“คุณแม่คะ.... หนูกลัว.....”
“ฮือ ฮือ ฮือ...”
หลี่ซีเหวินปวดหัวแทบขาดใจ หลังหัวของเขาราวกับถูกทุบด้วยค้อน กลิ่นแอลกอฮอล์คละคลุ้งจนทำให้รู้สึกคลื่นไส้ ขณะที่หูก็ได้ยินเสียงสะอื้นไห้ดังเข้ามา เสียงนั้นเหมือนจริงอย่างที่สุด
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ฉันตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ”
หลี่ซีเหวินพยายามอย่างยิ่งที่จะลืมตาขึ้นมา แต่แล้วกลับพบว่าตัวเขากำลังนั่งอยู่บนพื้นคอนกรีตเย็น ๆ ภายในห้องที่ทรุดโทรมและพังยับเยิน ทั้งยังมีกลิ่นอับชื้น รอยเปื้อนเลอะเทอะบนผนังที่มีปฏิทินเก่า ๆ แขวนอยู่และปรากฏตัวเลขสี่ตัวคือปี 1990
“1990 ไม่มีทาง...นี่ต้องเป็ความฝันแน่ ๆ ต้องเป็ความฝันแน่นอน”
หลี่ซีเหวินส่ายหัวอย่างแรง แต่กลับมีความคิดหนึ่งวาบผ่านเข้ามาในสมองจนทำให้เขาถึงกับสั่นสะท้าน นั่นคือ “คนที่ตายไปแล้วจะฝันได้ยังไง”
ถูกต้อง!!! ตัวเขาได้ตายไปแล้ว ใน่เวลาห้าปีแห่งการอดทนต่อสู้กับโรคร้าย ถึงแม้ว่าเขาจะเป็มหาเศรษฐีที่มีเงินหลายหมื่นล้านก็ตาม ทว่าร่างกายของเขากลับบอบบางราวกับมด ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต เขาเป็คนดึงท่อออกซิเจนออกด้วยตัวเอง เพื่อปิดจบตำนานในชีวิตของเขา
“แต่ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ หรือว่าฉันได้มาเกิดใหม่”
ดวงตาของหลี่ซีเหวินเบิกกว้าง ทันใดนั้นความทรงจำนับไม่ถ้วนก็หลั่งไหลเข้ามาในสมองของเขา
ชายคนนี้มีชื่อว่าหลี่ซีเหวินเช่นเดียวกับเขา เกิดที่เมืองเฉาโจวในปี 1965 และเป็เด็กกำพร้า มีเพียงคุณปู่เท่านั้นที่เลี้ยงดูเขามา แต่เมื่อเขาอายุได้ 18 ปี คุณปู่ของเขาก็เสียชีวิตลงด้วยอาการป่วย และเนื่องจากเขาไม่ได้ไปโรงเรียน ดังนั้นจึงใช้ชีวิตอยู่ไปวัน ๆ เพราะไม่สามารถหางานดี ๆ ทำได้
จากความทรงจำที่สลับทับซ้อนเข้ามาในหัว หลี่ซีเหวินค้นพบตัวตนของชายผู้นี้ และนั่นยิ่งทำให้เขาแน่ใจว่าตัวเองได้กลับมาเกิดใหม่แล้วจริง ๆ ิญญาของเขาได้เข้ามาอยู่ในร่างของชายอีกคน
แต่หลังจากความตื่นเต้นที่ผ่านเข้ามา เขาก็ตระหนักได้ถึงปัญหาที่ร้ายแรง นั่นคือที่นี่ไม่ใช่แค่ปี 1990 ที่ล้าหลังเท่านั้น แต่ชายคนนี้ยังเป็ ‘ขยะ’ สังคมอีกด้วย ถึงแม้ว่าเขาจะได้กลับชาติมาเกิดใหม่อีกครั้ง แต่ก็ยังมีปัญหาเื่อาหารการกินและเสื้อผ้าอยู่ แล้วอย่างนี้เขาจะมีความสุขได้อย่างไร
“์ ท่านส่งผมมาที่นี่เพื่อให้ผมััชีวิตที่แร้นแค้นใช่หรือไม่”
หลี่ซีเหวินไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี คนอื่น ๆ กลับมาเกิดใหม่ในฐานะวีรบุรุษในจินตนาการ เ้าชายหรือแม้แต่ลูกหลานของผู้มีอำนาจในบ้านเมือง แต่เขาล่ะ มหาเศรษฐีหมื่นล้านผู้เกรียงไกรกลับกลายเป็คนอนาถาไปเสียนี่...
“นี่มันเื่อะไรกัน ท่าน้าให้ผมกลับมาทำธุรกิจแบบเดิมและกลายเป็บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอีกครั้งใช่หรือไม่ เขายิ้มออกมา... เพราะถึงแม้ว่าเขาจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็ยัง้าความกล้าหาญอย่างมากไม่ใช่หรือ
“คุณแม่คะ คุณแม่ ตื่นมาพูดกับหนูก่อน คุณแม่...ฮือฮือ!”
เสียงร้องของเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ดังเข้ามาในโสตประสาทของหลี่ซีเหวินอีกครั้ง เสียงนี้ปลุกเขาจากความคิดที่จมดิ่งเมื่อสักครู่นี้ให้ตื่นขึ้นมาในทันที
หลี่ซีเหวินเดินไปตามเสียงนั้นและพบว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งที่มีสภาพยุ่งเหยิงนอนอยู่ในมุมมืดในมือถือธนบัตรมูลค่า 200-300 หยวนอยู่ เธอแน่นิ่งไม่ไหวติงราวกับว่าเธอได้หมดลมหายใจไปแล้ว
ข้าง ๆ เธอยังมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุราว ๆ 2-3 ขวบเห็นจะได้ เด็กหญิงคนนี้กำลังนั่งร้องไห้น้ำตาไหลอาบแก้มจนหน้าแดงก่ำ ร้องเรียกหาคุณแม่ของเธอ
“ให้ตายเถอะ นี่ฉันไม่ได้ไปปล้นหรือฆ่าใครใช่ไหม” หลี่ซีเหวินกลืนน้ำลายลงคอ นี่มันเป็เื่ตลกใหญ่เกินไปแล้ว
เขาก้าวไปข้างหน้าอย่างกระวนกระวาย ในขณะที่กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง เด็กผู้หญิงตัวเล็กคนนั้นก็หันหน้ากลับมาหาเขาแล้วเอาหัวโขกพื้นคอนกรีต “คุณลุงคะ ได้โปรดอย่าทุบตีคุณแม่ของหนูอีกเลย เสี่ยวหนี่จะไม่ไปนอนที่โรงพยาบาลอีกแล้วค่ะ เสี่ยวหนี่...เสี่ยวหนี่...จะไม่ไปนอนที่โรงพยาบาลอีกต่อไปแล้ว ฮือฮือ”
ร่างกายของหลี่ซีเหวินสั่นเทา เสียงร่ำไห้นี้ชั่งเสียดแทงหัวใจของเขาเสียจริง มีความเ็ปพาดผ่านเข้ามาในสมองจนเกือบจะทำให้เขาล้มลงไป จากนั้นก็มีความทรงจำนับไม่ถ้วนฉายชัดกลับมาราวกับภาพสไลด์อีกครั้ง
นี่คือสถานที่เกิดเหตุ ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าคนนี้คือภรรยาของเขาเอง โจวเหวินจิ้ง เธอเป็ผู้หญิงที่อ่อนโยนและมีจิตใจดี หลังจากแต่งงานกันมาสี่ปี โจวเหวินจิ้งทำงานเลี้ยงดูครอบครัวด้วยตัวคนเดียวมาโดยตลอด ส่วนเด็กผู้หญิงตัวน้อยคนนี้ก็คือ เสี่ยวหนี่ ลูกสาวของพวกเขานั่นเอง
เสี่ยวหนี่เรียกโจวเหวินจิ้งว่าคุณแม่ แต่ทำไมเธอถึงเรียกเขาว่าคุณลุงล่ะ เครื่องหมายคำถามสีเขียวจำนวนมากปรากฏขึ้นบนหน้าผากของหลี่ซีเหวิน
แต่เพียงไม่นานเขาก็เข้าใจได้ในทันที
เสี่ยวหนี่ ไม่ใช่ลูกสาวแท้ ๆ ของพวกเขา เธอเป็ลูกพี่สาวของโจวเหวินจิ้ง เมื่อเสี่ยวหนี่อายุได้ 3 เดือน พ่อแม่ของเธอเสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ เนื่องจากพ่อของเธอไม่มีญาติที่ไหน ดังนั้นเสี่ยวหนี่จึงถูกส่งต่อไปให้กับครอบครัวทางฝั่งแม่ ซึ่งก็คือพ่อแม่ของโจวเหวินจิ้งนั่นเอง
แต่ครอบครัวโจวนิยมลูกชายมากกว่าลูกสาว ดังนั้นพวกเขาจึงวางแผนที่จะส่งเธอไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหลังจากที่ยักยอกเงินชดเชยของพ่อแม่เสี่ยวหนี่เรียบร้อยแล้ว หลังจากทราบข่าวนี้โจวเหวินจิ้งจึงตัดสินใจรับเลี้ยงเสี่ยวหนี่เอาไว้เอง
ในเวลานั้น หลี่ซีเหวินคัดค้านอย่างรุนแรง เพราะท้ายที่สุดแล้วพวกเขาไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ เลย แล้วทำไมต้องมานั่งเลี้ยงดูลูกของคนอื่นโดยเปล่าประโยชน์ด้วยล่ะ โจวเหวินจิ้งที่ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงได้เสนอเงินรายเดือนให้เขาเดือนละ 100 หยวนเพื่อแลกกับการอนุญาตให้เธอรับเลี้ยงเสี่ยวหนี่ไว้ หลี่ซีเหวินจึงยอมตกลงด้วยความไม่เต็มใจ
ในยุคนี้เงินหนึ่งร้อยหยวนนั้นถือเป็เงินก้อนใหญ่ทีเดียว เพราะเงินเดือนของโจวเหวินจิ้งที่โรงงานถุงเท้าอยู่ที่หนึ่งร้อยห้าสิบหยวนต่อเดือนเท่านั้น
ั้แ่นั้นเป็ต้นมา หลี่ซีเหวินก็ทำตัวี้เีมากขึ้น เขากล้าแม้กระทั่งทำร้ายตบตีโจวเหวินจิ้งเวลาที่ไม่พอใจ
หากเป็ผู้หญิงคนอื่น พวกเธอคงจะจากเขาไปนานแล้ว อันที่จริงแม้แต่โจวเหวินจิ้งก็ยังมีความคิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ด้วยบุคลิกที่ยอมคนและว่านอนสอนง่ายของเธอ จึงทำให้ไม่กล้าจะพูดเื่นี้ออกมา
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา โจวเหวินจิ้งมักจะกลืนความโกรธของตัวเองเอาไว้ เธอเพียงอยากจะรักษาสถานะภาพที่เป็อยู่ไว้เช่นนี้ แต่เมื่อสองเดือนก่อน เสี่ยวหนี่ซึ่งมีอายุสามขวบได้รับการวินิจฉัยว่าเป็โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ซึ่งการเป็โรคเท่ากับหายนะ
ดังนั้นเพื่อรักษาอาการป่วยของเสี่ยวหนี่ โจวเหวินจิ้งจึงจำเป็ต้องใช้เงินเก็บทั้งหมดที่มี ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถจ่ายเงินให้หลี่ซีเหวินเหมือนเดิมได้อีกต่อไป สิ่งนี้ทำให้หลี่ซีเหวินไม่พอใจมาก ทั้งยังขัดขวางไม่ให้เสี่ยวหนี่เข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
เช้าวันนี้เด็กหญิงตัวน้อยมีไข้ โจวเหวินจิ้งจึง้าพาเสี่ยวหนี่ไปหาหมอที่โรงพยาบาล แต่หลี่ซีเหวินไม่เพียงแต่ไม่เห็นด้วยเท่านั้น เขายังวางแผนที่จะฉกเงินที่โจวเหวินจิ้งไปหยิบยืมมาเพื่อใช้เป็ค่ารักษาพยายามของหนูน้อยไปอีกด้วย
โจวเหวินจิ้งปฏิเสธที่จะให้เงินกับหลี่ซีเหวิน ดังนั้นเขาจึงทุบตีเธออย่างรุนแรง ในระหว่างการต่อสู้กัน ด้วยความที่เขาดื่มเหล้ามาด้วย หลี่ซีเหวินจึงลื่นล้มลงหัวฟาดพื้นจนท้ายทอยไปกระแทกที่มุมโต๊ะอย่างแรง
และนั่นทำให้หลี่ซีเหวินผู้ที่ดึงท่อออกซิเจนออกเข้ามาอยู่ในร่างนี้
“ให้ตายเถอะ นอกจากฉันจะเป็ขยะสังคมแล้ว ยังเป็สัตว์ร้ายอีกด้วย”
หลี่ซีเหวินไม่เคยดูแคลนตัวเองเช่นนี้มาก่อนในชีวิต แต่คำพูดของเขาไม่ผิดเลย การทุบตีภรรยาอย่างไม่มีเหตุผล จะไม่ใช่สัตว์ร้ายได้อย่างไร
ต้องรู้ด้วยว่า ในชาติที่แล้วแม้ว่าเขาจะมีสาวงามรายล้อมมากมายนับไม่ถ้วน แต่ผู้หญิงเ่าั้ไม่มีคนไหนเลยที่ไม่ได้ทำเพื่อเงิน ดังนั้นเขาจึงไม่เคยคิดแต่งงานหรือมีลูกจนกระทั่งเขาเสียชีวิตลง แล้วเ้าขยะสังคมนี่ล่ะ หลังจากได้แต่งงานกับภรรยาที่แสนดีแบบนี้ ยังจะตบตีเธออีกอย่างนั้นเหรอ
ในขณะที่เขากำลังรู้สึกรำคาญใจอยู่นั้น เขาก็มองไปที่ผู้หญิงที่นอนอยู่บนพื้น หัวใจของเขาเริ่มเต้นไม่เป็จังหวะ
เธอคงยังไม่ได้ถูกเขาฆ่าตายไปแล้วหรอกใช่ไหม การทุบตีภรรยาจนตายหลังจากเกิดใหม่เช่นนี้ แม้แต่ในนิยายก็ยังไม่กล้าเขียนแบบนั้นเลย จริงไหม?
หลี่ซีเหวินเดินเข้าไปดูอย่างระมัดระวัง ค่อย ๆ ก้มลงไปอุ้มเสี่ยวหนี่ขึ้นมา “เด็กดี ไม่ร้องไห้นะครับ”
“คุณลุงคะ อย่าตีคุณแม่นะ เสี่ยวหนี่จะไม่ไปโรงพยาบาลแล้วจริง ๆ เสี่ยวหนี่ขอร้องนะคะ” เสี่ยวหนี่คว้ากางเกงของหลี่ซีเหวินด้วยความร้อนใจเพราะกลัวว่าเขาจะทำร้ายคุณแม่ของเธออีก
“ไม่ต้องกลัว ฉันจะไม่ทุบตีคุณแม่ของหนูอีกแล้ว” หลี่ซีเหวินปลอบใจเธอด้วยน้ำเสียงแ่เบา และค่อย ๆ วางนิ้วมือที่สั่นเทาลงบนเส้นเืแดงที่คอของโจวเหวินจิ้ง
ในวินาทีนั้น เวลาเหมือนจะหยุดนิ่ง จากนั้นหัวใจก็กลับมาพองโตอีกครั้ง เขาถอนหายใจยาว ๆ ออกมาด้วยความโล่งอก
“โชคดีที่เธอแค่หมดสติไปเท่านั้น ฉันจะพาเธอไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้แหละ”
ไม่กี่นาทีต่อมา บนรถแท็กซี่ที่มุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลเฉาโจว ในที่สุดหลี่ซีเหวินก็มีเวลาเสยผมยาว ๆ ของโจวเหวินจิ้งออกไป และแล้วใบหน้าขาวสะอาดก็ปรากฎสู่สายตาของเขา มันดึงดูดเขาแทบจะในทันที
คิ้วโก่ง โค้ง ริมฝีปากบาง ดวงตาฟีนิกซ์ที่ปิดอยู่นั้นไม่อาจซ่อนความสดใสของเธอได้ แม้ว่าเธอจะไม่ได้แต่งหน้า แต่เธอก็สวยราวกับดารา นี่คือผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่ง ทว่าข้อบกพร่องเพียงอย่างเดียวนั้นอาจจะเป็รอยฟกช้ำบนใบหน้าของเธอ
หลี่ซีเหวินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกปั่นป่วนในหัวใจ เขาได้เกิดใหม่เพื่อมาพบภรรยาที่แสนสวยและใจดีแถมยังมีลูกสาวที่น่ารักอีกหนึ่งคน นี่คือความฝันใช่หรือไม่
“คุณลุงคะ คุณแม่หลับหรือคะ”
น้ำเสียงที่ไร้เดียงสาดังขึ้นมาขัดจังหวะความคิดของหลี่ซีเหวิน
“อืม...หลับอยู่ครับ”
สายตาของหลี่ซีเหวินที่มองไปยังเสี่ยวหนี่นั้นมีความละอายใจอย่างยิ่ง
“คุณลุงคะ อย่าตีคุณแม่ของหนูอีกได้ไหม”
เสี่ยวหนี่ดูเหมือนจะพยายามรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ก่อนที่จะพูดเหล่าคำนี้ออกมาได้
“ฉัน...” หลี่ซีเหวินเงียบไปสองสามวินาทีก่อนจะพยักหน้าและพูดว่า “ตกลง ฉันสัญญา”