กลิ่นควันไหม้ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ มันไม่ใช่กลิ่นไม้หรือฟืนธรรมดา แต่เป็กลิ่นของบ้านเรือนที่ถูกเผาพร้อมกันหลายหลัง กลิ่นผ้าฝ้ายที่ไหม้เกรียม กลิ่นเื และกลิ่นเนื้อที่ถูกไฟลวก เสียงไม้แตกดังเป็ระยะผสมกับเสียงไฟที่ยังลุกโชนอยู่ไม่ไกล
หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน ความเย็นของพื้นดินซึมผ่านเสื้อผ้าที่เปียกชื้นเข้าสู่ิั ความเ็ปแล่นวาบขึ้นทันทีที่เขาพยายามขยับตัว ลมหายใจติดขัดราวกับมีของหนักกดทับอยู่บนหน้าอก แขนขาหนักอึ้งและไม่ตอบสนองในจังหวะแรก ภาพตรงหน้าสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ ชัดขึ้น
เพดานไม้เหนือศีรษะไหม้เกรียมเป็หย่อม ๆ เงาไฟสะท้อนตามผนังที่แตกพัง เืไหลเป็ทางยาวไปตามรอยร้าวของพื้นบ้าน เสียงแตกดังแกรกเบา ๆ เมื่อเศษไม้ที่ถูกไฟกัดกินพังลงมาอีกชิ้น
นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เขาคุ้นเคย และร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ร่างของเขา
ความคิดนั้นผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน แม้สติจะยังไม่สมบูรณ์ ความทรงจำสองชุดซ้อนทับกันอย่างรุนแรง ภาพพิธีอาคม เสียงสวด เสียงคาถา เสียงกรีดร้อง และแรงกระแทกสุดท้ายที่ทำให้กระดูกแตกดังขึ้นอย่างชัดเจน เขาจำได้ว่าตัวเองควรจะตายไปแล้ว แต่ในตอนนี้ เขากลับยังหายใจอยู่
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านนอก ไม่รีบ แต่สม่ำเสมอ เสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ ดังเป็จังหวะเดียวกับการก้าวเดิน เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของคนที่กำลังตื่นตระหนก และไม่ใช่เสียงของคนที่กำลังหนีเอาชีวิตรอด แต่มันคือเสียงของคนที่กำลังเดินตรวจสอบผลงาน
หลัวอวิ๋นพยายามขยับตัวอีกครั้ง คราวนี้ความเจ็บตอบสนองทันที เือุ่นไหลออกมาจากมุมปาก รสคาวขมกระจายเต็มลิ้น เขากัดฟัน กลั้นเสียงครางเอาไว้โดยสัญชาตญาณ หากถูกพบในสภาพนี้ เขาจะไม่มีโอกาสหนีอีกครั้ง
เขาค่อย ๆ กลิ้งตัวออกจากเงาไฟ ใช้แขนที่ยังขยับได้ดึงร่างตัวเองไปตามพื้นอย่างเชื่องช้า เืทิ้งรอยเป็ทางยาว แต่เขาไม่สนใจ ความเ็ปทางกายไม่อาจเทียบกับแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากคนด้านนอก ฝีเท้าเ่าั้ไม่ลังเล จังหวะไม่สับสน และไม่มีเสียงพูดคุย นี่ไม่ใช่โจรธรรมดา แต่มืออาชีพ
หลัวอวิ๋นหลบหลังเสาไม้ที่ยังไม่ไหม้หมด พยายามกดลมหายใจให้เบาที่สุด หัวใจเต้นแรงผิดปกติ ความคิดเริ่มทำงานเร็วขึ้นแม้ร่างกายจะยังไม่พร้อม เขาไม่มีอาวุธ ไม่มีพลัง และไม่มีเวลา ทางออกอยู่ไม่ไกล แต่เสียงฝีเท้าที่ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นทุกขณะบอกชัดว่า อีกไม่กี่ลมหายใจเขาจะถูกพบ
ในวินาทีนั้น ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา ไม่ใช่แผน ไม่ใช่การคำนวณ แต่เป็สิ่งเดียวที่เขาทำได้
“อาคม”
อาคมที่เขาคิดถึงไม่ใช่อาคมโจมตี และไม่ใช่อาคมสังหาร ในสภาพร่างกายเช่นนี้ ต่อให้ดึงพลังออกมาได้ เขาก็ไม่มีทางใช้มันได้เต็มที่ สิ่งเดียวที่ยังพอทำได้ คืออาคมที่ไม่ต้องพึ่งพาพลังมากนัก และไม่้าความแม่นยำสูง
อาคมที่รบกวนการรับรู้ หลัวอวิ๋นรู้ดีว่าอาคมชนิดนี้ ไม่ได้ทำให้ศัตรูาเ็ และไม่ได้ทำให้สติแตก มันเพียงเข้าไปแตะการรับรู้ใน่เสี้ยววินาที ทำให้จังหวะของประสาทััผิดเพี้ยน ทำให้ความรู้สึกอันตรายพุ่งขึ้นโดยไม่มีที่มา และทำให้การตัดสินใจสะดุดไปชั่วขณะ
เสี้ยววินาทีนั้น คือทั้งหมดที่เขา้า เขาหลับตาลง ไม่ร่ายคาถา ไม่สร้างพิธี และไม่เรียกชื่อสิ่งใด เขาเพียงกดจิตให้จมลึกลงไป ดึงเอาเศษเสี้ยวของอาคมที่เคยใช้ในโลกเดิมออกมา โดยไม่สนว่าร่างกายนี้จะรับไหวหรือไม่ แรงสั่นะเืแล่นผ่านร่างอย่างแ่เบา
ความเ็ปะเิขึ้นในอก ราวกับมีเข็มนับร้อยแทงทะลุเส้นประสาทพร้อมกัน เืในอกเดือดพล่าน ลมหายใจขาดห้วง ภาพตรงหน้ามืดลงเกือบครึ่งหนึ่ง
ในเวลาเดียวกัน เสียงฝีเท้าด้านนอกหยุดชะงัก ความเงียบปกคลุมพื้นที่เพียงชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะศัตรูหายไป แต่เพราะจังหวะการรับรู้ของพวกเขาขาด่ไปโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกผิดปกติแล่นวาบขึ้นในจิต ทำให้การเคลื่อนไหวสะดุดลงพร้อมกัน
เสี้ยวลมหายใจนั้น เพียงพอแล้ว หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้น เืไหลออกจากจมูก แต่เขาไม่สนใจ เขาใช้จังหวะนั้นดึงร่างตัวเองไปยังช่องว่างด้านหลังที่ผนังไม้พังลงก่อนหน้า เขาไม่รอผล ไม่รอให้แน่ใจ และไม่หันกลับไปมอง เขาหนี
เสียงะโดังขึ้นจากด้านหลัง เสียงโลหะถูกชักออกจากฝัก เสียงฝีเท้าที่เปลี่ยนจังหวะเป็เร่งเร้า แต่เขาออกมาได้แล้ว ลมหายใจเย็นจัดของอากาศภายนอกกระแทกเข้าปอดจนแสบไปหมด
หลัวอวิ๋นทรุดตัวลงหลังพุ่มไม้ห่างจากบ้านที่กำลังลุกไหม้ไม่กี่สิบก้าว แขนขาสั่นไม่หยุด ร่างกายปฏิเสธจะขยับต่อ เืไหลซึมออกมาจากหลายจุด แต่เขายังมีสติ แม้จะไม่รู้ว่าจะรักษามันไว้ได้นานแค่ไหน
เสียงฝีเท้าขยับไปมาอยู่ไม่ไกล ดูเหมือนคนเ่าั้จะเลือกตรวจสอบด้านในต่อ ไม่ได้ไล่ตามออกมาทันที นั่นคือช่องว่างเดียวที่เขาได้มา หลัวอวิ๋นข่มลมหายใจ ถอยลึกเข้าไปในเงามืดของพงหญ้า ความหนาวเริ่มกัดกินิั เมื่อแรงอาคมที่ฝืนใช้ค่อย ๆ สลายไป โลกทั้งใบเหมือนหมุนช้าลง เสียงทุกอย่างไกลออกไป
ในขณะที่สติกำลังจะหลุดลอย เขาได้ยินเสียงฝีเท้าอีกชุดหนึ่ง เสียงนั้นเบากว่า ไม่เร่ง และไม่มีแรงกดดันแบบเดียวกับก่อนหน้า เงาร่างเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นตรงขอบการมองเห็น เด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล ในมือถือตะกร้าไม้ ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นสภาพของเขา ทั้งสองสบตากันเพียงชั่วครู่ ไม่มีคำพูด ไม่มีเสียงร้อง มีเพียงการตัดสินใจที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาที
เด็กสาวขยับเข้าใกล้ คุกเข่าลงอย่างเงียบงัน มือเล็ก ๆ ดึงกิ่งไม้และหญ้าแห้งมาบดบังร่างของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันไปมองทางที่ไฟยังลุกอยู่ “อย่าส่งเสียง” เสียงของเธอเบามาก แทบเป็เพียงลมหายใจ
หลัวอวิ๋นไม่รู้ว่าเธอเป็ใคร และไม่รู้ว่าเธอช่วยเพราะอะไร เขารู้เพียงอย่างเดียวว่า หากไม่มีมือคู่นั้นยื่นเข้ามา เขาคงไม่มีโอกาสลืมตาขึ้นอีกครั้ง สติของเขาดับลงช้า ๆ ท่ามกลางกลิ่นดินชื้นและความมืด โดยไม่รู้เลยว่าการช่วยเหลือในครั้งนี้ จะกลายเป็บุญคุณที่เขาจะต้องตอบแทนในวันหนึ่ง
ความมืดกลืนกินสติของหลัวอวิ๋นอย่างช้า ๆ เสียงไฟ เสียงฝีเท้า และกลิ่นควันค่อย ๆ ไกลออกไป เหลือเพียงความเย็นของดินชื้นที่ซึมผ่านเสื้อผ้าเข้าสู่ิั ร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกฝังไว้ใต้พื้นดิน ลมหายใจแ่เบาและขาด่
เขาไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด เมื่อสติค่อย ๆ กลับมา สิ่งแรกที่เขารับรู้คือกลิ่นหญ้าแห้งและดินสด กลิ่นนั้นไม่เหมือนกลิ่นควันไหม้ ไม่เหมือนกลิ่นเื และไม่เหมือนกลิ่นความตาย มันเป็กลิ่นของพื้นที่ที่ยังไม่ถูกเหยียบย่ำด้วยไฟและความโหดร้าย
หลัวอวิ๋นพยายามลืมตา แต่เปลือกตาหนักอึ้ง ร่างกายตอบสนองช้ากว่าความคิด เขารับรู้ได้ถึงแรงกดเบา ๆ บริเวณหน้าอก และผ้าบางที่พันรอบแผลหยาบ ๆ การพันไม่เรียบร้อย แต่ก็แน่นพอจะหยุดเื
เขายังมีชีวิตอยู่ ความคิดนั้นผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน ก่อนจะตามมาด้วยความเ็ปที่แล่นขึ้นพร้อมกันทั้งร่าง เส้นประสาทเหมือนถูกขึงตึง เืในอกเต้นแรงผิดจังหวะ ศีรษะปวดร้าวราวกับมีใครใช้ของแข็งกระแทกซ้ำ ๆ
นี่คือผลของการฝืนใช้อาคม เขารู้ดีว่าร่างกายนี้ไม่พร้อม เส้นทางจิตไม่เสถียร และพลังที่ดึงออกมาไม่ได้เป็ของร่างนี้โดยสมบูรณ์ อาคมที่ควรจะใช้เพียงจิต กลับดึงเอาแรงชีวิตออกมาด้วย ความเ็ปที่ตามมา คือราคาที่เขาต้องจ่าย
เสียงขยับเบา ๆ ดังขึ้นไม่ไกล หลัวอวิ๋นชะลอการหายใจลงทันที แม้จะยังลืมตาไม่ขึ้น แต่สัญชาตญาณยังคงทำงาน เสียงฝีเท้านั้นไม่หนัก ไม่เร่ง และไม่มีแรงกดดันแบบเดียวกับคนที่เดินอยู่ในซากตระกูลก่อนหน้า
“เขายังไม่ตาย…”
เสียงนั้นเบามาก เป็เสียงของเด็กสาว เสียงสั่นเล็กน้อย แต่ไม่ตื่นตระหนก มันเป็น้ำเสียงของคนที่กลัว แต่ยังพยายามควบคุมตัวเอง
หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้นช้า ๆ ภาพตรงหน้าเบลอในตอนแรก ก่อนจะค่อย ๆ ชัดขึ้นเป็เงาร่างเล็ก ๆ เด็กสาวคนนั้นนั่งอยู่ไม่ไกล มือหนึ่งถือถ้วยไม้ อีกมือกำผ้าผืนเก่า ดวงตาจับจ้องมาที่เขาอย่างระมัดระวัง
ทั้งสองสบตากัน ไม่มีใครพูดอะไรในทันที เด็กสาวเป็ฝ่ายขยับก่อน เธอวางถ้วยไม้ลงใกล้ตัวเขาอย่างระวัง แล้วถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว “ดื่มได้นิดหน่อย” เธอพูดเสียงเบา “อย่าขยับแรง เดี๋ยวแผลปริ”
หลัวอวิ๋นไม่ตอบ เขาพยายามขยับมือ แต่แรงแทบไม่มี ร่างกายเหมือนถูกสูบเอาพลังออกไปจนเกือบหมด เด็กสาวมองเห็นท่าทางนั้น จึงหยิบถ้วยขึ้นมาเอง และค่อย ๆ ประคองให้เขาจิบ
น้ำในถ้วยไม่ใช่น้ำสะอาดนัก มีกลิ่นดินเจือปน แต่สำหรับเขา มันคือสิ่งที่ช่วยยึดสติไว้ไม่ให้จมลงไปอีกครั้ง
“พวกนั้นไปแล้ว” เด็กสาวพูดขึ้นหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง “ข้าเห็นพวกเขาออกจากหมู่บ้านก่อนฟ้าสาง”
คำว่า หมู่บ้าน ทำให้ความทรงจำบางอย่างสั่นไหวขึ้นในจิตของหลัวอวิ๋น
ภาพบ้านเรือนที่พังทลาย เสียงกรีดร้อง ใบหน้าของคนที่เขาไม่รู้จัก แต่ร่างกายนี้รู้จักดี
ความทรงจำของเ้าของร่างเดิม เริ่มไหลเข้ามาอย่างช้า ๆ ไม่ใช่เป็ภาพต่อเนื่อง แต่เป็เศษเสี้ยวของความรู้สึก ความกลัว ความสับสน และความเ็ปที่ถูกกดทับไว้ก่อนหน้านี้
เขารับรู้ได้ทันทีว่า สถานที่ที่ถูกเผาไม่ใช่หมู่บ้านธรรมดา มันคือบ้านของร่างนี้ คือตระกูล คือที่ที่เ้าของร่างเดิมเติบโตมา
หลัวอวิ๋นหลับตาลงชั่วครู่ ไม่ใช่เพราะอ่อนแรง แต่เพราะต้องควบคุมจิตไม่ให้ความทรงจำเ่าั้ไหลบ่าออกมามากเกินไป เขาไม่อนุญาตให้ตัวเองเสียสติ และไม่ปล่อยให้อารมณ์พาไปในตอนนี้
การมีชีวิตอยู่ สำคัญกว่าอย่างอื่น เด็กสาวไม่ได้ซักถาม เธอเพียงนั่งอยู่ไม่ไกล คอยฟังเสียงรอบตัว และขยับออกไปทุกครั้งที่มีเสียงผิดปกติ เธอไม่รู้ว่าเขาเป็ใคร ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และดูเหมือนจะไม่้ารู้
หลัวอวิ๋นรับรู้ถึงสิ่งนั้น และจดจำมันไว้ การช่วยเหลือโดยไม่เรียกร้องคำอธิบาย คือสิ่งที่หาได้ยากในโลกที่เขาเพิ่งก้าวเข้ามา
เวลาผ่านไปช้า ๆ ฟ้าเริ่มสว่างขึ้น แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ส่องลอดผ่านพุ่มไม้เข้ามา เผยให้เห็นสภาพร่างกายของเขาชัดเจนขึ้น แผลหลายจุดถูกพันไว้หยาบ ๆ เืหยุดไหลแล้ว แต่ความเจ็บยังไม่หาp เขาลองขยับนิ้วมืออีกครั้ง คราวนี้ตอบสนองได้ดีกว่าเดิมเล็กน้อย
“เ้าควรไปก่อนเที่ยง” เด็กสาวพูดขึ้น “ถ้าคนจากหมู่บ้านอื่นผ่านมาเห็น อาจมีปัญหา”
หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้นมองเธอ ดวงตานิ่ง ไม่มีคำขอบคุณ ไม่มีคำสัญญา เขาเพียงพยักหน้าเบา ๆ เพื่อแสดงว่าเข้าใจ
เด็กสาวลุกขึ้นยืน หยิบถ้วยไม้กลับไป และวางผ้าผืนหนึ่งไว้ใกล้มือเขา “เอาไว้เช็ดแผล” เธอพูดเพียงเท่านั้น ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างเงียบงัน ไม่หันกลับมามอง
หลัวอวิ๋นมองตามเงาร่างนั้นจนลับตา เขาจำรูปร่าง จำเสียง และจำการตัดสินใจในเสี้ยววินาทีนั้นได้ชัดเจน บุญคุณนี้ เขาจะไม่ลืม
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ เขาจึงค่อย ๆ ฝืนลุกขึ้นนั่ง ความเจ็บแล่นขึ้นอีกครั้ง แต่ไม่รุนแรงเท่าก่อนหน้า เขาใช้เวลาปรับลมหายใจให้สม่ำเสมอ พยายามทำให้จิตกับกายประสานกันมากขึ้น แม้จะยังไม่สามารถดึงพลังใด ๆ ออกมาได้
เขารู้แล้วว่า การใช้อาคมในโลกนี้ โดยไม่มีพื้นฐานลมปราณรองรับ คือการเอาชีวิตไปเสี่ยง
ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ และถ้าอยากแก้แค้นในอนาคต เขาจำเป็ต้องเข้าใจพลังของโลกนี้ให้มากกว่านี้
หลัวอวิ๋นค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน พยุงร่างตัวเองออกจากพุ่มไม้ มองไปในทิศทางที่ควันไฟลอยขึ้นอย่างจาง ๆ แม้ไฟจะมอดไปแล้ว แต่ซากที่เหลืออยู่ยังคงบอกชัดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ฝัน
ความรู้สึกหนักอึ้งกดทับอยู่ในอก ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็ความแค้นที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน เขาไม่ร้อง ไม่ะโ และไม่สาบานต่อฟ้า
เขาเพียงจำ จำว่าตระกูลนี้ถูกล้างบาง จำว่าคนที่ทำ ไม่ใช่โจร และจำว่า โลกนี้ไม่ปรานีคนอ่อนแอ
หลัวอวิ๋นหันหลังให้กับซากอดีต และเริ่มเดินออกไปอย่างเชื่องช้า ทุกก้าวเต็มไปด้วยความเ็ป แต่เขาไม่หยุด เพราะตราบใดที่ยังเดินได้เขายังมีโอกาส และตราบใดที่ยังมีโอกาส ความแค้นนี้ ยังไม่จบ