ตอนที่ 11
รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง ครอบครัวของเหลียนฮวา ได้ตื่นกันมาั้แ่เช้า และรู้สึกถึงการกินอิ่มนอนหลับในรอบหลายปี พวกเขาไม่เคยกินอาหารได้เต็มที่เหมือนเมื่อวานนี้เลยสักนิดเดียว เมื่อตื่นขึ้นมาแล้ว ทุกคนจึงได้มีใบหน้าที่สดชื่น
หลังจากอาหารเช้าผ่านไปแล้ว และยังคงเป็มื้ออาหารที่อร่อยและอิ่มมากเช่นเคย
"วันนี้ลูกจะไปไหนหรือเปล่า" แม่ถามลูกสาวออกไป
"ไม่ได้ไปไหนหรอกค่ะ วันนี้ฉันจะไปที่นากับทุกคนด้วย"
"ลูกไม่ต้องไปก็ได้นะ อยู่บ้านทำงานบ้านไปก็ได้ ที่นาร้อนจะตายไป"
เขาไม่เคยคิดที่จะให้ลูกสาวที่เขารักต้องไปตากแดดเลยสักนิด เขายอมทำงานให้หนักมากขึ้น ดีกว่าจะเห็นลูกสาวของเขาต้องเหนื่อยและตากแดด ใครจะคิดอย่างไร เขาไม่เคยสนใจอยู่แล้ว
"นั่นสิ น้องไม่ต้องไปหรอก อยู่บ้านดีกว่านะ"
"ฉันอยากไปค่ะ เพื่อจะสามารถหาอาหารมาเพิ่มได้ ให้ฉันไปเถอะค่ะ ฉันจะใส่หมวกและเสื้อป้องกันแดดให้ดีเลยค่ะ"
มองทุกคนที่เป็ห่วงก็เข้าใจ แต่เธออยากจะไปดูที่นาว่าจะมีอะไรที่พอจะเก็บมาทำเป็อาหารได้บ้าง อย่างน้อยต้องไปดูสถานที่จริงๆ จึงจะรู้ เธอนั้นไม่ใช่แค่เรียนและทำงานอย่างเดียว เธอชอบดูยูทูปต่างๆ มากมาย เพื่อนำมาใช้ให้เป็ประโยชน์ได้
"อืม อย่างนั้นตามใจลูกก็แล้วกัน ส่วนิซานกับิเฟย จะตามไปด้วยหรือเปล่า หรือว่าจะอยู่บ้านกันล่ะ"
"ผมจะไปกับพี่เหลียนฮวาครับ ผมต้องดูแลพี่สาวครับ"
"ิซานก็จะไปดูแลพี่เหลียนฮวาเหมือนกันครับ"
"โอ้ อย่างนี้พี่สาวคนนี้ต้องฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ มีหนุ่มน้อยตามไปดูแลอย่างนี้"
รั่วเหลียนฮวาเผยรอยยิ้มทันทีที่ได้ยินน้องชายทั้งสองคนบอกว่าจะตามไปดูแลเธอ ไม่รู้ว่าจะเป็ใครกันแน่ที่จะต้องดูแล แต่ไม่ได้เปิดเผยจอมแสบทั้งสองคนออกไป
"แม่ว่าอย่างนั้นเราก็ไปกันเถอะ"
หลังจากนั้นทั้งหกชีวิตจึงเดินออกจากบ้านพร้ะกร้าสะพายหลังกันคนละใบ รวมทั้งน้องชายทั้งสองของเธอด้วยที่พ่อทำใบเล็กให้สะพายหลังได้สะดวก
แต่เหมือนโชคจะไม่ดีเพราะเดินออกจากบ้านมาเจอกับอาสะใภ้และอาเล็กกำลังยืนคุยกันอยู่ แต่ก็จำต้องเดินผ่าน เพราะเป็ทางที่ต้องผ่านอยู่แล้ว
"พี่หลิงเฟย จะพาหลานๆ และลูกเขยออกไปหาอาหารกินกันอย่างนั้นหรือ ลำบากหน่อยนะ คนเยอะต้องกินเยอะเป็ธรรมดา"
เธอมองพี่ชายต่างแม่ด้วยสายตาดูถูกดูแคลน แม้คำทักทายจะพูดเหมือนสงสาร แต่ถ้าจับใจความให้ดีนั้นมีแต่การดูถูกกันเสียมากกว่า และคนเป็พี่ชายได้ยินจนชินเสียแล้ว เพราะน้องสาวของเขาคนนี้ได้นิสัยแม่มาเต็มๆ
"อืม จะไปที่นากันนะ พวกหลานๆ เลยจะไปด้วยบอกว่าจะไปหาของกินกัน"
เขาตอบไปตามนั้นจริงๆ เพราะลูกสาวบอกว่าจะไปหาอาหารเพิ่มจริงๆ นี่นาไม่ได้โกหกเสียหน่อย ส่วนเื่อาหารพวกเขาไม่ได้อดอยากเหมือนก่อนแล้ว ใครจะพูดอะไร เขาจึงไม่ได้คิดมากอีก
"น้องสามีต้องลำบากหน่อยนะ ถ้าเลือกลูกเขยที่น้องสะใภ้หาให้ป่านนี้ไม่ต้องลำบากเหมือนทุกวันนี้แล้ว"
เธออุตส่าห์แนะนำพ่อหม้ายเมียตายให้กลับไม่รับความหวังดี แต่กลับไปเลือกผู้ชายที่มีแต่ตัวและยังเข้ามาเป็ภาระของครอบครัวอีก ช่างไม่มีหัวคิดจริงๆ จะคิดมากทำไมกับอายุที่มากสักหน่อย แต่เขามีเงินเลี้ยงดูได้ เธอเลยอดเงินค่าติดต่อให้ไปเลย คิดแล้วก็ยังเสียดายไม่หายเลย
"ไม่ได้ลำบากอะไรสักหน่อย แล้วอีกอย่างนะที่สำคัญเลย ผมชอบลูกเขยคนนี้ที่สุด เขาเป็ครอบครัวของพวกเรา อย่าเอาความคิดของน้องสะใภ้มาตัดสินเื่ในครอบครัวของผมเลยครับ"
"ฉันแค่หวังดีกับครอบครัวของพี่เท่านั้น อยากให้มีความเป็อยู่ที่ดีขึ้น ไม่ใช่อดอยากอย่างที่เป็อยู่"
"พวกเราไม่ได้อดอยากอย่างนั้นหรอกครับ แค่มีกินน้อยกว่าคนอื่น แค่พวกเราขยันกันสักหน่อย ไม่มีทางที่จะอดอยากจนอดตายหรอก ขอบใจน้องสะใภ้ที่เป็ห่วงครอบครัวของเรา"
เป็ห่วงแต่ปากน่ะสิไม่ว่า คอยแต่จะซ้ำเติม แต่ไม่เห็นเคยคิดที่จะช่วยอะไรเลยด้วยซ้ำ
"พี่หลิงเฟย รู้ไหมจูเหลียงหลานสาวของพี่นั้นมีคนที่ทำงานในโรงงานทอผ้ามาชอบด้วยนะ ฉันคิดว่าลูกสาวของฉันช่างหาว่าที่ลูกเขยได้ดีจริงๆ อย่างน้อยทำงานในโรงงานก็มีเงินเดือนในการเลี้ยงดูครอบครัว ต่อไปจูเหลียงของฉันก็จะต้องสบายไม่ต้องทำงานให้ลำบากอีก"
ไม่พูดเปล่าพร้อมทั้งมองไปทางเหลียนฮวา เหมือนจะบอกว่าลูกสาวของฉันนั้นเลือกว่าที่สามีได้ดี ไม่เหมือนกับเธอ อะไรอย่างนั้น แต่เธอไม่คิดที่จะสนใจอยู่แล้ว เพราะเธอไม่คิดที่จะจนอยู่อย่างนี้ เธอคิดว่าจะต้องพาครอบครัวให้รุ่งเรืองให้คนที่ชอบดูถูกครอบครัวของเธออิจฉาให้ได้ คอยดูต่อไปก็แล้วกัน
"อย่างนั้นก็ดีแล้วล่ะ โชคดีของจูเหลียงแล้ว ถ้าอย่างไรแล้วพี่ไปก่อนนะ เดี๋ยวจะสายกว่านี้"
"พี่สามี ขอให้ได้อาหารกลับมานะคะ"
"อืม"
หลังจากครอบครัวนั้นเดินไปกันหมดแล้ว น้องสะใภ้และน้องสามีต่างก็ยิ้มเยาะออกมาทันที ด้วยความสมเพชทุกคนที่เดินจากไป ไปหาอาหารอย่างนั้นหรือ คิดว่าจะหาได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ คงจะต้องอดไปอีกตามเคย
"ดูพวกเขาสิ น่าสงสารกันเสียจริง คงยังไม่ได้กินอาหารเช้ากัน และนี่ออกไปไม่รู้ว่าจะได้อาหารหรือเปล่านะ" พูดแต่ปาก แต่ใบหน้าหรือแววตาไม่มีความสงสารเลยสักนิดเดียว
"แล้วทำไมพี่สะใภ้ถึงไม่เอาอาหารที่บ้านไปแบ่งให้พวกเขากินกันบ้างล่ะ ถ้าจะสงสารอย่างนั้น"
เธอพูดแหย่พี่สะใภ้ไปอย่างนั้นเอง เพราะรู้อยู่แล้ว พี่สะใภ้ขี้เหนียวแค่ไหน ถึงจะมีเหลือแล้วอย่างไร เธอคิดว่าคงไม่สามารถทำให้พี่สะใภ้แบ่งปันให้ใครได้ แต่ถ้าไปฉกฉวยจากคนอื่นสิอย่างนี้ถึงกับเป็นิสัยของพี่สะใภ้ของเธอมากกว่า
"จะบ้าหรืออย่างไรกันน้องสามี อาหารที่บ้านของพี่มีอยู่อย่างจำกัดละต้องกินกันต้องหลายท้อง ไม่สามารถที่จะแบ่งให้ใครได้หรอกนะ"
คิดได้อย่างไรที่จะให้เธอแบ่งอาหารให้ ไม่มีความคิดนี้อยู่ในหัวเลยสักนิดเดียว ถ้าให้ไปเอาของในบ้านนั้นมาเป็ของตัวเองสิ เธอจะไม่ต้องคิดมากเลยสักนิดเดียว
"อ้าวฉันก็นึกว่าพี่สะใภ้จะใจบุญเสียอีก"
"น้องสามีก็เอาอาหารที่บ้านไปแบ่งกับพี่ชายเสียสิ"
"แหม พี่สะใภ้ก็รู้ว่าที่บ้านของฉันไม่ได้มีอาหารมากมายเท่าบ้านของพี่เสียหน่อย จะมีอาหารมากมายพอที่จะให้ใครได้อย่างไรกัน"
เธอไม่ใช่คนใจดีถึงเพียงนั้น ใครๆ ก็ต้องเห็นแก่ตัวไม่ใช่หรือ ถ้าแบ่งให้คนอื่นแล้ว คนในครอบครัวจะกินอิ่มได้อย่างไรกัน
"นั่นสินะ เื่อาหารเป็เื่ของพวกเขา ไม่เกี่ยวกับบ้านของพวกเราเสียหน่อย ใครจะมีกินหรือไม่มีก็แล้วแต่พวกเขาเลย จริงไหม"
"จริงแท้แน่นอนฉันเห็นด้วยกับเื่นี้ พี่สะใภ้วันนี้ฉันสังเกตเห็นเหลียนฮวา ดูเหมือนจะแตกต่างจากทุกครั้ง แม้จะไม่พูดไม่จา แต่เหมือนกับแตกต่างจากที่เคยพบเจอกันมา ไม่รู้ว่าฉันคิดมากไปหรือเปล่า"
เธอลอบมองดูหลายครั้ง เพราะทุกครั้งที่เจอกัน เ้าตัวไม่พูดเหมือนเดิม แต่ไม่ยอมที่จะมองหน้าใครเสียด้วยซ้ำ แต่วันนี้กลับมองทุกคนเหมือนไม่ได้กริ่งเกรงอะไร จึงอดที่จะแปลกใจไม่ได้
"น้องสามี คิดเหมือนกันเลย เมื่อวานนี้ไม่ใช่แค่การแสดงออกที่แตกต่างไปเท่านั้น แต่ยังเถียงกับแม่สามีอย่างไม่ยอมอีกด้วย เหมือนกับเป็คนละคนกับที่เรารู้จักกันมาั้แ่เด็กเลย"
เมื่อคิดถึงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานแล้ว ก็ยังอดที่จะไม่พอใจไม่ได้ และยังต้องไปนั่งฟังแม่สามีบ่นเหลียนฮวา อยู่ตั้งนานกว่าที่จะสงบและเงียบปากลงได้
"เถียงกับแม่ด้วยหรือคะ แปลกจริงๆ ด้วยปกติกลัวแม่ของฉันจะตายไป ให้ทำอะไรก็รีบทำแล้ว ไม่เคยที่จะใจกล้าถึงกับเถียงได้เลยนะ"
"ฉัน ไม่เพียงแค่เถียงเท่านั้นนะ บอกให้เอาของที่ซื้อมาแบ่งให้แม่สามีบ้าง มันไม่ยอมให้ยังบอกว่าแยกบ้านกันแล้ว และถ้ายังยุ่งวุ่นวายอีกมันจะไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านด้วยน่ะสิ น้องสามีคิดดูคนที่เคยโง่อย่างนั้น หาญกล้าที่จะไปแจ้งผู้ใหญ่เลยนะ"
ทำเหมือนตัวเองมีความรู้มากมายอย่างนั้นล่ะ ทั้งๆ ที่เรียนไม่ได้สูงอะไร ไม่เหมือนกับลูกชายของเธอทั้งสองคนที่ได้เรียนถึงมัธยมต้น จึงสามารถที่จะเข้าไปทำงานในโรงงานมีเงินเดือน
"มันแปลกจริงๆ ด้วยหรือว่าจะถูกผีเข้ากัน"
"น้องสามีจะพูดออกมาทำไมกัน ถ้าใครมาได้ยินไม่ดีแน่เลย จะหาว่าพวกเราเชื่อเื่ภูตผีได้นะ ฉันไม่อยากถูกลงโทษ"
"อืม ฉันลืมตัวไป ไม่รู้ว่าจะคิดไปในทางไหนดีเท่านั้น"
เมื่อลืมตัวพูดในเื่ที่ไม่ควรพูดออกไป จึงได้เปลี่ยนเื่พูดกันไปเลย และไม่ได้พูดเื่ของบ้านนั้นอีก ส่วนใหญ่แล้วก็เป็เื่อวดลูกของตัวเองหรือไม่ก็นินทาคนอื่นๆ ที่ตัวเองไม่ชอบ กิจกรรมสำหรับคนที่ไม่ทำงานคงจะมีเท่านี้เอง
( ฝากติดตามด้วยนะคะ )