หลังจากที่รับรู้โดยถ่องแท้ว่าตนเองได้กลายเป็ผู้บำเพ็ญเพียรโดยสมบูรณ์แล้วนั้น ราวกับว่าโลกที่เคยคับแคบได้ขยายกว้างออกจนสุดขอบฟ้า หลัวหยางยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางแสงแห่งรุ่งอรุณที่สาดส่องลงมาบนพื้นหญ้าที่ชื้นด้วยหยดน้ำค้าง
ขอบฟ้ายามเช้าที่แต่งแต้มด้วยสีทองสลับชมพูเรื่อดั่งภาพวาดของ์ได้สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขา
มือของชายหนุ่มกำแน่นยกขึ้นอย่างเงอะงะ ท่าทางของเขาในยามนี้คล้ายกับเด็กน้อยผู้เพิ่งได้ของเล่นชิ้นแรกที่รอคอยมานานแสนนาน
รอยยิ้มบนใบหน้าเปื้อนความภาคภูมิใจอย่างชัดเจน
ท่าทางที่เต็มไปด้วยความมั่นใจปนความเขลาในคราวเดียวกันนั้น ทำให้ระบบสังหารโชคชะตาถึงกับเอ่ยแขวะอย่างไม่อ้อมค้อม
【ท่าทางหยั่งกับคนโง่เลยนะเ้าศิษย์หลัวหยาง】
【แต่ช่างเื่ไร้สาระหรือความคาดหวังของเ้าก่อนละกัน ตอนนี้ท่านอาจารย์ระบบจะอธิบายถึงวิธีการทำงานของระบบสังหารโชคชะตา ว่ามันทำงานยังไงหรือมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ซึ่งถ้าเ้าจะอยู่รอดในโลกนี้ เ้าก็ต้องเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง】
“เข้าใจแล้วขอรับ!”
หลัวหยางละสายตาจากขอบฟ้ากว้าง หันกลับมาตั้งใจฟังในทันที ดวงตาของเขาแน่วแน่และเต็มไปด้วยความคาดหวัง
【ฟังให้ดี อย่างแรกเลยคือ ‘การตรวจจับแสงแห่งโชคชะตา’ เ้าอาจจะยังไม่รู้ว่าโลกใบนี้มีบางสิ่งที่ผู้ฝึกตนทั่วไปไม่อาจมองเห็น แต่มันดำรงอยู่จริงและมีอิทธิพลเหนือทุกสรรพสิ่งบนโลก นั่นก็คือ ‘โชคชะตา’】
【โชคชะตาไม่ใช่สิ่งเลื่อนลอยหรือเพียงเื่ของโชคดีโชคร้าย มันคือพลังที่สืบเนื่องจากเส้นทางการถือกำเนิด】
【โดยทั่วไปแล้ว เ้าจะสามารถเห็นโชคชะตานั้นเปล่งออกมาจากศีรษะของเป้าหมาย เป็สัญญาณแห่งพร์ โอกาส และเส้นทางชีวิตในอนาคต มันเป็ดั่งการตรวจจับของโชคลาภที่จะบอกเ้าได้ว่าใครคือ ‘บุตรแห่งโชคชะตา’ และใครคือ ‘วายร้ายแห่งโชคชะตา’】
【และระบบเช่นข้าสามารถตรวจจับมันได้】
【ฟังให้ดี เพราะข้าจะไล่เรียงลำดับของแสงแห่งโชคชะตาทั้งสิบหนึ่งระดับ ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของบุคคลนั้นๆต่อโลกใบนี้】
【ระดับหนึ่ง – สีขาว: เป็ตัวตนธรรมดาที่แทบไม่มีผลต่อโชคชะตาโลก เปรียบได้กับตัวประกอบเดินผ่านฉากในนิยาย】
【ระดับสอง – สีเทา: เป็ตัวประกอบที่มีความโดดเด่นขึ้นมาเล็กน้อย แต่ยังคงไม่มีบทบาทสำคัญในเื่ราว】
【ระดับสาม – สีฟ้าอ่อน: เป็ตัวประกอบขั้นสูง มักจะเป็เพื่อนสนิทของตัวเอกหรือวายร้ายที่มีระดับสูงกว่า】
【ระดับสี่ – สีม่วง: เป็ตัวประกอบแห่งโชคชะตาที่เริ่มมีศักยภาพ มีพร์ที่อาจพัฒนาได้ในอนาคต】
【ระดับห้า – สีเขียว: เป็ระดับของ ‘บุตรแห่งโชคชะตา’ หรือ ‘วายร้ายแห่งโชคชะตา’ ที่มีพลังในการดึงดูดปาฏิหาริย์ ทั้งโชคดีและโชคร้ายจะโคจรรอบตัวมันอยู่เสมอ ตัวเอกและวายร้ายระดับนี้มักเริ่มต้นจากการเผชิญหน้ากันโดยบังเอิญแล้วเปลี่ยนชะตากรรมกันและกัน】
【ระดับหก – สีแดง: พวกมันคือบุตรแห่งโชคชะตาที่เกิดมาพร้อมพร์เหนือโลก การบ่มเพาะของพวกมันรวดเร็วผิดมนุษย์ และทุกก้าวที่พวกมันเดินล้วนทำให้ผู้คนต้องตะลึง】
【ระดับเจ็ด – สีฟ้าคราม: ตัวเอกและวายร้ายระดับนี้จะมีโชคลาภอยู่เสมอ ต่อให้ตกเหวก็อาจจะได้สมบัติ ต่อให้ตายก็จะมีผู้ช่วยรอดชีวิตไว้ได้แบบไม่มีเหตุผล】
【ระดับแปด – สีชมพูเข้ม: บุตรแห่งโชคชะตาที่ถูกลิขิตให้เป็คู่ต่อสู้ชั่วชีวิต พวกมันจะมีพลังที่พัฒนาไปพร้อมกันและผลักดันกันขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีใครล้มใครได้ง่ายๆ หากมีตัวเอกหนึ่งคน วายร้ายก็ต้องปรากฏมาคานอำนาจเสมอ】
【ระดับเก้า – สีทอง: พวกมันคือสุดยอดของสุดยอด บุตรแห่งโชคชะตาหรือวายร้ายที่มีพร์จนหาสิ่งใดเทียบไม่ได้ ว่ากันว่าพวกนี้แค่เดินอยู่กลางป่าก็อาจเจอสมบัติโบราณเองโดยบังเอิญ】
【ระดับสิบ – สีน้ำเงินเข้ม: ตัวเอกและวายร้ายแห่งยุคสมัย ผู้ถือครองโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ในระดับที่แม้แต่ทวยเทพก็ยังต้องเหลียวมอง พวกมันคือเซียนกลับชาติมาเกิด เทพมารที่หลับใหล ผู้มีเป้าหมายจะล้างผลาญหรือนำพาโลก】
【และระดับสุดท้าย – สีรุ้ง: เ้าพวกนี้คือสุดยอดของทุกสิ่งที่มีอยู่ เปรียบได้กับลูกรักของฟ้าดิน เป็ดั่งเสาหลักของยุคสมัย กำเนิดขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ หรือกระทั่งปลดปล่อย์ออกจากพันธนาการ พวกมันอาจจะมีเพียงหนึ่งในหมื่นปี หรือหนึ่งคนในยุคสมัย】
เมื่อได้ยินจบ หลัวหยางถึงกับอ้าปากค้าง สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด มือที่เคยยกขึ้นกำแน่นกลับค่อยๆคลายออกอย่างเชื่องช้า
สายตาของเขาเหม่อมองไปยังปลายเส้นขอบฟ้าอีกครั้ง พลางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าผู้คนในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรแห่งนี้จะมีระดับชั้นทางโชคชะตาที่แตกต่างกันอย่างสุดโต่งถึงเพียงนี้ ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตนเองอยู่ในระดับไหนกันแน่ เพราะถึงจะรู้สึกว่าตนเองมีอะไรบางอย่างอยู่ภายใน แต่ความรู้สึกนั้นกลับไม่อาจบรรยายหรือประเมินได้
แล้วเหมือนรู้สึกว่าตนเองนั่นกำลังอยู่ระหว่างกึ่งกลางของตัวเอกและวายร้ายเลยก็ว่าได้
ซึ่งอาจารย์ระบบก็ได้กล่าวแทรกออกมา
【โชคชะตาของเ้าน่ะเหรอ? แน่นอนว่าต้องเป็แค่ระดับหนึ่ง สีขาว เป็ตัวตนธรรมดาที่แทบไม่มีผลต่อโชคชะตาโลก】
【เปรียบได้กับตัวประกอบเดินผ่านฉากในนิยายก็เท่านั้นแหละ เ้าคือลมหายใจอันไร้ความหมาย เป็รอยเท้าที่เหยียบลงแล้วก็เลือนหาย.. เป็แค่เศษฝุ่นที่ปลิวคว้างในสายลม แต่นั่นมันก็แค่่เวลาก่อนที่เ้าจะมีข้า ระบบสังหารโชคชะตา!】
【หึหึ รอดูได้เลยไอ้เด็กบ้า ข้านี่แหละจะทำให้เ้า ไอ้เศษฝุ่นไร้ค่าได้เหยียบย่ำพวกมัน เหยียบหัวเหล่าบุตรแห่งโชคชะตา เหยียบหน้าตัวเอกและวายร้ายทั้งหลาย แล้วก้าวไปสู่จุดสูงสุดที่กระทั่งเทพเซียนยังไม่กล้าเอื้อมถึง】
เสียงหัวเราะของระบบดังสะท้านไปทั่วทั้งจิตสำนึก มันเต็มไปด้วยความชั่วร้ายที่มิได้พยายามปิดบัง พร้อมจะกลืนกินโชคชะตาของทุกสรรพชีวิต และผลักดันศิษย์โง่ๆของตนให้กลายเป็หอกแห่งหายนะที่แทงทะลุเส้นแบ่งของฟ้าและดิน
ทำให้หลัวหยางที่ยังยืนอยู่ถึงกับหัวเราะแห้งๆออกมาจากในลำคอ
ใบหน้าของเขาเผยแววเขินอายปนประหลาดใจ แต่ยังแฝงไว้ด้วยร่องรอยของความตื่นเต้นอย่างไม่อาจหักห้าม
“ก็.. ข้าก็ไม่ได้อยากเหยียบหน้าพวกมันหรอกนะ แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ข้าก็จะเหยียบให้มันลึกถึงกระดูกเลยก็แล้วกัน!”
ในขณะที่เสียงหัวเราะของหลัวหยางยังไม่ทันจางหาย
เสียงฝีเท้าแ่เบาก็ดังขึ้นจากทิศทางด้านหลัง เมื่อหันกลับไปก็เห็นชายชราผู้หนึ่งในชุดผ้าฝ้ายหยาบๆ สวมผ้าคาดเอวเก่าๆ สีซีดๆยืนอยู่ด้วยท่าทีลังเล ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาและเส้นผมขาวที่ปลิวเบาๆไปตามแรงลมเช้า
“หะ.. หลัวหยางเอ๋ย.. เ้า.. เ้า...กลายเป็ผู้บำเพ็ญเพียรแล้วใช่ไหม?”
น้ำเสียงของเขาแหบพร่าด้วยอายุขัยที่ยาวนาน แต่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและความประหลาดใจอย่างแท้จริง
“แสงสีรุ้งนั่น.. แสงที่พุ่งขึ้นฟากฟ้าเหมือนกระบี่นับหมื่นฟันฉีกท้องฟ้า”
“ข้าเห็นมัน ปรากฏตัวขึ้นเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา สว่างไสวราวกับดวงตะวันที่ะเิในความมืด นั่นเ้าสร้างมันใช่ไหม?”
ชายหนุ่มเงยหน้ามองชายชราด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเคารพ เพราะเมื่อวานอีกฝ่ายเพิ่งจะกล่าวคำปลอบใจมาให้กับตนเอง
“ประกายแสงสีขาว.. ทุกคนล้วนมีโชคชะตาอยู่ในตัวสินะ?”
แถมในตอนนี้ตัวของเขายังเห็นประกายแสงสีขาวอยู่เหนือศีรษะของชายชราอีกด้วย
“ใช่แล้ว ท่านผู้เฒ่า..ข้าเปิดจุดตันเถียนสำเร็จแล้ว”
“ข้ากลายมาเป็ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมกายาขั้นหนึ่งเรียบร้อยแล้วล่ะ”
เมื่อสิ้นคำตอบ น้ำตาของชายชราก็เอ่อคลอขึ้นในทันที
เขายกมือสั่นเทาขึ้นมาปาดหยาดน้ำต าใบหน้าของเขานั้นฉายแววปีติจนหาที่เปรียบมิได้
“งะ.. งั้นเหรอ งั้นเหรอ.. ถึงข้าจะไม่เข้าใจอะไรเลยก็ตาม”
“แต่ข้ายินดีด้วยนะ ข้ายินดีกับเ้าด้วยจริงๆนะหลัวหยาง!”
เสียงหัวเราะของผู้เฒ่าจงเหมยเจือความปิติยินดีและความโล่งใจราวกับได้เห็นแสงอรุณแรกหลังพายุโหมกระหน่ำ เดินเข้ามาตบไหล่ของหลัวหยางเบาๆอย่างที่ผู้เฒ่าคนหนึ่งมักทำกับหลานชายผู้เติบโตเกินคาดหมาย
“ส่วนเื่ที่ข้าเห็นเมื่อคืนนี้นะ.. เื่แสงสีรุ้งบนฟ้า เสียงกระบี่ที่กรีดร้องลั่นแผ่นดิน ฟ้าสะท้าน พสุธาสั่นไหว”
“ข้าผู้เฒ่าจงเหมยจะเก็บมันเป็ความลับไปจนวันตาย เ้าสบายใจได้เลย!”
หลัวหยางได้ยินคำพูดนั้นก็ยิ้มกว้าง ใบหน้าของเขาเผยความซาบซึ้งใจอย่างแท้จริง
เขารีบยกมือขึ้นแนบอก ก้มศีรษะอย่างนอบน้อมและกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“ขอบพระคุณท่านผู้เฒ่า.. หลัวหยางจะไม่มีวันลืมสิ่งที่ท่านทำให้กับข้าเลย!”