42 เด็กน้อยหอยทาก
42เด็กน้อยหอยทาก
ใต้เนื้อหนังที่อกซ้ายของชายหนุ่มเกิดอาการแปลบปลาบเมื่อได้ยินคำตอบ ยิ่งเมื่อถูกสาวน้อยจ้องมองกลับด้วยใบหน้านิ่งสนิทแสนซื่อแล้ว เขาเกือบที่จะต้องยกมือตัวเองไปกดทับมืออีกข้างไว้ มือที่มันเกือบจะเผลอไผลไปทำอะไรที่อาจเป็นการล่วงเกินหญิงสาวเข้า
แดริสแก้ปัญหาด้วยการขยับตัวออกห่างจากนางไปด้านข้าง ขยับไปห่างจนแน่ใจว่าถึงจะเอื้อมมือออกมา แต่มันก็จะคว้าไม่ถึงตัวว่าที่ราชินีของเขานั่นเอง
ตอนแรกเขาแอบคาดเดาเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้า สถานการณ์แบบนี้คงไหลพาไปจนถึงเขาขอนอนซุกหนุนตักของนางให้นางลูบหัวปลอบใจได้ แต่ดูอาการแล้วตัวเขาเองต่างหากที่คงไม่กล้าอยู่ใกล้ชิดกับนางแบบนั้น
เขาไม่อยากสร้างความเกลียดชังของนางเพิ่มมากกว่านี้ ไม่อยากให้ฟีออนเกลียดเขาไม่ว่าจะในฐานะของพระราชาหรือแดริสมากไปกว่านี้อีกแล้ว ชายหนุ่มสาบานกับตัวเอง แม่นมเจนเองก็บอกไว้แบบนั้นก่อนจากไป ไม่ว่าจะยากเย็นแค่ไหนเขาก็จะพยายามและอดทน จนกว่าหญิงสาวจะเปิดใจยอมรับเขาอย่างเต็มใจจริงๆ
และคงเป็นอย่างที่ฟีออนว่ามาเมื่อครู่ เขาถึงได้รู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด ไม่ต้องคิดมากวุ่นวายเรื่องบ้านเมือง ไม่ต้องคอยหวาดระแวงใครๆ ถึงเขาจะไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกับหญิงสาวคนนี้ก็เถอะ แต่นางบอกว่าอยากจะเป็นเพื่อนกับเขา กับแดริส... และที่ผ่านมาทุกช่วงเวลาที่นางก้าวเข้ามาหาแดริสอย่างเต็มใจด้วยตัวนางเอง นั่นก็ด้วยเหตุผลนี้ทั้งนั้น เอาเข้าจริงๆ เมื่อได้นั่งคุยกันในสถานการณ์ที่ไม่ต้องบังคับฝืนใจกัน มันก็ดีไปอีกแบบอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
“อ้าว ทำไมหนีไปนั่งซะไกลล่ะคะ”
“ก็...เจ้าไม่คิดเหรอว่านั่งใกล้ข้าจนเกินไป เกิดเจ้าจ้องข้ามากเข้าจนเผลอหน้ามืดทำอะไรไม่ดีขึ้นมาจะทำยังไง ถึงจะนิสัยเสียแต่ข้าก็ไม่ได้หลงตัวเองนะ ข้าไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนดูดีเท่าตัวเองมาก่อนเลย”
ถ้อยคำนั้นทำเอาฟีออนอ้าปากเหวออย่างไม่อยากเชื่อ
“โธ่เอ๊ย... ข้าว่านะ...หอยทากน้อยใต้ใบบัวยังโลกกว้างกว่าท่านอีก วันๆ ท่านอยู่แต่ในวังจะไปเคยเห็นใครที่ไหนนักหนากันล่ะ ข้าไปมาแล้วทั่วแผ่นดิน ขอบอกเลยว่าท่านน่ะดูดีมากก็จริง แต่ก็ไม่ทำให้ข้าใจเต้นขึ้นมาได้หรอกนะ ชายหนุ่มหน้าตาดีๆ มีออกถมเถไป ข้าเห็นจนไม่รู้สึกตื่นเต้นแล้ว อย่าหลงตัวเองให้มากนักเลย เด็กน้อยจริงๆ ไม่สิ... เจ้าเด็กน้อยผู้ด้อยกว่าหอยทาก”
หลังอ้าปากค้างอึ้งทึ่งไปอีกครา แดริสก็เถียงกลับไม่ออกนอกจากเปล่งเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น ชายหนุ่มหงายเอนแผ่นหลังราบลงกับพื้นหญ้า ตะแคงข้างหันไปอีกด้านหัวเราะอยู่คนเดียวอย่างไม่สนใจว่าใครจะจ้องมองเขาอย่างไร
ให้ตายเสียเถอะ นานเท่าไหร่แล้วที่ไม่ได้หัวเราะขนาดนี้ นี่นางอายุน้อยกว่าเขาร่วมสิบปีเชียวนะ ทั้งที่เป็นอย่างนั้นกลับกล้าต่อว่าเขาเป็นเด็กน้อยอย่างนั้นหรือ มิหนำซ้ำในสายตานางเขาคงด้อยกว่าหอยทากด้วยซ้ำ แดริสหันไปนอนหัวเราะอยู่พักใหญ่แทบหยุดไม่ได้ราวกับถูกจี้จุดขำเข้าเต็มประดา ถูกอกถูกใจเมื่อถูกต่อว่าเข้าตรงๆ อย่างที่ไม่เคยมีใครอาจหาญกล้าทำมาก่อนเลย
ฟีออนมองแผ่นหลังของชายหนุ่มในแง่มุมใหม่ด้วยความรู้สึกแสนแปลก แดริสในตอนนี้ดูต่างจากพระราชาจอมเจ้าเล่ห์เพทุบายคนนั้นโดยสิ้นเชิง หญิงสาวอดคิดมากไปกว่านั้นไม่ได้ หากว่านี่เป็นตัวตนที่แท้จริงของคนผู้นี้แล้วล่ะก็ นานแค่ไหนกันแล้วที่เขาไม่ได้หัวเราะแบบนี้ นานแค่ไหนกันแล้วที่เขาได้พูดคุยกับใครสักคนแบบไม่ต้องถือยศศักดิ์เช่นนี้ นานแค่ไหนกันแล้วที่เขาต้องทอดทิ้งตัวตนเหล่านี้เพื่อสวมบทบาทหน้าที่กษัตริย์ ซึ่งหล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนอีกคน และราวกับเป็นคนละตัวตนกับในตอนนี้โดยสิ้นเชิง
เครื่องเสวยมื้อกลางวัน ที่ล่วงเลยเวลาจนแทบจะเป็นมื้อเย็นแล้วถูกนำกลับไปจัดการปรุงแต่งเพิ่มเติมใหม่อีกครั้ง เพื่อเพิ่มให้เป็นปริมาณสำหรับสองคน ยิ่งได้รู้ว่าเครื่องเสวยจะถูกตั้งที่โต๊ะเสวยกลางเป็นครั้งแรกในรอบสิบห้าปี อาหารมงคลสำหรับการอวยพรต่างๆ ก็ถูกเพิ่มเข้ามาด้วยความยินดีของเหล่าคนครัว
หลังทำตามขั้นตอนการทดสอบอาหารทุกอย่างจากเหล่านางกำนัลเรียบร้อยแล้ว ฟีออนก็เป็นผู้เริ่มต้นกิจวัตรนี้ให้ดำเนินไป หญิงสาวตักกับข้าวอย่างหนึ่งถวายแก่องค์กษัตริย์ และตักอย่างเดิมอย่างเดียวกันเข้าปากของตัวเองต่อ แม้จะยังทรงมีท่าทีกล้าๆ กลัวๆ และจับจ้องมองมันแน่นิ่งอยู่นาน แต่จนท้ายพระองค์ก็ตักอาหารขึ้นเสวยได้ในที่สุด
“เสวยเยอะๆ นะเพคะ อาหารอร่อยจริงๆ”
สถานะของทั้งสองกลับมาอยู่ในสภาพอย่างที่ควรจะเป็นเมื่ออยู่ต่อหน้าข้าราชบริพารทั้งหลาย อาหารทุกจานล้วนมีรสชาติอร่อยลิ้น ทว่าองค์แดริสได้แต่พยายามกลืนมันลงไปอย่างไม่รู้รสเท่าใดนัก เมื่อได้เริ่มเสวยคำแรกเข้าไปแล้ว น้ำตาหยดหนึ่งก็รินไหลออกมาจากพระเนตรอย่างแทบไม่รู้พระองค์ ฟีออนเป็นผู้ที่ทำให้มันหายไปด้วยมือของนางเอง กษัตริย์หนุ่มหันไปมองว่าที่ราชินีของตนอย่างซาบซึ้งใจทีเดียว
“จะต้องไม่เป็นไรแน่ๆ เพคะ หากไม่ทรงเชื่อหม่อมฉัน ก็ขอให้ทรงเชื่อในคำพูดของท่านแม่นมนะเพคะ”
“ข้านึกสภาพตัวเองไม่ออกเลยหากไม่มีเจ้ามานั่งอยู่ตรงนี้ ขอบคุณนะฟีออน ขอบคุณที่เจ้าอยู่ตรงนี้”
ฟีออนเพียงแยกมุมปากเป็นอมยิ้ม ไม่ตอบรับสิ่งใดกลับนอกเสียจากหันกลับมาตั้งตาตั้งตาทานอาหารต่อไป
มื้อเสวยดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ฟีออนพยายามสรรหาประเด็นขึ้นมาชวนพูดคุยบ้าง แต่ดูเหมือนฝ่าบาทจะตอบรับนางได้น้อยกว่าปกติเหลือเกิน และถึงแม้พระองค์จะเสวยไปไม่มากเท่าปริมาณที่เคยเสวยในทุกครั้ง แต่การที่สามารถร่วมโต๊ะเสวยอย่างเป็นทางการกับผู้อื่นได้แบบนี้ ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมแล้ว
หลังจบมื้อเสวยที่ทำเอาใครหลายคนน้ำตาซึมไม่หยุด โดยเฉพาะเหล่าข้าหลวงและนางกำนัลอาวุโสที่รู้เรื่องราวของกษัตริย์ผู้นี้เป็นอย่างดี จากนั้นคณะตามเสด็จแห่งองค์ราชาก็ยกขบวนกันมาจนถึงหน้าห้องบรรทมใหญ่ องค์แดริสบอกกล่าวให้ทุกคนแยกย้ายกลับไปพักผ่อน ก่อนจะคว้ามือของว่าที่ราชินีเข้ามาภายในห้องบรรทมของพระองค์เอง
“จะว่าไปแล้วหม่อมฉันก็เสียดายนะเพคะ อุตส่าห์จะได้เป็นร่างอักษรฯ ที่เป็นสตรีคนแรกแท้ๆ อดถูกตราชื่อไว้ในบันทึกประวัติศาสตร์เลย ราชินียุคสมัยไหนก็มีทั้งนั้น”
ฟังแล้วองค์เหนือหัวก็รู้สึกขำขึ้นมา จะมีสตรีที่ไหนเสียดายตำแหน่งร่างอักษรฯ เพราะจะได้เป็นราชินีแบบนี้กัน
“เจ้าก็ทำหน้าที่นั้นต่อด้วยสิ จะว่าไปนอกจากเจ้าแล้ว ข้าก็คงไม่ให้ใครคนอื่นมาทำหน้าที่นี้อีกหรอก”
“จริงหรือเพคะ ทำอย่างนั้นได้หรือ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างดีอกดีใจ
“ถ้าเจ้าทำไหวทำไมจะไม่ได้ล่ะ...งานเจ้าก็แค่เยอะขึ้นเท่านั้นเอง แบบนี้คงได้ถูกจารึกชื่อสองต่อ เป็นราชินีคนแรกที่ทำหน้าที่ร่างอักษรฯ ซึ่งเป็นสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ด้วย มีคำว่าคนแรกตั้งสองอย่าง แบบนี้ยิ่งดูดีกว่าเดิมไม่ใช่หรือ”
“ฮะฮะฮะ หม่อมฉันจะทำเพคะ ท่านพ่อจะต้องภูมิใจในตัวหม่อมฉันมากแน่ๆ”
องค์แดริสคร้านจะเถียงต่อ เพราะรู้ว่าพูดไปก็คงไร้ประโยชน์ ท่านอาจารย์นั่นแหละที่คงภาคภูมิใจในตัวเองอย่างที่สุดเลยทีเดียว ที่แผนการอันยาวนานทั้งหมดของตนเองนั้นลุล่วงไปได้ด้วยดี เลี้ยงดูนางมาอย่างดีขนาดนี้ วางแผนให้นางเป็นหญิงอัปลักษณ์เพื่อป้องกันภัยแบบนี้ แล้วส่งนางมาให้เขาติดกับดักจนหนีไปไหนไม่ได้อีกต่อไป
จากจดหมายฉบับสุดท้ายที่ท่านอาจารย์เขียนมาหา และบอกว่าจะกลับมาอยู่ที่จีโอเนสอย่างถาวรนั้น ท่านได้บอกเล่าเรื่องราวของฟีออนไว้มากมายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน บอกไว้ด้วยว่าท่านตั้งใจจะส่งฟีออนให้เข้าวังในตอนอายุยี่สิบด้วยการสอบปราชญ์หน้าใหม่ ก่อนจะเล่าเรื่องที่หมู่นี้มีลางสังหรณ์ไม่ดีอย่างน่าประหลาด และฝากฝังนางไว้กับเขาหากว่าเกิดอะไรขึ้น
การพบเจอของเขากับนางอาจไม่ได้เป็นไปตามที่ท่านอาจารย์คาดคิดไว้ แต่ไม่ว่าฟีออนจะปรากฏตัวต่อหน้าเขาอย่างไร หากนางมีความรู้ความสามารถสอบได้แม้กระทั่งตำแหน่งปราชญ์หน้าใหม่ ตำแหน่งที่ชายหนุ่มผู้อยากเข้าเป็นขุนนางทั่วทั้งอาณาจักรสอบแข่งขันแย่งชิงกันเรือนหมื่น เชื่อได้เลยว่านางจะต้องตกเป็นที่สนอกสนใจของเขาอย่างแน่นอน
ชายหนุ่มไม่เคยเชื่อในโชคชะตาพรหมลิขิตอะไรพวกนั้น แต่เมื่อได้ลองนึกย้อนไปแล้วเรื่องมันก็แปลกอยู่เหมือนกัน ก็ไม่แน่หรอกนะ...บางทีชะตากรรมของเขากับนางอาจจะถูกผูกตรึงให้ติดกันตั้งแต่วันที่หญิงสาวลืมตาดูโลกใบนี้แล้วก็อาจเป็นได้
“ฟีออน ทำไมเจ้าถึงได้ชื่อว่าฟีออน รู้รึเปล่า...”
“ท่านพ่อตั้งให้เพคะ”
“ดอกไม้สวยงามมีตั้งเยอะตั้งแยะ ทำไมท่านอาจารย์ถึงตั้งชื่อให้ลูกสาวตัวเองแบบนั้น...”
“ก็...ช่วงนั้นเป็นหน้าหนาว ดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ได้ก็มีแต่ดอกหญ้าตามไร่นาท้องทุ่ง ท่านพ่อเห็นแล้วก็เลยนึกได้ หม่อมฉันถึงได้รับชื่อนั้นมาเพราะจะได้เติบโตเป็นคนที่แข็งแกร่งเหมือนดอกหญ้า ที่ทนทานต่อทุกสภาพอากาศ เช่นเดียวกับไม่ย่อท้อต่อปัญหาของชีวิตเพคะ”
“หือ... ดอกหญ้าที่ท่านอาจารย์เห็นคงสวยน่าดูนะ ถึงได้จินตนาการบังเกิดคิดได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้”
“หม่อมฉันชอบชื่อของตัวเองที่สุดเพคะ ทุกครั้งที่นึกถึงจะรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมากมายทุกครั้ง”
“ข้าก็ดีใจ...ที่เจ้าชอบ”
ก่อนที่ฟีออนจะได้ขมวดคิ้วอย่างแปลกใจกับคำพูดและรอยยิ้มแปลกๆ นั่น ในระหว่างคุยกันนั้นฝ่าบาทก็ทรงเสด็จไปหยิบบางสิ่งออกมาจากลิ้นชักตู้เก็บของส่วนพระองค์ แล้วเสด็จมายืนตรงหน้าของฟีออนอีกครั้ง
“ยื่นแขนข้างซ้ายมาสิ”
“เอ่อ...”
หญิงสาวยังยืนนิ่งไม่ยอมยกแขนขึ้นมา จนองค์ราชาต้องจับแขนของนางขึ้นมาเอง เมื่อดึงแขนเสื้อลงเล็กน้อยแล้วสร้อยข้อมือไข่มุกอันเดิมก็ปรากฏขึ้นต่อสายตาทั้งสองอีกครั้ง ในวินาทีที่หญิงสาวคิดว่าจะทรงสั่งให้นางถอดออก หรือพระองค์อาจดึงกระชากมันออกไปนั่นเอง
“ไม่ต้องถอดมันออกหรอก ใส่มันไว้อย่างนั้นหากมันจะทำให้เจ้ารู้สึกดีกว่า แต่เพียงแค่ว่าทุกครั้งที่เจ้ามองมันแล้วนึกถึงคาอูล ขอให้เจ้ารับรู้ไว้ด้วยว่ายังมีข้าอยู่อีกคนก็พอ” ตรัสจบองค์เหนือหัวก็สวมสร้อยข้อมือสีเงินเส้นเล็กซึ่งประดับไปด้วยอัญมณีสีน้ำเงินและสีแดงอย่างงดงามใส่ไว้ที่แขนข้างเดียวกัน
ฟีออนพูดไม่ออก ตอบอะไรกลับไม่ได้แม้แต่คำเดียว นึกเอาไว้ไม่มีผิดทีเดียว หลังกลับมาจากการเดินเล่นแล้ว ทันทีที่รู้ตัวว่านางต้องแสดงตนอยู่ในฐานะว่าที่ราชินี หัวใจของหญิงสาวก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาในทันตา ยิ่งจ้องมององค์เหนือหัวแล้วหญิงสาวก็ยิ่งมีแต่ความเสียใจ ทำไมต้องเป็นนาง ทำไมถึงไม่ใช่พระสนมจานิสต้าหรือพระสนมจีโอเรียที่รักพระองค์อย่างจริงใจ ยิ่งทรงทำดีกับนางมากเท่าไรหญิงสาวก็ยิ่งรู้สึกผิดในใจมากขึ้นทุกที เพราะหากถามตอนนี้นางก็ยังไม่รู้สึกอยู่ดีว่าจะสามารถตอบรับความรู้สึกของพระองค์ได้เลย
“ฝ่าบาทเพคะ ไหนๆ หม่อมฉันก็จะเป็นร่างอักษรฯ ด้วยแล้ว ขอให้หม่อมฉันได้อ่านบันทึกที่ผ่านมาของพระองค์ได้ไหม เผื่อว่าจะได้บันทึกลงไปในทิศทางเดียวกัน ที่ผ่านมาทรงบันทึกด้วยพระองค์เองใช่ไหมเพคะ”
เมื่อไม่รู้จะตอบอะไรกลับ หญิงสาวก็เลี่ยงมันโดยการชวนพูดคุยเรื่องอื่นต่อ องค์แดริสนิ่งงันไปเลยทีเดียวเมื่อสวมสร้อยข้อมือให้นางเสร็จพอดี
“อยากอ่านจริงๆ หรือ ข้าว่ามันตลก เห็นแล้วเจ้าคงหัวเราะเยาะข้า”
ฟีออนนิ่วหน้าอย่างแปลกใจ ของแบบนั้นจะมีอะไรให้ตลก หรือทรงเขียนความลับอะไรที่บอกใครไม่ได้อย่างเช่นเรื่องน่าอายต่างๆ ไว้กัน
“ให้หม่อมฉันอ่านเถอะเพคะ ไม่อย่างนั้นจะรับหน้าที่นั้นมาทำต่ออย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร”
“ก็ได้ๆ ข้าให้เจ้าอ่านคนเดียวเท่านั้นนะ ห้ามบอกใครเด็ดขาดรู้ไหม มันเป็นความอับอายเพียงอย่างเดียวของข้านับตั้งแต่ขึ้นครองราชย์มาเลย นึกเสียใจอยู่นิดหน่อยเหมือนกันที่ตอนนั้นไปทำปากเก่งบอกว่าจะเขียนเอง”
ยิ่งได้ฟัง หญิงสาวก็ยิ่งเริ่มอยากรู้ขึ้นมาอย่างจับใจ
“เพคะ ต่อให้ไม่มีหน้าที่มาบังคับไม่ให้พูดต่อ หม่อมฉันก็สัญญาว่าจะไม่บอกใคร”
“สัญญาแล้วนะ เห็นแล้วห้ามหัวเราะเยาะข้าด้วยล่ะ ว่าแต่มันอยู่ไหนนะ”
รับสั่งเสร็จองค์เหนือหัวก็ทรงเริ่มค้นข้าวของตามตู้ลิ้นชักต่างๆ ภายในห้องบรรทมใหญ่ทันที ฟีออนได้แต่ส่ายหน้ากลั้นขำไว้ เมื่อยืนมองพระองค์ที่คุ้ยหาสิ่งของโยนโน่นนี่ออกมาทิ้งราวกับเด็กๆ ในบางครั้งพระองค์ก็ยังดูเป็นเด็กน้อยอย่างที่นางบอกไปก่อนหน้านี้จริงๆ
ว่าแต่...ก็น่าแปลกไหม พระองค์ขึ้นครองราชย์มาถึงสิบห้าปีแล้ว บันทึกที่ผ่านมาแม้จะยุ่งมากแค่ไหนก็น่าจะต้องมากเอาการจนเก็บไว้เป็นตู้ดีๆ สิ แต่ทำไมถึงได้ทรงค้นหามันราวกับเป็นสิ่งของหายากถึงเพียงนั้น
“เจอแล้ว” เสียงรับสั่งดังขึ้นอย่างดีอกดีใจ สิ่งที่อยู่ในพระหัตถ์ขององค์แดริสคือบันทึกเล่มหนึ่ง ซึ่งทั้งทรงเป่าทั้งปัดฝุ่นที่เกาะตัวกันหนาเขรอะเหล่านั้นออกไป ก่อนจะยื่นส่งมอบมันมาให้กับฟีออนในที่สุด
ตะเกียงไฟที่มีหลายอันทำให้ภายในห้องสว่างไสวไปทั่ว หญิงสาวอ่านตัวอักษรที่เขียนอยู่บนหน้าบันทึกนั้นได้อย่างชัดเจน มันคือพระนามเต็มของพระเจ้าแดริส และตามหลังด้วยคำว่า ‘เล่มที่หนึ่ง’
ฟีออนเปิดดูหน้าแรกในที่สุด ไล่เรียงอ่านมาจากพระนามเต็มยศ ต่อด้วยพระนามของพระบิดาพระมารดาและเครือญาติสายตรงอย่างพระขนิษฐา แล้วก็เป็นวันเดือนปีที่ทรงประสูติซึ่งเป็นวันที่ผ่านไปเมื่อไม่นานมานี้
ทว่า สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าหญิงสาวต่อจากนั้น ก็ทำเอาหัวคิ้วของนางแทบจรดติดกันอย่างงุนงง คำนวณจากวันเดือนปีที่ระบุแล้ว น่าจะเป็นช่วงวัยที่พระองค์ขึ้นครองราชย์ในปีแรก
‘ข้าชอบสีน้ำตาลของพื้นดิน สีเขียวของพื้นหญ้า ชอบสัมผัสนุ่มเท้าเวลาได้เดินเท้าเปล่าเหยียบมันเล่น’
และนั่น...ก็เป็นเพียงข้อความเดียวที่ถูกเขียนไว้ในบันทึกเล่มนั้น
“ทำไมมีแค่นี้ล่ะเพคะ” ฟีออนหันไปถามองค์ราชา ซึ่งเสด็จหนีขยับไปอยู่ข้างหน้าต่างราวกับอับอายบันทึกนั้นเหลือเกิน
“นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ข้านึกออก... ว่าตัวเองชอบอะไร หรือได้ทำอะไรนอกจากทำงานในตอนนั้น ถ้าเป็นพวกตารางงานกองราชเลขาก็มีบันทึกไว้อยู่แล้ว ข้าก็เลยไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรเพิ่มเติมต่อ ก็เคยจะเขียนเรื่องของมารีอาร์อยู่หรอกนะ แต่สุดท้ายก็ทำใจเขียนไม่ลง”
รับสั่งนั้นทำเอาหญิงสาวใจหายวาบขึ้นมา นี่จะเป็นเรื่องที่ชวนให้หัวเราะเยาะได้อย่างไรกัน สิบห้าปีที่ผ่านมา... นางแทบไม่อยากนึกภาพเลยว่าทรงใช้ชีวิตมาได้อย่างไร ยิ่งมองพระองค์แล้วหญิงสาวก็ยิ่งไม่พบอะไรนอกจากความว่างเปล่าจริงๆ
ฟีออนปิดบันทึกกลับเข้าที่เดิมก่อนจะเดินไปหาองค์กษัตริย์ซึ่งยังประทับนิ่งที่ข้างหน้าต่าง พระองค์ยังคงไม่กล้าสบสายตากับนางราวกับอับอายอย่างเหลือเกินที่ถูกจับได้ว่า ตัวเองนั้นบกพร่องในหน้าที่นี้เพียงใด
“หม่อมฉันจะช่วยพระองค์เองเพคะ จะช่วยให้ทรงค้นพบว่าพระองค์ยังมีอะไรอีกมากมายที่ทรงโปรดปราน”
คำกล่าวนั้นไม่เพียงทำให้ห้องเงียบชั่วขณะ แต่มันทำเอาหัวใจของชายหนุ่มแทบหยุดเต้น
“ที่จริง...ข้าก็ค้นพบอีกอย่างหนึ่งแล้วเหมือนกันนะ”
รับสั่งคำนั้นจบ องค์เหนือหัวก็หันมามองหน้าสบตาหญิงสาวอย่างตรงไปตรงมา
“ฟีออน คืนนี้อยู่กับข้านะ ข้าสาบานว่าจะไม่มีวันฝืนใจเจ้าแน่นอนหากเจ้าไม่ต้องการ ข้ากลัว... กลัวจริงๆ กลัวว่าหากเจ้าไม่อยู่ตรงหน้าแล้วรุ่งเช้าตื่นมาข้าจะไม่ได้เห็นหน้าเจ้าอีก”