ผมพยายามข่มตาให้หลับ ทำทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ ถึงขั้นขอให้ระบบช่วย แต่สุดท้ายก็ไร้ผล เพราะระบบบอกว่ามันไม่สามารถทำให้ผมหลับได้ เว้นเสียแต่ว่าจะ ชัตดาวน์ ตัวเองเท่านั้น
เวลาล่วงเลยจนถึงตีห้า ผมจึงตัดสินใจลุกขึ้นแต่งตัวในชุดทำงานของโรงพยาบาล แล้วเดินออกจากห้องตรงไปยังรถของตัวเอง
ไม่กี่นาทีต่อมา รถของผมก็แล่นไปตามถนนสายหนึ่ง ท้องฟ้ายังมืดสลัว มีเพียงแสงไฟริมทางที่คอยส่องนำทางไปข้างหน้า การจราจรยังไม่หนาแน่นนัก ทำให้ผมขับได้อย่างสบาย ๆ
ในเมื่อฝืนนอนยังไงก็คงไม่หลับ การนอนต่อไปก็ไร้ประโยชน์ ผมเลยเลือกที่จะออกมาขับรถเล่นแทน อย่างน้อยมันก็ดีกว่านอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียง แถมยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นด้วย
ผ่านไปพักใหญ่ รถของผมก็เคลื่อนเข้าสู่เขตโรงพยาบาล เวลาตอนนี้เกือบจะเจ็ดโมงเช้า แสงแดดอ่อน ๆ เริ่มสาดลอดผ่านยอดตึกลงมากระทบกระจกหน้ารถอย่างอุ่น ๆ
เช้าวันนี้ตามตารางงาน ผมไม่มีคิวนัดไปรับตาแก่ธนกฤตจากบ้าน เขาคงจะขับรถมาเอง หรือให้พนักงานขับรถของบ้านมาส่ง แต่ช่วงบ่ายผมจะต้องรับเขาจากที่นี่ เพื่อนำไปส่งต่อที่โรงพยาบาลบางกอกวิทยา สาขาศาลายา ดังนั้นช่วงเช้านี้ผมจึงถือว่าค่อนข้างว่าง เว้นเสียแต่ว่าจะมีงานด่วนเข้ามากะทันหัน
รถของผมเคลื่อนเข้าไปจอด ในลานจอดที่เริ่มมีรถทยอยเข้ามาเรื่อย ๆ ผมเลือกจอดข้างรถเก๋งสีบลอนด์คันหนึ่ง เพราะอยู่ใกล้ทางออก ดูจากเสียงเครื่องยนต์และควันไอร้อนที่ยังลอยอยู่ ก็คงเพิ่งมาถึงเหมือนกัน เพราะเจ้าของรถยังไม่ได้ดับเครื่อง
หลังจากดับเครื่องยนต์ ผมก็เปิดประตูลงจากรถ สูดอากาศยามเช้าที่เย็นสดชื่นพลางยืดเส้นยืดสายเบา ๆ เพื่อคลายความเมื่อยล้าจากการขับรถเล่น
แต่ยังไม่ทันจะได้หายใจเต็มปอด เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“คุณวายุ...”
ผมหันขวับไปตามเสียงก็พบว่าเป็น เฟื้องฟ้า เธอยืนอยู่ในชุดทำงานเรียบหรู เสื้อเชิ้ตสีขาวตัดกับกระโปรงทรงเอสั้นระดับเข่าสีดำ ดูสุภาพแต่แฝงความมีเสน่ห์ในแบบของเธอเอง
“...สวัสดีครับคุณฟ้า บังเอิญจังเลยครับ”
ผมเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะส่งรอยยิ้มบาง ๆ กลับไป
“สวัสดีค่ะ...” เธอหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างพินิจ “นี่...รถของคุณเหรอคะ?”
น้ำเสียงของเธอมีแววขี้เล่น ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ออกมา
“ก็ใช่ครับ...ทำไมเหรอครับ?” ผมหัวเราะตอบพลางยิ้มแห้ง ๆ รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยกับคำถามนั้น
“เปล่าค่ะ...แค่ไม่คิดว่าคุณจะขับรถแบบนี้”
เธอตอบพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะปิดประตูรถของตัวเองเสียงดัง ปัง แล้วก้าวเดินตรงมาทางผมอย่างสบาย ๆ
กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ จากตัวเธอลอยมากับลม ทำให้บรรยากาศรอบข้างดูผ่อนคลายขึ้น
“ระบบใช้สกิลไว้วางใจระดับสองกับคุณฟ้าทีสิ” ผมเอ่ยในใจบอกระบบ
[รับทราบ สกิลไว้วางใจระดับสองทำงาน ระยะเวลา 60 นาที / คูลดาวน์ 12 ชั่วโมง ใช้งานได้อีกครั้งเวลา 18.55 น.]
[ระดับความสนิทของคุณคุณเฟื้องฟ้า: เพิ่มขึ้น → ระดับ 2]
[หากทำกิจกรรมอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง จะได้รับค่าตอบแทนจากเธอคูณ 4]
ผมหัวเราะกับคำตอบของเธอเบาๆ
“คงดูแค่ภายนอกไม่ได้แล้วสินะคะ...” เฟื้องฟ้าพูดพลางยิ้มมุมปาก ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าผม
แววตาของเธอฉายแสงระยับราวกับกำลังท้าทายอะไรบางอย่าง
“แล้ว...คุณอยากดูภายในไหมล่ะครับ” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงแฝงรอยเจ้าเล่ห์ พร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปาก
เฟื้องฟ้ายกคิ้วขึ้นพร้อมกับยิ้มมุมปากเช่นเดียวกัน “ภายในที่ว่านี่...คือ...”
เธอยกมือขึ้นมา ใช้นิ้วชี้จิ้มที่หน้าอกผมเบา ๆ ก่อนจะหยุดนิ่ง ไม่พูดอะไรต่อ ทำให้บรรยากาศเงียบลงชั่วครู่ ราวกับทิ้งให้ผมต้องคาดเดาความหมายของคำพูดนั้น
“ภายในรถน่ะ...” ผมตอบน้ำเสียงอารมณ์ดี
ทันใดนั้น เธอก็หัวเราะออกมาเบา ๆ พร้อมถอนหายใจ “นึกว่าเป็นอย่างอื่นซะอีก”
จากนั้นผมกับเธอก็เดินเข้าตัวสำนักงานด้วยกัน เฟื้องฟ้าหันมาบอกผมว่าให้ตามเธอไปเพื่อเอาสมุดรายงานประจำวันของแผนกขนส่ง กลับไปไว้ที่แผนกด้วย
พอถึงห้องธุรการ เฟื้องฟ้าดันประตูเข้าไปภายในห้องที่ยังมืดสลัว ดูเหมือนเธอจะเป็นคนแรกที่มาถึง
ผมเดินตามเข้าไป แล้วเอ่ยถามขึ้นเบา ๆ “สวิตช์ไฟอยู่ตรงไหนเหรอครับ เดี๋ยวผมไปเปิดให้”
“หน้าห้องน้ำด้านหลังห้อง มุมขวาค่ะ มันเป็นตู้สวิตช์ไฟสีขาว เปิดตรงนั้นได้เลยค่ะ” เธอตอบพลางวางข้าวของลงบนโต๊ะทำงาน
ผมเดินลึกเข้ามาจนถึงหน้าห้องน้ำ ก่อนจะเห็นตู้สวิตช์ที่ติดอยู่กับผนัง มันเต็มไปด้วยสวิตช์มากมาย คงเป็นสวิตช์ควบคุมไฟและอุปกรณ์ต่าง ๆ ของทั้งห้อง
ทันใดนั้น เสียงรองเท้าของเฟื้องฟ้าก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ พร้อมกับเสียงพูดของเธอ “คุณวายุคะ ดันแค่สวิตช์หลักขึ้นก็พอนะคะ”
ไม่นานเสียงฝีเท้าก็มาหยุดอยู่ข้าง ๆ ผม กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากน้ำหอมของเธอลอยแตะจมูกในระยะใกล้จนรู้สึกได้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผมก็เอื้อมมือไปดันสวิตช์หลักขึ้น เสียงไฟในห้องดัง แชะ ก่อนแสงสว่างจะค่อย ๆ สาดทั่วทั้งห้อง
“สุดท้ายคุณก็ต้องเดินมาเหมือนเดิมสินะ” ผมพูดพลางหัวเราะเบา ๆ แล้วหันไปมองเธอที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า
“เปล่าหรอกค่ะ ฉันแค่นำสมุดรายงานของคุณมาคืนให้เท่านั้นเอง”
ผมยิ้มแล้วตอบกลับ “อืม...จริง ๆ แล้วคุณไม่ต้องเดินมาเองก็ได้นิครับ...รอให้ผมเดินกลับออกไปก็ได้ หรือว่า...คุณตั้งใจจะมามอบอะไรที่พิเศษกว่านั้นให้ผมกันแน่ครับ”
เฟื้องฟ้าชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ “พูดแบบนี้ ระวังจะโดนฟ้องนะคะ”
เธอพูดพลางยื่นสมุดรายงานให้ผม ผมหยิบสมุดจากมือเธอแล้วตอบกลับด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “งั้นคงต้องขอให้คุณ เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับนะครับ... ไม่งั้นผมคงแย่แน่”
เฟื้องฟ้ามองผมสายตาคมกริบ ก่อนจะหมุนตัวกลับ แต่ทันทีที่เธอหันหลังให้ ผมก็จ้องมองบั้นท้ายของเธอ มันอวบอิ่มน่าสัมผัสเหลือเกิน
เฟื้องฟ้าเดินไปได้เพียงสองก้าวก็หยุดเดิน แล้วหันหลังกลับมาหาผม พร้อมเอ่ยว่า "อ้อ..คุณอย่าลืม..." เธอชะงักคำพูดไปกลางคันทันที เพราะเห็นผมจ้องมองบั้นท้ายของเธออย่างไม่ละสายตา
เธอหัวเราะในลำคอเบาๆ แล้วยิ้มเยาะอย่างรู้ทัน ก่อนจะยกมือขึ้นเท้าเอวเล็กน้อย ทำให้บั้นท้ายนั้นยิ่งดูโค้งมนและน่าสัมผัสมากขึ้นไปอีก
"มองอะไรคะคุณวายุ" เธอถามด้วยน้ำเสียงยียวน
ผมไม่ตอบ แต่สายตาของผมยังคงไล้ไปทั่วบั้นท้ายที่อวบอิ่มนั้นอย่างเปิดเผยและไม่ปิดบัง
เฟื้องฟ้าส่งเสียง “อืมมม” ในลำคอเบาๆ ด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะพึงพอใจในสายตาของผม
“ฉันแค่จะบอกว่า...คุณไม่จำเป็นต้องอธิบายในรายงานละเอียดขนาดนั้นก็ได้นะ ลองดูของคนอื่น ๆ เป็นตัวอย่างก็ได้นะคะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แววตากลับแฝงความท้าทายอย่างชัดเจน
ขณะที่เธอพูดจบ ผมก็เดินตรงเข้าไปหาเธออย่างรวดเร็ว ระยะห่างของเราลดลงจนเกือบชิด ผมโน้มใบหน้าลงไปกระซิบข้างหูเธอด้วยเสียงแหบพร่า
“ถ้าหากว่าเป็นไม่ทำตามที่คุณบอก มันจะเป็นอะไรไหมครับ"
เฟื้องฟ้าสะท้านเล็กน้อยกับลมหายใจอุ่นๆ ของผมที่เป่ารดผิวข้างหู เธอยืนนิ่ง ไม่ได้ขยับหนี
“ถ้างั้นคุณจะทำอะไร แบบไหน ก็เซิญเลยค่ะ” เธอตอบเสียงกระซิบ
ผมใช้มือข้างหนึ่งแตะลงที่บั้นท้ายของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสถึงความนุ่มนิ่มใต้เนื้อผ้าบางเบา
"ผมทำแบบนี้ได้ไหมล่ะครับ คุณเฟื้องฟ้า" ผมถามเสียงกระซิบ แล้วเสริมว่า “อีกอย่างที่คุณเดินมาตรงนี้ ก็คงต้องการให้ผมทำแบบนี้สินะครับ”
เธอหันกลับมาหาผมช้าๆ ใบหน้าอยู่ห่างกันเพียงคืบ ดวงตาของเราสบกันอย่างแนบแน่น เธอยิ้มเย้ายวน แล้วเอียงศีรษะเล็กน้อย "แบบไหนล่ะคะ...ฉันยังไม่เห็นคุณทำอะไรฉันเลยนิ"