ซูเทียนเหยี่ยน หนูน้อยเนตรสวรรค์

    ตอนที่ 43 เปิดชีพจร

    ตอนที่43 เปิดชีพจร


            อนึ่งเทพตัวน้อยต้องการช่วยเหลือทุกคนในการเปิดจุดชีพจรโดยอาศัยพลังจากโหวจื่อน้อยนางไม่ต้องการปรุงยาแล้วปล่อยทิ้งไว้เพราะอาจมีคนร้ายลอบเข้ามาขโมยโดยไม่สามารถป้องกันได้เหตุเพราะนางยังไม่แข็งแกร่งมากพอในการสร้างค่ายกลโจมตี ขณะโหวจื่อน้อยในเตาหลอมก็ไม่สามารถทำร้ายผู้คนได้เช่นกัน


            ตอนนี้ซูเทียนเหยี่ยนทำได้เพียงร่ายคาถาตรวจสอบคนลอบเข้ามาภายในบ้านเท่านั้นฉะนั้นจึงตัดสินใจปรุงเสร็จแล้วให้ทุกคนรับประทานพร้อมกันทันที แล้วอาศัยพลังปราณจากโหวจื่อน้อยช่วยเปิดจุดชีพจรไปด้วย


            เมื่อหลานสาวผู้เก่งกาจเหลือบเห็นชายชราและพี่รองถอยห่างออกจากโต๊ะปรุงยาแล้วนางนั่งขัดสมาธิพลางกางแขนออกสองข้างแล้ววาดวงแขนไปมาพร้อมทำปากขมุบขมิบร่ายคาถาบางอย่างก่อนใช้ฝ่ามือสองข้างวางประกบเหนือเตาหลอมซ้อนกันแล้วพยักหน้าส่งสัญญาณให้พี่รองจุดไฟใต้เตาหลอมได้ในบัดดล


            “จุดไฟเลยค่ะ”


            หลังจากนั้นไม่ถึงวินาทีเมื่อไฟจากเตาแก๊สถูกจุดขึ้นเปลวเพลิงจากหัวแก๊สขนาดปกติได้ขยายเพิ่มจนกลายเป็นเปลวเพลิงขนาดใหญ่สองปู่หลานต่างผงะถอยห่างจากโต๊ะปรุงยาทันทีเพราะเหลือบเห็นเปลวเพลิงมีขนาดใหญ่จนน่าหวาดกลัวทั้งสัมผัสได้ถึงพลังความร้อนแผ่กระจายออกมาจากจุดศูนย์กลางในตำแหน่งที่อยู่ของเตาหลอมกับตัวหลานสาว


            ชายชราซูเกอนึกห่วงใยหลานสาวทั้งที่รู้ดีว่าหลานเก่งกาจและจะต้องปลอดภัยจากความร้อนระอุของเปลวเพลิงซึ่งพุ่งพรวดขึ้นมาฉับพลันกระนั้นยังอดจะเข้าไปใกล้หวังให้ความช่วยเหลือไม่ได้


            “ปู่เกอ! อย่าครับ!เหยี่ยนเอ๋อร์ไม่เป็นอะไรแน่”


            ซูหนิงหลงรีบคว้าแขนสองข้างของชายชราไว้แล้วรั้งตัวไม่ให้เดินเข้าไปหาน้องสาวเขามั่นใจว่าน้องจะต้องปลอดภัยและไม่ได้รับอันตรายใด ๆ จากเปลวเพลิงและความร้อนดังกล่าว


            ชายชราหยุดยืนนิ่งทำใจแต่สายตายังจ้องมองหลานสาวไม่วางตาก่อนถามหลานชายโดยสายตายังจ้องมองจุดเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยรู้สึกได้ถึงหัวใจเต้นกระหน่ำแรงอย่างไม่สามารถควบคุมได้ว่า


            “แน่ใจนะเสี่ยวหลงเหยี่ยนเอ๋อร์จะไม่เป็นอะไรใช่ไหม”


            ซูหนิงหลงผ่อนลมหายใจโล่งอกเมื่อเห็นว่าชายชราเข้าใจเจตนาตนแล้วเขาตอบตามจริงด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า


            “แน่ใจสิครับเหยี่ยนเอ๋อร์เก่งกาจขนาดนั้น น้องจะต้องมีวิธีจัดการความร้อนได้แน่ ดูสิครับน้องไม่เห็นเป็นไรเลย เสื้อผ้าก็ยังอยู่ดีเหมือนเดิมบางทีเปลวเพลิงอาจเป็นแค่ภาพลวงตาก็ได้นะครับ”


            พี่รองแห่งตระกูลซูพูดปลอบใจชายชราพลางกล่าวถึงความเป็นจริงซึ่งสามารถมองเห็นได้ชัดเจนนั่นคือ สภาพร่างกายและเสื้อผ้าของน้องสาวยังคงเป็นปกติ คล้ายกับไม่ได้รับความกระทบกระเทือนจากเปลงเพลิงอันร้อนระอุแต่อย่างใด


            “จริงสิ.....ปู่คงคิดมากไปเอง”


            ชายชรายินยอมยืนนิ่งสังเกตสถานการณ์ปรุงยาของหลานสาวต่อไปพลางพูดอย่างเข้าใจในความเก่งกาจของหลานตัวน้อย โดยมั่นใจมากขึ้นว่าหลานจะสามารถปรุงยาได้สำเร็จโดยเร็วเหตุเพราะตนไม่สามารถล่วงรู้ขั้นตอนปรุงยานี้ จึงได้แต่ปล่อยให้หลานผู้วิเศษเป็นคนดำเนินการเพียงลำพัง


            สถานการณ์วุ่นวายในห้องปรุงยาไม่ได้มีผลกระทบต่อผู้คนภายนอกสักนิดซูหนิงอันและซูหนิงหวงต่างเดินแกร่วไปมาอยู่หน้าห้องปรุงยาเพื่อรอเวลาเข้าไปตามคำสั่งจากน้องสาวทั้งคู่ชะเง้อมองเข้าไปภายในห้องปรุงยาเป็นระยะ ทว่าต่างเหลือบเห็นแค่ชายชรากับพี่รองยืนล้อมวงดูอะไรบางอย่างซึ่งทั้งคู่มองไม่เห็นจึงพากันสอบถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่า


            “พี่ใหญ่ปู่เกอกับพี่รองพากันดูอะไรอยู่ละนั่น”


            ซูหนิงหวงเป็นคนถามพี่ใหญ่ขึ้นมาด้วยความแปลกใจเป็นคนแรกเขาประหลาดใจมากเพราะไม่ได้ยินเสียงหรือรับรู้การกระทำภายในห้องโถงแม้แต่น้อยทั้งที่มองเห็นชัดเจนว่าแต่ละคนอยู่ในท่วงท่าใด


            “พี่ก็อยากรู้เหมือนกันแต่มันไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนั่นซี เห็นแค่ปู่เกอกับน้องรองเดินไปเดินมาแล้วนี่น้องรองก็จับแขนปู่เกอไว้ ไม่รู้มีอะไรเกิดขึ้น ขนาดเหยี่ยนเอ๋อร์ยังมองไม่เห็นเลยนี่นะเหรอค่ายกล.....มันช่างน่าอัศจรรย์ซะจริง”


            ซูหนิงอันตอบน้องสามด้วยความประหลาดใจเช่นกันพลางเอ่ยถึงอิทธิฤทธิ์ของค่ายกลด้วยความทึ่งเพราะไม่เคยพบเห็นมาก่อน


            “ไม่รู้พวกเขาจะพากันปรุงยาเสร็จเร็วเหรอเปล่าผมอยากกินหม้อไฟแล้วนะเนี่ย ตอนนี้มันก็ใกล้จะค่ำแล้วนะ”


            ซูหนิงหวงยังคงคิดถึงการรับประทานอาหารเมนูโปรดอยู่ทั้งอยากให้ทุกคนเสร็จสิ้นภารกิจโดยเร็วเพราะกลิ่นน้ำซุบจากโรงครัวยังคงโชยกลิ่นหอมเป็นระยะซึ่งกระตุ้นน้ำย่อยในกระเพาะอาหารให้ทำงานเข้าจังหวะกันทันที


            “ใจเย็น ๆ น่ารอกินพร้อมกัน อีกไม่นานก็คงเสร็จแล้วมั้ง”


            ซูหนิงอันเดินเข้าไปตบบ่าปลอบใจน้องสามพลางคาดเดาถึงความน่าจะเป็นอย่างมีความหวังแล้วเอี้ยวคอกลับไปมองยังตำแหน่งของชายชราและน้องรองยืนก้มหน้าจ้องมองบางอย่างอยู่ด้วยความอยากรู้


            ภายในค่ายกลห้องโถงปรุงยาสักพักหนึ่งเปลวเพลิงจากเตาหลอมและไฟหนุนจากเตาแก๊สค่อย ๆ มอดจนดับลงขณะเตาหลอมเปล่งประกายสีแดงวาบเป็นระยะ ก่อนหยุดวาบแสงแล้วมีกลิ่นหอมอ่อน ๆโชยออกมา ชายชราและซูหนิงหลงต่างเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจพร้อมสูดกลิ่นหอมเข้าปอดเต็มแรงด้วยความสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก


            “อื้อฮือ! มันหอมจริง ๆ เหยี่ยนเอ๋อร์นี่นะเหรอยาเพิ่มพลังปราณ”


            ชายชราเอ่ยชมด้วยความประหลาดใจเพราะไม่คาดคิดว่าการใช้สมุนไพรเพียงสองชนิดจะสามารถปรุงยามีกลิ่นหอมได้มากเช่นนี้พลางเหลือบมองหลานสาวเปิดฝาครอบเตาหลอมแล้วหยิบเอาเม็ดสีน้ำตาลออกมาอย่างเบามือ


            เทพตัวน้อยหยิบเอาเม็ดยาเพิ่มพลังปราณจำนวนสี่เม็ดวางอยู่ในอุ้งมือน้อยๆ ซึ่งเป็นจำนวนที่นางจงใจให้ลูกสมุนใช้พลังปราณหล่อหลอมออกมาเท่านี้เนื่องด้วยไม่ต้องการให้มียาเพิ่มพลังปราณหลงเหลืออยู่ ทั้งที่ความเป็นจริงสามารถปรุงยาออกมาได้มากถึงห้าเม็ด


            ซูเทียนเหยี่ยนเงยหน้าบอกพี่รองให้เรียกพี่ชายอีกสองคนเข้ามาในห้องโดยเร็วเพราะไม่อยากให้มีกลิ่นยาเพิ่มพลังปราณเล็ดลอดออกไปได้เหตุเพราะปริมาณยาแต่ละเม็ดมีเกินสูตรปกติที่ควรจะเป็นจึงไม่อยากให้มีคนร้ายได้กลิ่นโดยไม่ตั้งใจว่า


            “พี่รองคะ เรียกพี่ชายทั้งสองคนเข้ามาเถอะเหยี่ยนเอ๋อร์จะให้ทุกคนกินยาตอนนี้เลย แล้วจะช่วยเปิดจุดชีพจรให้เสร็จแล้วค่อยไปกินหม้อไฟฉลองให้มีความสุขกันดีกว่า”


            “โอเค”ซูหนิงหลงพยักหน้าเข้าใจคำร้องขอจากน้องสาว พลางหมุนตัวออกไปเรียกสองพี่น้องเข้ามาในทันที


            เมื่อเทพตัวน้อยเห็นพี่รองออกไปเรียกพี่ชายทั้งสองคนแล้วจึงบอกชายชราให้ไปนั่งขัดสมาธิบนพื้นเพราะจะเริ่มทำการเปิดจุดชีพจรให้แต่ละคนเรียงตามลำดับเป็นรายการถัดไปว่า


            “ปู่เกอคะมานั่งขัดสมาธิตรงนี้นะคะ เหยี่ยนเอ๋อร์จะให้พวกพี่ชายนั่งเรียงต่อจากปู่เป็นแถวแล้วจะช่วยเปิดจุดชีพจรให้ทีละคน”


            ชายชราพยักหน้าเข้าใจแล้วรีบเดินไปนั่งขัดสมาธิยังตำแหน่งเด็กหญิงชี้นิ้วระบุทว่าเขายังอดแสดงความสงสัยไม่ได้เนื่องจากไม่คิดว่าการนั่งขัดสมาธิจะสามารถเปิดจุดชีพจรได้เขานึกว่าจะต้องนอนแล้วใช้การฝังเข็มช่วยเปิดจุดชีพจรสำคัญเพียงอย่างเดียวจึงสอบถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่า


            “เอ๋! เหยี่ยนเอ๋อร์ เปิดจุดชีพจรท่านั่งก็ได้รึไม่ต้องใช้การฝังเข็มช่วยเลยเหรอ”


            เทพตัวน้อยยิ้มน้อยๆ อย่างสบายใจ พลางบอกถึงวิธีเปิดจุดชีพจรเพียงผิวเผินเพราะเป็นทักษะลับซึ่งไม่เหมือนกับศาสตร์ที่ชายชราเคยเรียนรู้มาอย่างแน่นอนว่า


            “เอาไว้ปู่คอยดูแล้วกันค่ะว่าเหยี่ยนเอ๋อร์จะใช้วิธีไหนเปิดจุดชีพจรให้”


            เด็กหญิงผู้เก่งกาจไม่อยากเสียเวลาอธิบายพลางเหลือบเห็นบรรดาพี่ชายอีกสองคนเดินตามหลังพี่รองเข้ามานางจึงชี้นิ้วระบุตำแหน่งที่นั่งของแต่ละคน พร้อมบอกให้นั่งท่าเดียวกับชายชราว่า


            “พี่ใหญ่นั่งตรงนี้พี่รองนั่งตรงนั้น ส่วนพี่สามไปนั่งตรงโน้น ให้นั่งเหมือนกับปู่เกอนะคะ”


            “โอเค!” พี่ชายทั้งสามคนต่างขานรับด้วยดี


            ครั้นซูเทียนเหยี่ยนเห็นว่าทุกคนต่างนั่งขัดสมาธิเรียบร้อยนางหยิบยาให้ชายชราเป็นคนส่งต่อไปให้แต่ละคนรับประทานเพราะไม่ต้องการเดินเอาไปให้เองเนื่องจากยังเดินไม่แข็งแรงพอกระทั่งเห็นว่าทุกคนกลืนเม็ดยาเพิ่มพลังปราณขนาดเท่าหัวแม่มือตนเองซึ่งเป็นขนาดเล็กมากแต่มีกลิ่นหอมมากกว่าปกติเสร็จเรียบร้อย


            จากนั้นนางเกาะขาเตาแก๊สอันใหญ่แล้วเหนี่ยวตัวไปยืนให้มั่นคงอยู่ด้านหลังชายชราพลางเอี้ยวตัวหยิบเตาหลอมซึ่งคลายความร้อนแล้วนำมาวางเหนือศีรษะของชายชราก่อนบอกให้เขาผ่อนคลายร่างกายและจิตใจเพื่อทำการเปิดจุดชีพจรทั่วร่างต่อไปว่า


            “ปู่เกอคะทำใจให้สบาย ผ่อนคลาย ไม่ต้องคิดอะไรสักอย่าง ไม่ต้องกลัวเจ็บนะคะแล้วทุกอย่างมันจะผ่านไปเอง ปล่อยจิตใจให้ล่องลอยไปตามผู้นำพา อย่าฝืนนะคะ”


            “ปู่เข้าใจแล้ว”


            ชายชราในท่านั่งขัดสมาธิพยักหน้ารับคำแนะนำจากหลานสาวตัวน้อยเขาอยากรู้เป็นอย่างยิ่งว่าการเปิดจุดชีพจรด้วยกรรมวิธีพิเศษจากหลานสาวจะเกิดผลกับร่างกายอย่างไรจึงตั้งตารอผลลัพธ์ด้วยใจจดจ่อ


            ต่อจากนั้นเทพตัวน้อยใช้มือสองข้างประคองเตาหลอมเหนือศีรษะชายชราให้อยู่นิ่งก่อนทำปากขมุบขมิบร่ายคาถาช่วยเปิดช่องโหว่เล็กน้อยภายในเตาหลอมให้ลูกสมุนสามารถส่งพลังปราณเพียงแค่หนึ่งในพันส่วนออกมาด้วยพลังปราณเพียงแค่หนึ่งในพันส่วนของขอบเขตแกนทองคำนั้น เทียบเท่ากับความแข็งแกร่งของขอบเขตปรับแต่งร่างกายมากถึงสิบเท่า


            อนึ่งโหวจื่อน้อยแต่เดิมมีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับแกนสวรรค์ทว่าพอถูกลงทัณฑ์แล้วมาจุติเพียงจิตวิญญาณกลับมีความแข็งแกร่งลดลงเหลือเพียงขอบเขตแกนทองคำกระนั้นด้วยขอบเขตนี้ยังมากเกินกว่าจะมีผู้แข็งแกร่งในภพโลกเทียบเคียงได้


            ด้วยความแข็งแกร่งขอบเขตปรับแต่งร่างกายระดับสองของเทพตัวน้อยซึ่งผ่านการดื่มนมและขนมมามากพอจึงทำให้นางใช้พลังในการร่ายคาถาช่วยเปิดช่องโหว่ให้ลูกสมุนส่งพลังปราณออกมาได้


            หลังจากชายชราได้รับคำปลอบโยนจากหลานสาวตัวน้อยผู้เก่งกาจเขาผ่อนลมหายใจยาวแล้วนั่งขัดสมาธิทำตามคำแนะนำทันทีด้วยประสบการณ์ผ่านชีวิตร้อนหนาวมานานหลายสิบปีจึงเข้าสู่ห้วงแห่งสมาธิได้ง่ายดายพลันรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของเลือดจากกลางกระหม่อมแผ่ซ่านลงมาตามใบหน้าลงสู่ลำคอแล้วกระจายไปยังแขนสองข้างและลำตัวพร้อมกันจากนั้นความอบอุ่นเริ่มลามลงสู่ขาสองข้างจนถึงปลายเท้าทั้งสิบในเวลาอันรวดเร็ว


            “อ่า.....”


            ชายชราอดจะอ้าปากส่งเสียงครางเบาๆ อย่างมีความสุขไม่ได้เขาไม่คาดคิดว่าการเปิดจุดชีพจรไมได้เจ็บปวดหรือน่ากลัวอย่างที่คิดในทางกลับกันการเปิดจุดชีพจรได้ช่วยทะลวงให้เส้นเลือดทุกเส้นสามารถไหลเวียนดีขึ้นจนสัมผัสได้ชัดเจนพลางปล่อยให้เลือดไหลเวียนไปทั่วร่างอย่างผ่อนคลาย


            หลังจากนั้นไม่ถึงอึดใจชายชราพลันนั่งนิ่งตัวแข็งทื่อทันใดเพราะสัมผัสได้ถึงพลังลึกลับไหลเวียนควบคู่ไปกับเลือดที่กำลังหมุนวนไปทั่วร่างพลางปลื้มปีติจนไม่สามารถควบคุมได้จึงหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความยินดี


            “อ๊ะ! ปู่เกอเป็นอะไรครับ”


            ซูหนิงอันนั่งขัดสมาธิอยู่ด้านซ้ายมือของชายชราเขาสัมผัสได้ถึงการสั่นไหวและเสียงสะอื้นแผ่วเบาจากปู่เกอจึงผินหน้าไปมองด้วยความสงสัยทว่าไม่กล้าแตะต้องตัวปู่เพราะได้ยินคำเตือนจากน้องสาวก่อนหน้าแล้ว กระนั้นยังอดห่วงใยไม่ได้จึงถามด้วยความอยากรู้ทันที

    คล้ายกับเรื่องซูเทียนเหยี่ยน หนูน้อยเนตรสวรรค์ ที่คุณอ่าน