เหตุใดข้ามาอยู่ในร่างขององค์ชายไร้ค่า

    บทที่ 26

    บทที่ 26 เหล่าผู้คุ้มกันที่นอนเรียงรายหมดสติอยู่กับพื้นมากมาย บ่อนการพนันที่ค่อยเป็นระเบียบเรียบร้อยทุกอย่างต่างเสียหายจากการปะทะกันเมื่อสักครู่ บุรุษชุดขาวงามสง่าที่ได้แสดงวรยุทธเมื่อสักครู่ให้ประจักษ์แก่สายตาของทุกคน เขาได้หันกลับมาหาร่างของสตรีทั้งสองนางที่ยืนอยู่ด้านหลังของตน “ ข้าคิดว่าควรพอได้แล้วพวกเรามานั่งสนทนากันดีๆเถอะ ” หยางหลงนั้นกล่าวอย่างเยือกเย็น .................................................... ณ บ้านห้องของแม่นางเสวี่ยเฟยที่ตั้งอยู่บนชั้นสามของบ่อนการพนันแห่งนี้ ในห้องสี่เหลี่ยมที่มีโต๊ะกลมที่อยู่ใจกลางห้อง ห้องสี่เหลี่ยมที่เงียบสงัดนั้นสตรีสามนางที่สวมใส่ชุดต่างสีกันได้นั่งล้อมโต๊ะตัวนั้นอยู่ โดยมีบุรุษชุดสีขาวงามสง่ากำลังนั่งอ่านตำราอยู่ตรงหน้าต่างบานใหญ่ของห้อง ห้องสี่เหลี่ยมนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียดมันทั้งเงียบและเต็มไปด้วยความกดดัน แม่นางทั้งสามคนกำลังจ้องกันไปมาโดยมิมีผู้ใดจะเอ่ยปาก “ พวกท่านไม่มีใครกล่าวอันใดหน่อยหรือ... ” แม่นางเสวี่ยเฟยกล่างขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ หยางหลงที่กำลังใช้ดวงตาทั้งสองของเขากวาดสายตามองตัวอักษรที่อยู่บนกระดาษอยู่นั่น เขานั้นปรายสายตาขึ้นมามองแม่นางเสวี่ยเฟย “ เจ้าอยากจะให้ข้าพูดเรื่องไหนก่อนล่ะ... ” หยางหลงตอบกลับ “ นั้นสิเรื่องที่ท่านลดตัวจากองค์ชายไปเป็นโจรราคะตั้งแต่เมื่อไหร่ ” แม่นางเสวี่ยเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้าหยอก หึ!! หึ!! หึ!! นางนั้นพยายามกลั้นหัวเราะ คำพูดของนางนั้นทำให้สตรีอีกสองนางที่ได้ยินนั้นถึงกับสะดุ้ง สตรีทั้งสองได้เหลียวไปมองหยางหลงที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าต่างเป็นตาเดียว คงไม่แปลกที่พวกนางต้องกระทำกิริยาเช่นนั้นออกมา พวกนางนั้นมั่นใจว่าพวกนางรู้จักสมาชิกของราชวงศ์หลี่ดีทุกคนแต่เหตุใดพวกนางถึงไม่รู้จักกับบุรุษผู้นี้ “ ข้าบอกเจ้าว่าไม่ให้พูดว่าข้าเป็นองค์ชายเช่นนั้นไม่ใช่หรือ ” “ ก็มัน...อดไม่ได้นิเพค่ะจากองค์ชายสู่โจรราคะ ” สตรีชุดม่วงเข้มกล่าวปนเสียงหัวเราะ “ เจ้าพูดอันใดน่ะ...ผู้ใดกันองค์ชาย ” ถังฟางหนิงนางเอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทางตื่นตระหนก นางไม่เข้าใจกับคำสนทนาของทั้งสอง “ เรียนคุณหนูถังก็โจรราคะที่ท่านบอกนั้นอย่างไรเขาคือองค์ชายหลี่หยางหลง ” ในขนาดที่ทั้งสองนั้นกำลังสนทนากันอยู่หยางหลงที่นั่งฟังกับรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง เขานั้นกำลังถูกจ้องด้วยสายตาของใครบางคน เมื่อหยางหลงนั้นมองกลับไปคุณหนูสกุลหลิวกำลังจ้องเขม็งมาที่เขาอยู่ หลังจากที่หยางหลงนั้นจ้องกลับไปทำให้นางนั้นสะดุ้งพลางเบนหน้าหนีทันทีนั้นทำให้หยางหลงขมวดคิ้วเข้าหากัน เขารู้ว่าไม่ใชว่าเพียงแค่ครู่เดียวแต่ว่านางจ้องเขามาสักพักใหญ่ๆแล้ว แม่นางเสวี่ยเฟยและคุณหนูถังที่กำลังถกเถียงกันอยู่เรื่องขององค์ชายหลี่หยางหลง เพราะจากข่าวที่นางรู้องค์ชายหลี่หยางหลงนั้นสิ้นพระชนม์ไปแล้ว แต่มีทางที่จะปรากฏกายในที่แห่งนี้ได้ “ ข้าจะต้องทำเช่นไรเจ้าถึงจะเชื่อว่าข้าคือหลี่หยางหลง ” บุรุษชุดสีขาวงามสง่าได้ลุกขึ้นจากหน้าต่างบานใหญ่ที่ตนเองนั้นนั่งอยู่ แม่นางทั้งสองที่กำลังถกเถียงกันอยู่ก็ได้หยุดพลางหันไปมองร่างของบุรุษที่ลุกขึ้น “ ข้าจะดูเช่นไรเจ้าก็มิน่าจะใช่องค์ชายหลี่หยางหลง...ผู้คนภายในวังต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าองค์ชายหลี่หยางเป็นผู้ไร้ความสามารถไร้ซึ่งพลังลมปราณเข้าสู่วิธีฝึกยุทธไม่ได้ ” คุณหนูสกุลถังเอ่ยพลางใช้ดวงตาของนางมองร่างของหยางหลงตั้งแต่หัวจรดเท้า “ นั้นมันตัวข้าสมัยก่อน....เจ้าจะเขื่อหรือไม่ก็เรื่องของเจ้าแล้วกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนั้นข้าก็แค่ไปส่งพี่ชายของเจ้าเท่านั้น แต่เรื่องทุกอย่างมันก็บานปลายจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น ” บุรุษชุดขาวได้ยินอธิบายเหตุผลของตนเองให้คุณหนูสกุลถังฟัง “ เจ้า!!! ” “ แต่ข้าเชื่อ... ” ในขณะที่คุณหนูสกุลถังกำลังจะฉุนเฉียวแม่นางหลิวเฟยหลิงที่นั่งฟังเงียบๆสักพักได้กล่าวขึ้นมา คำกล่าวของนางนั้นทำให้ทุกสายตาดึงดูดเข้าหาร่างของนาง สตรีในชุดขาวลวดลายดอกไม้กำลังมองตรงไปที่ใบหน้าของหยางหลงด้วยใบหน้าที่จริงจัง “ เจ้าเชื่องั้นหรือเฟยหลิง... ” คุณหนูสกุลถังและหันไปถามสหายของตนเอง หลิวเฟยหลิงพยักหน้า เมื่อได้ยินเช่นนั้นแม่นางเสวี่ยเฟยก็ได้หลุดยิ้มออกมา นางนั้นได้มองสตรีทั้งสองก่อนจะครุ่นคิดอะไรบางอย่าง คิ้วทั้งสองของนางงั้นก็ขมวดเข้าหากัน “ เป็นอะไรของเจ้า... ” หยางหลงได้กล่าวหลังจากหันมาสังเกตใบหน้าของแม่นางเสวี่ยเฟย “ ที่ท่านบอกกับข้าว่ากำลังคิดถึงสตรีอื่นอยู่ท่านหมายถึงแม่นางสองคนนี้หรือเปล่า ” นางเอ่ยถามถึงเรื่องในอดีต เมื่อได้ยินเช่นนั้นดวงตาของหยางหลงนั้นก็เบิกกว้างขึ้นเพราะความตกใจเขานั้นนึกเรื่องนั้นแถบจะไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าตนเองนั้นหลุดพูดไปต่อไหน เมื่อสตรีสองนางนั้นได้ยินคำกล่าวของเสวี่ยเฟยนั้นพาให้พวกนางสะดุ้งเฮือก “ ท่านพูดอะไรของท่านน่ะ...” คุณหนูหลิวได้โวยวายขึ้นทันที “ ...? ” แม่นางเสวี่ยเฟยทำหน้าตามึนงง “ อะไรกันไม่ใช่หรอกหรือข้านึกว่าข้าจะได้คุณหนูถังและคุณหนูหลิวมาเป็นน้องสาวซะแล้ว ” นางเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม นั้นทำให้หยางหลงนั้นคิดเลยว่าถ้าตอนนี้เป็นยุคที่เขานั้นจะออกมาตอนนี้สตรีเหล่านี้คงไล่ตบตีกันเสียแล้ว แต่เพราะในยุคนี้การมีอนุภรรยาหรือภรรยารองมันเป็นเรื่องที่ปกติสำหรับพวกเหล่าขุนนางและราชวงศ์ หยางหลงได้มองสตรีทั้งสามที่กำลังหยอกเย้ากันอย่างสนุกสนาม จนทำให้เขานั้นประหลาดใจเมื่อครู่พวกนางยังต่อสู้กันอยู่เลยบัดนี้กับนั่งสนทนากันราวกับเป็นพี่น้องหรือสหายกัน “ พวกเจ้าทั้งสามคนมีลมปราณอะไรกันงั้นหรือ ” หยางหลงกล่าวขึ้นมาขัดจังหวะการสนทนาของพวกนาง สตรีทุกนางได้หันมองเป็นตาเดียว การที่หยางหลงนั้นเอ่ยถามเช่นนั้นก็เพราะว่า เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่ทั้งสามคนได้ประมือกันหยางหลงที่ยืนมองอยู่ห่างๆได้เริ่มสังเกตุเห็นลมปราณที่ปล่อยออกมานั้นมิธรรมดา ลมปราณที่ปล่อยออกมาจากร่างกายนั้นเมื่อมองผิวเผินมันก็จะคล้ายคลึงกันแต่ถ้ามองหยั่งรากลึกลงไปมองถึง ท่วงท่าของวรยุทธและปราณที่ปล่อยออกมามันก็จะเห็นถึงความแตกต่างของลมปราณแต่ละสาย ก่อนหน้านี้ที่นางทั้งสามได้ประมือกันหยางหลงที่ยืนมองอยู่ห่างๆได้เริ่มสังเกตุเห็นว่าลมปราณที่ปล่อยออกมามันมิใช่ลมปราณระดับทั่วไป “ ลมปราณราชสีห์ ” แม่นางเสวี่ยเฟยตอบ “ ข้าเองก็เช่นกัน ” ถังฟางหนิงตอบ เหลือเพียงหลิวเฟยหลิงเท่านั้นที่ยังคงนิ่งเงียบ หยางหลงก็ได้จ้องเขม็งไปที่นางจนทำให้นางนั้นต้องยอมเปิดปากพูด “ ปักษาสวรรค์ ” นางเอ่ยอย่างเบาๆราวกับไม่อยากจะพูดออกมาสักเท่าไหร่ เมื่อรู้ว่าสตรีทุกคนนั้นล้วนครอบครองลมปราณที่ไม่สามารถหาได้จากคนทั่วไป นั้นทำให้หยางหลงรู้สึกประหลาดใจเล็กๆ แน่นอนว่าไม่ใช่แค่การฝึกฝนลมปราณมังกรสวรรค์เท่านั้นที่เขานั้นได้มาจากความทรงจำของบุรุษปริศนา แต่ว่าการฝึกฝนลมปราณชีวิตอื่นด้วยเช่นกัน บุรุษผู้เป็นเจ้าของความทรงจำที่หยางหลงนั้นได้รับมา เขานั่นเป็นผู้แตกฉานในทุกเคล็ดวิชาและลมปราณทุกแขนงอย่างแท้จริง ในใจของหยางหลงเขานั้นก็อยากจะถ่ายทอดวิชาเหล่านี้ให้กับพวกนางเหมือนกัน แต่ว่าคุณหนูสกุลทางและสกุลหลิวนั่นเป็นมิตรหรือศัตรู เมื่ออยากให้นางทั้งสองมาเป็นพวก เขาก็ต้องรอหาโอกาสเกลี้ยมกล่อมพวกนางสักครั้งหนึ่ง แต่นั้นก็เป็นเรื่องของอนาคตในตอนนี้สิ่งที่เขาอยากได้ก็คืออาวุธชั้นเยี่ยมที่อยู่ภายในท้องพระคลังของราชวงศ์หลี่ต่างหาก หลังจากไถ่ถามพวกนางหยางหลงเลือกที่จะเงียบ เขานั้นนำตำราที่อยู่ภายในมือเดินไปนั่งอ่านบนเตียงอย่างเงียบๆคนเดียว การกระทำของเขานั้นทำให้เหล่าสตรีต่างประหลาดใจ ดูเหมือนว่าปัญหาของเขาและคุณหนูสกุลถังจะจบลงด้วยดี 2 วันถัดมา ค่ำคืนในเมืองหลวงอันแสนเงียบงันวันนี้เป็นวันที่พระจันทร์นั้นไร้แสงสว่าง มวลเมฆปกคลุมท้องฟ้าด้านบนจนไม่เห็นแม้แต่แสงดาว แต่บ่อนการพนันประจำเมืองหลวงยังคงเปิดให้บริการตามปกติ บุรุษผู้หนึ่งสวมใส่ชุดสีดำได้ยืนอยู่บนหลังคาชั้นที่สามของบ่อนการพนันแห่งนี้ หยางหลงเขานั้นแต่งกายด้วยชุดสีดำสนิทราวกับกำลังจะออกไปทำเรื่องอะไรสักอย่าง เขานั้นกำลังยืนรับลมที่พัดผ่านร่างของเขาในยามค่ำคืน ดวงตาที่เหม่อลอยนั้นราวกับกำลังนึกคิดหรือรออะไรสักอย่างอยู่ สิ่งที่บุรุษผู้นี้กำลังเฝ้ารอก็คือสัญญาณจากข้ารับใช้คนสนิท ก่อนหน้านี้สองวันหยางหลงได้ส่งจดหมายเข้าไปบอกกับเหยียนหานที่อยู่ภายในวังแล้วว่าเขานั้นจะกลับเข้าไปในวังหลวงอีกครั้ง “ ได้เวลาแล้ว.... ” จบบท