บทที่ ยี่สิบสาม
ยามสายในวันแดดอ่อนกลางเมืองซุ่ยหยวนสายลมอ่อนที่พัดโบกใบไม้ไหวพลิ้วกลิ่นหอมจางของขนมต้มหอมและเกี๊ยวร้อนลอยคลุ้งมาตามสายลม ผสมกับเสียงเร่ขายของอันคึกคักผู้คนกลับจากงานไร่งานหลวง่เช้าเริ่มเข้าพักผ่อนหลบร้อนในชายคา
ถนนหลวงซึ่งทอดยาวผ่านย่านการค้ากลางเมืองเต็มไปด้วยผู้คนสัญจรชาวบ้านเดินจูงลูกจูงหลาน หญิงสาวในชุดผ้าฝ้ายลายดอกไม้พับแขนเสื้อขึ้นจับจ่ายผักสดริมทางส่วนบัณฑิตหนุ่มในชุดผ้าหยาบสีขาวนวลนั่งเรียงรายหน้าศาลเ้ากลางตลาดเริ่มอ่านตำราและร่ายบทกลอน
แต่ในความคึกคักนั้นท่ามกลางร้านขายของและเพิงสองเสาที่ตั้งเรียงรายเสียงกระซิบกระซาบของเหล่าสตรีทั้งสาวและแม่บ้านวัยกลางคนกลับดังกระจายแว่วไปทั่วทุกซอกทาง
ภายใต้ร่มไผ่หน้าร้านขายสมุนไพรที่ตั้งอยู่หัวมุมถนนหญิงวัยกลางคนในชุดผ้าฝ้ายสีเทา ผ้าคลุมหัวผืนเก่าโอบรัดเส้นผมไว้อย่างเรียบร้อยกำลังนั่งสับต้นหอมด้วยมือที่หยาบกร้านนางปรายตาไปยังเพื่อนบ้านข้างกายก่อนกล่าวเสียงแ่ปนขบขัน
“นี่ ..พวกเ้ารู้หรือไม่คู่หมั้นของท่านหญิงสามที่ทุกคนร่ำลือว่ารักกันนักหนาพบกันตอนที่แวะมาทำการค้าที่เมืองคราวนั้น ตอนนี้กำลังจะสมรสกับหญิงอื่นเสียแล้ว”
คำพูดนี้ทำให้สตรีอีกสองคนที่กำลังเลือกซื้อรากบัวต้องชะงักหันขวับมาทันที คนหนึ่งเบิกตากว้าง ดึงชายผ้าเช็ดหน้ามาปิดปากแล้วเอ่ยเสียงใ “อะไรนะ! คุณชายเหลียงฉีซ่านน่ะหรือจะสมรสกับหญิงอื่น? แล้วท่านหญิงสามเล่ายังมิทันออกเรือนเลยมิใช่หรือ?”
หญิงคนแรกหัวเราะเบาๆ“ท่านหญิงสามน่ะกำลังป่วยออดแอดอยู่ในจวน เห็นว่าป่วยหนักมิอาจไปไหนมาไหนได้ส่วนคุณชายเหลียงรูปงาม ข้าพึ่งได้ยินจากสามีว่ามีขบวนสินสอดเคลื่อนออกจากเมืองเมื่อวานนี้ส่งไปยังเมืองหลินอันข้างๆ เคียงนั่นแล!”
“โอ๊ยๆ..ได้ที่ไหนมิใช่ว่าเป็การลือกันไปเองหรือ? สตรีหลินอันนั่นเป็ใครกันถึงกล้าชิงคุณชายเหลียงไปจากท่านหญิงสาม?” อีกคนขมวดคิ้ว วางรากบัวลงอย่างลืมตัว
หญิงที่สับต้นหอมวางมือหัวเราะหึๆลูบมือบนผ้ากันเปื้อนอย่างผ่อนคลาย “ก็ได้ยินว่านางเป็บุตรีของขุนนางคนหนึ่งเช่นกันมีฐานะมั่งคั่งพอตัว แถมยังชำนาญดนตรี วาดพู่กันเลิศล้ำ..ใครบ้างจะไม่อยากได้เป็สะใภ้หากจะว่าไปแล้วคุณชายเหลียงก็มิได้หมั้นหมายกับท่านหญิงสามอย่างเป็ทางการเสียหน่อย”
“แต่ทุกคนในเมืองก็รู้ว่าท่านหญิงสามเป็บุตรสาวไหลอ๋องผู้ปกครองเมืองซุ่ยหยวนหาใช่สตรีสามัญ!คุณชายเหลียงนับเป็สามัญชนกับท่านหญิงสามให้กล่าวนับว่าอาจเอื้อมแต่ไหลอ๋องพิจารณาว่าคุณชายเหลียงเก่งบุ๋นบู๊กิริยาคำจาสูงส่งดังบัณฑิตถึงอนุญาตการสมรสคุณชายเหลียงทำเช่นนี้ หึย..คิดจะหันหลังให้ย่อมไม่สมควร!”สตรีอีกคนว่าเสียงเข้มดวงตาวาววับด้วยความไม่พอใจแทน
เสียงสนทนาเริ่มแผ่ขยายไปทั่วทางเดินบ้างว่าเห็นคนของคุณชายเหลียงไปที่สำนักดูฤกษ์หาฤกษ์วันแต่งงานบ้างว่าเห็นขบวนเกี้ยวแอบเดินทางยามค่ำคืนบ้างกระซิบว่าเื่ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะท่านหญิงสามป่วยจนไม่อาจอยู่เป็ขวัญใจได้อีกต่อไป
กลางฝูงชนที่ชุลมุนด้วยคำพูดและเสียงหัวเราะแ่เบาแววตาของผู้คนสะท้อนทั้งความสงสารและเสียดาย บ้างก็ส่ายหน้าด้วยความเห็นใจบ้างก็แค่นยิ้มอย่างเฉยชา
ขณะนั้นอีกฟากในร้านน้ำชาโต๊ะไม้ใต้ร่มริมทาง มีชายชราในชุดขาวยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาเอ่ยเสียงลึกแก่ผู้ร่วมโต๊ะ “ใจคนยากแท้หยั่งถึงยามสุขสบายย่อมมีคำมั่น เมื่อเคราะห์ร้ายมาเยือน คำมั่นนั้นก็ราวกับเงาในน้ำไร้สาระเสียจริง”
ลมเย็นพลิ้วพัดผ่านตามถนนตอนค่ำของวันเสียงกระดิ่งร้านขายของข้างเคียงดังขึ้นพร้อมเสียงแตรของพ่อค้าต่างเมืองที่เข้ามาขายของแต่เสียงลือเื่คุณชายเหลียงและท่านหญิงสามยังไม่จางหายใครต่อใครต่างซุบซิบอย่างไม่ลดละ
และในเงามืดของตรอกหนึ่งใกล้ตลาดร่างสองร่างในชุดผ้าหม่นปกปิดใบหน้าแอบยืนฟังถ้อยคำของชาวบ้านอย่างเงียบงันใบหน้าของหญิงสาวงามใต้ผ้าสีหม่นดวงตาคมปราดริมฝีปากเม้มแน่นส่วนหญิงสาวข้างกายเบือนหน้าหลบไม่กล้ามองใบหน้านายหญิงของตัวเอง
ท่านหญิงสามป่วยหนักคุุณชายเหลียงเลยส่งสินสอดแต่งงานให้หญิงอื่น..ทุกถ้อยคำเหมือนคมมีดแทงซ้ำในใจ
เสียงซุบซิบยังคงดังก้องในอากาศและความจริงอันบิดเบี้ยวกำลังคืบคลานเข้าครอบงำผู้คนทั้งเมืองโดยที่ยังไม่มีใครรู้เลยว่าสตรีนางหนึ่งที่ทุ่มเททุกอย่างไม่ให้งานแต่งเกิดขึ้นกลับต้องยอมรับว่าหรือว่าเขามิใช่ของนางจริงๆเล่ห์กลต่างๆ ที่นางงัดมาใช้ให้วิวาห์ชะงักขอเพียงเพิ่มโอกาสเล็กน้อยนางก็อยากได้บุรุษผู้นั้นมาเป็ของตน
เหยียนปี้เจินลอบแฝงตัวออกมาจากจวนตระกูลเหยียนยามราตรีความเสี่ยงของสตรีในย่านเริงรมย์ทำให้ไม่มีสตรีดีๆที่ไหนแวะเวียนมาที่นี่ถ้าไม่ใช่หญิงคณิกาหรือหาซื้อของผิดจรรยาสามปีก่อนนางใช้จ่ายเงินส่วนตัวเปิดร้านค้าเครื่องหอมสำหรับหญิงสาวแต่เป็แค่เบื้องหน้าเพราะเื้ัจะค้าขายเครื่องหอมที่ยวนใจชายหนุ่มให้หญิงในหอนางโลมเพื่อเพิ่มลูกค้าแต่นานวันไปร้านค้าก็ขยายเพิ่มมีพิษบางชนิดหายากหรือยาต้องห้ามแต่นางจะมาที่นี่นานๆ ครั้งเพื่อนำพิษที่้าไปให้ถังหยี่ใช้เพราะเหยียนปี้เจินจะไม่มีทางบอกว่าร้านค้าลับนี้เป็ของนางก็สตรีเช่นถังหยี่ทั้งขี้กลัวและอ่อนแอ ยิ่งถ้าบอกไปนางอาจจะเกิดความวาดระแวงแต่วันนี้เป้าหมายของนางไม่ใช้พิษหลานฮวาลัวเยี่ยหากคือพิษอีกชนิดหนึ่งหลังรับยาที่้าแล้วระหว่างทางกลับโสตประสาทกลับได้ยินเื่เสียดหูมือเรียวกำห่อในมือแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีซีดปลายเล็บที่ตัดแต่งอยากดีจิกเข้าที่ฝ่ามือ
‘หญิงผู้นั้นมันเป็ใคร’ ในใจคิดทวนซ้ำวนไปมา นางอยากวิ่งไปกระชากตัวคนที่กำลังซุบซิบนินทาส่งต่อข่าวลือนี้แล้วเค้นมาให้หมดว่าเื่เป็มาอย่างไรแต่งกับใคร แต่งที่ไหน แต่งเมื่อไร
“ข้าควรไปพบท่านพ่อ” เื่นี้ไม่มีใครจะรู้ดีไปกว่าบิดาของนางท่านพ่อเป็หนึ่งคนที่ก่อให้เกิดการเจรจาเชื่อมสัมพันธ์นี้
ยามบ่ายณ ห้องโถงตะวันตกของจวนหลวงไหลอ๋อง
ภายในห้องโถงกลิ่นชาเขียวหอมกรุ่นผสมกลิ่นไม้หอมอ่อนๆลอยตลบ เสียงกาน้ำร้อนเดือดเบาๆ ดังเป็จังหวะสม่ำเสมอราวเคาะประสาทผู้คนบนเก้าอี้ไม้หอมฉลุลายก้อนเมฆ ไหลอ๋องในชุดคลุมผ้าแพรสีน้ำตาลนั่งพิงพนักมือใหญ่ยกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปากทว่ายังไม่จิบเพียงหลุบตาลงนิ่งงันสีหน้าเรียบเยือกเย็นดั่งลมเหมันต์
ตรงหน้าเขาเหยียนเผิงที่ปรึกษาผู้ผ่านร้อนหนาวมายาวนานยืนสงบนิ่งในชุดคลุมสีเทาหม่น เงียบงันอยู่อึดใจใหญ่..ไหลอ๋องจึงวางถ้วยชาที่ยังไม่ได้จิบลงเบาๆเอ่ยเสียงต่ำแฝงแววครุ่นคิด
“เ้าว่าข่าวลือนั้น..มีมูลมากน้อยเพียงใด?”
เหยียนเผิงประสานมือค้อมศีรษะเล็กน้อย“ใต้เท้าข่าวลือนั้นแพร่กระจายรวดเร็วมากนักั้แ่เมื่อวานข้าน้อยจึงได้ส่งคนไปสืบที่เมืองหลินอันเบื้องต้นนั้นรายงานว่ามีการส่งคนของจวนหานอ๋องไปมาหาสู่เศรษฐีใหญ่ผู้หนึ่งจริงส่วนเื่แลกเปลี่ยนวันเดือนปีเกิดของหญิงสาวนั้นยังไม่มีประกาศเป็ทางการแต่เื่แลกดวงชะตานั้นมิใช่สิ่งเล่นๆ ยังเพียงหารือเท่านั้น”
ไหลอ๋องพยักหน้าเล็กน้อยดวงตาคู่นั้นเงียบลึกดั่งบ่อน้ำในฤดูหนาวพลันขยับนิ้วเคาะเบาๆ ที่โต๊ะหิน ริมฝีปากเม้มแน่นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย “เขากล้าหรือ? หากแม้เื่นี้เป็เท็จเหตุใดจึงปล่อยให้ข่าวลือแพร่สะพัดจนผู้คนร่ำลือกันทั้งเมือง? หรือว่าเขาไม่ใส่ใจในศักดิ์ศรีของข้าหรือของถังหยี่เลยแม้แต่น้อย..”
ข่าวลือที่ว่ารอท่านหญิงสามหายป่วยไม่ไหวจึงจะแต่งงานกับผู้อื่นแม้จะจริงหรือไม่จริงก็ล้วนไม่ไว้หน้ากันหากจะใช้เื่นี้กดดันเขาให้รีบส่งตัวบุตรสาวใช่หรือไม่ แต่นางป่วยเช่นนี้บิดาเช่นเขาทำไม่ลงให้เดินทางไปตามเส้นทางทุรกันดารไปซีเป่ย ถังหยี่ได้สิ้นลมกลางทางพอดี
น้ำเสียงของเขาแ่ต่ำแต่แฝงแรงอารมณ์ที่ควบคุมไว้เหยียนเผิงเห็นดังนั้นจึงขยับเข้าใกล้อีกก้าว กล่าวอย่างระมัดระวัง
“ใต้เท้า..ข้าน้อยเห็นว่าเรายังไม่ควรด่วนปักใจเชื่อควรให้คนของเรายืนยันอีกครั้งว่ามีการส่งสินสอดจริงหรือไม่หรือใครเริ่มกุข่าวโคมลอยสิ่งนี้ล้วนกระทบใหญ่หลวงกับแผนการเชื่อมสัมพันธ์กับซีเป่ยและชื่อเสียงของท่านหญิงสามจะมัวหมองอีกด้วย”
ไหลอ๋องหลุบตาลงแววตาคิดคำนวณปรากฏชัด “การแต่งงานครั้งนี้ข้าไม่้าเพียงเชื่อมสัมพันธ์แต่บุคคลที่จะแต่งงานกับถังหยี่ก็ต้องไว้หน้าข้าด้วย มิใช่จะมองว่าข้าเป็รองได้หากทางนั้นคิดเปลี่ยนใจ..แผนทั้งหมดต้องทบทวนใหม่” เสียงท้ายประโยคหนักแน่นขึ้นเล็กน้อยสีหน้าของไหลอ๋องยังสงบแต่แฝงความขุ่นมัวที่ซ่อนอยู่ใต้คลื่นสงบ
“จงส่งสารไปยังซีเป่ย..ไม่ต้องพูดอ้อมค้อมอีกบอกว่าข้า้าความชัดเจน ว่าเขายังยืนหยัดในสัญญาหมั้นหมายหรือไม่ให้เขาตอบเป็ลายลักษณ์อักษรภายในสามวัน หากไม่ตอบ..ข้าจะถือว่าข่าวลือนั้นเป็จริง”
เหยียนเผิงเบิกตากว้างเล็กน้อยไม่รู้จะเปลี่ยนใจผู้เป็นายอย่างไรเพราะเขาก็ไม่มั่นใจว่าทางซีเป่ยจะพยายามถือไพ่สองลำจริงๆเพราะขนาดแผนการเชื่อมสัมพันธ์เพื่อให้เกิดเส้นทางการค้าลับจริงๆ ยังมีแผนอีกขั้นที่ซ่อนอยู่อีกทีแผนที่เขาเหยียนเผิงผู้นี้เจรจาเป็ความลับใต้จมูกไหลอ๋องผู้เป็นายเขาจึงจำใจทำตามคำสั่ง “ข้าน้อยจะดำเนินการทันที…”
ไหลอ๋องทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างเห็นสวนไม้ผลด้านนอกใบไม้ปลิวไหวตามลม “ในเมื่อเื่นี้เริ่มแพร่สะพัดหากได้ความจริงมาแล้วถ้าข่าวลือไม่เป็จริงก็ไม่อาจจะรอให้มันกลายเป็ไฟลามเมือง รอจนเขาแต่งงานกับหญิงอื่นจริง” เสียงเขาเบาเหมือนรำพึงแต่ท่วงท่ากลับมั่นคง“ถ้าจำเป็เราต้องเร่งรัดให้เกิดพิธีเร็วกว่าที่เคยคิดไว้”
เหยียนเผิงนิ่งงันก่อนจะพยักหน้าอย่างยอมรับบรรยากาศในห้องยังคงเงียบสงบเช่นเดิม 'เวลา..เริ่มเร่งเร้าแล้ว' เขาไม่เอ่ยขัดความคิดนี้ของผู้เป็นายทั้งยังพอใจอย่างมาก เพราะจากจุดเริ่มเขาคือคนที่จะได้ผลประโยชน์จากการแต่งงานอย่างที่สุด
ห้องหนังสือหลังเรือนใหญ่ของจวนตระกูลเหยียนตกอยู่ในความเงียบกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกเหมยในแจกันกระเบื้องเคลือบลอยเคล้ากับกลิ่นชาสมุนไพรที่ยังอุ่นอยู่ในกาน้ำมือของเหยียนเผิงวางพัดไม้ไผ่ไว้บนตัก ขณะที่สายตาจดจ่ออยู่กับรายละเอียดของเอกสารตรงหน้าแสงอาทิตย์ส่องผ่านหน้าต่างประดับไม้ฉลุทอดเงาเป็ลายลงบนพื้นห้อง
เสียงฝีเท้าเบาๆดังแว่วมาจากทางเดิน ร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งปรากฏขึ้นที่ประตูผ้าคลุมไหล่สีม่วงอ่อนพลิ้วไหวตามก้าวย่างอย่างนุ่มนวลใบหน้างามคมแต่งแต้มด้วยเครื่องหอมบางเบา เมื่อเข้าสู่ห้องเหยียนปี้เจินค้อมกายเบาๆ ก่อนเอ่ยเสียงอ่อน “ท่านพ่อลูกขอเข้าพบ ไม่รบกวนท่านกระมังเ้าคะ?”
ชายหลังโต๊ะไม้เคลือบเงาเงยหน้าขึ้นดวงตาที่ผ่านร้อนหนาวนานปีมองบุตรสาวชั่วครู่ก่อนพยักหน้าเรียบเฉย “เข้ามาสิ เ้าเองก็ไม่ค่อยมาหาข้านึกอยากเจรจาอะไรในเวลานี้หรือ?”
หญิงสาวก้าวมานั่งบนเก้าอี้ไม้เคียงข้างโต๊ะหยิบกาน้ำรินชาเติมให้บิดาด้วยท่วงท่าช้าเนิบ ริมฝีปากสีอ่อนยิ้มบาง “ลูกแค่เป็ห่วงท่านกลัวว่าข่าวลือเื่คุณชายเหลียงกับหญิงจากเมืองหลินอันจะทำให้ท่านหนักใจ”
เหยียนเผิงขยับมือรับถ้วยชามาเพียงปรายตามองบุตรีผู้สง่างามแต่แฝงความลึกลับเขานิ่งงันไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยเรียบ “เ้าก็ได้ยินข่าวลือนั้นแล้วหรือ?”
มือที่ถือกาน้ำของเหยียนปี้เจินชะงักไปไม่ว่าอย่างไรเื่นี้ก็กวนใจนางนักนางหลุบตาลงเล็กน้อยกลบรอยแววตาที่ไหววูบด้วยรอยยิ้มคล้ายเจตนาดี “เ้าค่ะลูกเห็นว่าเื่นี้ลือกันหนาหูหากท่านหญิงสามต้องเสื่อมเสียชื่อเพราะเื่ไร้มูล ลูกคงอยู่เฉยมิได้”
ผู้เป็บิดาหัวเราะแ่เบาก่อนวางถ้วยชาลงด้วยท่าทีครุ่นคิด“เ้ารู้หรือไม่ว่าการกล่าวถึงชื่อท่านหญิงสามว่า‘เสื่อมเสีย’ ต่อหน้าข้าเช่นนี้หากคนอื่นฟังเข้าอาจคิดว่าเ้าดูแคลนเพื่อนของเ้า”
เหยียนปี้เจินไม่ไหวติงพลางยิ้มบางแต่อบอุ่นลูบชายเสื้อเบาๆ อย่างถ่อมตน “ลูกมิกล้าคิดเช่นนั้นเพคะเพียงแต่อยากให้ท่านพ่อโปรดแจ้งแก่ลูกเถิดว่าเื่ระหว่างคุณชายเหลียงกับหญิงเมืองหลินอันนั้นเป็จริงหรือไม่? หรือเป็เพียงคำลวงที่ใครตั้งใจปั่นป่วน?”
เหยียนเผิงนิ่งไปครู่หนึ่งเขาขยับตัวเอนพิงพนักเก้าอี้มือข้างหนึ่งลูบเคราเบาๆดวงตาแน่วนิ่งจ้องมายังเหยียนปี้เจินก่อนกล่าวเนิบช้า “เ้าสนใจมากขนาดนี้หรือว่าคิดอยากทำสิ่งใด?”
หญิงสาวเพียงเงยหน้าสบตาบิดารอยยิ้มยังคงอ่อนโยนแต่ในแววตาแฝงความกระหายความอยากรู้ “ลูกเพียงไม่้าให้เพื่อนต้องทนทุกข์จากข่าวลวงหากจะมีใครตั้งใจบิดเบือนความจริงลูกย่อมไม่ยินดี แต่หากเป็จริง..ลูกก็อยากรู้ก่อนผู้อื่นเผื่อจะได้ช่วยท่านพ่อและถังหยี่หาทางรับมือ”
เหยียนเผิงมองบุตรีอย่างลึกซึ้งสายตานั้นเงียบลึกดั่งห้วงน้ำที่ไม่อาจหยั่งรู้ ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ “ก็แล้วไป ข้าจะบอกเพียงว่าขณะนี้ยังไม่มีการส่งสินสอดแต่จริงที่มีการเจรจาเบื้องต้นของหานอ๋องและพ่อค้าสกุลเหลียงเกิดขึ้นแล้วส่วนคนผู้ริเริ่ม..ก็ยังจับมือใครไม่ได้คงต้องรออีกสักระยะเพื่อระบุตัวตน”
หลังคำพูดนั้นนางพลันเบิกตากว้างวูบหนึ่งมือที่ประสานกันแน่นบนตักสั่นไหวเล็กน้อยแต่ยังยิ้มไม่เปลี่ยน “คุณชายเหลียง..เขาเห็นด้วยหรือ?”
เหยียนเผิงหัวเราะแ่“เื่นี้สุดจะรู้ข้ามิใช่คนนั่งในใจเขาขณะเื่ระหว่างเขากับท่านหญิงสามยังไม่เป็ทางการไม่ได้แลกดวงชะตาเช่นนี้ใครจะไปจะมาอย่างไรย่อมมีทางให้เลี้ยวได้เสมอ”
ประโยคสุดท้ายของบิดาเหมือนสาดน้ำมันใส่เปลวเพลิงในใจหญิงสาวมือเรียวกำแน่นขึ้นแต่ใบหน้ายังคงสง่างาม “ลูกเข้าใจแล้วเ้าค่ะเช่นนั้นหากลูกมีสิ่งใดจะทำเพื่อถังหยี่ ลูกขอท่านพ่อโปรดเอ่ย”
"แต่เ้าไม่ต้องกังวลมากไปหากได้ความจริงแล้ว นายท่านจะเร่งส่งตัวท่านหญิงสามออกไป"
“หมายถึงพิธีส่งตัวเ้าสาวหรือเ้าคะ?” ปลายประโยคของเหยียนปี้เจินสั่นเครือเล็กน้อยเพราะไม่คาดฝันมาก่อน
เหยียนเผิงเพียงพยักหน้า“อย่างน้อยก็ให้เกิดพิธีส่งตัว แต่จะส่งไปถึงซีเป่ยอย่างไรของต้องทบทวนอีกที” แล้วเขาก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ
ขณะที่เหยียนปี้เจินค้อมกายลาบิดาดวงตาที่ทอดมองบิดาเพียงชั่วครู่ก่อนจะหันหลังเดินจากไปท่ามกลางเงาไม้ที่ทอดทาบในทางเดินสายตานางพลันแปรเปลี่ยนเ็า ‘ยังมิได้แต่ง..มิได้หมั้น..แปลว่าเขายังมิใช่ของใคร’
ใจของนางปั่นป่วนริมฝีปากเม้มแน่นหลังยิ่งรู้ว่าเื่แต่งงานถูกเร่งรัดแล้ว นางยิ่งมั่นใจในสิ่งที่คิดไม่สามารถรอได้อีกเพราะเื่เดียวที่นางคุมได้คือไม่ให้ถังหยี่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะออกเรือนที่เหลือคือภาวนาให้พ่อค้าเหลียงที่กำลังเจรจาสินสอดอยู่ที่เมืองหลินอันไม่ใช่ ‘เซี่ยอ๋อง’ ของนาง
-----------------------------------------------
นี่ก็ร้ายเหลือเกิน กะเพื่อนอะยังทำได้ขนาดนี้ แต่นางก็มรเหตุผลของนาง
รีดเดอร์ว่าเพราะอะไรกันหนอที่ทำให้คนเราเป็ได้มากขนาดนี้ ฝากส่งใจให้กันหน่อยน้าาาา