ตอนที่ 53 ชาวนา
สวีเสี่ยวเสียนที่นั่งอยู่ในรถม้าถลกแขนเสื้อขึ้นมา ในใจของเขารู้สึกเบิกบานเป็นอย่างยิ่ง การใหญ่ได้ถูกเติมเต็มแล้ว
เขามาอยู่ในโลกนี้ได้สี่เดือนกว่าแล้ว ในที่สุดก็ได้ซื้อที่นา 60 หมู่ที่ถือเป็นของตนได้แล้ว แม้ว่าจะน้อยไปหน่อยก็เถอะ
มันแสดงให้เห็นว่าเขามาแล้ว ทั้งยังได้หยั่งรากไว้ในโลกใบนี้แล้วด้วย
ในสายตาของผู้อื่นอาจจะถือว่านี่เป็นเพียงก้าวเล็ก ๆ แต่สำหรับสวีเสี่ยวเสียนแล้วนั้น นี่คือก้าวที่ยิ่งใหญ่ของเขา !
หลังจากทำเงินได้แล้วค่อยซื้อที่เพิ่มอีกหน่อย หากซื้อที่เก็บเอาไว้เยอะ ๆ ในภายภาคหน้าจะได้นอนนับเงินสบาย ๆ
สตรีในหอนางโลมกำลังรอคอยสวีเสี่ยวเสียน ทั้งยังโบกผ้าเช็ดหน้าแล้วเอ่ยด้วยท่าทีออดอ้อนว่า มาสิเจ้าคะ มาสิเจ้าคะ... !
คิด ๆ ไปแล้วก็รู้สึกว่าตนเองช่างเพ้อฝันเสียจริง
สวีเสี่ยวเสียนถูมือไปมาด้วยความรื่นเริง จากนั้นก็หยิบโฉนดที่นาที่เปลี่ยนนามเจ้าของแล้วขึ้นมาดู
ที่นาในหมู่บ้านไป่ฮวา 60 หมู่ !
ทันใดนั้นเขาก็ชะงักงันไปชั่วครู่ หมู่บ้านไป่ฮวาเยี่ยงนั้นหรือ ? !
มันน่าสนใจมากจริง ๆ
ชาติที่แล้วเขาได้บรรเทาความยากจนอยู่ที่หมู่บ้านไป่ฮวา คาดมิถึงว่าในชาตินี้เขาจะซื้อที่นาในหมู่บ้านไป่ฮวาเสียเอง !
ดูเหมือนว่าเขาและหมู่บ้านไป่ฮวา จะมีโชคชะตาต่อกัน
เขาอ่านโฉนดอย่างถี่ถ้วนอีกครา ตราประทับของผู้ขายโฉนดที่นานี้... ตราประทับนี้คือตัวเสียวข่ายตัวบรรจง อ่า...แกะสลักได้มิเลวเลย หลังจากที่เขาอ่านอีกรอบถึงกับตกตะลึงจนผงะถอยหลัง จี้เยวี่ยเอ๋อเยี่ยงนั้นหรือ ? !
นี่มันเรื่องอันใดกัน ?
นี่คือที่นาของจี้เยวี่ยเอ๋อเยี่ยงนั้นหรือ ?
สาวใช้นางนั้นมิได้เอ่ยว่าเป็นของจางหวนกงหรอกหรือ ?
ใช่ ! จี้เยวี่ยเอ๋อเป็นลูกศิษย์ของจางหวนกง จางหวนกงคือขุนนางผู้มีชื่อเสียงแห่งต้าเฉิน ขุนนางที่มีชื่อเสียงนั้นมักจะห่วงเรื่องหน้าตา ดังนั้นเขาจึงขายที่นาเหล่านี้ผ่านจี้เยวี่ยเอ๋อ เมื่อวันก่อนที่เขามาเยือนจวนสวี เขาน่าจะเห็นว่าตนต้องการซื้อที่นา 60 หมู่ ดังนั้นวันนี้เขาจึงมอบหมายให้สาวใช้ของเขามาขายที่นา 60 หมู่ให้กับตน
จางหวนกงเป็นคนดีนี่ !
ความกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือนี้ ภายภาคหน้าคงต้องหาเวลาไปพบเขาสักหน่อยแล้ว ตนจะได้มีต้นไม้ใหญ่ให้พึ่งพิงในเขตเหลียงอี้แห่งนี้ ดีกว่าไปพึ่งพิงต้นเล็ก ๆ ของนายอำเภอจี้เป็นไหน ๆ
รถม้าหยุดลงชั่วครู่ สวีเสี่ยวเสียนมิได้สนใจ หลังจากนั้นก็ออกเดินทางอีกครา เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม รถม้าจึงได้หยุดลงที่เขตชานเมือง
สวีเสี่ยวเสียนได้ลงมาจากรถม้า ทันทีที่มองออกไปเขาก็พบกับทุ่งนาเขียวขจี
ในนามีต้นกล้าที่เพิ่งลงปลูกใหม่ ๆ ภายในทุ่งนาเป็นต้นกล้าข้าวสาลีที่สูงครึ่งตัวคน
สถานที่ที่ห่างออกไปไกลเล็กน้อยเป็นภูเขาที่สูงตระหง่านหนึ่งลูก บริเวณเชิงเขามีป่าไผ่หนาทึบ ภายในป่าไผ่มีหมู่บ้านเล็ก ๆ ซ่อนอยู่
ในทุ่งนามีชาวนาที่กำลังลงแรงกันอยู่ มีเสียงไก่ขันและเสียงสุนัขเห่า ทั้งยังมีเสียงครื้นเครงของเด็ก ๆ ดังมาเป็นระลอก ช่างเป็นทิวทัศน์ทุ่งนาในฤดูใบไม้ผลิที่งดงามเสียจริง
ทันใดนั้นสวีเสี่ยวเสียนก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันใด เขาชอบหมู่บ้านเช่นนี้ อีกทั้งหมู่บ้านนี้ยังมีนามว่าหมู่บ้านไป่ฮวา
“คุณชายสวี เชิญตามบ่าวมาเจ้าค่ะ”
จื่อเอ๋อนำทาง สวีเสี่ยวเสียนจึงพาจือรุ่ยและหลายฝูเดินตามนางไปบนคันนา
หลังจากเดินข้ามคันนาไปแล้ว ก็มาถึงที่นาแห่งหนึ่ง จื่อเอ๋อหยุดฝีเท้าลง สวีเสี่ยวเสียนเหลือบตามองผ่านไป เขาเห็นสะพานหินเล็ก ๆ ทั้งยังมีแม่น้ำสายเล็ก ๆ ไหลเอื่อยอยู่หน้าหมู่บ้าน
เป็นสถานที่ที่ดี !
นี่คือทุ่งนากว้างขวาง อาจจะกล่าวมิได้ว่าเป็นที่ราบ ทว่าความแตกต่างของระดับน้ำในที่นานั้นมิได้ต่างกันมาก หากซื้อที่นาผืนใหญ่นี้มาได้ทั้งหมด ก็จะสามารถทำให้กลายเป็นที่ราบผืนใหญ่ได้
อย่างน้อยก็หนึ่งพันกว่าหมู่ !
ในตอนนั้นจื่อเอ๋อก็ได้เอ่ยขัดขึ้นมาพลางยกนิ้วชี้ออกไป “คุณชายสวี ที่นาตรงนั้น คือที่นา 60 หมู่ที่ข้าขายให้ท่าน...”
ภายในทุ่งนามีชาวนากำลังปักต้นกล้าอยู่ จื่อเอ๋อตะโกนเสียงดังว่า “ท่านตาหลี่...”
หนึ่งในชาวนาผู้หนึ่งยืดตัวขึ้นมามอง “โอ้...แม่นางจื่อเอ๋อมาเยี่ยงนั้นหรือ ? วันนี้นายท่านมิมาด้วยหรือ ? ”
“ท่านตาหลี่ ช่วยมานี่สักประเดี๋ยวเจ้าค่ะ”
จื่อเอ๋อหันมาเอ่ยกับสวีเสี่ยวเสียนด้วยเสียงที่แผ่วเบาอีกครา “ท่านตาหลี่ผู้นี้ คือผู้เช่าที่นาทั้งหกสิบหมู่ บ้านของท่านตาหลี่นั้นค่อนข้างยากจน เขาต้องอาศัยที่นา 60 หมู่นี้จึงจะมีอาหารเพียงพอ ภายภาคหน้าท่านมิสามารถเปลี่ยนผู้เช่าได้นะเจ้าคะ”
สวีเสี่ยวเสียนมิได้ถือสาหาความอันใด เพราะถึงเยี่ยงไรตนก็มิได้ต้องการที่จะลงนาอยู่แล้ว
ท่านตาหลี่เดินมาหยุดอยู่ด้านหน้าของจื่อเอ๋อ จื่อเอ๋อจึงชี้ไปทางสวีเสี่ยวเสียนแล้วเอ่ยกับท่านตาหลี่ว่า “เรื่องเป็นเช่นนี้...นายท่านได้ขายที่นา 60 หมู่ให้กับคุณชายสวีเสี่ยวเสียนท่านนี้แล้ว ภายภาคหน้า...เขาคือเจ้านายของท่านแล้ว”
ท่านตาหลี่ตื่นตกใจขึ้นมาทันใด เจ้านายคนเดิมก็ดีอยู่แล้ว นางทั้งสวยทั้งจิตใจดี !
รายได้ของผู้เช่านับเป็นสองส่วน ทว่านายท่านกลับมอบรายได้ให้เขาถึงสามส่วน บัดนี้เจ้าของได้เปลี่ยนไปแล้ว ดูท่าทางของนายท่านผู้นี้แล้ว เกรงว่าจะเป็นเศรษฐีขี้งก เขาจะเปลี่ยนรายได้ตรงนี้ให้เป็นสองส่วนดังเดิมหรือไม่ ?
ช่างเถิด ๆ ในอดีตเป็นความใจกว้างของตระกูลนายท่าน สองส่วนนี้...เป็นเรื่องของการค้า
“นายท่าน ชายชราผู้นี้ขอคารวะ ภายภาคหน้าขอนายท่านโปรดดูแลกันด้วยขอรับ”
“เอ่ยได้ดี... ท่านตา ข้ามองว่าการบ่มเพาะต้นกล้านี้มิค่อยดีเท่าใดนัก” กล่าวจบ สวีเสี่ยวเสียนก็คุกเข่าลงไป จากนั้นก็ดึงต้นกล้าขึ้นมาดูอย่างถี่ถ้วน
“รากของต้นกล้าออกสีเหลือง... นั่นหมายความว่าต้นกล้ามีปัญหา ข้าคาดว่าที่นาที่ท่านใช้บ่มเพาะต้นกล้าต้องมีปัญหาเป็นแน่”
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นต่างก็ตกตะลึงเสียจนนิ่งค้าง สวีเสี่ยวเสียนมิได้สนใจท่าทีของพวกเขาแต่อย่างใด ทั้งยังเอ่ยต่ออีกว่า “ที่นาเป็นดินเปรี้ยวดินเค็ม ดังนั้นจำต้องทำการปรับ...ทว่าบัดนี้มิทันการณ์แล้ว”
สวีเสี่ยวเสียนขมวดคิ้วมุ่น ว่ากันว่าต้นกล้าเช่นนี้ได้สูญเสียคุณค่าไปแล้ว เพราะมันมีต้นกำเนิดมิดี ต่อให้ปลูกลงไปผลผลิตที่ได้ก็จะลดลงไปครึ่งหนึ่ง
บัดนี้จะช่วยให้รอดพ้นได้เยี่ยงไร ?
สวีเสี่ยวเสียนกำลังครุ่นคิด เขามิทันได้สังเกตว่าท่านตาหลี่ผู้นั้นตกตะลึงจนอ้าปากค้างไปแล้ว
การเพาะต้นกล้าในปีนี้ แปลงนาที่ใช้เพาะต้นกล้าผืนนั้นได้เกิดปัญหาขึ้นจริง ๆ รากของต้นกล้าโดยปกติแล้วต้องขาว ทว่าต้นกล้าที่เพาะออกมานั้นกลับเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และเขามิทราบว่าเกิดปัญหาตรงที่ใด
มันสายไปเสียแล้ว
คงทำได้เพียงปลูกลงไปก่อน
นายจ้างใหม่ผู้นี้เล็งเห็นถึงปัญหาได้ในทันที เขามีท่าทีเหมือนกับนักปราชญ์ เหตุใดถึงเข้าใจในเรื่องนี้กัน ?
จื่อเอ๋ออ้าปากค้างพลางจ้องมองแผ่นหลังของสวีเสี่ยวเสียน จือรุ่ยก็จ้องมองคุณชายของนางด้วยท่าทีตกตะลึงเช่นกัน พลางคิดว่านี่มันน่าประหลาดเกินไปแล้ว คุณชายเข้าใจเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน ?
เขามิทราบด้วยซ้ำว่าต้นข้าวเป็นเยี่ยงไร !
เอ่ยตามจริงแล้ว หากบอกว่าข้าวงอกออกมาจากต้นไม้ เขาก็เชื่อ ! ดังนั้นอย่างหวังว่าเขาจะแยกธัญพืชได้เลย
บัดนี้มันเกิดอันใดขึ้นกัน ?
ทว่าเมื่อมองสีหน้าของท่านตาหลี่ผู้นั้น เหมือนว่าคุณชายมิได้เอ่ยผิดแต่อย่างใด
จากนั้น จือรุ่ยก็เห็นคุณชายนั่งยอง ๆ อยู่บนคันนา เขาถลกแขนเสื้อขึ้นแล้วขุดโคลนขึ้นมาหนึ่งกำมือ
เขาจ้องโคลนนั้นด้วยความตั้งใจ ทั้งยังใช้ฝ่ามือถูมัน และเขายังนำโคลนมาดมใกล้ ๆ จมูกอีกด้วย... ไอหยา ! จือรุ่ยตกตะลึงขึ้นมาอีกครา คุณชายเป็นนักปราชญ์นะเจ้าคะ !
นี่เขากำลังเสแสร้งแกล้งทำเยี่ยงนั้นหรือ ?
ต้องใช่เป็นแน่ !
ทว่าเขาช่างเสแสร้งได้แนบเนียนเป็นอย่างยิ่ง
ความรู้สึกของจื่อเอ๋อในตอนนี้มิได้ต่างจากความรู้สึกของจือรุ่ยเลย ไอหยา...คุณชายสวีผู้นี้ เขาป่วยหรือมิได้ป่วยกันแน่ ?
สวีเสี่ยวเสียนจ้องมองโคลนในมืออย่างละเอียด ทันใดนั้นก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา เขาไปล้างมือที่แอ่งน้ำใกล้ ๆ จากนั้นก็เอ่ยกับท่านตาหลี่ว่า “ท่านจงจำเอาไว้ว่า เพราะต้นกล้าเหล่านี้มีต้นกำเนิดที่มิดี ตอนที่พวกมันหยั่งรากจึงต้องใช้เวลานานกว่าเดิม สำหรับการใส่ปุ๋ยคราแรก ท่านจะต้องรอหนึ่งเดือนเต็มหลังจากปลูกต้นกล้าลงไปแล้ว”
“นอกจากนี้ข้าจะบอกวิธีหนึ่งให้กับท่าน”
จือรุ่ยกำชายเสื้อเอาไว้แน่น ทันใดนั้นนางก็รู้สึกว่าคุณชายดูแปลกไปเล็กน้อย
นางกล้าสาบานต่อฟ้าดินเลยว่า แต่ก่อนคุณชายของนางมิเข้าใจสิ่งเหล่านี้จริง ๆ !
หรือว่า...หรือว่าคุณชายจะเปลี่ยนเป็นคนละคนกัน ?