ชะตารัก ชะตาชีวิต ลิขิตด้ายแดงเส้นใหม่

    55.รอเวลาที่เหมาะสม

    ตอนที่55

    รอเวลาที่เหมาะสม


            หลังจากที่ทุกคนดื่มด่ำกับอาหารเช้าแสนอร่อยจากฝีมือของจูเหลียวหมินเสร็จเรียบร้อยก็ได้เวลาแยกย้ายไปทำธุระต่อ


            ไฉยี่กับอู๋เต๋อสะพายตะกร้าบนหลังคนละใบเดินออกจากบ้านก่อนพี่ชายกับพี่สะใภ้


            ครู่ต่อมา อู๋เผิงจูงม้าออกมาจากคอกเตรียมตัวเดินทางเข้าไปในเมืองจินหลิงเช่นกัน


            จูเหลี่ยวหมินยืนรออยู่หน้าบ้านก่อนแล้วนางส่งมือให้กับสามีดึงนางขึ้นไปนั่งบนหลังม้าใบหน้างามล้มเมืองของหญิงสาวมีผ้าผืนบางปิดบังเอาไว้ครึ่งหน้าทว่าเห็นเพียงอีกครึ่งกลับดูมีเสน่ห์น่าค้นหาไปอีกแบบ


            "เจ้าอยากลองหัดขี่ม้าดูไหม"อู๋เผิงกล่าวถามกับภรรยา สองมือเอื้อมไปจับสายบังเหียนที่อยู่ข้างหน้าหญิงสาว


            "ท่านพี่จะสอนข้าหรือเจ้าคะ"ปลายน้ำเสียงมีทั้งความแปลกใจและตื่นเต้นในคราวเดียวกัน


            "ใช่"


            เมื่อผู้เป็นสามีจะสอน นางจะปฏิเสธได้อย่างไร"ข้าอยากเรียนขี่ม้าเจ้าค่ะ"


            ในยุคโบราณอาศัยการใช้สัตว์เป็นพาหนะเรียนรู้ไว้ใช่ว่าจะเปล่าประโยชน์ เมื่อพวกเขาขี่ม้าพ้นเขตหมู่บ้านการเรียนขี่ม้าของจูเหลี่ยวหมินก็ได้เริ่มขึ้น


            ตลอดเส้นทาง มีบางครั้งที่พบเห็นชาวบ้านเดินเท้าเข้าไปในเมืองจินหลิงสองข้างทางเป็นทุ่งนาข้าวของชาวบ้าน บรรยากาศยามสายยังรู้สึกหนาวเย็นเล็กน้อยหลังจากที่อู๋เผิงสอนวิธีการควบคุมม้าให้กับหญิงสาวไปแล้วคราวนี้ก็มาถึงการปฏิบัติจริง


            จูเหลี่ยวหมินได้จับสายบังเหียนเป็นครั้งแรกจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น สองมือของอู๋เผิงปล่อยจากสายบังเหียนไปนานแล้วตอนนี้เปลี่ยนมาจับที่เอวคอดกิ่วของภรรยาแทน


            การทรงตัวบนหลังม้าในคราแรกรู้สึกว่าลำบากอยู่มากไม่นานจูเหลี่ยวหมินก็ขี่ม้าได้สำเร็จ ม้าตัวใหญ่วิ่งเหยาะๆ ไปข้างหน้าได้สักพักก่อนจะเร่งความเร็วขึ้นอีกเล็กน้อยตามการบังคับสายบังเหียนของหญิงสาว


            อู๋เผิงมีสีหน้าพอใจกับการเรียนรู้ได้ไวของภรรยาเขาปล่อยให้ภรรยาขี่ม้าไปตลอดเส้นทางส่วนเขาเองก็ถือโอกาสสวมกอดภรรยาอย่างแนบเนียน


            จูเหลี่ยวหมินทั้งดีใจและตื่นเต้นที่นางขี่ม้าได้แล้วจึงไม่มีเวลามานึกถึงคนตัวโตที่แอบเอาเปรียบนางอยู่ข้างหลัง


            "ท่านพี่ พวกเราใกล้จะถึงหน้าประตูเมืองกันแล้วท่านก็มาบังคับม้าเองเถิด" หลังประตูเมืองจินหลิงเต็มไปด้วยความคึกคักหนาแน่นทั้งผู้คนและสิ่งปลูกสร้างมากมายมือใหม่หัดขี่ม้าเช่นนางไม่กล้าที่จะขี่ม้าพาสามีเข้าไปด้านใน


            อู๋เผิงแอบกินเต้าหู้ภรรยามาสักพักใหญ่ๆเมื่อได้ยินภรรยากล่าวเช่นนั้น จึงนึกเสียดายอยู่บ้าง เหตุใดพวกเขาถึงขี่ม้ามาถึงหน้าประตูเมืองเร็วกันนักชายหนุ่มแอบบ่นงุบงิบในใจ สุดท้ายต้องตัดใจเอื้อมมือมาจับสายบังเหียนแทนนางขี่ม้าพาภรรยาเข้าไปในเมืองจินหลิง


            ก่อนออกจากบ้าน พวกเขาได้ปรึกษากันเป็นที่เรียบร้อยแล้วดังนั้นเมื่อเข้ามาในเมืองจินหลิง พวกเขาก็เพียงแค่หาร้านค้าเล็กๆตามที่ตกลงกันไว้


            อู๋เผิงพาภรรยาขี่ม้ามายังตรอกแห่งหนึ่งบริเวณแถบนี้เต็มไปด้วยร้านขายผักและอาหารสดจำนวนมาก พวกเขาขี่ม้าวนอยู่หลายรอบกอปรกับสอบถามกับชาวบ้านแถวนี้ จึงได้ความว่ายังไม่มีร้านค้าว่างให้เช่าสักแห่ง


            "มีที่อื่นอีกหรือไม่เจ้าคะ"สามีพานางขี่ม้าออกมาจากตรอกแห่งนั้นในตอนนี้คนทั้งสองมาหยุดอยู่อีกตรอกหนึ่งที่อยู่ถัดกันออกไปบริเวณแห่งนี้เปิดเป็นร้านอาหารเล็กๆ สองฝั่งข้างทาง มีโรงน้ำชา ร้านบะหมี่ร้านขายซาลาเปา และร้านขายขนมเปิดอยู่อย่างคับคั่งบริเวณหัวมุมมีโรงเตี๊ยมเปิดให้บริการขนาดใหญ่ถัดกันไปอีกเล็กน้อยเป็นเหลาอาหารขึ้นชื่อในเมืองจินหลิง


            จุดไหนที่มีผู้คนเดินผ่านไปมาเป็นจำนวนมากมักมีราคาที่ดินสูงกว่าที่อื่นๆดังนั้นตรอกแห่งนี้พวกเขาจึงไม่เลือกเช่าเป็นร้านขายผัก


            สัญญาเช่าที่พวกเขาต้องการ ใช้ระยะเวลาเพียงแค่สามเดือนเท่านั้นในระหว่างนี้อู๋เผิงกลัวว่าภรรยาจะเดินทางไปกลับลำบากจึงอยากได้ร้านค้าที่มีห้องพักอยู่ในตัวด้วยเช่นกันจะได้สะดวกสบายไม่ต้องเดินทางฝ่าหิมะในช่วงที่อากาศเหน็บหนาวที่สุดไปกลับระหว่างหมู่บ้าน


            และดูเหมือนร้านค้าที่พวกเขาต้องการจะหายากมาก สอบถามมาหลายแห่งแล้วกลับไม่มีที่ไหนถูกใจเลยค่าเช่ายังเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พวกเขากังวลไม่ต่างกับความปลอดภัยเช่นกัน


            "พวกเจ้ากำลังมองหาอะไรกันอยู่หรือ"หญิงวัยกลางคนเดินออกมาจากขายบะหมี่กล่าวถามด้วยความสงสัยนางเห็นพวกเขาขี่ม้าไปกลับอยู่หลายรอบ ไม่เห็นหยุดแวะที่ไหนสักแห่ง จึงคิดว่าคงกำลังหาคนอยู่หรือไม่ก็กำลังหาบางสิ่งอยู่อย่างแน่นอน


            "รบกวนท่านป้าแล้วพวกเรากำลังมองหาร้านเช่าเล็กๆ อยู่เจ้าค่ะ"


            "ร้านเช่าเล็กๆ อย่างนั้นหรือ"หญิงวัยกลางคนเอ่ยพึมพำคล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่าง


            จูเหลี่ยวหมินพยักหน้าอีกครั้ง


            "หากพวกเจ้าไม่ติดว่าอยู่ไกลข้าเห็นอยู่ร้านหนึ่งอยู่ด้านหน้าสถานศึกษาหลงเสวียนติดประกาศให้เช่าอยู่ลองไปสอบถามดู ว่าแต่พวกเจ้าจะเปิดร้านขายอะไรล่ะ"หญิงเจ้าของร้านขายบะหมี่มีความอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้างจึงลองสอบถามดู


            "พวกเราจะเปิดร้านขายผักเจ้าค่ะ" จูเหลี่ยวหมินตอบไปตามความจริงเพียงแค่นางไม่ได้บอกไปว่าจะเปิดขายในช่วงไหนกับอีกฝ่าย


            เมื่อได้ยินเช่นนั้นหญิงเจ้าของร้านขายบะหมี่จึงถอนหายใจยาวส่ายหน้าเล็กน้อยเริ่มมองเห็นเค้าลางของความล่มจมอยู่ไม่ไกลจากคนทั้งคู่ พวกเขาทั้งคู่แต่งตัวดีแต่อยากเปิดร้านขายผัก???



            "ร้านขายผักมีขายอยู่ทุกที่เปลี่ยนไปขายอย่างอื่นเถิด"จากนั้นเจ้าของร้านขายบะหมี่ก็เดินกลับเข้าไปในร้าน ไม่สนใจคนทั้งคู่อีก


            จูเหลี่ยวหมินไม่ได้นึกโกรธที่เจ้าของร้านขายบะหมี่มีท่าทีเช่นนี้นางเอ่ยชวนสามีไปดูร้านเช่าตามที่ท่านป้าร้านขายบะหมี่แนะนำ


            อู๋เผิงพยักหน้ารับพาภรรยาขี่ม้าไปยังร้านเช่าที่ท่านป้าร้านขายบะหมี่บอกเขารู้ว่านางอยากมีร้านขายผัก ทว่าภายในใจยังรู้สึกกังวลอยู่มากกลัวว่าเงินที่จ่ายออกซื้อผักไปนั้น จะสูญเปล่า แต่เมื่อเห็นความตั้งใจของภรรยาเขาจึงไม่อยากขัดใจนาง หากนางไม่ประสบผลสำเร็จ คงจะยอมแพ้ไปเอง


            คนที่ตายแล้วเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้งอย่างนางทุกก้าวย่างในชีวิตจึงเต็มไปด้วยความระมัดระวังกว่าคนทั่วไปมากดังนั้นความคิดเรื่องการขายผัก ได้ผ่านการไตร่ตรองมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วอีกทั้งยังมีความได้เปรียบเรื่องมิติที่คนทั่วไปไม่สามารถมีได้ การลงทุนในครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม


            "ท่านยาย ข้าอยากจะขอดูร้านเช่าแห่งนี้ไม่ทราบว่าเจ้าของร้านอยู่ที่ไหนหรือเจ้าคะ" หลังจากลงจากหลังม้านางจึงเดินเข้าไปสอบถามร้านขายของที่อยู่ด้านข้าง


            "เจ้าอยากเช่าร้านหรือข้านี่แหละเจ้าของร้านที่เปิดให้เช่า" ที่ตรงนี้แต่เดิมเป็นร้านเดียวกันหลังจากที่สามีของนางเสียชีวิต ตัวนางเองก็สุขภาพไม่ค่อยดีและเริ่มจะดูแลต่อไปไม่ไหว จึงลดขนาดร้านขายสินค้าลง ปล่อยเช่าอีกส่วนแทน


            หญิงต่างวัยทั้งสองยืนพูดคุยกันอีกสักพักครู่ต่อมาเจ้าของร้านเช่าก็พาจูเหลี่ยวหมินกับอู๋เผิงเข้ามาดูด้านในร้านบริเวณหน้าร้านมีขนาดเล็กก็จริง แต่เพียงพอให้นางเปิดเป็นร้านขายผักได้อย่างสบายๆด้านบนมีห้องพักสองห้อง ด้านหลังปล่อยโล่งเป็นลานว่างเปล่าภายในร้านมีเครื่องเรือนอยู่ไม่กี่ชิ้นตัวบ้านครึ่งเก่าครึ่งใหม่ตามอายุการก่อสร้าง พื้นที่โดยรอบยังคงแลดูสะอาด เพราะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีอีกทั้งยังอยู่ใกล้สถานศึกษาด้วย ใช้เป็นที่พักก็ได้ เปิดเป็นร้านขายสินค้าก็ได้นับว่าพอใจเป็นอย่างมาก


            หญิงเจ้าของร้านเช่าได้ยินว่าอีกสองเดือนพวกเขาถึงจะเริ่มทำสัญญาเช่าร้านของตนก็รู้สึกผิดหวังอยู่มาก"นานเช่นนี้ ข้าคงรับปากให้พวกเจ้าเช่าร้านไม่ได้หรอก"ถ้าเกิดระหว่างนี้มีลูกค้าคนอื่นมาขอเช่านั่นไม่เท่ากับว่ารายได้จากค่าเช่าจำนวนสองเดือนของนางได้ขาดหายไปหรอกหรือ

            จูเหลี่ยวหมินชอบร้านค้าตรงนี้แต่ก็เสียดายเงินที่จะต้องจ่ายไปก่อนล่วงหน้าถึงสองเดือนเช่นกันสุดท้ายเดินออกมาจากร้านค้าด้วยความรู้สึกเสียดาย


            ครั้งนี้นับว่ามาไม่เสียเที่ยวนักนางไม่มีความรู้เกี่ยวกับเมืองจินหลิงมากนักให้สามีพามาสำรวจร้านค้าเพื่อหาลู่ทางทำมาหากินนั่นเป็นสิ่งสำคัญอีกทั้งนางยังได้รับคำแนะนำจากสามีหลายอย่างเขาพานางขี่ม้าตระเวนไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ จนจดจำเส้นทางได้เป็นอย่างดีครั้งหน้าย่อมไม่มีทางพลัดหลงอย่างแน่นอน


            "เอาไว้ใกล้ถึงฤดูหนาวข้าจะลองมาสอบถามดูอีกครั้งเจ้าค่ะ"


            อู๋เผิงตามใจภรรยาก่อนกลับพวกเขาไม่ลืมซื้อเครื่องชั่งติดมือกลับมาด้วย


     

            หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ร้ายที่บ้านของซีเยี่ยนวันนั้นซุนยี่ก็เอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง นางนอนร้องห่มร้องไห้ด้วยความเสียใจข้าวปลาไม่ยอมแตะ จนผู้เป็นบิดามารดารู้สึกทุกข์ใจไปด้วย


            นางถูกพี่อู๋เผิงผลักไสอย่างไม่ไยดียังไม่พอยังถูกทำร้ายจากเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วยใครจะรู้ว่าถุงดำที่ใครก็ไม่รู้แอบคลุมใบหน้าของนางในตอนที่นางเผลอ จะทำให้ใบหน้าที่งดงามหมดจดเต็มไปด้วยผงถ่านสีดำนางเดิมกุมท้องกลับบ้านด้วยความยากลำบากไม่พอยังถูกสายตาจากชาวบ้านที่พบเห็นข้างทางมองดูด้วยความแปลกประหลาดอีกด้วยเมื่อกลับมาถึงบ้าน จึงได้มารู้ทีหลังว่าใบหน้าของนางเต็มได้ด้วยผงถ่านดำเรื่องนี้สร้างความอับอายให้กับนางจนไม่กล้าพบเจอหน้าใครอีก


            นางเหมิงเหยามารดาของซุนยี่เป็นห่วงบุตรสาวเป็นอย่างมากนางตัดสินใจเดินไปที่บ้านของสะใภ้ใหญ่ที่อยู่ติดกันและเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้กับอีกฝ่ายฟัง


            นางฟู่เซียนอยู่ในอารมณ์ที่ไม่ค่อยดีนักก่อนที่ภรรยาของน้องชายสามีจะมาหาตน นางจางที่อยู่บ้านติดกันกับนางฟู่เซียนเพิ่งเดินกลับออกไป

            อีกฝ่ายมาเพื่อเล่าเรื่องที่ครอบครัวหลานชายใช้เงินซื้อผักจากครอบครัวของนางเหลียนฟางหานจำนวนมากอีกทั้งยังรับซื้อผักจากชาวบ้านในหมู่บ้านฉินซานอีกด้วย


            ในขณะที่บ้านของนางเพิ่งซื้อที่ดินใหม่ห้าสิบหมู่และซื้อรถม้าหนึ่งคันไปนางฟู่เซียนจึงลำพองคิดว่าบ้านของนางร่ำรวยกว่าผู้อื่นในหมู่บ้านแต่ไม่คิดว่าครอบครัวของหลานชายจะกล้าใช้จ่ายเงินจ้างคนมาขุดบ่อน้ำภายในบ้านให้นางรู้สึกเจ็บใจอีก


            หลานชายคนนี้กำลังแข่งขันวาสนากับนางอยู่หรืออย่างไรนางฟู่เซียนครุ่นคิดด้วยความว้าวุ่น บ้านของนางจะต้องมีบ่อน้ำเช่นเดียวกันกับบ้านหลานชายเช่นกันคอยดูนะ…. หลังจากสามีกลับมาจากทำงานในเมืองจินหลิงนางจะให้สามีไปหาช่างมาขุดบ่อน้ำที่หน้าบ้านของตนเองเอาให้บ่อใหญ่กว่าบ้านของอู๋เผิงอีกหลายสิบเท่าเลย


            บาดแผลที่หลังของนางฟู่เซียนยังไม่หายดีนัก จะเดินไปไหนก็ลำบากอยู่มากร่างกายที่เคยอวบอ้วน บัดนี้ผอมลงจนน่าตกใจนางหยิบไม้เท้าขึ้นมาใช้พยุงตนเองเดินตามสะใภ้รองไปที่บ้านของอีกฝ่าย


            นางฟู่เซียนยืนค้ำไม้เท้าอยู่หน้าห้องหลานสาวได้ยินเสียงซุนยี่ร้องไห้เบาๆ เล็ดลอดออกมาจากห้องนอน สีหน้าของนางพลันตึงเครียด


            "ซุนเออร์ เปิดประตูให้กับป้าใหญ่หน่อย"นางฟู่เซียนเคาะไปที่ประตูหน้าห้องเรียกหลานสาว


            เสียงร้องไห้ภายในห้องเงียบไปครู่ต่อมาหญิงสาวจึงเปิดประตูหน้าห้องออก พร้อมกับโผล่เข้าสวมกอดผู้เป็นป้าร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียงดัง

            นางฟู่เซียนก้าวเท้าถอยหลังไปสามก้าว ก่อนจะตั้งหลักได้จึงยกมือที่ว่างขึ้นลูบผมของหลานสาวเบาๆ "หลานสาวของข้าทำไมเจ้าถึงได้กลายเป็นเช่นนี้"


            นอกจากผมเผ้าจะยุ่งเหยิงแล้วขอบตาที่ผ่านการร้องไห้มาทั้งวันทั้งคืนยังบวมเปล่งไปหมดนางฟู่เซียนรักและเอ็นดูหลานสาวคนนี้มาก จึงพลอยรู้สึกเศร้าไปกับหลานสาวด้วย


            "ท่านป้า ฮือ ฮือพี่อู๋เผิงเขาคงเกลียดข้าไปแล้วเจ้าค่ะ"


            "โถ่เอ๊ย เด็กโง่ใครใช้ให้เจ้าวู่วามทำเช่นนั้นกันเล่า"นางฟู่เซียนไม่คิดว่าหลานสาวจะใจร้อนถึงเพียงนี้ "เอาล่ะหยุดร้องไห้เสียใจได้แล้ว ต่อไปนี้เจ้าห้ามทำอะไรตามใจตนเองอีกเจ้าต้องใจเย็นให้มาก รอคอยเวลาที่เหมาะสม ที่เหลือป้าจะเป็นฝ่ายจัดการเอง"


            คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานอย่างนางฟู่เซียนมีชีวิตอยู่ในช่วงวัยกลางคนตอนปลาย ย่อมมีวิธีจัดการเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอนตอนนี้ร่างกายของนางยังไม่เอื้ออำนวยให้ออกไปไหนต่อไหนอีกทั้งยังไม่สบโอกาสที่เหมาะสม จำต้องนิ่งเฉยไปก่อน


            นางฟู่เซียนยืนนานไม่ได้ เพราะรู้สึกตึงที่แผ่นหลังจึงบอกให้หลานสาวอย่าวู่วามอีก รอให้นางจัดการกับภรรยาของอู๋เผิงให้สำเร็จเสียก่อนจากนั้นจะทำอะไรก็ง่ายไปหมด

     

     

     

     

     

     

     


     

     

    คล้ายกับเรื่องชะตารัก ชะตาชีวิต ลิขิตด้ายแดงเส้นใหม่ ที่คุณอ่าน