“เพื่อนรักงั้นหรือ”
เสียงของอู๋เสี่ยวหรันแ่เบาจนแทบไม่ได้ยินเพราะเสียงของนางถูกสายลมพัดออกไปแต่สำหรับลู่ิหลันเขายังได้ยินอย่างชัดเจน
“ใช่ขอรับ เพื่อนรักทั้งสองของข้าล้วนแต่ต้องตกตายเพราะเขาทั้งนั้นนายหญิงที่เป็ดั่งสหายรักก็เช่นกัน นางจากไปโดยไม่มีวันหวนคืนที่ข้ายังคงยืนหยัดอยู่ตอนนี้ก็เพื่อแก้แค้นให้เพื่อนรักทั้งหมดของข้า”
เสียงของเขายิ่งพูดยิ่งกัดฟันแน่นมือทั้งสองข้างกำไว้แน่นจนเส้นเืปูดขึ้นอย่างชัดเจน
“ข้าได้ยินว่าขุนพลที่อยู่ข้างกายเผิงฮองเฮามีทั้งหมดสี่คนเหตุใดจึงมีท่านเพียงคนเดียวที่เดินทางมาที่นี่กัน”
อู๋เสี่ยวหรันใช้โอกาสนี้ถามสิ่งที่ติดในใจออกมา
“ในเมื่อพวกเรากำลังจะลงเรือลำเดียวกันแล้ว ข้าไม่ขอปิดบังท่านอีกต่อไปสองในพวกข้าได้เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนข้าและสหายอีกคนรอดชีวิตมาได้เขากำลังอยู่ในกองทัพของเฉิงอ๋องที่ชายแดนส่วนข้ามาถึงที่นี่เพื่อตามหาหมอเฟิ่งเพื่อให้เขารักษาหลังและเส้นเอ็น”
น้ำตาของอู๋เสี่ยวหรันกำลังจะไหลรินลงมาสหายที่ตายไปสองคนเป็ใครกัน นางไม่อยากจะได้ยินเลยสักนิดนางรีบใช้นิ้วมือปาดเอาน้ำตาออกไปและตอบเขา
“ท่านหมอพเนจรรักษาได้หรือไม่”
“ข้ายังไม่เคยขอให้เขาตรวจร่างกายเกรงว่าหากเขาได้จับชีพจรคงรู้ได้ทันทีว่าข้าเป็ผู้ฝึกยุทธ์มาก่อน”
“รอบคอบไว้ก่อนก็ดี่นี้ให้เหลียนฮวาช่วยตรวจให้ก่อนก็แล้วกันนางไว้ใจได้”
“ขอรับ”
ตามจริงแล้วอู๋เสี่ยวหรันอยากจะถามเื่ราวออกไปมากมายแต่ติดที่นางไม่มีเหตุผลมากพอจึงได้แต่ต้องหักห้ามใจไว้ทำให้ทั้งคู่ทำเพียงยืนอยู่เงียบ ๆ
จนกระทั่งเหมยฮวาตามให้ทั้งสองไปร่วมกินมื้อกลางวันกับทุกคนตอนแรกเหมยฮวาได้จัดเตรียมอาหารแยกไว้ให้สำหรับอู๋เสี่ยวหรันเพียงคนเดียวแต่อู๋เสี่ยวหรันเลือกที่จะกินร่วมกับทุกคนแทน
อาหารมื้อนี้ทำให้อู๋เสี่ยวหรันกินได้มากขึ้นกว่าทุกวันเพราะได้เปลี่ยนบรรยากาศหรืออาจจะได้กินร่วมกับเพื่อนเก่าหลังจากกินแล้วนางหยอกล้ออี้เอ๋อร์อีกสักพักก็กลับไปยังตำหนักอ๋องโดยให้เหลียนฮวารั้งอยู่ที่นั่นเพื่อรักษาอาการของลู่ิหลัน
ระหว่างทางองครักษ์และหวงหลานผู้ที่ถนัดเื่การสืบข่าวก็ส่งข่าวเื่โจวเพ่ยเพ่ยมาระหว่างทางกลับเข้าเมืองหลวง
“ที่จวนโจวกำลังวุ่นวายเลยเ้าค่ะเมื่อคืนพิษกำเริบทำให้นางเกือบตายโชคยังเข้าข้างนางที่มียาถอนพิษอยู่แต่ถึงจะรอดจากพิษร้ายได้พระชายารองโจวก็เกิดตุ่มพุพองขึ้นทั้งตัวและตามใบหน้าบางจุดมีหนองขนาดใหญ่ด้วย พวกเขากำลังตามหาหมออย่างลับ ๆ อยู่ คงอีกนานกว่าชายารองโจวจะกลับมาที่ตำหนักอ๋องได้อีกครั้งเ้าค่ะ”
หวงหลานเข้ามารายงานภายในรถม้าที่อู๋เสี่ยวหรันนั่งมาตามลำพัง
“ในเมื่อพวกเขาทำอย่างลับ ๆ แต่ก็ยังหาหมอรักษาไม่ได้พวกเราก็ช่วยกระจายข่าวให้ก็แล้วกัน หึ หึ”
“ดีเลยเ้าค่ะเื่กระจายข่าวให้บ่าวจัดการเอง ยังมีอีกเื่เ้าค่ะก่อนหน้าที่ชายารองจะกลับไปบ้านเดิมมารดานางได้ให้ลูกพี่ลูกน้องของชายารองเดินทางมาจากทางใต้ให้มาพักที่นั่นและดูเหมือนคนทั้งสองจะสนิทสนมกันดีมาก”
“ลูกพี่ลูกน้องที่ว่าเป็หญิงหรือชายกัน”
“มีสองพี่น้องชายหนึ่งหญิงหนึ่งเ้าค่ะ”
อู๋เสี่ยวหรันได้ฟังก็คิดออกไปหลายๆทางแต่ทางที่แย่ที่สุดที่นางคิดไว้คือเื่ที่โจวเพ่ยเพ่ย้ามีทายาทเฉิงอ๋องอย่างแรงกล้าเพราะเื่ที่องครักษ์เงาสืบมาให้ก่อนหน้านี้พบว่าโจวเพ่ยเพ่ยสรรหายาบำรุงร่างกายเพื่อให้ตั้งครรภ์ง่าย ๆ มากินเป็จำนวนมาก
หากนางเลือกใช้วิธีสวมรอยทายาทเช่นนี้แสดงว่านางคงมาถึงจุดวิกฤติแล้วจริงๆ
“เฉิงอ๋องไม่ร่วมหลับนอนกับนางอย่างนั้นหรือ”
“อะไรนะเ้าคะ พระชายาท่านว่าอย่างไรนะ”
“ไม่ ๆ ไม่มีอะไร”
เรือนหลังจวนโจวกั๋วกง
“ท่านแม่จะต้องเป็มันแน่ ๆนังอู๋เสี่ยวหรันต้องเป็มันเท่านั้นที่จะวางยาลูกเช่นนี้ได้”
โจวเพ่ยเพ่ยนอนพิงกับเตียงในห้องนอนที่ปิดมิดชิดมีผ้าขาวบางปิดใบหน้าเอาไว้ เปิดเผยให้เห็นเพียงหน้าผากถึงดวงตาเท่านั้นแต่เพียงเท่านี้ก็ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่ามีตุ่มหนองเต็มใบหน้าไม่มีจุดไหนที่เว้นว่างเลย
“พวกเราไม่มีหลักฐานและเ้ายังอาการกำเริบตอนอยู่ที่นี่อีกจะเอาอะไรไปกล่าวโทษนางกัน อีกอย่างเ้าก็รู้ว่าเฉิงอ๋องไม่มีทางเห็นด้วยแน่นอน”
ฮูหยินโจวนั่งถอนหายใจอยู่ข้างๆนาง ในห้องนั้นไม่มีใครคนอื่นอีกทั้งสองจึงพูดคุยกันอย่างเปิดเผย
“โชคดีที่ข้าให้เยว่จูพกยาถอนพิษของท่านยายมาด้วยมิเช่นนั้นคงตายไปั้แ่เมื่อคืนแล้วโอ๊ย...ซี๊ดด”
เป็เพราะโจวเพ่ยเพ่ยโมโหมากเกินไปจนทำให้ตุ่มหนองเสียดสีจนเกิดความเ็ป
“อยู่ให้นิ่ง ๆสิท่านหมอบอกแล้วว่าหากไม่อยากมีรอยแผลเป็ต้องอยู่ให้นิ่งที่สุด”
“ท่านแม่แล้วเช่นนี้ข้าจะกลับตำหนักอ๋องได้อย่างไรกันท่านดูสภาพของข้าตอนนี้สิ เื่ทายาทยิ่งไม่มีหวังแล้วท่านแม่ท่านต้องช่วยข้านะเ้าคะ”
โจวเพ่ยเพ่ยทนไม่ไหวอีกต่อไปนางร่ำไห้ออกมาในที่สุด
“หากเ้าทำให้เฉิงอ๋องหลับนอนด้วยได้ ก่อนที่เขาจะออกเดินทางแม่รับรองว่าเ้าจะต้องได้มีทายาทเฉิงอ๋องแน่นอน ดังนั้นเ้าต้องเข้มแข็งรู้หรือไม่”
“ข้ารู้เ้าค่ะแต่ข้าอยากมีทายาทของเฉิงอ๋องอย่างแท้จริงหาใช่ให้สวมร่องสวมรอยดังแผนของท่านไม่อีกอย่างข้ามิได้ชมชอบพี่เซียงเลยสักนิดท่านแม่เปลี่ยนใจเถิด”
โจวฮูหยินได้ฟังก็ไม่ได้ตอบคำของบุตรสาวนางค่อย ๆ ลูบผมของโจวเพ่ยเพ่ยอย่างเบามือปลอบใจจนนางสงบและหลับไปเพราะฤทธิ์ยาในที่สุด
เมื่อเห็นว่าลูกสาวหลับไปแล้วโจวฮูหยินก็เดินออกไปจากห้องนางได้พบกับเซียงจิ่นและเซียงหลานสองพี่น้องผู้มีศักดิ์เป็หลานป้าของนาง พวกเขามาเพื่อเยี่ยมโจวเพ่ยเพ่ยที่หน้าเรือนนางจึงให้ทั้งสองตามนางออกไปที่เรือนของนางแทน
โดยไม่ทันสังเกตว่ามีสาวใช้นางหนึ่งที่แอบฟังและดูสิ่งที่เกิดขึ้นในเรือนแห่งนี้ในสายตาและจดจำไว้ทั้งหมดแล้ว
เป็เพราะอาการป่วยของโจวเพ่ยเพ่ยที่ไม่มีท่าทีว่าจะหายโดยเร็วทำให้เฉิงอ๋องส่งหน้าที่ดูแลตำหนักอ๋องทั้งหมดคืนให้แก่อู๋เสี่ยวหรันถึงแม้ว่าอู๋เสี่ยวหรันจะไม่ได้ร้องขอและเต็มใจก็ตาม
แต่อู๋เสี่ยวหรันไหนเลยจะเอาตนเองมาจมปลักอยู่ที่ตำหนักอ๋องแห่งนี้ ในที่สุดนางจึงได้ว่าจ้างบัณฑิตตกยาก ที่ปะปนอยู่กับคนเร่ร่อนในวัดร้างมาช่วยเหลืองานเขาคนนี้เดิมทีมาเพื่อสอบจ้วงหยวนประจำปีแต่ไม่สำเร็จเพราะเงินสะสมที่มีหมดไปเสียก่อน จนไม่สามารถหาซื้ออาหารตกถึงท้องได้ทำให้ไม่มีแรงที่จะเข้าร่วมทดสอบ และไม่มีปัจจัยที่จะเดินทางกลับบ้านเกิดด้วย
หลังจากอู๋เสี่ยวหรันทดสอบเขาอยู่ระยะหนึ่งจึงให้เขาเป็ผู้ตรวจสอบบัญชีจากพ่อบ้านใหญ่อีกทอดหนึ่งด้วยเหตุนี้จึงทำให้การดูแลจวนของอู๋เสี่ยวหรันง่ายดายยิ่งนัก
เื่นี้ต้องขอบคุณซุนหนี่เด็กสาวจากหมู่บ้านไร้นามที่บังเอิญได้ยินนางคุยเื่นี้กับสาวใช้และนางได้จุดประกายความคิดให้แก่อู๋เสี่ยวหรัน
ในที่สุดเฉิงอ๋องก็ถึงเวลาออกเดินทางอย่างเงียบเชียบหลังจากที่เขาจากไปเพียงไม่กี่วันหิมะเกล็ดแรกก็เริ่มโปรยปรายลงมาทำให้ความหนาวเหน็บเพิ่มเป็ทวีคูณ
และแน่นอนว่าความพยายามของโจวเพ่ยเพ่ยก็ไม่ประสบความสำเร็จเพราะนางใช้เวลารักษาตัวนานนับเดือน แม้จะกลับมาพักรักษาตัวที่ตำหนักอ๋องแล้วแต่ตุ่มหนองตามตัวก็ยังไม่หายไปทำให้ในวันที่เฉิงอ๋องออกเดินทางนางยังไม่สามารถหรืออาจจะไม่กล้าโผล่หน้าออกมาส่งเขาด้วยซ้ำ
ไม่ใช่เพียงโจวเพ่ยเพ่ยเท่านั้นที่พลาดเป้าหมายอู๋เสี่ยวหรันเองก็เช่นกันนางไม่สามารถร้องขอเอาหนังสือหย่าจากเขามาก่อนที่เขาจะออกเดินทางได้
หลังจากเฉิงอ๋องออกเดินทางได้ห้าวันหิมะที่เหมือนจะมาเร็วกว่าปีที่แล้วนานนับเดือนและดูท่าจะตกหนักขึ้นเรื่อย ๆทำให้อู๋เสี่ยวหรันไม่สามารถเดินทางไปที่ชายแดนตามแผนที่คาดการณ์ไว้ได้คงต้องรอให้หิมะเบาบางลงกว่านี้ไม่เช่นนั้นตัวนางเองอาจจะประสบเภทภัยทำให้ไปไม่ถึงชายแดนเสียก่อน
“จินเหมา่นี้ข้าจะไปอยู่ที่หมู่บ้านหากมีเื่อะไรที่ตัดสินใจไม่ได้ก็ให้ปรึกษาหัวหน้าองครักษ์หลี่หรือไม่ก็ส่งไปหาข้าที่นั่นก็แล้วกัน”
อู๋เสี่ยวหรันสั่งการจินเหมาบัณฑิตตกสอบที่นางจ้างมาให้ดูแลบัญชีแทนนั่นเอง
“แล้วทางพระชายารองล่ะขอรับ หากนางหายดีแล้วจะให้ทำเช่นไรต่อ”
สีหน้าของจินเหมาดูลำบากใจอยู่บ้างเพราะเมื่อใดที่เทพเซียนตีกันประชาชนตัวน้อย ๆ อย่างเขาคงมีแต่ต้องรับลูกหลงโดยไม่สามารถต่อต้านได้เลยสักนิด
แต่อู๋เสี่ยวหรันกลับส่งยิ้มมุมปากให้เขาแทนตอบออกมาด้วยสีหน้าและสายตาที่ดูน่ากลัวสำหรับจินเหมาเป็อย่างยิ่ง
“โจวเพ่ยเพ่ยจะป่วยไปอีกหลายเดือนจนกว่าท่านอ๋องจะกลับมานางจะไม่ได้ลุกออกมามีฤทธิ์มีเดชที่นี่หรอกเ้าสบายใจได้เลย”
เมื่อจินเหมาฟังจบเขาก็โล่งใจเื่ของพระชายารองแต่เขากลับรู้สึกกลัวพระชายาเอกตรงหน้ามากกว่าพลางคิดในใจว่าตนเองจะต้องตั้งใจทำงานมากกว่าเดิมเขาเลือกจะผิดใจกับคนทั้งตำหนักแต่จะไม่ขอเป็ผู้ร้ายในสายตาของพระชายาเอกคนนี้แน่นอน
เมื่ออู๋เสี่ยวหรันสั่งการทุกอย่างจบแล้วก็ออกเดินทางไปที่หมู่บ้านไร้นามและพักอยู่ที่นั่น โดยมีซุนหนี่เด็กหญิงผู้เสียปู่ไปย้ายมาพักที่เรือนของนางด้วยเนื่องด้วยบ้านเดิมของนางเป็เพียงบ้านไม้ที่ปลูกขึ้นมาอย่างง่ายไม่สามารถกันความเย็นจากหิมะได้เลยหลายปีที่นางและปู่ผ่านมาได้เพราะมีเตียงเตาเก่า ๆ ที่ปู่ของนางทำไว้เมื่อยังมีแรงแต่มันก็เก่ามากแล้วอู๋เสี่ยวหรันจึงให้นางย้ายมาอยู่ด้วยกันเสียเลย
ระหว่างนี้ลู่ิหลันก็สามารถหาหนทางติดต่อเพื่อนที่อยู่ในค่ายทหารของเฉิงอ๋องได้เขาคนนั้นก็คือหนึ่งในอดีตขุนพลของแม่ทัพเผิงที่มีนามว่า กวนหย่งเล่อทำให้ได้ทราบข่าวสถานการณ์ทางชายแดนและความเคลื่อนไหวของกองทัพได้อย่างรวดเร็ว
อู๋เสี่ยวหรันจึงได้แนะนำให้เขาหาพื้นที่ที่จะสามารถรวบรวมคนหรือไม่ก็สร้างพรรคอะไรขึ้นมาสักอย่าง แต่ก็ให้ทำอย่างเงียบ ๆ อย่าเปิดเผยตัวตนให้ใครได้รู้เพราะเป็ห่วงเื่ความปลอดภัย
หลังจากคำนวณดูแล้วฤดูหนาวอาจจะยาวนานถึงสี่เดือนอู๋เสี่ยวหรันไม่อยากเสียเวลารออยู่เปล่า ๆ นางจึงนำเื่นี้มาปรึกษากับลู่ิหลันทั้งสองจึงตัดสินใจว่าที่เมืองหลวงนี้ จะเริ่มจากการสร้างสำนักคุ้มภัยขึ้นมาด้วยเงินที่มีและอำนาจของจวนอ๋องที่อู๋เสี่ยวหรันจะนำมาใช้อย่างลับ ๆการสร้างสำนักคุ้มภัยขึ้นมาสักที่หนึ่งคงไม่ยากเย็นนัก
อู๋เสี่ยวหรันให้จินเหมาร่างหนังสือขออนุญาตจัดตั้งสำนักคุ้มภัยขึ้นมาและส่งองครักษ์ออกไปจัดการเพียงไม่กี่วันอู๋เสี่ยวหรันก็ได้รับใบอนุญาตจากทางการภายใต้ชื่อเทียนเสี้ยเปียวหัง ที่มีความหมายว่า สำนักคุ้มภัยแห่งใต้หล้าโดยใช้ชื่อเ้าของหรือผู้ก่อตั้งเป็นามแฝงของอู๋เสี่ยวหรันอีกที
และแน่นอนว่าการเปิดสำนักคุ้มภัยจะต้องรับสมัครคนที่มาร่วมฝึกฝนอู๋เสี่ยวหรันก็ไม่ลืมที่จะเปิดรับคนในหมู่บ้านก่อนทั้งคนที่มาอยู่ใหม่และคนที่อยู่ก่อนหน้าต่างก็ให้ความสนใจเข้าร่วมฝึกฝนและขอทำงานกับสำนักคุ้มภัยกันมากมายโดยเฉพาะเด็กชายที่อายุสิบสามปีขึ้นไปหลายคนพวกเขาก็มาขอร่วมฝึกฝนและฝึกงานที่นี่ด้วยและนี่ก็เป็จุดกำเนิดกองทัพเล็ก ๆ ของอู๋เสี่ยวหรัน