แพทย์หญิงข้ามเวลาไปเป็นชายาท่านอ๋องหน้านิ่ง (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 46 ขอพรจากที่ใด

            “พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรถึงห้ามไม่ให้เราเข้าไปในตำหนักของพี่รอง อยากตายหรือไร ยังไม่รีบหลบไปอีก!”

            “องค์หญิงหก รัชทายาทมีรับสั่งห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้าตำหนักในระหว่างที่พระองค์ทำพิธีรำลึกถึงพระมารดา กระหม่อมแค่ทำตามรับสั่ง ขอองค์หญิงได้โปรดอย่าทำให้กระหม่อมลำบากใจเลยพ่ะย่ะค่ะ”

            “เหอะ...ทำพิธีรำลึกถึงพระมารดาอย่างนั้นรึ พระมารดาของเขาไม่ใช่พระมารดาของข้าหรืออย่างไร อีกอย่างพิธีรำลึกเสร็จสิ้นตั้งแต่เมื่อวาน แล้วเหตุใดวันนี้เขายังไม่อนุญาตให้คนเข้าตำหนักอีก หรือเรื่องที่เสด็จพี่รองแอบซุกสตรีไว้จะเป็นเรื่องจริง” องค์หญิงหกชิงเจียวกอดอกแล้วจ้ององครักษ์ของพี่ชายเขม็ง “ลิ่วเปียว เจ้าจะไม่ฟังคำสั่งของข้าจริงๆ ใช่หรือไม่”

            ลิ่วเปียวรีบคุกเข่า “ขอองค์หญิงโปรดเห็นใจกระหม่อมด้วย กระหม่อมขัดคำสั่งรัชทายาทไม่ได้จริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”

            “น้องหญิงหก เจ้าอย่าได้ทำให้องครักษ์ลำบากใจเลย” องค์หญิงห้าชิงเฟยห้ามน้องสาว “องครักษ์ลิ่วแค่ทำตามคำสั่งของพี่รองเท่านั้น เจ้าก็รู้ว่าหากผู้ใดกล้าขัดคำสั่งต้องถูกพี่รองลงโทษสถานหนัก แม้แต่เราถ้ากล้าฝืนคำสั่งย่อมต้องถูกพี่รองลงโทษไม่มีละเว้น ข้าว่าเรากลับกันก่อนเถอะนะแล้วค่อยมาหาเขาวันหลัง”

            “คำสั่งเสียของเสด็จแม่คือให้เราแค่สามคนเท่านั้นที่ทำพิธีรำลึก เพราะมีเพียงเราที่เป็นสาวเลือดของนาง อีกอย่างพิธีรำลึกก็ไม่ได้มีแค่การปิดตำหนักถือศีลเพียงอย่างเดียว แต่ในวันสุดท้ายก่อนเสร็จพิธี เราสามคนต้องไปนั่งดื่มชาที่หน้าหลุมศพเพื่อพูดคุยกับเสด็จแม่ แต่ปีนี้พี่รองกลับไม่ยอมออกจากตำหนัก ทั้งยังมีข่าวลือว่าเขาแอบซ่อนสตรีไว้ในตำหนักและเขายังหลงสตรีนางนั้นอย่างหัวปักปัวปำ จนพี่น้องคนอื่นอาศัยโอกาสนี้ทูลขอให้เสด็จพ่อปลดพี่รองออกจากตำแหน่งรัชทายาท แล้วท่านไม่เห็นท่าทีของพี่ใหญ่หรือเจ้าคะ หากเป็นไปได้เขาคงสั่งให้คนตัดฉลองพระองค์ตัวใหม่สำหรับใส่ขึ้นรับตำแหน่งรัชทายาทพระองค์ใหม่ไปแล้ว” องค์หญิงหกชิงเจียวพูดขึ้นอย่างโมโห

            “แต่องครักษ์ไม่ยอมเปิดทางให้เราแล้วเจ้าจะทำอย่างไรได้” องค์หญิงห้าชิงเฟยบอกน้องสาวอย่างใจเย็น “เจ้าต้องเชื่อมั่นในตัวพี่ชายของเราสิ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพี่รองจะเห็นสตรีสำคัญกว่าพิธีรำลึกถึงเสด็จแม่”

            “พี่หญิงห้า หรือว่า...” องค์หญิงหกชิงเจียวทำหน้าตกใจ

            “หรือว่าอะไร?” องค์หญิงห้าชิงเฟยไม่เข้าใจ นางทำได้เพียงมองน้องสาวเพื่อรอฟังคำตอบ

            “หรือว่าพี่รองไม่ได้แอบซุกแค่สตรี แต่เขายังแอบซุกบุรุษไว้ด้วยเจ้าคะ” สิ้นคำพูดของตน องค์หญิงหกชิงเจียวก็รู้สึกเหมือนมีอะไรหนักๆ ลงมากระแทกหัว นางรีบหันหลังกลับเตรียมที่จะเอาเรื่อง “เป็นผู้ใดบังอาจมาทำร้ายข้า! พวกเจ้าไม่อยากตายดีแล้วใช่หรือไม่”

            “เป็นข้าเองที่ทำร้ายเจ้า” ชิงเจี้ยนเดินมาหาน้องสาว “น้องหญิงหกช่วยบอกข้าทีว่าเจ้าจะทำให้ข้าตายด้วยวิธีใด?”

            “พี่รองอย่าได้ถือสา น้องหญิงหกพูดไปเพราะโมโหเท่านั้น” องค์หญิงห้าเดินมาหยุดยืนข้างนอกสาว “เราสองคนไม่เห็นท่านไปดื่มน้ำชาที่หน้าหลุมศพของเสด็จแม่ เรานึกว่าท่านไม่สบายจึงได้มาเยี่ยมท่านที่ตำหนักเจ้าค่ะ”

            “อ้อ...ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้ ข้านึกว่าพวกเจ้าอยากมาดูว่าข้าแอบซุกใครไว้เสียอีก” ชิงเจี้ยนจ้องน้องสาวอย่างไม่มีรอยยิ้ม “ดูท่าน้องหญิงหกจะว่างมากสินะช่วงนี้ เช่นนั้นข้าจะทูลขอเสด็จพ่อให้ส่งเจ้าไปศึกษาวิชาปักเย็บและวิชาทอผ้ากับองค์หญิงจิ้นลี่เซียนที่แคว้นจิ้นดีหรือไม่ เผื่อการปักเย็บจะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจไม่ให้เจ้าไปฟังเรื่องซุบซิบนินทาอยู่ทุกวัน”

            “เสด็จพี่รองคนดี ท่านอย่าใจร้ายกับข้าเลยนะเจ้าคะ” องค์หญิงหกยิ้มประจบพี่ชาย “แม้แต่ร้อยเข็มข้ายังทำไม่เป็น แล้วท่านยังจะส่งข้าไปเรียนวิชาปักเย็บอีกหรือ เข็มเย็บผ้าก็เล็กเพียงนั้น ท่านไม่กลัวว่านิ้วมือของข้าจะหงิกหงอจนพิการใช้งานไม่ได้หรือเจ้าคะ อีกอย่างท่านไม่กลัวว่าพี่หญิงจิ้นจะรำคาญเสียงของข้าจนตายไปก่อนหรือ”

            “เจ้าก็รู้ว่าเจ้ามันเป็นคนที่พูดมากจนน่ารำคาญ แต่เจ้ายังเอาแต่พูดจาไร้สาระไม่หยุดไม่หย่อน” ชิงเจี้ยนมองน้องสาวคนเล็กอย่างระอา “ว่ามา ตกลงแล้วพวกเจ้ามาหาข้าด้วยเรื่องใด”

            ชิงเจี้ยนถามเข้าเรื่อง ดีที่วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการพักฟื้นหลังผ่าตัด เมื่อได้ยินเสียงน้องสาวมายืนเอะอะโวยวายอยู่หน้าตำหนักที่แม้องครักษ์จะห้ามอย่างไรก็ไม่ยอมกลับ เขาจึงต้องออกมาต้อนรับ

            องค์หญิงหกชิงเจียวกำลังจะตอบ แต่สายตาของนางเหลือบไปเห็นเงาคนสองคนนั่งอยู่ในห้องดื่มชาของพี่ชายพอดี ความโมโหของนางจึงกลับมาอีกครั้ง “พี่รอง! ท่านแอบซ่อนคนไว้ในตำหนักจริงสินะเจ้าคะ เป็นเพราะพวกเขาถึงทำให้ท่านไปร่วมดื่มชาที่หน้าหลุมศพของเสด็จแม่ไม่ได้ใช่หรือไม่ ท่านมันไม่กตัญญูเอาเสียเลย สมควรแล้วที่พี่ใหญ่เสนอให้ปลดท่านลงจากตำแหน่งรัชทายาท”

            “น้องหญิงอย่าได้พูดเช่นนั้น!” องค์หญิงห้าเตือนอย่างตกใจ

            “พี่หญิงห้าไม่ต้องมาห้ามข้า หากไม่เชื่อท่านก็ดูเองสิเจ้าคะ” องค์หญิงหกชี้ไปที่ห้องดื่มชา “ข้าเห็นมีเงาคนสองคนนั่งอยู่ในนั้น”

            องค์หญิงห้าหันไปมองก็เห็นว่าจริงอย่างที่น้องสาวพูด “พี่รอง ท่านซ่อนไว้ทั้งบุรุษและสตรีเลยหรือเจ้าคะ ความชอบของท่านช่าง...เอ่อ...ช่างไร้ขอบเขตเหนือจินตนาการจริงๆ”

            “น้องหญิงห้า! เจ้าก็เป็นไปกับนางด้วยหรือ?” ชิงเจี้ยนถอนหายใจ “เอาเถอะ ในเมื่ออยากรู้กันนัก เช่นนั้นข้าจะพาพวกเจ้าไปรู้จักพวกเขาก็แล้วกัน”

            “ข้าไม่ไป! ข้าไม่อยากรู้จักคู่รักของท่าน” องค์หญิงหกทำท่าขนลุก “คนอะไรชอบได้ไม่เลือก ทั้งไม่แยกแยะว่าเป็นบุรุษหรือสตรี สองคนนั้นก็ช่างหน้าหนายิ่งกว่าอะไร พวกเขานั่งดื่มชาด้วยกันโดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจได้อย่างไรกัน พี่รอง...ท่านฝึกความปรองดองด้วยการให้พวกเขาปรนนิบัติท่านพร้อมกันหรือเจ้าคะ”

            ชิงเจี้ยนพยายามกลั้นโมโหจนแผลผ่าตัดแทบปริ “ชิงเจียว! ข้าไม่รู้มาก่อนเลยว่าจินตนาการของเจ้าจะเลิศล้ำถึงเพียงนี้ ดูท่าแล้วนอกจากเจ้าจะชอบเรื่องซุบซิบนินทา เจ้ายังศึกษาตำราต้องห้ามมาอย่างดีด้วยสินะ เห็นทีแคว้นจิ้นคงไม่ต้องไปมันแล้ว ไปแคว้นเจาที่อยู่ห่างไกลนับหมื่นลี่เลยเป็นไร ไปอยู่ไกลๆ จะได้ไม่ทำให้ใครปวดหัวอีก”

            “พี่รอง! ท่านจะส่งข้าไปอยู่แคว้นเจาเพียงเพราะข้ารู้ความลับของท่านอย่างนั้นหรือเจ้าคะ” องค์หญิงหกทำหน้าตกใจก่อนจะหันไปมองพี่สาวอย่างขอความช่วยเหลือ “พี่หญิงห้า ท่านต้องช่วยข้านะเจ้าคะ ข้าไม่อยากไปอยู่แคว้นเจา ข้าได้ยินมาว่าแคว้นเจามีแต่ป่าเขา อีกทั้งคนในราชวงศ์ยังชอบศึกษาแต่สมุนไพร แต่ข้าที่แยกแยะแม้กระทั่งต้นหญ้าไม่ออกแล้วข้าจะไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นได้อย่างไรกัน หากจะส่งข้าไปต้องส่งข้าไปแคว้นชิงสิเจ้าคะ ข้าได้ยินมาว่าที่นั่นแม้แต่องค์ชายหกที่วรยุทธ์อ่อนหัดที่สุดยังฝีมือดีกว่าองครักษ์หลวงของเราหลายเท่า”

            “น้องหญิงหก...” องค์หญิงห้ามองน้องสาวอย่างจนปัญญา “หากเจ้าไม่ได้ยั่วให้ผู้อื่นโมโห เจ้าจะไม่มีความสุขใช่หรือไม่”

            “น้องหญิงห้า! พาน้องหญิงหกของเจ้าตามข้ามา” ชิงเจี้ยนไม่พูดกับน้องสาวต่อแล้ว ขืนเขายังต่อปากต่อคำกับน้องสาวคนเล็กไม่หยุด คนที่จะโมโหตายคงเป็นเขา

            ส่วนฉินจื่อฉิงกับซูหยุนหรานที่นั่งอยู่ในห้องน้ำชาก็แทบจะดื่มน้ำชาต่อไม่ไหว พวกเขาถึงกับเอามือกุมท้องและปิดปากตัวเองเพราะกลัวเสียงหัวเราะจะดังออกไปถึงข้างนอก

            “ท่านพี่ ท่านว่าองค์หญิงหกผู้นี้เป็นอย่างไร ท่านคิดเหมือนข้าหรือไม่เจ้าคะ” ซูหยุนหรานถามสามี

            “เจ้าคิดจะจับคู่ให้ผู้ใด” ฉินจื่อฉิงถามอย่างรู้ทัน

            “ท่านมีน้องชายถึงสามคน ท่านต้องรู้สิเจ้าคะว่านิสัยอย่างองค์หญิงหกเพราะสมกับผู้ใด”

            “น้องชายทั้งสามคนของข้ามีนิสัยเหมือนกันออกปานนั้นแล้วเจ้ายังจะมาถามข้าอีกหรือ” ฉินจื่อฉิงนึกไปถึงน้องสี่ น้องห้า แล้วก็น้องหกของเขาก่อนจะส่ายหน้า “ไม่ว่าองค์หญิงหกจะเป็นน้องสะใภ้ลำดับที่เท่าใด ข้าเชื่อว่าจวนหลังนั้นย่อมมีแต่เรื่องสนุกให้เราได้เห็น แต่ว่า...เหตุใดเจ้าไม่นึกถึงพี่ใหญ่เลยเล่า”

            ซูหยุนหรานทำตาโต “นั่นสินะ ข้าลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไรกัน พี่ใหญ่มีนิสัยเงียบขรึม หากแต่งสตรีเช่นองค์หญิงหกไปอยู่ข้างกาย ชีวิตในวังหลวงของพี่ใหญ่ต้องไม่น่าเบื่ออย่างแน่นอน ข้าว่าเราทำตัวเป็นแม่สื่อให้พี่ใหญ่ดีหรือไม่เจ้าคะ กลับไปคราวนี้ราชวงศ์ของเราจะได้มีงานมงคล พี่ใหญ่จะได้ไม่เหงาอยู่คนเดียวในตำหนักอีก ส่วนองค์หญิงห้า...”

            “เดี๋ยวก่อน” ฉินจื่อฉิงยกมือขึ้นห้าม “เจ้าคงไม่รู้ว่าท่านพ่อไม่เหมือนฮ่องเต้พระองค์อื่น พระองค์ไม่เคยบังคับลูกชายทุกคนเกี่ยวกับการสมรส เรื่องนี้เราให้พวกเขาหาสตรีที่ถูกใจเองจะดีกว่า”

            “แต่ฝ่าบาทเคยพระราชทานสมรสให้เรานะเจ้าคะ”

            “ที่ท่านพ่อพระราชทานสมรสให้คู่ของเราและคู่ของเสียนอ๋องนั้น ความจริงแล้วเวลานั้นท่านพ่อกลัวว่าด้วยชื่อเสียงเรื่องดาวหายนะของข้าจะทำให้ไม่มีสตรีคนใดกล้ามาแต่งกับข้า ท่านพ่อจึงทำทีเป็นเชื่อคำพูดของฉินผินที่จะให้ข้าแต่งงานกับเจ้า พระองค์จึงออกราชโองการให้โดยไม่คัดค้าน และยังให้เราจัดพิธีแต่งงานอย่างรวบรัดเพราะกลัวว่าข้าหรือเจ้าคนใดคนหนึ่งจะเปลี่ยนใจไปเสียก่อน

            ส่วนเสียนอ๋องกับซูชิงหว่านก็เป็นเสียนอ๋องที่ไปทูลขอราชโองการสมรสด้วยตัวเอง เมื่อเห็นว่าเสียนอ๋องกับซูชิงหว่านมีใจให้กัน ท่านพ่อจึงไม่ขัดขวางและพระราชทานสมรสให้อย่างเต็มใจ แต่คนส่วนใหญ่กลับคิดไปว่าที่ท่านพ่อพระราชทานสมรสให้นั้นเป็นเพียงเหตุผลของการสะสมอำนาจ แม้แต่เสียนกุ้ยเฟยกับซูจิ้นจงยังคิดว่าทั้งหมดเป็นแผนการที่เสียนอ๋องวางไว้ โดยที่ทุกคนไม่รู้เลยว่าเสียนอ๋องนั้นรักซูชิงหว่านอย่างสุดหัวใจ” ฉินจื่อฉิงอธิบาย

            ซูหยุนหรานคิดตามก็เห็นว่าจริง เสียนอ๋องทำทุกวิธีเพื่อให้ได้แต่งกับซูชิงหว่าน แต่ก็มักจะบอกกับคนอื่นว่าที่เขาเลือกแต่งกับซูชิงหว่านเพราะซูชิงหว่านเป็นแพทย์หญิงอัจฉริยะ นางจึงคู่ควรกับตำแหน่งพระชายาของเขามากที่สุด ที่แท้คำพูดเหล่านั้นเป็นคำพูดที่ใช้ตบตาผู้คน โดยเฉพาะเสียนกุ้ยเฟยที่ไม่รู้เลยว่าคำพูดของโอรสเป็นเพียงคำโกหกเพื่อให้นางยอมรับซูชิงหว่านเป็นลูกสะใภ้เท่านั้น

            “คนในราชวงศ์ช่างใช้ชีวิตได้ซับซ้อนยิ่ง” ซูหยุนหรานถึงกับถอนหายใจโล่ง “ดีที่ท่านเลือกเป็นท่านอ๋องนอกราชวงศ์ ไม่เช่นนั้นสมองน้อยๆ ของข้าคงคิดไม่ทันพวกท่านแน่”

            “หากอัจฉริยะด้านการแพทย์อย่างเจ้ายังเรียกว่าสมองน้อยๆ แล้วคนที่เอาแต่จับกระบี่สู้รบอย่างข้าจะเรียกว่าอะไร” ฉินจื่อฉิงยิ้มกว้างให้ภรรยา

    และบังเอิญที่ชิงเจี้ยนพาน้องสาวทั้งสองคนเดินเข้าห้องน้ำชามาพอดี

            “เทพบุตรเทพธิดามาจุติรึ! บุรุษผู้นี้ช่างหล่อเหลายิ่งนัก ยังมีรอยยิ้มชวนมองนั่นอีก เกิดมาข้ายังไม่เคยเห็นผู้ใดมีรอยยิ้มที่งดงามเช่นนี้มาก่อน ส่วนสตรีที่นั่งอยู่ก็งดงามไม่แพ้กัน พี่หญิงผู้นี้งดงามยิ่งกว่าเทพธิดาในภาพวาดเสียอีก” องค์หญิงหกชิงเจียวอุทานออกมาอย่างลืมตัวก่อนจะหันไปมองพี่ชายด้วยความอิจฉา “พี่รองที่แสนดี ท่านไปขอพรจากที่ใดทำไมถึงได้มีคนข้างกายหน้าตาดีเพียงนี้ ท่านพาข้าไปบ้างสิ ข้าก็อยากมีคนหน้าตาอยู่ข้างกายเหมือนกัน”

            ชิงเจี้ยนได้ยินก็แทบจะซัดฝ่ามือใส่น้องสาว องค์หญิงห้าชิงเฟยได้แต่ยืนก้มหน้าด้วยความอับอาย ส่วนฉินจื่อฉิงกับซูหยุนหรานถึงกับเก็บอาการไม่ไหวอีกต่อไป ทั้งคู่หัวเราะเสียงดังอย่างไม่เกรงใจ

    คล้ายกับเรื่องแพทย์หญิงข้ามเวลาไปเป็นชายาท่านอ๋องหน้านิ่ง (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน