บทที่ 4 เคล็ดวิชาปราณยุทธ์ชิงหง
ในยามนี้หลี่ลี่กำลังอ่านตำราอย่างใจเย็น ขณะเดียวกันก็จัดเรียงตำราไปด้วย ในที่สุด่บ่ายของวันที่เจ็ดเขาก็จัดเรียงตำราครบหนึ่งหมื่นเล่มแล้ว…
หลี่ลี่กำลังมุ่งหน้าไปที่ห้องเก็บตำราเพื่อพบผู้ดูแลหลิว ทันทีที่เข้าไป เขาก็ยิ้มและโค้งคำนับ ก่อนจะกล่าวขึ้น “ผู้ดูแลหลิว ข้าได้กระทำผิด วันนั้นท่านได้สั่งสอนและตักเตือนข้า แต่ข้ากลับดื้อรั้นและต่อต้านท่าน มาในวันนี้ ข้าได้คิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าไม่ถูกต้อง จึงมาขออภัยท่าน”
ผู้ดูแลหลิวกำลังเขียนสมุดบันทึกอยู่ เขาไม่เงยหน้าขึ้นมาและเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูถูก “เด็กยากไร้อย่างเ้า บัดนี้รู้ตัวแล้วหรือ? แต่มันก็สายไปเสียแล้ว อย่างไรเสีย เ้าก็ไม่สามารถอยู่ในสำนักได้อีกแล้ว ด้วยพร์อันต่ำต้อยของเ้า ข้าว่าเ้าควรจะรีบออกไปจากที่นี่เสียจะดีกว่า พูดตามตรง หลานชายของข้าในปีนี้ไม่ได้เข้าร่วมสำนักเพราะความประมาทของเขาเอง ถึงกระนั้นข้าจะให้หินิญญาแก่เ้าห้าก้อน แล้วรีบออกไปเงียบ ๆ เถิด…”
“หืม ท่านเข้าใจผิดแล้ว” หลี่ลี่รีบขัดคำพูดของเขาทันที
“ข้าได้จัดหมวดหมู่ตำราและทำบันทึกรายชื่อตำราครบหนึ่งหมื่นเล่มไปเมื่อครู่แล้ว นี่คือบันทึกรายชื่อตำราทั้งหมด ข้าเคยทำงานเป็ผู้ดูแลในหอตำราแห่งหนึ่งมาก่อน... ข้าไม่ได้แจ้งต่อผู้ดูแลหลิว ทำให้ท่านต้องเป็กังวล จึงได้สั่งสอนข้า จนเกิดความเข้าใจผิดเช่นนี้…”
ทันทีที่หลี่ลี่กล่าวจบ ผู้ดูแลหลิวก็เงยหน้าขึ้นอย่างใ เขารับบันทึกรายชื่อตำราไปแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแต่พลิกดูบันทึกรายชื่อตำราอย่างตั้งใจ แล้วเดินตรงไปที่ห้องโถง
ในใจของหลี่ลี่รู้สึกภาคภูมิใจเป็อย่างยิ่ง ทว่าบนใบหน้าของเขานั้นกลับเรียบเฉยมากขณะเดินตามหลังของผู้ดูแลหลิวไป
ผู้ดูแลหลิวเดินเข้าไปในห้องโถง ตรวจดูตำราที่จัดเรียงหมวดหมู่เสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาหยิบตำรามาตรวจสอบสองสามเล่ม จากนั้นจึงมองหลี่ลี่ด้วยความประหลาดใจ หลังจากนั้นครู่ใหญ่เขาก็ถอนหายใจ “แม้แต่ตำราอย่างซ่งไป้เฉ่า*[1] เ้าก็รู้ว่าต้องจัดเข้าหมวดอาวุธ ที่เหลือก็คงไม่มีอะไรผิดพลาดแล้ว”
ซ่งไป้เฉ่าแม้จะเป็ชื่อพืชพันธุ์ ทว่าความจริงแล้วคือต้นไม้ชนิดหนึ่ง ลำต้นมีความแข็งแกร่ง สามารถนำมาทำเครื่องมือทางการเกษตรได้ อีกทั้งตำราเล่มนี้ยังบันทึกเกี่ยวกับต้นไม้พิเศษบางชนิดที่สามารถนำไปผลิตอาวุธได้ ตามกฎแล้ว การจำแนกประเภทควรจัดอยู่ในหมวดหมู่อาวุธ
หลี่ลี่อ่านตำราเกือบทั้งเล่ม แล้วก็ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมอีก จึงทำให้เข้าใจวิธีการจำแนกประเภทของตำราเ่าั้ได้
“ท่านหมายความว่า ข้าได้ทำภารกิจนี้สำเร็จแล้วใช่หรือไม่? ทั้งหมดนี้ล้วนเป็เพราะคำสั่งสอนของท่าน ข้ารู้สึกขอบคุณ…”
“ไม่ต้องเอ่ยให้มากความ!! นี่คือหินิญญาแปดก้อน แต่เ้ากล้ารับมันไว้หรือ? ขอทานต่ำต้อยเช่นเ้า ยังคิดต่อกรกับข้าที่เป็ถึงผู้ดูแลกระนั้นหรือ? หึ! เ้าไม่กลัวว่าจะถูกข้าเล่นงานจนตายหรืออย่างไร?”
สีหน้าของผู้ดูแลหลิวเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เขาจ้องไปที่หลี่ลี่อย่างเหยียดหยาม หยิบหินิญญาแปดก้อนออกมาจากอก แล้วก็วางลงบนโต๊ะเสียงดัง
รอยยิ้มที่ประจบประแจงของหลี่ลี่แข็งค้างอยู่บนใบหน้า ทว่าในใจของเขากลับรู้สึกโกรธมาก
เดิมทีหลี่ลี่ตั้งใจว่าจะไม่ทำเื่นี้ให้เป็เื่ใหญ่แล้วให้จบกันไป โดยที่เขาจะไม่รับหินิญญา เพื่อดูว่าความสัมพันธ์อันดีระหว่างเขากับผู้ดูแลหลิวดีขึ้นได้หรือไม่? ทว่าบัดนี้ดูเหมือนว่าจะเป็ไปไม่ได้เลย หากเขาตัดสินใจไม่รับหินิญญา ผู้ดูแลหลิวจะปล่อยเขาไปงั้นหรือ?
เด็กหนุ่มหลี่ลี่ยังคงยิ้มเหมือนเดิม เขาหยิบหินิญญาแปดก้อนบนโต๊ะขึ้นมาด้วยความโลภและเก็บไว้ในอกพร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณผู้ดูแลหลิวมาก ขอผู้ดูแลหลิวมอบป้ายไม้ไผ่ที่ทำภารกิจสำเร็จให้กับข้าด้วย ข้าจะได้ไปรายงานตัวที่หอพักในฐานะศิษย์ใหม่!”
หลี่ลี่มีภูมิต้านทานต่อหินิญญาต่ำมาก ในเมื่อผู้ดูแลหลิวหยิ่งผยองถึงเพียงนี้ เขาก็ไม่จำเป็ต้องขัดใจตัวเองอีกต่อไปแล้ว
“เ้า... ดี ดีมาก เด็กน้อย เ้าคอยดูเถิด! ดูว่าเ้าจะตายอย่างไร!”
ใบหน้าของผู้ดูแลหลิวกลายเป็เคร่งขรึม แววตาพลันดุร้ายขึ้นมาทันที ทั้งยังข่มขู่หลี่ลี่อย่างเปิดเผย
ทว่าหลี่ลี่กลับไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว ในเมื่อไม่มีทางให้หันหลังกลับ เขาก็ต้องเดินหน้าต่อไป แม้ว่าจะต้องพบกับความยากลำบากมากเพียงใดก็ตาม เขาจะต้องฝ่าฝันมันไปให้ได้!
ภายใต้สายตาอันดุร้ายของผู้ดูแลหลิว หลี่ลี่ได้รับป้ายไม้ไผ่ที่ทำภารกิจสำเร็จมาแล้ว จากนั้นก็เดินออกจากหอหมื่นตำราไปทันที
เมื่อมาถึงหอพักสำหรับศิษย์ใหม่ เขาก็เริ่มดำเนินการเื่การเข้าพักทันที
ภายในหอพักศิษย์ใหม่ พวกเขาแต่ละคนจะได้ห้องพักเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง ไม่ใหญ่มาก อย่างไรเสีย นี่ก็ถือว่าเป็หอพักที่แยกสัดส่วนได้ดี เหมาะแก่การฝึกฝนด้วยตนเอง
หลี่ลี่นำสัมภาระและเครื่องนอนไปวางไว้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ไปที่หอสมบัติเพื่อรับตำราฝึกฝน
บริเวณประตูของหอสมบัติมีสำนวนคู่ติดอยู่ความว่า ‘ทองคำไม่ใช่สิ่งล้ำค่า แต่ตำราเป็สิ่งล้ำค่า ทุกสิ่งล้วนว่างเปล่า แต่ความดีงามนั้นไม่ว่างเปล่า*[2]’
นี่จึงเป็ที่มาของชื่อหอสมบัติ ความจริงแล้วมันคือหอเก็บตำรา โดยหอที่นี่จะเก็บรวบรวมตำราฝึกฝนระดับล่างไว้จำนวนมาก ถือเป็สถานที่เก็บสมบัติอย่างแท้จริง
เพียงแค่ได้ก้าวเข้ามา เขาก็รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างที่นี่กับหอหมื่นตำราทันที
ประตูหอสมบัตินั้นสูงใหญ่ ด้านหน้ายังมียามสองคนยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู
หลังจากที่ยามรักษาการณ์ตรวจสอบหลี่ลี่เป็เวลานาน รวมถึงตรวจสอบภาพวาดใบหน้าของเขาอย่างละเอียด จากนั้นหลี่ลี่จึงได้รับอนุญาตให้เข้าไป
เมื่อเข้ามาในลานของหอสมบัติแล้ว หลี่ลี่พบว่ามียามรักษาการณ์อยู่ทั่วทุกพื้นที่ จึงไม่สามารถเดินไปมาได้อย่างอิสระ
หลังจากที่รับตำราฝึกฝนของตนเองจากจุดลงทะเบียนศิษย์ใหม่แล้ว หลี่ลี่ก็เดินออกมาอย่างเชื่อฟัง
ในป่าแห่งหนึ่งข้างทาง หลี่ลี่อดใจรอไม่ไหวที่จะเปิดดูตำราฝึกฝน
‘เคล็ดวิชาปราณยุทธ์ชิงหง’ ‘เคล็ดวิชาหมัดเก้าทลาย’ ‘เคล็ดวิชาดาบเก้าเงา’ ‘คัมภีร์สู่วิถีโอสถ’ ‘คัมภีร์สู่วิถีเยียวยา’ และ ‘คัมภีร์ฝึกฝนเบื้องต้น’
หลี่ลี่ได้รับตำราทั้งหกเล่มแล้ว เขาชื่นชอบมากจนไม่อยากจะวาง…
สำหรับตำราทั้งหกเล่มนี้ มีทั้งเคล็ดวิชาสำคัญเกี่ยวกับการฝึกฝนปราณยุทธ์ การฝึกฝนท่าทางหมัด และการฝึกฝนวิชาดาบอย่างละเล่ม
นอกจากนี้ยังมีตำราที่แนะนำเกี่ยวกับการปรุงยา ตำราเกี่ยวกับการรักษาเบื้องต้นอีกด้วย ส่วนตำราที่เหลืออีกหนึ่งเล่มเป็ตำราที่แนะนำเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานในการฝึกฝน ซึ่งภายในตำราเล่มนี้จะมีการรวบรวมเื่ราวเกี่ยวกับดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และอื่น ๆ อีกมากมาย
เคล็ดวิชาปราณยุทธ์ชิงหงเป็เคล็ดวิชาฝึกฝนพลังภายใน ถือเป็ตำราลับที่สำคัญที่สุด ซึ่งเป็พื้นฐานในการฝึกวิชายุทธ์ทุกแขนง หากปราศจากพลังภายใน สิ่งอื่นใดล้วนไร้ความหมาย
หลี่ลี่อยากรู้อยากเห็น จึงได้เปิดดูตำราลับทั้งหกเล่มอย่างคร่าว ๆ จนกระทั่งรู้สึกตัวอีกที ฟ้าก็มืดแล้ว ทั้งยังพลาดเวลาทานอาหารเย็นไปแล้วด้วย
ภายในสำนักมีโรงอาหารที่ให้บริการอาหารสำหรับลูกศิษย์โดยไม่ต้องจ่ายเงินเลย แต่หากพลาดเวลาไปก็ต้องจ่ายเงินเอง ถึงแม้ว่าหลี่ลี่จะมีหินิญญาแปดก้อนซึ่งถือว่าเป็ทรัพย์สมบัติก้อนใหญ่ แต่เขาก็ยังรู้สึกเสียดายที่จะใช้จ่าย ในภายหน้ายังมีเื่ที่ต้องใช้หินิญญาในการฝึกฝนอีกมาก!
ทว่าในยามนี้ความคิดของหลี่ลี่ไม่ได้อยู่ที่การกินเลย เขาเพียงแค่รอให้ท้องฟ้ามืดลง เพื่อที่จะไปนำเอาของวิเศษอย่างตำราวิหารแห่งราตรีที่ซ่อนไว้ในหอหมื่นตำรากลับคืนมา
เมื่อครั้งที่หลี่ลี่อยู่ที่หอหมื่นตำรา เขาได้สืบถามข้อมูลอย่างละเอียดแล้ว หากทางสำนักสูญเสียตำราเบ็ดเตล็ดไปเพียงหนึ่งถึงสองเล่มไม่ถือเป็เื่ใหญ่อะไร เนื่องจากตำราเบ็ดเตล็ดเหล่านี้ถึงเอาไปขายข้างนอกก็ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีราคาอะไรเลย
เพราะงั้นระหว่างที่หลี่ลี่จัดเรียงตำราหนึ่งหมื่นเล่มอยู่นั้น เขาจงใจไม่ลงบันทึกรายชื่อตำราบันทึกท่องราตรีในดินแดนตะวันตก และผู้ดูแลหลิวก็ไม่ได้สังเกตเห็น
ตำราเบ็ดเตล็ดหนึ่งหมื่นเล่ม บางเล่มแบ่งออกเป็เล่มบนและเล่มล่าง บางครั้งก็อาจจะเข้าใจผิดว่าเป็สองเล่ม เมื่อตอนที่ทำการตรวจนับก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีข้อผิดพลาด ดังนั้นตำราหายไปหนึ่งหรือสองเล่ม จึงถือเป็เื่ปกติและไม่มีผู้ใดมาใส่ใจในเื่นี้มากนัก
เหตุผลที่หลี่ลี่ไม่กล้าเอาบันทึกท่องราตรีในดินแดนตะวันตก ออกมาจากหอหมื่นตำราในทันที เพราะหลี่ลี่กลัวว่าผู้ดูแลหลิวจะค้นตัวเขาในตอนนั้น
หลี่ลี่จึงจึงแอบเอาบันทึกท่องราตรีในดินแดนตะวันตกไปซ่อนไว้ที่มุม กำแพงแห่งหนึ่งซึ่งค่อนข้างเงียบสงบในหอหมื่นตำรา แล้วใช้กระเบื้องปิดทับไว้ ที่นี่มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมอยู่ ทำให้มองไม่เห็นกำแพง เขาจึงรอให้ถึงเวลากลางคืน แล้วก็มาที่นี่เพื่อนำเอาตำราวิเศษเล่มนี้ไป
เขาเดินอย่างระมัดระวังมาที่มุมกำแพงนั้น เขาใช้ทักษะการมองเห็นในความมืดสังเกตดูรอบ ๆ บริเวณนั้น พบว่าโดยรอบไม่มีผู้ใดอยู่ จากนั้นจึงปีนขึ้นไปบนกำแพงอย่างรวดเร็ว แล้วหยิบบันทึกท่องราตรีในดินแดนตะวันตกที่อยู่ใต้กระเบื้องแผ่นหนึ่งออกมา ก่อนจะยัดใส่ไว้ในอ้อมอก จากนั้นจึงรีบจากไปทันที
พลันเมื่อกลับมาถึงห้องพักของตนเองอย่างปลอดภัย เขาปิดประตูให้มิดชิดแล้วนำ ‘บันทึกท่องราตรีในดินแดนตะวันตกออก’ มาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเปิดดูอย่างละเอียด เขาพบว่าตัวอักษรวิหารแห่งราตรีที่ปรากฏขึ้นมานั้นยังคงเลือนลางอยู่ ถึงกระนั้นก็ยังดูชัดเจนกว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนอยู่เล็กน้อย เขาจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที
หลี่ลี่ค้นพบว่าตำราบันทึกท่องราตรีในดินแดนตะวันตกเล่มนี้ มีเพียงหน้าปกเท่านั้นที่เป็ของวิเศษ น่าเสียดายที่นี่เป็เพียงการคาดเดาเท่านั้น เขาจึงไม่กล้าที่จะฉีกหน้าปกออก เพราะหลี่ลี่เกรงว่าหากฉีกออกไปแล้ว ของวิเศษนี้เกิดเสียหายขึ้นมาจะทำอย่างไร? ดังนั้น เขาจึงได้แต่ซ่อนตำราเล่มนี้ไว้ใต้เตียงอย่างระมัดระวัง
ในที่สุดเขาก็ได้ของวิเศษนี้มาแล้ว หลี่ลี่รู้สึกอุ่นใจขึ้นไม่น้อย สิ่งเดียวที่น่าเสียดายคือเขายังไม่รู้ว่าต้องใช้วิธีใดจึงจะสามารถเติมเต็มพลังให้ตำราวิหารแห่งราตรีกลับมาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว เพื่อที่เขาจะได้เข้าไปฝึกฝนด้านในได้อีกครั้ง หากรอให้ตำราวิหารแห่งราตรีค่อย ๆ ฟื้นฟูพลังด้วยตัวเองเช่นนี้ เกรงว่าคงต้องรออีกนานหลายปี
ไม่รู้ว่ากี่ปีมาแล้วที่ไม่มีผู้ใดเคยค้นพบความลับของตำราวิหารแห่งราตรี มันถึงได้ดูดซับพลังปราณได้เพียงพอต่อการฝึกฝนของเขาเป็เวลาสามวัน หากหาหนทางที่จะเติมเต็มพลังงานให้กับตำราวิหารแห่งราตรีได้อย่างรวดเร็วไม่ได้ เช่นนั้นประโยชน์ของของวิเศษชิ้นนี้ก็จะน้อยลงไปมาก
หลี่ลี่คิดอยู่นานก็ยังคิดหาวิธีใดไม่ได้เลย จากนั้นเขาจึงนำเอาเคล็ดวิชาปราณยุทธ์ชิงหงออกมาแล้วเริ่มฝึกฝนปราณยุทธ์ทันที
[1] ซ่งไป้เฉ่า เป็ชื่อของพืชตระกูลสน
[2] ทองคำไม่ใช่สิ่งล้ำค่า แต่หนังสือเป็สิ่งล้ำค่า ทุกสิ่งล้วนว่างเปล่า แต่ความดีงามนั้นไม่ว่างเปล่า เป็สำนวนจีน มีความหมายว่าสิ่งของนั้นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต สิ่งที่สำคัญและล้ำค่ากว่านั้นคือ ความรู้และความดีงาม