ปี๊ด! ปิ๊ด! ปี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!
เสียงนกหวีดเป่าลั่นสนามดังขึ้นกังวานเป็สัญญาณเริ่มต้นการฝึกซ้อมอย่างเป็ทางการท่ามกลางบรรยากาศความวุ่นวายของการเตรียมทีมแข่งกีฬาประจำอำเภอที่ทำให้เอมต้องจมอยู่กับภารกิจตรงหน้าจนแทบไม่มีเวลาไปคิดถึงเื่อื่น หัวใจที่เคยไขว้เขวถูกดึงกลับมาโฟกัสกับหน้าที่อย่างเต็มที่และในวันนี้เธอก็ต้องพานักเรียนเดินทางมาฝึกซ้อมสนามใหญ่ที่อยู่นอกโรงเรียน
"เอาล่ะเด็กๆทุกคนตั้งแถวตอนเรียงหนึ่ง! วันนี้เรามาซ้อมสนามจริงกันแล้วนะคะ วอร์มร่างกายให้พร้อมอย่าเพิ่งรีบท้อนะลูก!"
เสียงหวานเอ่ยบอกเด็กๆด้วยความกระตือรือร้น
"ครูเอมคะแดดร้อนมากเลย หนูวิ่งรอบนี้เสร็จขอพักดื่มน้ำก่อนได้ไหมคะ"
เด็กหญิงตัวน้อยหัวหน้าทีมเอ่ยปากถามพลางปาดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาตามกรอบหน้า
เอมยิ้มด้วยความเอ็นดูรีบหยิบขวดน้ำในมือส่งให้เด็กๆ พร้อมกับเอ่ยปลอบโยน
"ได้เลยจ้า เดี๋ยวรอบนี้ซ้อมเสร็จครูให้พักดื่มน้ำและหลบมุมร่มใต้ต้นไม้ใหญ่ทันทีเลย อดทนอีกนิดนะคนเก่ง"
"อากาศร้อนมากเลยเอมเด็กๆจะไหวไหมเนี่ย เดี๋ยวพี่กับพี่อาร์มพาเด็กอีกกลุ่มไปฝั่งนู้นนะ"
ครูฝนและครูร่วมโรงเรียนที่เดินทางมาดูแลเด็กๆด้วยกันเอ่ยทักขึ้น เมื่อเห็นสภาพอากาศที่ร้อนจัดจนน่ากลัว
"โอเคค่ะพี่เดี๋ยวเอมจัดการตรงจุดปล่อยตัวนี้ต่อเอง อีกสองรอบก็จะให้เด็กๆไปพักเติมน้ำกันแล้วค่ะ ฝากพี่ฝนดูเด็กๆ อีกกลุ่มด้วยนะคะ"
เอมส่งยิ้มหวานตอบกลับเพื่อนร่วมงานอย่างแข็งขัน
ทว่าสนามใหญ่แห่งนี้กลับไม่ได้มีแค่เด็กๆและครูจากโรงเรียนของเธอ ยังมีเด็ก รวมไปถึงคณะครูจากโรงเรียนอื่นอยู่กันเต็มสนาทและยังมี... ผู้กองฟิว และ ผู้กองเอก รวมถึงทหารจำนวนนึง ก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกันเนื่องจากได้รับมอบหมายให้มาดูแลความเรียบร้อย เตรียมสถานที่และรักษาความปลอดภัยในพื้นที่การแข่งขัน
ทั้งสองคนบังเอิญเห็นเอมั้แ่ก้าวแรกที่เธอเดินเข้ามาในสนามแต่เพราะวันนี้ทุกคนใส่ชุดธรรมดาทั่วไป แถมคนยังเยอะมากๆเลยไม่เด่นสะดุดตาแต่กลมกลืนไปกับทุกคนในสนาม เอมจึงไม่ได้สังเกตเห็นแม้แต่น้อย
บรรยากาศในสนามร้อนระอุแดด่บ่ายแผดเผาลงมาอย่างไม่มีปรานี เอมและเพื่อนครูต้องคุมเด็กๆซ้อมวิ่งท่ามกลางแสงแดดจัด แสงแดดแผดเผาจนผิวขาวเริ่มขึ้นสีแดงแต่ด้วยความห่วงนักเรียน กลัวว่าเด็กๆ จะทนไม่ไหวเอมจึงตัวเอาตัวเองไปยืนบังแสงแดดให้กับนักเรียนระหว่างรอคิวซ้อมกลางสนามโดยไม่คิดจะห่วงหรือปกป้องผิวพรรณของตัวเองเลยแม้แต่น้อย
ภาพที่สะท้อนอยู่ในสายตากลับสร้างแรงกระแทกในใจของฟิวอย่างรุนแรงหัวใจของเขาเต้นกระหน่ำขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้มองเห็นความสวย รอยยิ้ม ความอ่อนโยนและความทุ่มเทอย่างสุดหัวใจของเธอ สิ่งเหล่านี้คือมุมที่เขาไม่เคยได้ััหรือรับรู้เลยตลอดเวลาที่คบกันในอดีตเอมในตอนนี้แตกต่างจากผู้หญิงคนเดิมที่เคยร้องไห้ฟูมฟายและรอคอยเขาอย่างสิ้นเชิงเธองดงาม ทรงพลัง และส่องประกายเจิดจ้าจนเขาแทบละสายตาไม่ได้เลย
ในขณะเดียวกัน ทางด้านผู้กองเอก...ั้แ่วินาทีแรกที่เอมก้าวเข้าสู่สนามสายตาคมกริบของเขาก็ไม่เคยละไปจากร่างบางเลยแม้แต่วินาทีเดียวเขาเฝ้ามองทุกการเคลื่อนไหวเฝ้ามองความตั้งใจของเธอด้วยความรักและเอ็นดูระคนหวงแหน
"น้ำครับ"
เสียงทุ้มของชายหนุ่มร่างสูงในชุดพละต่างโรงเรียนดังขึ้นพร้อมกับขวดน้ำเย็นจัดที่ถูกยื่นส่งมาตรงหน้าฉันชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองด้วยความงุนงง
"พี่ชื่อภูมินะเป็เพื่อนกับครูฝน"
เขาแนะนำตัวด้วยรอยยิ้มเป็กันเองดวงตาพราวระยับมองมาที่ฉันอย่างใจดี
"อ๋อค่ะ"
ฉันพยักหน้ารับเบาๆพร้อมกับยื่นมือไปรับขวดน้ำมาถือไว้แต่แววตาก็ยังคงฉายความสงสัยอยู่ไม่น้อยว่าจู่ๆ เขาถึงเอาน้ำมาให้
"เมื่อกี้พี่คุยกับฝนแล้วเห็นว่าโรงเรียนเราไม่มีครูพละ พี่ก็เลยว่าจะมาช่วยซ้อมเด็กๆ ให้"
ภูมิเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นและเต็มไปด้วยน้ำใจ
"อ๋อขอบคุณค่ะ!"
ฉันคลี่ยิ้มออกมาด้วยความดีใจและโล่งอกเป็ที่สุดอย่างน้อยเด็กๆ ในทีมจะได้มีคนช่วยเทรนท่าทางที่ถูกต้องเสียที
... ในขณะที่เอมกำลังพูดคุยและส่งยิ้มขอบคุณให้อย่างเป็กันเองนั้นบรรยากาศรอบตัวกลับมีรังสีบางอย่างแผ่ซ่านออกมาอย่างรวดเร็ว
ทางด้านผู้กองฟิว ที่ยืนคุมเชิงอยู่ไม่ไกล ดวงตาคมเข้มเริ่มวาวขึ้นด้วยความไม่สบอารมณ์มือหนากำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัวเมื่อเห็นท่าทีสนิทสนมเกินเบอร์ของไอ้ครูพละนั่น
‘กล้าดียังไงถึงมารวมกลุ่มใกล้ชิดแถมยังส่งยิ้มหวานให้เอมขนาดนั้น!’
ส่วนที่ระเบียงกองอำนวยการชั้นบนผู้กองเอก ที่ยืนกอดอกมองเหตุการณ์จากมุมของตัวเองเหมือนเสือซุ่มจ้องเหยื่อถึงกับแค่นหัวเราะในลำคอ หน้าหล่อๆ นี่ดุดันขึ้นมาทันตาเห็นรังสีความหึงหวงแผ่ซ่านออกมาจนรอบข้างแทบไม่กล้าหายใจ
‘ให้ตายสิ... ยัยตัวแสบเพิ่งจะปลีกตัวหนีผมมาได้ไม่ทันไรก็มีแมลงหวี่แมลงวันบินมาเกาะแกะอีกแล้วรึไง!’
ระหว่างที่ฉันกำลังยืนคุยกับครูภูมิเื่ช่วยซ้อมกีฬาอยู่ๆบรรยากาศรอบตัวก็เย็นเยียบลงอย่างกะทันหันราวกับอุณหภูมิลดฮวบลงสวนทางกับแดดเปรี้ยงๆ
"อ้าว ครูเอม... ตรงนี้แดดมันแรงเดี๋ยวเด็กๆ จะไม่ไหว ย้ายไปหลบมุมร่มตรงนู้นดีกว่าครับ"
เสียงทุ้มคุ้นหูของ ผู้กองฟิวดังแทรกขึ้นมาทันที ร่างสูงเดินตรงดิ่งเข้ามาหาฉันด้วยสีหน้าเรียบตึงดวงตาคมเข้มเหลือบมองขวดน้ำในมือที่ครูภูมิเพิ่งยื่นให้ด้วยแววตาหึงหวงแบบไม่คิดจะปิดบังแถมยังทำท่าจะถือวิสาสะดึงแขนฉันให้ขยับหนีจากตรงนั้น
แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้อ้าปากพูดอะไรเสียงฝีเท้าหนักๆ ของอีกคนก็ก้าวเข้ามาประชิดตัวอีกด้านทันควัน!
"ไม่ต้องลำบากผู้กองฟิวหรอกครับทางกองร้อยเราเตรียมเต็นท์และน้ำดื่มสำรองไว้พร้อมอยู่แล้ว..."
ผู้กองเอกโผล่เข้ามาแทรกกลางวงสนทนาด้วยรอยยิ้มธุระกิจที่ส่งไปไม่ถึงดวงตาแววตาดุาาเสือจ้องมองครูภูมิสลับกับฟิวด้วยรังสีอำมหิตเบาๆก่อนจะหันมามองฉันด้วยสายตาเ้าเล่ห์
"อีกอย่าง...เอกสารโครงการรอบที่แล้วที่คุยค้างไว้ ผมมีเื่ต้องปรึกษาคุณครูเพิ่มเติมพอดีย้ายไปคุยกันในร่มตรงโน้นเถอะครับ"
นี่มันเื่บ้าอะไรกันวะเนี่ย!
ฉันยืนกะพริบตาปริบๆ มองหน้าผู้กองฟิวทีสลับกับมองหน้าผู้กองเอกทีด้วยความมึนงง คนหนึ่งก็แฟนเก่าที่จู่ ๆ ก็ทำตัวแปลกๆส่วนอีกคนก็ผู้กองจอมเ้าเล่ห์ที่ขยันหาเื่มาวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวันแล้วทำไมจู่ ๆสองคนนี้ถึงได้พร้อมใจกันมาเดินวนเวียนคอยขัดจังหวะฉันกับครูภูมิขนาดนี้ล่ะเนี่ย !!
"เอ่อ... คือว่า..."ฉันอ้าปากจะปฏิเสธเพราะเด็กๆ ยังซ้อมอยู่
แต่สองหนุ่มกลับไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้พูดเลยสักนิดเพราะต่างฝ่ายต่างก็แย่งกันออกคำสั่งและยื่นมือเข้ามาช่วยจัดการโน่นนี่นั่นจนวุ่นวายไปหมด
"เด็กๆ พักดื่มน้ำได้!"ผู้กองฟิวหันไปะโสั่งเด็กนักเรียนเสียงดังเพื่อดึงคะแนนความใส่ใจ
"ส่วนครูเอม... เชิญครับแดดมันเผาจนหน้าแดงหมดแล้ว ห่วงตัวเองซะบ้างเถอะ"
ผู้กองเอกสวนกลับทันควันพร้อมกับถือวิสาสะคว้าข้อมือฉันให้เดินตามเขาไปทางเต็นท์กองอำนวยการทันทีโดยไม่สนสายตาใครทั้งสิ้น
ให้ตายเถอะ...วันนี้ฉันมารับหน้าที่คุมเด็กซ้อมกีฬาหรือมาตกเป็เป้าสายตาในาประสาทของสองนายทหารบ้าอำนาจพวกนี้กันแน่เนี่ย!
ภาพบรรยากาศภายในเต็นท์พัก
เอมทิ้งตัวลงนั่งพักเหนื่อยบนเก้าอี้พับใต้ร่มเงาของเต็นท์ใบหน้าหวานชุ่มไปด้วยเหงื่อบางๆ จากไอแดดร้อนระอุริมสนามมือกำโทรศัพท์มือถือแน่นด้วยความรู้สึกหงุดหงิดระคนสับสนเธอก้มหน้าก้มตาจิ้มหน้าจอส่งข้อความระบายความอัดอั้นตันใจออกไปรัวๆด้วยความเร็วแสง หวังแค่จะมีใครสักคนช่วยรับฟังความน่าปวดหัวของเธอในตอนนี้
ภาพตัดมาที่ฝั่งผู้กองเอก
ร่างสูงที่ยืนคุมเชิงอยู่ไม่ไกลจากเต็นท์นักจู่ ๆโทรศัพท์ในมือก็สั่นครืดขึ้นมาพร้อมข้อความยาวเหยียดที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายใทันทีที่ก้มลงอ่าน ดวงตาคมกริบก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความใระคนเป็ห่วงรีบหันขวับไปมองยังจุดที่เอมนั่งทันที
แต่พอเห็นว่าร่างบางยังนั่งหน้ามุ่ยก้มหน้าก้มตาพิมพ์แชทรัวๆ อยู่ในเต็นท์โดยไม่ได้เป็อันตรายอะไรรอยยิ้มเ้าเล่ห์ก็ค่อยๆ ผุดขึ้นที่มุมปากหยักทันที
ในหัวของนายทหารหนุ่มประติดประต่อเื่ราวทั้งหมดได้ในเสี้ยววินาที...เด็กแสบกำลังโดนรุมจีบจนสติหลุด แล้ววิ่งมาฟ้องเขาทางแชทสินะ
ความเอ็นดูพรั่งพรูเข้ามาในอกผู้กองเอกจึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจอย่างใจเย็นนิ้วแกร่งขยับพิมพ์ข้อความตอบกลับไปหาเธอด้วยท่าทีสบายๆชนิดที่คนรอฟังคำตอบไม่มีทางเดาถูกเลยว่าเขากำลังอมยิ้มกว้างขนาดไหนอยู่หลังหน้าจอนั้น
[Big Boss]: มีอะไรให้ช่วยครับ
[เอม] : มาฟังเอมบ่นหน่อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
ผู้กองเอกยิ้มมุมปากพลางละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์เงยขึ้นมองไปยังร่างบางที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่ในเต็นท์สลับกับก้มลงมองข้อความในแชทได้เห็นใบหน้าจริงจังตอนที่เธอกำลังพิมพ์แชทรัวๆ ส่งมาอย่างหัวเสีย
[Big Boss]: ว่ามาเลยครับผม
[เอม] : วันนี้เอมพาเด็กมาฝึกซ้อมกีฬาที่สนามใหญ่พี่ฝนขอช่วยครูพละต่างโรงเรียนมาช่วยฝึกซ้อมเด็กให้ แต่อยู่ๆแฟนเก่ากับอีตาผู้กองนั่น มาจากไหนไม่รู้ มาทำท่าที่ประกาศาใส่กันนี่ยืนงงสับสนไปหมด
[Big Boss]: เสน่ห์แรงจริงนะคะปรับเนี่ย
[เอม] : จะบ้าเหรอ ไม่ใช่เวลาไหมเนี่ย.......ขอถามหน่อยในฐานะผู้ชาย คิดว่าการกระทำของ 2 คนนั้น คือเขา้าอะไรกันอ่ะ
[Big Boss] : ผู้ชายเขาก็คิดเหมือนกันหมดแหละครับ...หวง
[เอม] : หวงอะไรล่ะคะ เราไม่ได้เป็อะไรกันสักหน่อยโดยเฉพาะอีตาผู้กองหน้าดุคนนั้นน่ะชอบทำตัวเป็เ้าเข้าเ้าของทั้งที่เพิ่งเจอกันแท้ๆ!
ผู้กองเอกก้มมองข้อความที่ถูกส่งมากระทบหน้าจอรอยยิ้มขบขันระบายกว้างขึ้นจนปิดไม่มิด นิ้วแกร่งกดพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็วโดยจงใจเว้นระยะคำตอบให้ชวนคิด
[Big Boss]: บางทีเขาอาจจะไม่อยากเป็แค่คนรู้จักก็ได้นะครับ... หรืออีกอย่างคือเขากำลังแสดงตัวเป็เ้าของชัดเจนขนาดนั้นคุณครูยังดูไม่ออกอีกเหรอครับว่าใครกำลังคิดอะไรอยู่
เอมที่กำลังถือโทรศัพท์อ่านข้อความถึงกับชะงักกึกใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ เธอกำโทรศัพท์ในมือแน่นพลางเหลือบสายตามองไปทางเต็นท์กองอำนวยการฝั่งตรงข้ามที่ผู้กองเอกยืนอยู่
เอมที่กำลังถือโทรศัพท์อ่านข้อความถึงกับชะงักกึกใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆเธอกำโทรศัพท์ในมือแน่นพลางเหลือบสายตามองไปทางเต็นท์กองอำนวยการฝั่งตรงข้ามที่ผู้กองเอกยืนอยู่
‘เหอะ! อยากกวนประสาทล่ะสิไม่ว่า’
เอมพึมพำเบาๆ พร้อมกับเบะปากหมั่นไส้ใส่เขาตอนที่เขาไม่ทันมอง
[เอม] : “แค่คิดก็ขนลุกแล้วค่ะ”
[Big Boss] : “งั้นถ้า มี 2 คนนี้ ให้เลือกเอมจะเลือกใครครับ”
ข้อความจากผู้กองเอกถูกส่งกลับมาทันควันน้ำเสียงในตัวอักษรเจือความหยั่งเชิงและคาดหวังคำตอบอย่างชัดเจนดวงตาคมกริบของนายหนุ่มจ้องมองตรงมายังเต็นท์ที่เธอนั่งอยู่ราวกับรอลุ้นคำพิพากษา
เอมกะพริบตาปริบๆหัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ เธอสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะตัดสินใจพิมพ์ตอบออกไปด้วยความหมั่นไส้ปนหยอกเย้า
[เอม] : เลือก Big Boss ค่ะ
ทันทีที่ได้อ่านแชทล่าสุดของเอม...โลกทั้งใบของผู้กองเอกเหมือนหยุดหมุนสติที่เคยนิ่งสงบในมาดนายทหารหนุ่มผู้เคร่งขรึมปลิวหายไปในพริบตารอยยิ้มกว้างเผยขึ้นจนหุบไม่ลง ใบหน้าหล่อเหลาที่ตากแดดจนแดงอยู่แล้วยิ่งทวีความแดงก่ำลามลึกไปจนถึงใบหูและลำคออย่างปิดอาการไม่มิดหัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอกด้วยความดีใจจนเนื้อเต้น
[Big Boss] : จริงเหรอครับ
[เอม] : จริงสิเอมมั่นใจมากๆ ว่า BigBoss ต้องดีกว่า 2คนนั้นแน่นอน
[Big Boss] : “มั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอครับงั้นแสดงว่าถ้า Big Boss คนนี้ขออะไรสักอย่าง...เอมก็จะยอมใจอ่อนให้ง่ายๆ เลยสิครับเนี่ย?”
[เอม] : อย่าๆๆๆๆๆๆจ้ะ อย่ามาทำเป็ได้ใจเลย!ถึงจะบอกว่าดีกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยอมให้มาสั่งซะหน่อย
[Big Boss] : เปล่าสั่งสักหน่อยครับ...แค่เรียกร้องสิทธิ์ในฐานะคนที่ยืนหนึ่งในใจเฉยๆ
เอมที่อ่านข้อความนั้นถึงกับสำลักน้ำลายตัวเองใบหน้าที่แดงอยู่แล้วยิ่งร้อนผ่าวลามไปจนถึงต้นคอเธอรีบพิมพ์ตอบกลับไปด้วยความหมั่นไส้แกมเขิน
[เอม] : เพ้อเจ้อใหญ่แล้วค่ะ! ไปดูเด็กซ้อมวิ่งต่อดีกว่าเลิกคุยด้วยแล้ว!
[Big Boss] : ครับๆ ไม่กวนแล้วก็ได้ครับตั้งใจทำงานนะครับคนเก่ง......
ผู้กองเอกยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จนแก้มแทบแตกดวงตาพราวระยับด้วยประกายความสุขล้นทะลักทว่ารอยยิ้มนั้นก็ยังมีความมุ่งมั่นฉายชัดขึ้นมาในแววตา ในเมื่อตอนนี้เขาชนะใจในโลกออนไลน์แบบราบคาบแล้ว...ขั้นต่อไป คงถึงเวลาที่เขาต้องหาโอกาสขยับสถานะจากหน้าจอโทรศัพท์ ก้าวเข้ามาอยู่ใน"ชีวิตจริง" ของเอมแบบถาวรสักที!