้องออกแรงมากนักก็ตัดต้นปอออกมาได้หลายสิบต้นโดยไม่เปลืองแรง
“ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว”
หลัวเซียนวางต้นปอมากมายไว้ที่ลานบ้าน นี่แทบจะเท่ากับจำนวนที่หลัวหวินเจ๋อตัดมาได้ในแต่ละครั้ง หยางซิ่วอิ่งแปลกใจที่บุตรชายตัวน้อยเท่านี้กลับทำงานได้ไม่แพ้ผู้ใหญ่
“เ้าวางเอาไว้ แม่จะทำต่อให้เอง”
“ให้ข้าช่วย”
หลัวเซียนนั่งลงที่ข้างกองต้นปอ ใช้มีดริดกิ่งใบออก ตัดต้นปอออกเป็ท่อน การลงมือรวดเร็วยิ่ง การปั่นด้ายจากต้นปอนั้นไม่ง่ายดาย ต้นปอต้องริดกิ่งใบจากนั้นปอกเปลือก ทุบให้แตกเป็เส้น นำไปแช่น้ำทิ้งเอาไว้ วันรุ่งขึ้นนำมาสางกับหวีที่ทำจากเหล็กจนได้เส้นปอหยาบออกมาก่อน จากนั้นจึงทำซ้ำ ๆ จนเส้นปอเล็กลงจนได้ขนาดพอเหมาะที่จะนำมาทอเป็ผ้า
ด้ายจากต้นปอนั้นหยาบ แม้เอามาทำเป็ผ้าก็มีแต่ชาวบ้านยากจนที่ซื้อหามาตัดเย็บสวมใส่ ส่วนมากจะใช้ทำเป็เสื้อคลุมเวลาต้องตากฝนตากแดดหรือใช้ทำถุงกระสอบใส่พวกข้าวสาร เมล็ดพืช ต้นป่านนั้นให้ใยที่ละเอียดสวมใส่สบายกว่า ยิ่งผสมรวมกับใยไหมจะยิ่งนุ่มลื่นเหมาะแก่การทำเป็เสื้อผ้าแต่ก็มีราคาสูงขึ้น
เสื้อผ้าของบ้านหลัวมักทำขึ้นจากใยป่านผสมใยไหม ผ้าที่ทอจากใยไหมอย่างเดียวหยางซิ่วอิ่งจะขายให้กับร้านผ้าภายในเมืองถงซือ ต้นป่านนั้นขึ้นในป่าที่อยู่ลึกขึ้นไปอีก หยางซิ่วอิ่งไม่อนุญาตให้บุตรชายเข้าไปลึกกว่านี้
“อาเซียน ไม่ลืมสิ่งใดใช่หรือไม่”
หลัวเซียนตบถุงผ้าที่สะพายไว้ พยักหน้าให้กับมารดา วันนี้สามพ่อแม่ลูกจะเข้าเมืองถงซือพร้อมกัน มีคนในหมู่บ้านออกเดินทางไปด้วยหลายสิบคน อีกห้าวันข้างหน้าเมืองถงซือจะจัดให้มีการสอบเซี่ยนชื่อประจำปี ผู้ที่สอบผ่านจะได้เป็ถงเชิง (童生 – นักศึกษาเด็ก) จากนั้นจึงสามารถสอบต่อไปในชั้นเชิงหยวน (生員 – สมาชิกนักศึกษา) เมื่อสอบได้เชิงหยวนจะถูกเรียกว่า ชิ่วไฉ (秀才 – ผู้มีพร์) หากสอบได้เป็ชิ่วไฉแล้ว จึงสามารถไปสอบต่อในขั้นเซียงชื่อ (การสอบในระดับมณฑล) ต่อไปจนถึงการสอบในเมืองหลวง และการสอบหน้าพระที่นั่ง
หลัวเซียนอายุเกือบเจ็ดปีแล้ว มีเด็กในหมู่บ้านหยางจิ้งอีกสามคนที่จะไปสอบเซี่ยนชื่อในปีนี้ด้วย เพราะว่ามีเด็กไปด้วย การเดินทางในคราวนี้จึงมีรถเทียมวัวไปด้วยถึงสองคันรถ หงสือเมิ่งกับบุตรชายหงหลู่อินเดินทางไปในการสอบครั้งนี้ด้วย นี่ถือเป็การออกจากหมู่บ้านหยางจิ้งครั้งแรกของหลัวเซียนเลยทีเดียว