ซูหมิงเยว่ : ทะลุมิติมาเป็นยอดหญิงหมอเทวดา [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 59 ไม่มั่นคง

            หลิงชวนกดเสียงเบาลง อย่างไรการพูดลับหลังเจ้านายก็ดูไม่ค่อยดีเท่าไร

            “เช่นนั้นหลายปีมานี้ไม่มีสตรีคนไหนที่เจ้านายของเจ้ารู้สึกพิเศษด้วยเลยหรือ?”

            หลิงชวนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะบอก “เจ้านายไม่ชอบเข้าใกล้คนอื่นมากเท่าไหร่โดยเฉพาะสตรี หลายปีมานี้นอกจากหมิงจิ่วที่อยู่ข้างกายแล้ว ในจวนก็ไม่มีแม้แต่สาวใช้ขอรับ”

            ซูหมิงเยว่เดาว่าหมิงจิ่วที่หลิงชวนพูดมานั้นคงจะเป็นแม่นางที่ช่วยนางสองครั้งคนนั้น

            “แต่ว่า” หลิงชวนก็เบนเข็มบทสนทนาแล้วพูดต่อ “สำหรับเจ้านายแล้วคุณหนูซูนั้นเป็นคนพิเศษขอรับเป็นสตรีเพียงคนเดียวที่เข้าใกล้เขาได้ในรอบหลายปีมานี้”

            นั่นก็คงเป็นเพราะนางสามารถรักษาดวงตาให้เขาได้ซูหมิงเยว่ลอบเสริมคำพูดในใจ แต่พอได้ยินหลิงชวนพูดเช่นนี้ก็รู้สึกดีใจขึ้นมาเล็กน้อย

            “เช่นนั้นเจ้าคิดว่าเจ้านายของเจ้า...” ซูหมิงเยว่ลิ้นพันกัน จู่ๆไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรดี

            หลิงชวนติดตามข้างกายจี๋โม่หานมานานหลายปีจึงได้ฝึกการสังเกตสีหน้ามานานพอสมควรเขาจะฟังความหมายในคำพูดของซูหมิงเยว่ไม่ออกได้อย่างไร เขาจึงหัวเราะเบาๆ แล้วพูด“คุณหนูซูอยากจะถามว่าเจ้านายรู้สึกอย่างไรกับท่านใช่หรือไม่ขอรับ?”

            พอถูกหลิงชวนพูดออกมาตรงๆ เช่นนี้ แม้แต่ซูหมิงเยว่ที่มีชีวิตมาแล้วสองชาติแม้จะหน้าหนาแค่ไหนก็ยังรู้สึกเขินเล็กน้อย แต่โชคดีที่สภาพแวดล้อมค่อนข้างมืดจึงทำให้ดูไม่ออก

            “อะแฮ่ม องครักษ์หลิงเจ้าติดตามข้างกายเจ้านายของเจ้ามานานเจ้าคิดว่าอย่างไร?”

            “ข้าคิดว่า..” หลิงชวนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “อย่างไรข้าที่เป็นลูกน้องก็พูดเรื่องนี้ได้ยากขอรับตั้งแต่เด็กก็ติดตามองค์ชายมาตลอด แต่หลายปีมานี้ยังไม่เคยเห็นองค์ชายใส่ใจเรื่องของคนอื่นมาก่อนองค์ชายอนุญาตให้ท่านเข้าใกล้เขา พอคุณหนูซูมีปัญหา องค์ชายก็จะโกรธขอรับ ถึงจะไม่ชัดเจนแต่ข้าที่ติดตามข้างกายองค์ชายมาหลายปีขนาดนี้ ย่อมมองออกเป็นธรรมดาอีกทั้งหลังจากที่ดวงตาขององค์ขายมองไม่เห็น เขาก็ชอบอยู่คนเดียวมาตลอดขอรับ”

            “เจ้านายไม่ชอบพูดจา แต่หลังจากท่านมา เจ้านายก็พูดกับท่านทั้งวัน แถมยังมากกว่าพูดกับพวกเราหนึ่งเดือนอีกอารมณ์ของเขาก็ถือว่าดีกว่าแต่ก่อนมากขอรับ”

            “จริงหรือ” ซูหมิงเยว่ก้มหน้า นิ้วมือก็กำแน่นขึ้นมา

            “ท่านเป็นสตรีเพียงคนเดียวที่เจ้านายปฏิบัติด้วยอย่างพิเศษขอรับ”

            หลิงชวนถอนหายใจ “พูดตามความจริงแต่ก่อนองค์ชายดีใจหรือไม่พอใจก็จะไม่แสดงออกทางใบหน้า เมื่อเทียบกับแต่ก่อนแล้วตอนนี้เปลี่ยนไปเยอะมาก บางอย่างอาจเป็นเพราะเผชิญหน้ากับคนที่แตกต่างจากคนอื่นก็เลยซ่อนเอาไว้ไม่ไหวขอรับ”

            ซูหมิงเยว่ไม่ได้พูดอะไร นางฟังอยู่เงียบๆ ตลอด

            “คุณหนูซู ท่านอาจจะคิดว่าการที่องค์ชายปฏิบัติกับท่านแตกต่างจากคนอื่นเป็นเพราะท่านรักษาดวงตาให้กับเขาแต่ว่ามันไม่ใช่แบบนั้นขอรับ แต่ไหนแต่ไรองค์ชายไม่มีทางใกล้ชิดกับคนที่ตัวเองไม่ชอบเพื่อดวงตาของตัวเองขอรับ”

            หลิงชวนพูดจบก็เงียบไปครู่หนึ่ง ซูหมิงเยว่ไม่ได้ขยับ

            ผ่านไปนานเท่าไรไม่รู้ ซูหมิงเยว่ถึงเงยหน้าขึ้นแล้วพูดเสียงเบา“ข้ารู้แล้ว หลิงชวน เจ้าพาข้าไปหาเจ้านายของเจ้าเถิด”

            ในใจของนางมีความมุ่งมั่นเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาด มีความรู้สึกที่อยากจะเจอจี๋โม่หานให้ได้

            “ขอรับ”

            หลิงชวนเองก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เขาพาซูหมิงเยว่ไปถึงด้านนอกห้องของจี๋โม่หานอย่างรวดเร็วภายในห้องยังสว่างอยู่ หลิงชวนยกมือขึ้นเคาะประตู “องค์ชาย คุณหนูซูมาหาพ่ะย่ะค่ะ”

             ภายในห้องเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นถึงได้มีเสียงเย็นชาของจี๋โม่หานดังมา“เข้ามา”

            หลิงชวนมองซูหมิงเยว่ “เช่นนั้นข้าไปก่อนนะขอรับ”

            “อืม”

            หลังจากหลิงชวนไปแล้ว ซูหมิงเยว่ที่ยืนอยู่หน้าประตูก็สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะยกมือผลักประตูเข้าห้องไป

            ภายในห้องมีแค่เทียนหนึ่งเล่ม จี๋โม่หานกำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือตรงหน้าวางกระดาษแผ่นหนึ่งเอาไว้ พอได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว มือที่ถือพู่กันก็หยุดลงแล้วมองไปทางหน้าประตู

            ซูหมิงเยว่เข้ามาในห้องแล้วปิดประตูก่อนจะเดินเข้ามาสองก้าว เมื่อมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะหนังสือถึงได้เห็นชัดว่าบนกระดาษคือดอกเหอฮวานสีแดงสดหนึ่งดอกด้านล่างดอกเป็นแค่โครงร่างใบหน้าคนเท่านั้น

            จี๋โม่หานวางพู่กันลงก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกมาจากโต๊ะหนังสือ เขาเดินไปนั่งลงที่โต๊ะอีกด้านหนึ่งพร้อมกับเอ่ยเสียงเรียบ“นั่งสิ”

            เขาทำเหมือนไม่ได้ตกใจว่าเพราะเหตุใดซูหมิงเยว่ถึงได้มาหาเขาดึกดื่นขนาดนี้

            ซูหมิงเยว่ยืนอยู่ไม่ขยับ แววตามองใบหน้าของจี๋โม่หาน นางลังเลออยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เอ่ยปากออกมา“หม่อมฉันมาก็เพื่ออยากจะถามท่าน ที่ท่าน....พูดบนรถม้าวันนี้จริงหรือเพคะ?”

            จี๋โม่หานเลิกคิ้ว “คำพูดที่เปิ่นหวังพูดออกไปไม่เคยโกหกใคร คำพูดบางคำข้าจะบอกให้แค่คนคนเดียว ชีวิตนี้ก็จะพูดแค่ครั้งเดียว เจ้าเข้าใจหรือไม่?”

            ซูหมิงเยว่หลุบตาลงพลางกัดริมฝีปากเหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่างครู่หนึ่งถึงได้เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าจี๋โม่หานแล้วพูดเสียงจริงจัง “จี๋โม่หานเจ้าชอบข้าใช่หรือไม่?”

            ภายในห้องเงียบลงไปในชั่ววินาที

            หลังจากซูหมิงเยว่ถามประโยคนี้ออกไปแล้ว นางถึงได้รู้สึกว่าหัวใจของตัวเองเต้นเร็วราวกับกลองสายตาจ้องใบหน้าของจี๋โม่หาน ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงได้รู้สึกตื่นเต้นนัก

            อาจจะเพราะจี๋โม่หานคิดไม่ถึงว่านางจะถามออกมาตรงๆ ในที่สุดสีหน้าก็เริ่มเปลี่ยนแปลง เผยให้เห็นอาการตกใจอย่างชัดเจน แต่เพียงครู่เดียวก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม

            “ใช่”

            จี๋โม่หานตอบกลับสบายๆ ไม่ได้มีความคิดที่จะปิดบังเลยสักนิด

            ในตอนที่เขาตอบกลับมาแบบสบายๆ เช่นนี้ วินาทีนั้นเหมือนมีค้อนหนักๆ มาทับลงไปที่ใจของซูหมิงเยว่

            นางพูดไม่ออกว่าในใจนั้นรู้สึกอย่างไร ทั้งตกใจและยินดีเล็กน้อย

            นางหายใจเข้าลึกๆ พยายามกดความรู้สึกที่ฟูขึ้นมาลงไป

            จี๋โม่หานถามกลับ “แล้วเจ้าล่ะ?”

            ซูหมิงเยว่อ้าปาก แต่กลับไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร นางยังไม่รู้ว่าความรู้สึกที่ตนเองมีต่อจี๋โม่หานนั้นถือว่าเป็นรักหรือไม่

            สีหน้าของจี๋โม่หานฉายแววรอคอยมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เร่งนางแล้วรอคอยอยู่เงียบๆ

            “ข้า...ข้าไม่รู้” ซูหมิงเยว่เอ่ยอย่างคิดมากเล็กน้อย“ข้า...จำเป็นต้องยืนยันก่อน”

            “ยืนยันอย่างไร?” จี๋โม่หานถามอย่างมั่นใจ

            ซูหมิงเยว่พลันก้าวมาสองก้าวเข้าไปใกล้กับจี๋โม่หานมากขึ้น เข่าของทั้งสองคนแทบจะแตะกันสัมผัสถึงลมหายใจของกันและกันได้

            ซูหมิงเยว่มองใบหน้าที่ใกล้กันแค่คืบสายตาเลื่อนลงมาตั้งแต่คิ้วสวยของจี๋โม่หานและลงมาเรื่อยๆสุดท้ายก็หยุดที่ริมฝีปากสีชมพูของเขา

            ความรู้สึกที่จี๋โม่หานมีให้กับคนอื่นนั้นเย็นชามาก แต่ริมฝีปากของเขากลับมีเสน่ห์ยั่วยวนเกินคาด

            จี๋โม่หานรู้สึกแค่ว่าตรงหน้ามีเงาตกลงมา เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

            วินาทีต่อมามือข้างหนึ่งที่เย็นเฉียบก็มาแตะที่คางของเขาบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นสูงกว่าเดิมต่อมาความนุ่มที่แฝงไปด้วยความอุ่นร้อนและชื้นก็ประกบทับลงมา

            “อื้อ....”

            ร่างกายของจี๋โม่หานแข็งค้างไป ดวงตาก็ลืมขึ้น ขนตาสั่น

            มือจับที่วางแขนแน่นขึ้นมาทันที ร่างกายแข็งเกร็งจนเป็นเส้นเวลาในการจูบครั้งนี้สั้นมาก เพียงแค่สัมผัสเบาๆ แล้วก็ถอยห่างออกไป

            แต่สัมผัสเล็กๆ นี้ทำให้ลมหายใจของทั้งสองคนไม่มั่นคง

            ซูหมิงเยว่ยังอยู่ในท่าโน้มเอว มือยังวางที่คางของจี๋โม่หานก่อนจะถอยตัวเพิ่มระยะห่างระหว่างพวกเขาเล็กน้อย

     

    คล้ายกับเรื่องซูหมิงเยว่ : ทะลุมิติมาเป็นยอดหญิงหมอเทวดา [จบ] ที่คุณอ่าน